Nothingness Phantasy

ตอนที่ 2 : [บทที่ 1] ความฝัน จุดมุ่งหมาย เหตุผลในการมีชีวิตอยู่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 223
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ส.ค. 55

    


 

 

[บทที่ 1ความฝัน จุดมุ่งหมาย เหตุผลในการมีชีวิตอยู่

 

 

 

 

เคยไหม

 

ที่ทุกคนต่างก็มีความฝันที่สวยงาม แต่คุณกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไร

 

เคยไหม

 

ที่ทุกคนต่างก็หัวเราะกันอย่างมีความสุข แต่คุณกลับรู้สึกอยากจะหนีห่างไปให้ไกล

 

เคยไหม...

 

กับความคิดที่ว่า...หากโลกนี้ขาดคุณไปสักคน คงไม่มีใครรู้สึกอะไร

 

 

 

 

 

            ตึง !

 

            สติกลับเข้าสู่ร่างกาย เสียงของแข็งกระทบกันอย่างรุนแรงก็ได้ลอยเข้ามาในโสตประสาทของผม ดังขึ้นมาได้สักครู่หนึ่งแล้วจึงเงียบหายไป ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงตะคอกอันแหบแห้งของหญิงชรา

 

ครูไม่รู้หรอกนะว่าเธอคิดอะไรอยู่กันแน่ !” 

 

            ที่นี่...ที่ไหน

 

            เปิดเปลือกตาออก เบื้องหน้าที่ผมเห็นเป็นคือสตรีสูงวัยในชุดเครื่องแบบสีแดงสดที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี เธอกำลังยืนกอดอก ปราดสายตาอันเย็นเยียบผ่านเลนส์แว่นหนาเตอะตรงมายังที่ๆ ผมกำลังนั่งอยู่

 

            อา...เวลาพักกลางวัน สินะ ถ้าจำไม่ผิดผมก็กำลังโดนเรียกตัวมาพบโดยครูประจำชั้นที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตรงหน้า

 

            “กระดาษแผ่นนี้มันหมายความว่ายังไง !” พูดจบสตรีผู้นั้นก็ทุบฝ่ามือลงไปบนโต๊ะตรงหน้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเธอด้วยความรวดเร็ว จ้องไปยังใบหน้าไม่สบอารมณ์ของเธอสักพัก จึงเบนสายตาลงมายังกระดาษที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

 

            กระดาษ...แผ่นเล็ก ๆ ที่บรรจุคำถามยากยิ่งกว่าโจทย์ปัญหาใดๆ ในโลก

 

โจทย์ปัญหาที่อาจจะมีเพียงผมคนเดียวที่พยายามแค่ไหนก็หาคำตอบของมันไม่ได้

 

            แผ่นกระดาษสีขาวสบายตา กับตัวอักษรไม่กี่ตัวที่เขียนว่า

 

'อนาคตหลังจบการศึกษา'

 

นักเรียนทั้งหมดสี่สิบสองคน ทุกคนต่างก็มีสิ่งที่อยากจะทำในอนาคต ไม่ว่าจะเรียนต่อหรือทำงาน มีแค่เธอคนเดียวที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป...

 

            “ครูถามจริงๆ เถอะ เธอคิดจะทำยังไงกับอนาคตของตัวเองกันแน่ ลองนึกถึงพวกคนอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนเหมือนเธอสิ เค้าลำบากกว่าเธอขนาดไหน รู้บ้างไหม !!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่เธอใช้ ท่าทางที่เธอแสดงออกมา มันทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าร่างกายกำลังโดนเข็มเล็กๆจำนวนมากพุ่งเข้ามาทิ่มแทงอย่างไม่หยุดยั้ง

 

            เจ็บปวด...ใช่ นั่นเป็นเพราะคำพูดทุกคำพูดของเธอล้วนแล้วแต่เป็นความจริง ผมก็แค่คนที่ไร้ความฝัน

 

            ก็แค่คนที่ไร้ความฝัน...

 

 

            สองเท้าพาผมเดินผ่านสนามเด็กเล่นซึ่งผมคุ้นเคยกับมันมาตั้งแต่เด็ก น่าแปลกใจเหมือนกันที่แม้เวลาจะผ่านไปนับสิบปีแต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นลานทรายที่ผมเคยวิ่งเล่น กระดานลื่นที่ผมจะต้องปีนขึ้นไปทุกครั้ง หรือแม้แต่ชิงช้าไม้เก่าๆ ที่ผมเคยโหนมันอย่างสนุกสนานสมัยเมื่อตอนยังมีสามที่นั่ง ก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม

 

            ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

 

            ย้อนกลับมาดูตัวผมในปัจจุบัน แม้เวลาจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ผมก็ยังคงใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่สนใจใยดีเรื่องอนาคตเหมือนตัวผมในอดีต...แน่นอนว่าผมไม่ได้มีความทุกข์กับชีวิตที่เป็นอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีความสุขอะไรกับมันมากมาย

 

            ก็แค่ใช้ชีวิตให้มันผ่านๆ ไป

 

ทั้งอดีตอันแสนว่างเปล่า ทั้งวันเวลาปราศจากความหมายในปัจจุบัน  

 

  

            ให้มันผ่านๆ ไป...

 

            “อนาคตหลังจบการศึกษา...งั้นเหรอ” ผมพูดขึ้นมาลอยๆ

 

            ถ้าเรียนจบไปผมก็คงต้องออกจากบ้าน ทำงานหาเงิน มีครอบครัวเป็นของตัวเอง...

 

            ครอบครัว

 

            อาจจะแปลกที่ผมต้องพูดแบบนี้ เพียงแต่ว่าผมไม่เคยรักใคร

 

            ใช่...คุณไม่ได้ดูผิดไปหรอก ผมไม่เคยรักใครจริงๆ 

 

ไม่รู้สินะ จะว่าไปแล้ว ‘ความรัก’ สำหรับผมก็คงเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเข้าใจเหมือนกับ ‘อนาคตหลังจบการศึกษา’ นั่นแหละ

 

เข้าใจไม่ได้...และไม่ต้องการที่จะเข้าใจมัน

 

เหตุการณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกถึงความแตกต่างนั้นอย่างชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ยายเพิ่งเสียไปด้วยโรคชรา

 

แม่ของผมเป็นเจ้าภาพในการจัดงานศพ อาจเพราะเธอเป็นคนที่เรียกได้ว่า มีเงินใช้’ มากที่สุดในตระกูล

 

งานศพดำเนินไปด้วยความเศร้าสร้อย ทุกคนต่างก็เสียใจ คงจะเป็นเพราะแกเป็นคนที่เข้ากับคนเก่ง อัธยาศัยดี ชอบทำบุญ ซึ่งผมก็เคยได้ยินมาว่า บรรดาพระที่จำวัดอยู่ที่นี่รู้จักยายเกือบทั้งหมด

 

สรุปแล้วเธอก็คือคนที่ใครๆ ต่างก็รัก

 

ส่วนความรู้สึกของผมต่อยายงั้นเหรอ...ใช่ ยายเป็นคนดี แถมตอนเด็กแม่ก็ยังเคยนำผมมาฝากเลี้ยงกับยาย เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาว่าง เพราะเธอต้องทำงานล่วงเวลาบ่อยๆ

 

ผมใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่กับยายเป็นเวลาเกือบ 3 ปี ทุกๆวัน เธอจะคอยเอาใจใส่ผมเป็นอย่างดี เธอไม่เคยปล่อยให้ผมต้องอยู่คนเดียว หากเธอไปไหนก็จะพาผมติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ

 

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณยายก็จะเอาใจใส่ผมตลอด

 

คุณยาย...คุณยายที่ใจดีคนนั้นตอนนี้กำลังนอนนิ่งอยู่บนโลงศพตรงหน้า แต่รอบดวงตาของผมกลับแห้งเหือด ไม่มีแม้แต่หยดน้ำชื้นๆ ซึมที่ขอบตาเลยสักนิด

 

            ผู้หญิงคนที่ยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนทุกครั้งที่ผมทำอะไรผิด

 

            คนที่จะเข้ามาพยุงตัวผมให้ยืนขึ้นทุกครั้งในเวลาที่ผมหกล้ม

 

คนที่รักและห่วงใยผมมาตลอดกำลังจากไปอย่างไม่มีวันกลับ...

 

แม่กำลังร้องไห้อย่างไม่อายฟ้าดิน ในขณะที่พ่อของผมก็ทำหน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัวได้เป็นอย่างดี สวมกอดพร้อมยกมือลูบหลังปลอบใจเธอด้วยความอ่อนโยน

 

ผมที่ยืนอยู่ข้างๆ ทั้งสองคนกลับไม่รู้สึกอะไรเลย แม้จะเห็นน้ำตาที่ไหลรินราวกับสายน้ำที่ไม่มีวันสิ้นสุดของแม่  สิ่งที่ผมทำก็แค่หันหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าสีครามเบื้องบน

 

ว่างเปล่า...

 

 

            ไม่รู้เหมือนกันว่าผมกลายเป็นคนเฉยชาแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีความรักหรือแม้กระทั่งความเกลียด กลายเป็นคนที่ไม่สนใจแม้ทุกสิ่งจะพังทลายไปหมดก็ตาม

 

            ไม่สนใจแม้กระทั่งโลกนี้จะสูญสิ้นก็ตาม...

 

            กลับถึงบ้าน ผมก็เจอกับพ่อที่กำลังนั่งเอนหลังดูทีวีบนโซฟาด้วยท่าทางสบายๆ

 

            “อ้าว กลับมาแล้วเรอะ ไอ้ลูกชาย !” คำพูดแรกที่ออกมาจากบุคคลตรงหน้าช่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

 

คำทักทายอันเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนของบิดาที่มีต่อบุตร

 

            “ครับ...พ่อ” ผมพยักหน้ารับ ถอดรองเท้าออกก่อนจะยกไปวางเก็บไว้ในตู้ จัดเรียงเล็กน้อยให้ดูมีระเบียบ แล้วจึงเดินเข้าไปข้างใน

 

            “พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้ฝนจะตก ลูกกลับถึงบ้านเร็วก็ดีแล้ว จะได้ไม่ติดฝน” พ่อยังคงเอ่ยปากพูดต่อไปในขณะที่สองตากำลังจับจ้องไปที่ข่าวต้นชั่วโมงบนหน้าจอทีวีอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

            “ครับ” ตอบพลางเดินไปพลิกหน้าปฏิทินบริเวณโต๊ะวางของที่ยังคงเป็นของเดือนที่แล้วอยู่

 

            เห็นแบบนี้แต่ปกติแล้วพ่อผมจะไม่ค่อยกลับบ้านเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่ท่านจะนอนพักที่ที่ทำงานเลย ในขณะที่แม่ก็จะต้องทำงานล่วงเวลาบ่อย เธอจึงไม่ค่อยมีเวลากลับมาดูแลบ้านเท่าไหร่นัก คนสุดท้ายคือพี่ของผมที่เลือกจะเช่าหอพักมากกว่ากลับมานอนยังบ้านหลังนี้ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางไป-กลับมหาวิทยาลัยราวๆ หนึ่งชั่วโมง

 

ดังนั้น คนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้มากสุดจึงเป็นผมไปโดยปริยาย...

 

 

            ปิดประตูห้องนอนเรียบร้อย ผมก็ทิ้งตัวลงบนเตียงจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน

           

            ความฝัน จุดมุ่งหมาย หรือเหตุผลในการมีชีวิตอยู่

 

ถ้าไม่มีของแบบนั้น ผมจะยังเรียกตัวเองว่ามนุษย์ได้อยู่หรือเปล่านะ...

 

 

 

...................................................................................................................................................

 

 

อย่าพึ่งสงสัยว่าทำไมตัวละครหลักถึงไม่มีชื่อสักที เนื่องจากผมตั้งใจว่าจะให้เรื่องดำเนินไปตามบทแบบนี้

 

ตอนต่อไป จะเริ่มเข้าสู่บทแฟนตาซีและเปิดเผยชื่อตัวละครแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

    
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น

  1. #12 ผู้ไร้นาม (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2555 / 20:02
    ชีวิตหน้าเศร้า เป็นตัวละครที่ว่างเปล่าจังเลย
    ชีวิตมันต้องอยู่กับความจริงโดยมีเป้าหมายคือความฝันให้พุ่งเข้าไปหาสิ//เขย่าตัวพระเอก
    #12
    0
  2. #6 alice doll (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2555 / 20:25
    อัพๆๆๆนุกๆ
    #6
    0
  3. #4 ผ่านมาอ่าน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2555 / 16:06
    มาให้กำลังใจครับ ชอบการบรรยายในนิยายของไรท์เตอร์

    เลยตามอ่านเกือบทุกเรื่อง บรรยายไม่เยิ่นเย้อ ได้ใจความ สละสลวยดีครับ
    #4
    0
  4. #3 key-niceheart (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2555 / 09:56
    ชอบค่ะ เหมือนเรื่องราวของเราเลย
    มันว่างเปล่า เหมือนไร้ซึ่งความหมายหนทางในชีวิต
    มันดูเข้าใจอารมณ์ดีนะ  สู้สู้
    #3
    0
  5. #2 SoulTau (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2555 / 19:30
    รู้สึกว่ามันเรื่อยๆ อ่านแล้วว่างเปล่าตามตัวละครจริงๆ สู้ๆ ^^l
    #2
    0