Out Of Mana ก็คนมัน...ไม่มีพลังเวทย์

ตอนที่ 2 : OOM 1 ก็คนมัน...ไม่มีพลังเวทย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 259
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    5 ม.ค. 59

 

 

ซองจดหมายสีน้ำตาลแก่ที่ถูกหยิบออกมาจากบ้าน

จ่าหน้าที่ถูกลงลายลักษณ์อักษรมาถึงตัวเขาอย่างเจาะจงเป็นพิเศษด้วยการเขียน

ความรู้สึกบนใบหน้ายังคงนิ่งเฉย ไม่ได้ตื่นเต้นหรือเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ได้ลุ้นจนเนื้อเต้นประดังจะถึงวันสิ้นสุดโลก เพราะรู้ตัวดีว่าจดหมายดังกล่าวก็แค่แผ่นกระดาษที่เต็มไปด้วยถ้อยคำว่ากล่าวตักเตือนการเล่นพิเรนทร์ของเด็กๆ ที่ตัวเองได้ทำไป

ซึ่งมันก็ควรจะเป็นแบบนั้น เขายอมรับในการกระทำของตัวเองและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผลของมัน

เพียงแต่ว่า...ปัญหาในตอนนี้ก็คือหลังจากที่เขาตัดสินใจคลี่มันออกเพื่ออ่านข้อความที่อยู่ภายใน

คิ้วทั้งสองข้างก็ค่อยๆ ขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ

เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นคำพูดบรรยายถึงสรรพคุณของตัวสถานที่ดังกล่าว ประวัติที่มีมาอย่างยาวนานรวมไปถึงการที่ได้รับความไว้วางใจอย่างท่วมท้นจากบรรดาเชื้อพระวงศ์ รัชทายาทของกษัตริย์ ขุนนางประเทศต่างๆ รวมไปถึงบรรดาเจ้าของธุรกิจชื่อดังและผู้มีอำนาจทั้งหลายจากทั่วทุกสารทิศ

บทพูดที่เต็มไปด้วยคำพูดอย่างเป็นทางการ ศัพท์หรูหราและฟุ่มเฟือยราวกับว่าจะแสดงให้เห็นถึงความโอ่อ่าดูมีชื่อชั้นของสถานที่แห่งนั้นผ่านทางตัวอักษร เรื่องราวของบุคคลชั้นสูง เหล่าผู้มีความสำคัญ บรรดาผู้ถูกเลือก

วิถีชีวิตของเหล่าตัวละครหลัก...ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเส้นทางชีวิตอันแสนปกติของตัวประกอบอย่างเขาเองเลยแม้แต่น้อย

ดวงตาสีเทาอ่อนเลื่อนผ่านข้อความมาเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดสายตาค้างอยู่ที่ข้อความสองบรรทัดที่ทำเอาถึงกับเผลอหยุดหายใจไปชั่วขณะ

ผลการตัดสิน 
ผ่านการคัดเลือกจากวิทยาลัยเวทมนตร์ อาร์เคเนีย

สีหน้าหลังจากที่อ่านข้อความดังกล่าวจบเต็มไปด้วยความสับสน ในขณะที่ภายในจิตใจก็เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้

ผ่านการคัดเลือก...

            เรื่องทั้งหมดมันควรจะเป็นแค่การแกล้งกันเล่นของเด็กๆ ไม่ใช่หรือไง

            ก็แค่การเล่นพิเรนทร์ของเด็กๆ

            เขาพลิกเอกสารดูจ่าหน้าซองเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อยืนยันแล้วว่าสายตาของตัวเองไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด

            ไม่ผิดแน่ จ่าหน้าซองก็เขียนไว้ชัดแล้วว่าส่งมาให้ตัวเขาจริงๆ

            แล้วทำไมกันนะ...

            เขาคิดพลางเลื่อนดวงตาไปจับที่บรรดาหมู่เมฆสีขาวบนท้องฟ้า เหม่อมองมันในขณะที่ขาทั้งสองข้างก็ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ตกอยู่ในห้วงความคิดอยู่สักพัก ก่อนที่จะได้สติเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์รอบข้างเริ่มที่จะบีบแตรไล่ 

เขาเลิกคิ้วช้าๆ หันซ้ายหันขวามองรอบตัวก่อนจะพบว่าตัวเองได้ตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าผู้คนที่อยู่รอบข้างไปอย่างเรียบร้อย

เสียงกร่นด่าดังขึ้นระงมจากบรรดาผู้ใช้ถนน บ้างก็พูดด้วยความหงุดหงิดว่า อยากตายหรือไง ไอ้หนู ในขณะที่พนักงานขับรถประจำทางที่ดูจะอารมณ์เสียสุดๆ ก็ตะคอกออกมาเสียงดังว่า เห็นถนนเป็นแคทวอล์คหรือไง ไอ้หอกหัก!’

สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือการเดินตรงไปข้างหน้าออกจากบริเวณทางม้าลายตรงนี้ให้เร็วที่สุด มันก็จริง เพียงแต่น่าแปลกสิ่งที่เขาเลือกที่จะทำกลับเป็นแค่การยืนนิ่งอยู่ที่ทางม้าลายเช่นเดิม

เสียงแตรจากบรรดาผู้ใช้รถใช้ถนนเริ่มดังขึ้นถี่และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เจ้าของรถยนต์บริเวณใกล้เคียงก็เริ่มที่จะเปิดกระจกของตนออกมาพร้อมกับตะโกนด่าว่า ยืนเก๊กหล่อกลางถนนแบบนี้ คิดว่าพ่อแกเป็นเจ้าของถนนหรือไงกัน!’

ท่ามกลางเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายผสานกับทำนองของเสียงแตรที่ดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างหนาหู 

ณ บริเวณใจกลางสี่แยกที่เต็มไปด้วยบรรดาผู้คนที่เดินฝักใฝ่กันในช่วงบ่ายของวัน เด็กหนุ่มก็ค่อยๆ เลื่อนมือของตนขึ้นไปจับที่บริเวณศีรษะของตัวเองอย่างช้าๆ 

ก่อนที่จะเริ่มระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางความตะลึงงันของผู้คนทั่วทั้งสี่แยก

เฮ้ยๆ เจ้าเข้าหรือไงวะ คือเสียงแรกที่ดังออกมาจากพนักงานขับรถประจำทางเจ้าเดิมที่เริ่มออกอาการตกใจจนหน้าเสีย ในขณะที่ผู้หญิงวัยกลางคนบริเวณข้างๆ หลังจากที่เห็นเหตุการณ์นั้นก็เริ่มเหงื่อตก เธอค่อยๆ ยกมือที่สั่นเทาขึ้นมากุมไปที่ใบหน้าของตัวเอง พร้อมกับกล่าวออกมาว่า ด...ดิฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง แม้แต่คุณแม่วัยสาวที่เดินจูงมืออยู่กับลูกของตนก็ได้แต่ยืนตัวสั่นงกๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก เธอยืนสับสนอยู่สักพักก่อนจะรีบยกมือบังสายตาลูกน้อยของตัวเองพร้อมกับพยายามปรามด้วยน้ำเสียงหวาดวิตกว่า อย่ามองลูก เดี๋ยวติดตา!’

            ณ ตอนบ่ายในวันอาทิตย์ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว บริเวณใจกลางสี่แยกที่เต็มไปด้วยผู้คน ภายใต้เสียงแตรรถที่บรรเลงสลับกับเสียงกร่นด่าด้วยความหงุดหงิด กับเด็กหนุ่มที่ยืนหัวเราะลั่นราวกับคนบ้า

นั่น...คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด


____________________________________________________________________________________________

 


            หือ ว่าไง ไอ้หนู ลุงกำลังรอฟังอยู่” เสียงพูดถูกเอ่ยออกมาจากชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบ ผู้ซึ่งกำลังนั่งเท้าคางสบตาเด็กหนุ่มเบื้องหน้าพร้อมกับยกนิ้วเคาะโต๊ะอย่างอารมณ์ดี คิดยังไงเอ็งถึงไปยืนหัวเราะคนเดียวกลางสี่แยก หือ กำลังคิดอะไรอยู่ บอกลุงตำรวจคนนี้ให้ชื่นใจหน่อยสิ

            คำตอบมีเพียงความเงียบ เด็กหนุ่มคนตรงหน้าไม่ได้ตอบอะไรกลับนอกจากนั่งสงบนิ่งอยู่เช่นเดิม เห็นดังนั้นบุรุษในชุดเครื่องแบบจึงได้แต่ถอนหายอย่างเซ็งๆ

            ให้ตายสิ เด็กสมัยนี้นี่มัน... พูดไปได้ยังไม่ทันจบประโยค ไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำต่อไปออกมา เขาก็ต้องหยุดริมฝีปากของตน เมื่อทางฝั่งเด็กหนุ่มผู้เงียบงันเริ่มที่จะแสดงปฏิสัมพันธ์กับเขาเป็นครั้งแรก

ด้วยการหัวเราะออกมา

ไม่มีไรหรอกน่าลุง เขาพูดพร้อมกับยกมือลูบหัวตัวเองด้วยท่าทางสบายๆ ต่างกันกับบุรุษในชุดตำรวจที่ได้แต่สะดุ้งตัวโหยง หัวใจแทบวายด้วยการกระทำที่คาดการณ์ไม่ได้ของอีกฝ่าย ก็แค่อากาศมันร้อนๆ นิดหน่อย เลยหาอะไรทำแก้เครียดน่ะ

พูดจบเขาก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของตน

เฮ้ยๆ จะหยิบอะไรขึ้นมาน่ะ!” ชายวัยกลางคนขึ้นเสียงดังด้วยความระแวงจากสัญชาติญาณตำรวจ มองดูอีกฝ่ายพร้อมกับยกมือกระชับไปที่กระบองสีดำที่ประจำอยู่บริเวณชายเสื้อด้านหลัง

เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรกลับนอกจากหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วจึงเลื่อนมือออก โชว์สิ่งของที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงกับบุรุษในชุดเครื่องแบบตรงหน้า เพื่อยืนยันว่ามันไมได้เป็นวัตถุอันตรายแต่อย่างใด

ลูกอม...รสสตรอเบอรี่?”

ยี่ห้อรัฟเฟิลเชีย เขาพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปยังรูปดอกไม้กาฝากกลิ่นฉุนที่ถูกใช้เป็นตราสัญลักษณ์ ฉีกยิ้มบางๆแล้วจึงเอ่ยถามอีกฝ่ายออกไปว่า สนใจเปล่าลุง

ม...ไม่ละ พอดีหมอบอกว่าน้ำตาลในเลือดขึ้นน่ะ

ได้ยินดังนั้นเจ้าของนัยน์ตาสีเทาอ่อนก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ เขาแกะเปลือกพลาสติกสีแดงสดออกมาช้าๆ  ก่อนจะใช้นิ้วดีดลูกอมลอยเข้าไปในปากของตนเองอย่างแม่นยำ

โอ้... ตำรวจวัยกลางคนได้แต่อุทานอย่างทึ่งๆ ไม่ได้พูดอะไรออกมาต่อนอกจากปรบมือของตนเองเข้าหากันแสดงความรู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะเริ่มรับรู้ได้ว่าตนเองค่อยๆ จะเพี้ยนตามมันขึ้นเรื่อยๆ จึงกระแอมไอออกมาเบาๆ เพื่อเรียกสติ

เอาเป็นว่าขอตัวกลับก่อนนะลุง บ้านอยู่ไกลน่ะ นี่ก็จะเย็นแล้ว เดี๋ยวครอบครัวจะเป็นห่วงเอา เขาเอ่ยตัดบท พร้อมกับก้มตัวโค้งคำนับตามมารยาท ก่อนที่จะก้าวเท้าเดินดุ่มๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคนเดิมได้แต่นั่งเกาศีรษะตัวเองอย่างงงๆ กับการกระทำที่คาดเดาไม่ได้ของอีกฝ่าย

“เด็กอะไรประหลาดเป็นบ้า... 


____________________________________________________________________________________________

 


บรรยากาศตอนเย็นในบริเวณแถบชานเมืองเต็มไปด้วยความเงียบสงบ นานๆ ทีถึงจะมีก็เสียงนกเสียงกาแว่วขึ้นมาแล้วหายลับไปหลงเหลือแต่ความเงียบสงัดดังเดิม แสงสีส้มสลัวๆ จากขอบฟ้าค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ บ่งบอกว่าอีกไม่นานดวงอาทิตย์ก็จะลับหายไป

เด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีเทาอ่อนยังคงเดินเรื่อยเปื่อยไปบนฟุตบาทริมถนน ผ่านบรรดาหมู่แมกไม้สลับกับบ้านหลังเล็กใหญ่ที่อยู่บริเวณสองข้างทาง ท่ามกลางความคิดในหัวที่ยังคงวนไปวนมาเกี่ยวกับเรื่องเดิม

            จดหมายดังกล่าวถูกถือไว้ในมือ เขาไม่ได้เก็บมันใส่กระเป๋ากางเกง นับตั้งแต่ที่เดินออกมาจากสถานีตำรวจสิ่งที่เขาทำก็แค่จับมันไว้แน่น กระชับมันไว้ด้วยนิ้วมือทั้งห้าพร้อมกับเดินตามเส้นทางกลับบ้านโดยที่ยังคงถือมันไว้กับตัวตลอดราวกับว่าในส่วนลึกในจิตใจของเขาเองกำลังหวาดกลัวว่าจะทำมันจะหลุดลอยไป

            ทิวทัศน์ที่คุ้นเคยบ่งบอกว่ากำลังจะถึงจุดหมาย บ้านสองชั้นรอบข้างที่ดูคล้ายคลึงกันไปหมด สนามเด็กเล่นที่ไร้ผู้คน ร้านค้าของชำร่วยที่แสนเงียบเหงา และเสียงสปริงเกอร์รดน้ำอัตโนมัติที่กำลังทำงานบ่งบอกเป็นอย่างดีว่าเขาได้มาถึงยังอาณาเขตของหมู่บ้านที่ตนอยู่

            กลับบ้านช้าเหมือนกันนี่ หืม รู้หรือเปล่าว่าฉันอุตส่าห์ยืนรอเธอมาร่วมสองชั่วโมงละนะ คือเสียงทักทายเสียงแรกที่ดังออกมาจากชายคนที่กำลังยืนพิงกำแพงหน้าบ้านของตน เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรกลับ เขาค่อยๆ พยักหน้าช้าๆ ก้มหัวแทนคำขอโทษพร้อมกับเดินตรงเข้าไปในบ้านอย่างเงียบๆ

              “...

               ก่อนที่จะรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ จึงรีบหันกลับไปสบตากับบุรุษคนเดิมซึ่งยืนพิงกำแพงบ้านของเขาอย่างสบายๆ

              ชายในชุดสูทสีดำที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต 

            “เอ่อ ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าคุณ...เป็นใคร

บุรุษนิรนามไม่ได้ตอบอะไรกลับ เขาล้วงมือลงไปในกระเป๋าก่อนจะหยิบบัตรที่มีรูปโปรไฟล์ขึ้นมายืนยันตัวตน

ศาสตราจารย์อเล็กซานเดอร์ เคนเนดี้ หัวหน้าสายวิชาอาร์เคนจากวิทยาลัยอาร์เคเนีย... เด็กหนุ่มไล่สายตาอ่านชื่อฝั่งตรงข้าม

ใบหน้าที่ดูอ่อนวัย ดวงตาสีมรกตกับภาพลักษณ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนหนุ่มเจ้าสำราญมากกว่าศาสตราจารย์ ทรงผมสีดำเปิดข้างกับชุดสูทที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบประกอบกับท่าทางที่ดูสบายๆ ยิ่งทำให้ชายคนนี้ดูไม่เหมือนตำแหน่งที่ว่าเลยสักนิด

อเล็กซานเดอร์พยักหน้าหงึกๆ อยู่สักพัก ก่อนจะเหลือบไปสะกิดเข้ากับเอกสารในมือของเด็กหนุ่ม จึงค่อยๆ ยิ้มออกมา

อ่านแล้วสินะ จดหมายนั่นน่ะ อเล็กซ์ว่า ชี้นิ้วไปยังซองจดหมายที่อยู่ในมือของอีกฝั่ง

            เขาพยักหน้ารับคำ ในขณะที่ในใจเองก็เริ่มไตร่ตรองถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

            ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยเวทมนตร์ชื่อดังอุตส่าห์ใช้เวลาว่างเดินทางมาสนทนากับคนที่ไม่ใช่นักศึกษา แถมยังไม่ได้มีความสำคัญอะไรเป็นพิเศษแบบเขา

มีเจตนาอะไรซ่อนอยู่กันนะ

            อย่าทำหน้าตาน่ากลัวอย่างนั้นสิ เห็นใบหน้าที่ดูเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจของอีกฝั่ง อเล็กซานเดอร์จึงตัดบทเข้าสู่ประเด็นหลักในทันที “เอาละ ที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อจะคุยเรื่องของไอ้เจ้าเอกสารที่อยู่ในมือของเธอโดยเฉพาะเลยนะ

            เอกสาร...

            ใช่ ถ้าเธออ่านมันไปแล้ว เนื้อหาโดยส่วนมากก็คืออย่างที่เธอคิด วิทยาลัยอาร์เคเนียตัดสินใจที่จะรับเธอเข้าการศึกษา ศาสตราจารย์ในชุดสูทสีดำว่า เหลือบตามองอีกฝ่ายชั่วครู่จากนั้นจึงบรรยายต่อไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับ พูดง่ายๆ ว่าสามปีต่อจากนี้ ชีวิตของเธอจะต้องอยู่ในรั้วของวิทยาลัยอาร์เคเนีย ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นแล้วก็ศึกษาเกี่ยวกับความรู้ในเรื่องเวทมนตร์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ...

            อเล็กซ์เหลือบมองยังใบหน้าที่ไร้ซึ่งความสนใจของอีกฝั่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ 

“เอาละๆ ถ้าอย่างนั้นข้ามเรื่องพวกนั้นไปก่อน เอาเป็นว่าเรามาเข้าเรื่องกันจริงๆ ดีกว่า อเล็กซ์พูด ก่อนที่เริ่มปริปากอีกครั้งเพื่อเข้าสู่ประเด็นที่เขาตั้งใจจะมาคุยกับหนุ่มน้อยนัยน์ตาสีเทาคนนี้

มันคาใจเธอมาตลอดใช่ไหมละ ดวงตาสีมรกตพุ่งตรงไปยังร่างของเด็กหนุ่มเบื้องหน้าราวกับว่าอ่านทะลุไปถึงความคิดภายใน เขาจ้องเขม็งตรงไปยังอีกฝั่ง ก่อนที่จะเอ่ยคำถามที่ทำให้ลมหายใจของเด็กหนุ่มตรงหน้าถึงกับหยุดไปชั่วขณะ

ว่าทำไมคนที่ไม่มีมาน่าแบบเธอ...ถึงสามารถเข้าเรียนที่อาร์เคเนียได้น่ะ

ทันทีที่เขาพูดจบ รอบข้างก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงัด บรรดาต้นไม้ใบหญ้าต่างก็หยุดอยู่กับที่ เช่นเดียวกับร่างกายของเด็กหนุ่มนัยน์ตาสีเทาที่ได้แต่ยืนสงบนิ่งสบตากับอเล็กซานเดอร์โดยที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา

อายุ 17 ปี ผลการเรียนปานกลางไปจนถึงค่อนข้างต่ำ ความสามารถทางด้านร่างกายไม่มีอะไรที่สูงเป็นพิเศษ... ศาสตราจารย์เคนเนดี้พูด เลื่อนสายตามองดูอีกฝั่ง พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะยกมือขวาของตนเองขึ้นสะบัดนิ้วไปยังร่างตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยปากออกมาว่า

หลบดีๆ ละ

เพียงชั่วขณะหลังจากที่อเล็กซานเดอร์พูดจบ เด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงมวลอากาศรอบด้านที่ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพ มันหมุนบิดไปมาด้วยความรวดเร็ว ควงสว่านจนมีรูปร่างคล้ายเกลียวแหลมก่อนที่จะพุ่งแหวกอากาศเข้าโจมตีใส่ตัวเขาอย่างฉับพลัน

เจ้าของนัยน์ตาสีควันบุหรี่เลิกคิ้ว ไม่ได้ขยับร่างกายส่วนใดของตัวเองแต่อย่างใด เขาเพียงแค่ยืนอยู่กับที่ สบสายตากับอเล็กซานเดอร์พร้อมกับปล่อยให้อาวุธไร้รูปพุ่งเฉี่ยวร่างกายของตนด้วยระยะห่างเพียงแค่ไม่กี่เซ็นติเมตร

ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม... คำชมพร้อมเสียงปรบมือดังขึ้นมาจากทางฝั่งศาสตราจารย์ที่ยืนพยักหน้าด้วยความพอใจ ถ้าเธอหลบตามที่ฉันบอก หรือขยับตัวแม้แต่นิดเดียว หอกนั่นคงจะเสียบเธอพรุนไปแล้วน่ะนะ พูดจบอเล็กซ์ก็หัวเราะออกมาเบาๆ

เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับนอกจากมองดูอเล็กซานเดอร์ด้วยดวงตาสีเทาไร้อารมณ์

ขอโทษทีๆ พอดีมันติดนิสัยเก่านิดหน่อยน่ะ อเล็กซานเดอร์เอ่ยปากยอมรับผิด เขายกมือขอโทษพร้อมกับตบหลังอีกฝ่ายเบาๆ “เอาละๆ ถ้าอย่างนั้นก็ถือเป็นรางวัลกับการที่เธอรอดชีวิตมาได้ ฉันจะตอบคำถามเมื่อกี้ให้

สรุปให้เธอฟังเลยละกัน โดยรวมแล้วก็คือมันน่าแปลกใช่ไหมละที่ทำไมคนที่ถูกจัดประเภทให้อย่างดิบดีว่าเป็นคนธรรมดาอย่างเธอ จะได้รับการคัดเลือกจากวิทยาลัยเวทมนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแบบอาร์เคเนีย ศาสตราจารย์เคนเนดี้อธิบาย เอาจริงๆ แค่การที่ไม่มีพลังเวทย์มันก็เพียงพอที่จะทำให้ถูกตัดสิทธิ์จากโอกาสในการรับเข้าเรียนในวิทยาลัยแล้ว พูดกันตามตรง มันก็แหงอยู่แล้วใช่ไหมละว่าวิทยาลัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการใช้เวทมนตร์ จะต้องรับแต่นักศึกษาที่มีความสามารถในการใช้เวทมนตร์ได้น่ะ

พูดถึงเรื่องนี้ อเล็กซ์ก็ทำท่าทางเหมือนกับคิดอะไรบางอย่างออก หัวเราะออกมาเบาๆ

            อ้อ แล้วก็เธอนี่...จะเรียกว่าใจกล้าหรือบ้าดีเดือดดีละที่กล้าส่งจดหมายสมัครเรียนไปที่วิทยาลัยเวทมนตร์ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีพลังเวทย์ พึ่งจะมีคนแบบเธอเป็นคนแรกนี่ละที่กล้าทำแบบนี้ บอกตามตรงฉันละนับถือเธอจริงๆ เลย ให้ตายสิ!”

            เด็กหนุ่มไม่ได้พูดอะไรกลับ เขายืนกอดอกฟังอย่างเงียบๆ

พูดไปแล้วก็น่าแปลก ทั้งพ่อและแม่ของเธอน่ะต่างก็เป็นผู้ใช้เวทมนตร์ แถมค่อนข้างจะมีชื่อเสียงด้วยไม่ใช่หรือไง อเล็กซานเดอร์เอ่ยถาม ก่อนที่จะได้รับคำตอบด้วยการพยักหน้าช้าๆ จากอีกฝั่ง

ถ้าจำไม่ผิด น้องสาวของเธอก็เรียนอยู่ที่วิทยาลัยของเราเหมือนกันไม่ใช่หรือไง รู้สึกว่าจะเป็นเด็กใหม่ที่มีปริมาณมาน่ามหาศาลจนน่ากลัว ขยันแถมยังเปี่ยมไปด้วยความสามารถแบบที่เพื่อนร่วมรุ่นเทียบไม่ติด พรสวรรค์สูงอย่างหาตัวจับยาก พูดได้ว่าเป็นนักเรียนในอุดมคติเลยละ

ก็คงอย่างนั้น

อเล็กซานเดอร์มองดูสีหน้านิ่งสนิทของอีกฝ่ายโดยที่ตนเองไม่ได้พูดอะไรต่อ บทสนทนาแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบ ทั้งสองยืนนิ่งโดยที่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปริปากพูดอะไรออกมา ก่อนที่ทางศาสตราจารย์เคนเนดี้จะเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำลายความสงบด้วยการถอนหายใจออกมาเบาๆ 

พอใจแล้วหรือไง...ที่เป็นได้แค่ส่วนเกินของครอบครัวน่ะ

คำพูดถูกเอ่ยออกมาจากปากของบุรุษในชุดดำด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท 

การกระทำ...ที่ถูกตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยการพุ่งตัวเข้าไปกระชากคอเสื้อด้วยความโกรธเกรี้ยว

คนที่มีทุกอย่างอย่างแกมันจะไปเข้าใจอะไร!” น้ำเสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด เขี้ยวแหลมบดเข้ากับริมฝีปากจนโลหิตสีแดงไหลออกมา ในขณะที่แววตาที่เคยเรียบเฉยอยู่ตลอดก็เต็มไปด้วยโทสะดูราวกับเป็นคนละคน ไม่พอใจแล้วจะทำอะไรได้ ก็ใช่ ฉันไม่มีพลังเวทย์ แต่ทั้งหมดมันก็แค่นั้น! จะให้ร้องไห้เสียใจไปกับสิ่งที่ตัวเองไม่มีวันทำได้แบบนั้นน่ะ มันยิ่งน่าสมเพชมากกว่าเลยไม่ใช่หรือไง!!”

อเล็กซ์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยคำพูดต่อไปในขณะที่ร่างของตนยังคงถูกยกคอเสื้อค้างเติ่งบนอากาศ

อย่างที่คิด เธอก็ไม่พอใจมันไม่ใช่หรือไงกัน...กับระบบอันแสนเน่าเฟะที่คอยควบคุมโลกนี้อยู่น่ะ

แล้วไง ไม่พอใจแล้วคนธรรมดาแบบฉันจะไปทำอะไรได้!” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มยังคงเต็มไปด้วยโทสะ ทางฝั่งอเล็กซ์เพียงแค่ยิ้มให้อีกฝั่งบางๆ พร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า

ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนมันสิ

เปลี่ยนอะไรของแก!” เขาตะคอกกลับอย่างไม่ใส่ใจกับคำพูดของอีกฝ่าย

ทั้งชะตาชีวิตของเธอรวมไปถึงโลกใบนี้น่ะ อเล็กซ์พูด “มากับฉันสิ แล้วฉันจะมอบพลังที่สามารถใช้ในการเปลี่ยนทุกอย่างให้กับเธอ

พลังอันแข็งแกร่งที่สามารถทำได้ทุกอย่างที่ผู้ใช้ปรารถนา เวทมนตร์ที่จะทำให้เธออยู่ในจุดที่สูงกว่าทุกๆคนที่เคยเหยียดสายตาดูถูกลงมายังตัวเธอ 

พลัง...ที่จะทำให้คนพวกนั้นไม่อาจมองข้ามเธอเหมือนไม่มีตัวตนได้อีกต่อไป

ศาสตราจารย์เคนเนดี้ทิ้งช่วงโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาปล่อยให้อีกฝ่ายคิดตามสบายโดยที่ตัวเองไม่ได้เอ่ยปากเร่ง ทั้งสองค้างในท่าเดิมไปชั่วขณะก่อนที่อเล็กซานเดอร์จะรู้สึกได้ถึงแรงจับบนคอเสื้อของตนที่ค่อยๆ คลายออกไป

“ตกลงสินะ อเล็กซ์พูดพลางจัดคอเสื้อของตนด้วยท่าทางสบายๆ อย่างกับว่าเขาเดาผลที่จะเกิดออกตั้งแต่แรก

เด็กหนุ่มพยักหน้าช้าๆ

เอาละ ถ้าอย่างนั้นก็มาแนะนำตัวกันอีกรอบ อเล็กซ์ว่า กระแอมไอเล็กน้อยพร้อมกับพยายามจัดสูทสีดำของตัวเองให้เป็นระเบียบ แล้วจึงเอ่ยปากแนะนำตัวอีกรอบพร้อมกับยื่นมือของตนให้อีกฝ่ายจับ อเล็กซานเดอร์ เคนเนดี้ หัวหน้าสายวิชาอาร์เคน สาขาวิชาที่เก่าแก่ที่สุดของวิทยาลัยอาร์เคเนีย และเป็นสาขาวิชาที่เธอกำลังจะได้เข้าศึกษาในระยะเวลาร่วมสามปีข้างหน้า...หวังว่าเธอคงจะยอมรับมันได้ นั่นคือหนึ่งในเงื่อนไขของการที่ฉันจะทำให้เธอสามารถเข้าศึกษาที่อาร์เคเนียน่ะนะ

เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปจับแทนคำตอบตกลง สาขาวิชาอะไรก็แล้วแต่ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ตราบใดที่เขาสามารถเข้าศึกษาในวิทยาลัยนั่นได้

ต่อให้มันเป็นการขายวิญญาณให้กับปีศาจ...เขาก็พร้อมที่จะยอมรับข้อเสนอ

ฉันเองก็แนะนำตัวไปแล้ว ตามมารยาทมันก็คงจะถึงเวลาของเธอแล้วละที่จะต้องแนะนำตัวบ้าง อเล็กซานเดอร์พูด

บอกฉันทีสิ ชื่อของเธอน่ะ

ชื่อ...สินะ เขาทวนคำถามเบาๆ

ชื่อ...ที่เปรียบเสมือนคำสาปที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก

            คำสาป...อันแสนเจ็บปวดที่เขาไม่มีวันที่จะถอดถอนมันได้

            มาน่า

คำพูดถูกเอ่ยออกมา พร้อมกับเสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความขมขื่น

มาน่า...เฮฟเว่นสเฟียร์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น

  1. #6 jTHEasee (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มกราคม 2559 / 14:16
    นิดหนึ่งนะไรท์เตอร์อย่าพึ่งน้อยใจ
    ช่วงแรก ดูงงๆ อ่านจดหมาย>มาโผล่4แยกให้คนด่า>โผล่อีกทีที่ป้อมตำรวจ>เดินกลับบ้านเจออาจารย์
    ช่วงแรกที่ผมกล่าวมาตัดตอนโผล่4แยกกับโผล่ป้อมตำรวจออกดีกว่า ผมคิดว่าเนื้อหามันดูฟุ่มเฟือย เปลี่ยนจากจุดที่ตัดออก 2จุดนั้นเป็นการบอกเล่าเรื่องเขาไม่มีมานา หลังจากอ่านจดหมายดีกว่า แล้วต่อด้วยอาจารย์มาพบ จะเป็นการปูเรื่องที่ดีกว่านะผมว่า
    #6
    1
    • #6-1 LostCause(จากตอนที่ 2)
      5 มกราคม 2559 / 14:46
      ไม่เป็นไร เสนอความคิดเห็นได้ ทางไรท์เตอร์ยินดีที่ได้รับฟังครับ
      #6-1
  2. #3 Redamage (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มกราคม 2559 / 22:19
    คืออาจารย์มีพลังขนาดนั้นแล้ว แจกได้ ทำไมไม่เปลี่ยนเองเลยละ 55
    #3
    2
    • #3-1 LostCause(จากตอนที่ 2)
      4 มกราคม 2559 / 22:28
      น่าเสียดายที่ว่าเขาไมไ่ด้มีพลังมากขนาดนั้นน่ะสิครับ แถมการจะให้พลังที่ว่ามัน...
      #3-1
    • #3-2 LostCause(จากตอนที่ 2)
      5 มกราคม 2559 / 09:33
      มันยอดมากเลยซาร่าห์!

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 5 มกราคม 2559 / 09:33
      แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 5 มกราคม 2559 / 10:12
      #3-2
  3. #2 iapisitt (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มกราคม 2559 / 08:35
    เนื้อเรื่องน่าติดตาม
    ถึงแม้ช่วงท้ายๆของตอนนี้จะ งง ๆ ขัดกับการกระทำของตัวเอกก็ตามที

    #2
    0