ERROR Online : Overkill มหานครออนไลน์แห่งความผิดพลาด

ตอนที่ 122 : Error : 0x00000116 ต้นโพธิ์หลังโรงเรียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,225
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 229 ครั้ง
    19 ก.ค. 63

ERROR Online : Overkill















“นี่ๆ พวกเธอ เคยได้ยินที่เขาลือกันหรือเปล่า เกี่ยวกับต้นโพธิ์ที่เนินเขาหลังโรงเรียนธาราน่ะ”

“เคยๆ ได้ข่าวว่ารุ่นน้องที่อยู่ชมรมเดียวกับเจนนี่ก็เคยเจอกับตัวเองด้วยละเธอ”

“เห็นว่าเป็นวิญญาณของเด็กโรงเรียนธาราที่อกหักก่อนที่จะเลือกจบชีวิตของตัวเองที่ต้นโพธิ์น่ะ ว่ากันว่าถ้าเกิดมองไปบนต้นไม้ดีๆ แล้วละก็ จะยังเห็นเศษเชือกที่เธอใช้คล้องคอของตัวเองห้อยบนกิ่งไม้อยู่เลย...”

“ก...ก็แค่เรื่องเล่าเฉยๆ ละมั้ง ยัยจุ๊บแจง”

“ตำนานเล่ากันว่าเธอจะโผล่มาตอนโพล้เพล้ที่ต้นไม้ต้นนั้น ยืนใส่ชุดนักเรียนหันหน้าไปทางต้นโพธิ์น่ะ ใครที่เข้าไปใกล้ห้ามแตะตัวเธอหรือส่งเสียงดังออกมาอย่างเด็ดขาด ไม่งั้นละก็…”

เพื่อนสาวสามคนที่เหลือกลืนน้ำลายดังอึ้ก เจ้าของเรื่องเล่าปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมสร้างบรรยากาศอยู่สักพัก แล้วจึงเอ่ยด้วยเสียงดังที่ทำเอาเพื่อนสาวทั้งสองใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มว่า

“กรี๊ด!!”

“...ใจเย็นๆ ยัยอุ๊ เจ๊ยังไม่ทันได้เฉลยเลย”

“แหม ก็พี่อุ๊เค้ากลัวเรื่องผีแบบนี้นี่นาให้ทำไงได้คะ ขนาดปอยเองยังสะดุ้งตอนที่ได้ยินเสียงพี่อุ๊กรี๊ดออกมาเลยค่ะ”

กลุ่มเด็กสาววัยรุ่นสนทนากันไปหัวเราะกันไปด้วยความสนุกภายในสวนสาธารณะ เสียงที่ดังแว่วมาถึงหูของนาคาที่กำลังเดินถือถุงผ้าใส่ของกินขณะที่สองเท้าก็เดินมุ่งหน้าไปบนถนน

“ต้นโพธิ์ที่เนินเขาหลังโรงเรียนธารา…”

เขาพึมพำออกมาเบาๆ

ใกล้ตัวกว่าที่คิด…หรืออันที่จริงมันก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนของเขาโดยตรง

ลองไปสำรวจดูจะดีหรือเปล่านะ...

นาคาคิด 

เพียงแต่เรื่องเล่าที่ค่อนไปในแนวข่าวลือหรือเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติแบบนี้ ส่วนมากมักจะมีความเป็นจริงที่ไม่น่าพิศมัยซ่อนอยู่

เรื่องลี้ลับที่เขาเคยถูกเล่าจากผู้เป็นพ่อ บ้านผีสิงกับเสียงซุบซิบคุยกันในยามค่ำคืนอย่างน่าขนหัวลุกกับความเป็นจริงอันโหดร้ายยามที่ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจยังที่หมายว่า...มันมักจะลงเอยด้วยการกลายเป็นแหล่งมั่วสุมของคนติดยา เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด คำพูดซุบซิบที่ดังขึ้นแล้วก็หายไป วิญญาณที่คนส่วนใหญ่พูดว่าเห็นมากับตามักจะเป็นแค่ร่างซีดๆ ของพวกขี้ยาเท่านั้น

อีกรูปแบบหนึ่ง ภาคที่สองกับตำนานเรื่องเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นบริเวณทาวน์เฮาส์ร้างในแถวๆ โรงพักที่พ่อของเขาเคยอยู่ ครอบครัวที่เสียชีวิตกับตำนานเฮี้ยนเรื่องหน้าต่างที่เปิดปิดเอง และนัยน์ตาไร้ชีวิตของผีแม่หม้ายที่คอยสอดส่องลงมาสู่พื้นถนน เรื่องราวอันน่าหวาดกลัวทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ สถานที่ต้องห้ามสำหรับคนเป็น ‘ทาวน์เฮาส์ผีสิง’ ที่วันดีคืนดีมักจะมีเสียงตะโกนอย่างน่าสะพรึงกลัวว่า “ป๊อกเก้า!” “ตองเจ็ด!” ออกมาเป็นประจำ

เขาเองก็เดาว่าตำนานต้นไม้หลังโรงเรียนธารานั่นก็คงจะไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก...

“นี่ๆ จุ๊บแจง พ่อหนุ่มรูปหล่อคนนั้นใช่นาคา ไพศาลธารา รุ่นน้องโรงเรียนธาราที่เคยได้แชมป์โอลิมปิกคณิตศาสตร์หรือเปล่า”

เสียงซุบซิบที่ดังขึ้นจากบริเวณสวนสาธารณะบังเอิญลอยมาเข้าหู พร้อมกับแก๊งสาววัยรุ่นที่หันมาทางเขาก่อนที่จะเริ่มซุบซิบนินทากันเบาๆ

นาคาไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเพียงแค่หันไปยิ้มบางๆ ให้กับกลุ่มของรุ่นพี่ต่างโรงเรียนที่กำลังพูดถึงเขาอยู่ ก้มศีรษะให้กับพวกเธอช้าๆ แล้วจึงเดินลับหายไปจากบริเวณสวนสาธารณะ โดยมีเสียงพูดคุยด้วยความตื่นเต้นของกลุ่มสาววัยแรกรุ่นที่ดังตามมาว่า

“กรี๊ด น้องคนนั้นยิ้มให้ฉันด้วยละ”

“ไม่ย่ะ ยัยจุ๊บ น้องเขายิ้มให้เจ๊ต่างหาก”





เด็กหนุ่มก้าวเท้าผ่านบริเวณทางเดินขนานกับต้นสนภายในโรงเรียนก่อนที่จะโผล่มายังตำแหน่งหน้าตึกเรียนมัธยมปลาย จังหวะเดียวกันกับที่เขาจะเหลือบไปเข้ากับร่างบางของเด็กสาวบนโต๊ะม้านั่งหินอ่อนที่หันมาทางเขา

“หวัดดี หยก”

“อื้อ หวัดดี นาคา”

ทั้งเขาและเธอโบกมือให้กันช้าๆ ในจังหวะที่พวกเขาหันมาสบตากัน

หยกอยู่ในชุดกระโปรงยาววันพีชสีขาวกับแว่นตาสีแดง การแต่งตัวแบบเดียวกับที่เขาเคยเจอกับเธอที่ศูนย์เรียนพิเศษ Education+ ใบหน้าขาวผ่องของเธอถูกแต่งแต้มโดยสีเลือดฝาดแดงระเรื่อเล็กน้อยจากสภาพอากาศร้อนชื้นในถดูฝน

เธอที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ม้านั่งหินอ่อนด้านหน้าตึกเรียนที่ไร้ผู้คนในวันเสาร์หันมามองเขาอยู่สักพัก ก่อนที่จะเอ่ยแซวออกมาว่า

“เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำ นายคิดว่าวันนี้มีเรียนที่มหาวิทยาลัยหรือไง”

เขาชะงัก ก่อนที่เด็กหนุ่มจะตอบกลับไปว่า

“นั่นสินะ เดี๋ยวคุยกันจบนี่ ก็คงจะต้องไปเรียนวิชาเสรีต่อแล้วละ รุ่นน้องหยก”

เธอเพียงแค่หัวเราะหึๆ ออกมาเบาๆ 

“เอ้า จะรออะไรอยู่ล่ะ รุ่นพี่นาคาคะ วันนี้เราจะมาทำโปรเจ็คนำเสนอเรื่องสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศในแถบยูเออีไม่ใช่หรือไง ถ้าพร้อมแล้วก็มานั่งที่เก้าอี้หินอ่อนนี่ แล้วเราจะได้เริ่มเตรียมตัวกันสักทีค่ะ”

อลิซเอ่ยแซว ขณะที่เขาก็เพียงแค่พยักหน้ายิ้มๆ แล้วจึงเดินไปนั่งประจำที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พูดทิ้งท้ายออกมาว่า

“งั้นก็มาเริ่มทำโปรเจ็คกันเถอะ”





เวลาคล้อยมาสู่ตอนบ่าย 

เสียงจั๊กจั่นดังขึ้นเป็นจังหวะก่อนที่จะลับหายไป เขายกมือปาดเข้ากับหยาดเหงื่อบริเวณศีรษะเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะยกขวดน้ำแร่แช่เย็นที่ซื้อมาจากโรงอาหารขึ้นมาดื่ม แล้วจึงหันไปถามกับหยกที่นั่งอยู่ตรงหน้าว่า

“สมมติว่าโลกของเราจะสิ้นสุดลงพรุ่งนี้ แล้วเธอเลือกอาหารมื้อสุดท้ายได้หนึ่งอย่าง เธอจะเลือกอะไร”

นาคาเอ่ยถามก่อนจะวางขวดน้ำเย็นลงบนโต๊ะหินอ่อนหลังจากที่เดินไป-กลับโรงอาหารที่สามด้วยกันกับหยก

สภาพอากาศในตอนเที่ยงร้อนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยแต่ก็คงต้องขอบคุณต้นมะขามขนาดใหญ่ที่ช่วยแผ่ร่มเงาให้กับโต๊ะหินอ่อนที่พวกเขาใช้เป็นฐานประจำการหลักอยู่

“มื้อสุดท้ายสินะ...”

หยกยกส้อมขึ้นตัดเข้าไปยังแค๊กบานอฟฟี่เบื้องหน้าของเธอ จิ้มเสียบชิ้นเค้กเล็กๆ แล้วจึงเลื่อนมันเข้าไปในปาก เคี้ยวหยุบหยับอยู่สักพักก่อนจะกลืนมันลงไปในลำคอ 

“คงจะเป็นแพนเค้กละมั้ง”

“เห เป็นช้อยส์ที่เรียบง่ายกว่าที่คิดแฮะ” เขาพูด ก่อนที่จะเหลือบดวงตาสีดำไปสังเกตยังเรือนร่างของเด็กสาวที่ดูผอมเพรียวเกินกว่าแคลอรี่เฉลี่ยต่อวันที่เธอได้รับ 

“จะว่าไปร่างกายของเธอนี่ก็ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเหมือนกันแฮะ ทั้งๆ ที่กินแต่ของหวานแบบนั้น แต่ก็ไม่เห็นจะน้ำหนักขึ้นเลยสักนิด...”

มือที่กำลังถือส้อมอยู่ชะงัก เจ้าของกรอบแว่นสีแดงอยู่ในท่าแข็งค้างไปร่วมสามวินาที ก่อนที่เธอจะรู้สึกตัว มือเรียวของเด็กสาวค่อยๆ เลื่อนไปจับฝาเค๊กพลาสติกแล้วจึงค่อยๆ เลื่อนมันไปปิดฝาเค๊กบานอฟฟี่ที่เธอกินอยู่เบาๆ

นาคาเพียงแค่หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนที่หยกจะเอ่ยพูดกับเขาว่า

“นายซื้อแซนวิชทูน่าที่วางอยู่บนโต๊ะนี่มาสองชิ้นใช่ไหม”

“อื้อ กะว่าจะเอาไปเก็บไว้ที่บ้านเผื่อหิวน่ะ”

เธอพยักหน้าช้าๆ ก่อนที่จะเลื่อนมือเข้าไปในกระเป๋าถือสีขาวส่วนตัว หยิบกระเป๋าเงินลายสุนัขสีขาวน่ารักขึ้นมาถือภายในมือ ใช้นิ้วหยิบธนบัตรสีแดงขึ้นมาหนึ่งใบ แล้วจึงส่งมาให้เขาพร้อมกับเอ่ยคำพูดออกมาว่า

“ขอซื้อต่อชิ้นนึงได้ไหมคะ รุ่นพี่นาคา”

เขาที่กำลังนั่งเท้าคางอยู่เลิกคิ้วขึ้นช้าๆ ก่อนที่จะยื่นแซนวิชทูน่าที่วางอยู่บนโต๊ะส่งให้กับเธอ 

“ไม่ต้องให้เงินฉันหรอก ยังไงก็ยังติดหนี้เรื่องที่เธอคอยช่วยฉันภายในเกมด้วยน่ะนะ เพราะงั้น นี่ก็ถือว่าเราหายกัน” 

“หึ...แซนวิชหนึ่งอันนี่ไม่สามารถทำให้ ‘เราหายกัน’ ได้หรอกค่ะ ถึงยังไงรุ่นพี่ก็เป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่กล้าปล่อยให้เด็กผู้หญิงน่าสงสารรอตอนที่เธอสารภาพรักกับรุ่นพี่น่ะค่ะ”

เธอยื่นมือมารับพร้อมกับตัวเขาที่สะดุ้งเล็กน้อย เด็กหนุ่มเลื่อนสายตามาสบตากับอลิซอยู่สักพัก ก่อนจะเป็นฝั่งสาวน้อยที่เริ่มลงมือแกะแซนวิชทูน่าเพื่อรับประทาน

“เธอนี่...เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ นะ

“ยังเทียบชั้นกับรุ่นพี่ไม่ได้หรอกค่ะ

นาคาไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมาอีกนอกจากรอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา เด็กหนุ่มนั่งเท้าคางอยู่สักพักก่อนที่จะตัดสินใจเอื้อมไปหยิบแซนวิชทูน่าอีกชิ้นที่อยู่ในถุงผ้าวางอยู่ข้างๆ

“เห พวกนายนี่สนิทกันถึงขั้นเล่นโรลเพลย์รุ่นพี่รุ่นน้องกันแล้วหรือไง” 

ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันที่เสียงกวนๆ ของคนคุ้นเคยจะดังขึ้นจากทางเดินตรงมายังตึกเรียน ร่างของคริสต์ เพลยเมคเกอร์ลูกครึ่งอเมริกันที่อยู่ในชุดซ้อมฟุตบอลเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ คนเดียวกับที่กำลังปรายยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พร้อมกับขยับก้าวเท้าตรงมายังตำแหน่งที่พวกเขาอยู่

“ลองดูชุดวันหยุดของเพื่อนรักนายดูสิ อย่างกับเด็กมหาวิทยาลัย จะไม่ให้ล้อหมอนี่ได้ไง”

หยกพูด พร้อมกับชี้นิ้วมาทางเขา 

คริสต์เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ตัวเขา ก่อนที่หมอนี่จะเลื่อนนิ้วชี้และนิ้วโป้งไปจับไว้ที่คางแทนการใช้ความคิด แล้วจึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“จริงด้วยแฮะ นายเรียนอยู่ปีไหนแล้วเนี่ย...กางเกงสแล็คแบบนี้ขอเดาว่าเพิ่งเข้ามหาลัย’ปีแรกใช่ไหม รุ่นพี่นาคา”

“...วันนี้ทีมฟุตบอลของโรงเรียนมีซ้อมหรือไง คริสต์” เขาพยายามเปลี่ยนเรื่อง

“อื้อ เดี๋ยวจะมีแข่งกระชับมิตรกับทีมในจังหวัดเดียวกันน่ะ ว่าแต่สนใจจะลองมาทดสอบฝีเท้าเข้าทีมไหมละ นาคา ถ้าเป็นนายโค้ชวินคงจะยอมให้เข้าทีมด้วยโควต้าพิเศษ”

ข้อเสนอถูกเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนที่คริสต์จะนึกอะไรขึ้นมาได้ เอ่ยต่อว่า

“อ้อ แต่นายอยู่มหาลัย’แล้วนี่นา คงจะแข่งร่วมกับทีมมัธยมปลายไม่ได้แล้วแฮะ ไม่งั้นเดี๋ยวทีมโรงเรียนเราจะถูกหาว่าโกงอายุ ลืมไปๆ โทษทีที่ชวนๆ รุ่นพี่นาคา”

คำพูดเอ่ยแซวดังพร้อมกับการยกมือขึ้นตบแท็กกันอย่างเข้าขาของหยกและคริสต์ การขยี้มุขที่ทำเอานาคาได้แต่ยกมือกุมขมับอย่างเครียดๆ

ทำไมตั้งแต่ที่เขาเริ่มสนิทกับเพื่อนร่วมห้องมากขึ้น ชีวิตในรั้วโรงเรียนของเขาดันกลับเริ่มอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ ซะอย่างนั้น

นาคาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะเป็นฝั่งหยกที่คริสต์หันไปพูดด้วยว่า

“ราชินีร้อยศพ ช่วงบ่ายหรือเย็นวันนี้เธอว่างหรือเปล่า”

เธอเลิกคิ้วขึ้นช้าๆ ก่อนที่จะหันมาสบตากับเขา แล้วจึงตอบคริสต์กลับไปว่า

“ลองถามเพื่อนรักของนายดูสิ”

เธอพูด ก่อนที่นาคาจะเอ่ยต่อไปว่า

“จริงๆ โปรเจ็คที่พวกฉันทำกันก็เสร็จตั้งแต่ก่อนจะพักกินข้าวแล้วน่ะนะ นายมีเรื่องอะไรจะคุยกับหยกรึไง”

คำตอบคือใบหน้าของลูกครึ่งอเมริกันที่ดูลังเลไปอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่คริสต์จะเอ่ยพูดกลับมาว่า

“เกี่ยวกับพี่สาวของฉันน่ะ”

คำพูดที่ทำเอาริมฝีปากที่กำลังจะกัดลงไปยังแซนวิชทูน่าถึงกับสะดุด พร้อมกับนัยน์ตาสีดำภายใต้กรอบแว่นของเด็กสาวที่เบิกกว้างเล็กน้อย 

 บรรยากาศที่บริเวณโต๊ะหินอ่อนภายหน้าตึกเรียนหลักไร้ผู้คนตกอยู่ในความเงียบ จะมีก็แต่เสียงจั๊กจั่นที่ดังขึ้นก่อนที่จะลับหายไปกับเสียงสายลมที่พัดกระทบกับใบไม้บนต้นไม้สูงที่ขึ้นปกคลุมไปทั่วอาณาเขตของโรงเรียนธารา

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอยู่สักพัก ก่อนที่เด็กสาวจะชันร่างของตัวเองขึ้นแล้วจึงอ้าปากกัดลงไปยังแซนวิชในมือที่เหลืออยู่คำใหญ่ เคี้ยวกลืนมันลงลำคอ แล้วจึงหันมาพูดกับเขาว่า

“งั้นก็ตามที่เราคุยกันไว้นาคา ไว้เจอกันพรุ่งนี้ที่ Education+ ส่วนเรื่องโปรเจ็คเดี๋ยวข้อมูลที่เหลืออยู่ไม่เยอะฉันจะเอาไปเรียบเรียงใส่เอง”

“ให้ฉันไปส่งเธอไหม”

“ไม่เป็นไร”

พูดจบเธอก็พยักหน้าให้กับนาคา เช่นเดียวกับเขาที่ยกมือโบกลา

“โชคดี หยก”

เขาพูด เป็นเวลาเดียวกันกับหยกจะหันไปด้านหลัง โบกมือลาแล้วจึงเดินออกไปจากบริเวณม้านั่งหินอ่อนทิ้งไว้แต่ร่างที่เปียกชุ่มในชุดกีฬาของคริสต์และตัวเขาที่เพียงแค่มองตามอีกฝั่งเงียบๆ  

นาคาไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เขาเพียงแค่มองตามหยกที่เดินจากไปอยู่สักพักก่อนที่จะเป็นฝ่ายเจ้าลูกครึ่งตัวแสบที่หันมาสบตากับเขา แล้วจึงยกสองมือขึ้นประกบกันพร้อมกับก้มหน้าพูดกับเขาว่า

“ขอโทษจริงๆ นาคา พับผ่าสิ ฉันไม่น่าจะพูดแบบนั้นออกไปเลย ถึงกับทำลายเดทของเพื่อนรักซะได้ คนอย่างฉันนี่มัน บ้าที่สุด!”

เขาชะงัก เด็กหนุ่มเลื่อนสายตาจับไปยังใบหน้าที่ดูจริงจังของอีกฝ่าย

“เมื่อกี้มันไม่ใช่…” เขาขยับปากจะพูดก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ช่างมันเถอะ”

“ขอโทษจริงๆ เพื่อนยาก ต่อไปฉันจะดูสถานการณ์ให้ดีกว่านี้” คือคำพูดที่ถูกเอ่ย ขณะที่ศีรษะของคริสต์ก็ยังคงก้มหน้าอย่างสำนึกผิด

“ไม่ใช่ความผิดของนายหรอก คริสต์ จริงๆ หลังจากที่กินข้าวจบ พวกฉันก็กะจะแยกกันไปทำงานอยู่แล้วน่ะนะ” พูดพร้อมกับเลื่อนดวงตาสีดำมองดูอีกฝั่ง ก่อนที่จะนึกอะไรออก

“แต่เอาเป็นว่า ถ้านายรู้สึกผิดจริงๆ ก็เล่าเรื่องที่นายจะพูดกับหยกให้ฉันฟังหน่อย แล้วจะถือว่าเราหายกัน”

คริสต์ที่กำลังถอนสองมือประกบชะงัก 

“นายนี่เจ้าเล่ห์เป็นบ้า นาคา รู้ไหมว่าผู้หญิงไม่ชอบผู้ชายที่นิสัยแบบนี้น่ะ เพื่อนรัก”

ดวงตาสีดำกระตุกเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะตอบกลับไปว่า

“โฮ่ แล้วนายรู้หรือเปล่าว่าเพื่อนแท้น่ะ เขาไม่เข้ามาทำลายจังหวะตอนที่เพื่อนรักกำลังคุยอยู่กับผู้หญิงสองต่อสองหรอกนะ”

คริสต์สะอึก ก่อนที่เจ้าลูกครึ่งจำเลยในข้อกล่าวหา “ทำลายจังหวะสองต่อสอง” จะได้แต่ก้มหน้าจ๋อยสำนึกผิด

“โอเคๆ ฉันจะบอกนายก็ได้ แหม่ นายนี่ขู่เพื่อนเก่งจริงแฮะนาคา” พูดพลางถอนหายใจ แต่! ถือว่าเป็นความลับที่นายห้ามบอกใครเลยละกัน เพราะเรื่องนี้มันค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนน่ะนะ นั่นคือเงื่อนไขของฉัน”

เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะพยักหน้าลงช้าๆ 

ครั้งที่สองที่เขาเห็นใบหน้าจริงจังของเจ้าลูกครึ่งอเมริกันคนนี้ หมายความว่าเรื่องดังกล่าวคงจะเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ

“ก็ประมาณว่าเรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นประมาณหกเดือนที่แล้ว...เกี่ยวกับพี่สาวฉันกับราชินีร้อยศพแล้วก็อดีตกิลด์ที่สองคนนั้นเคยอยู่ อธิบายง่ายๆ ก็คือเป็นปัญหาใหญ่ภายในเกมที่เธอเล่นน่ะ”

“ปัญหาใหญ่ภายในเกม?”

เขาทวนคำ คริสต์เองก็พยักหน้าลงช้าๆ

“ดูเหมือนว่าหลังจากที่พี่สาวฉันกลับมาเล่น ERROR Online ข้อมูลบางอย่างที่เธอลองค้นหาดูน่ะมันไม่ตรงกับที่สิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ยิ่งทำให้เรื่องที่ราชินีร้อยศพกลัวพี่สาวฉันน่ะ ยิ่งไม่เมคเซนส์มากขึ้นไปอีก เธอก็เลยต้องการจะหาคำตอบน่ะ”

“คำตอบ...

“เกี่ยวกับจำนวนอาร์ติแฟกซ์ที่หายไปจากกิลด์ แล้วก็เรื่อง...จดหมายที่ราชินีร้อยศพได้รับน่ะ”

จดหมายที่หยกได้รับ?

เรื่องราวที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ กับอดีตของเธอและกิลด์วันเดอร์แลนด์

ประเด็นที่เกี่ยวข้องไปถึงอดีตของเพื่อนร่วมชั้นกับความรู้สึกหวาดกลัวลึกไปถึงภายในจิตใจที่ปรากฏขึ้นบนนัยน์ตาคู่ดังกล่าวทุกครั้งยามที่ใครก็ตามพูดถึงเรื่องนั้น

ความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน ‘ข่าวลือ’ ที่เขาเคยได้ยินมาจากผู้เล่นจำนวนมาก

ตำนานของเด็กสาวที่ทำลายกิลด์ที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในเกมด้วยตัวคนเดียว ก่อนที่จะช่วงชิงอาร์ติแฟกซ์ในตำนานทั้งหมดภายในคลังกิลด์...

เขาคิด ก่อนที่ดวงตาสีดำของเด็กหนุ่มจะเหลือบไปเข้ากับร่างของใครบางคนที่เดินมาหยุดยืนไขว้มือเท้าอยู่ที่พนักพิงม้านั่งหินอ่อนฝั่งตรงข้ามกับเขา

“ครั้งที่สองแล้วนะที่พวกเราได้เจอกัน”

เรือนผมสีบลอนด์ทองยาวสลวยไหวไปตามสายลมกับนัยน์ตาสีฟ้าส่องประกายกับแสงแดดในหน้าฝน เจ้าของชุดเสื้อยืดสีขาวลายดอกกุหลาบสีแดงและกางเกงยีนฟอกสีขาสั้น

หญิงสาวในวัยแรกรุ่นกับรูปร่างหน้าตาที่งดงามราวกับเทพธิดา ฟรานเชสก้าที่กำลังมองตรงมายังตัวเขา พร้อมกับขยับริมฝีปากเอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเป็นธรรมชาติแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนกว่าตอนที่เจอกันครั้งที่แล้วว่า

 “สวัสดี นาคา”





 

หากท่านใดชื่นชอบผลงาน ทางไรท์เตอร์ก็อยากจะเชิญชวนช่วยเข้าไปกดไลค์เพจด้านล่างด้วยนะครับ 
หรือหากไม่สะดวกก็สามารถคอมเมนท์หรือกดติดตามในหน้านิยายแทนกำลังใจได้ครับผม

 
 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 229 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,060 ความคิดเห็น

  1. #3906 ppmlsssss (จากตอนที่ 122)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 12:01
    เดาว่าความจริงอลิซไม่ได้ขโมยมา แต่กำลังรวบรวมคืนมามากกว่า เพราะดูอลิซก็ใช้ของอยู่ไม่กี่ชิ้นจริง ๆ คนร้ายน่าจะเป็นคนอื่น
    #3,906
    0
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. #3704 Ringka Maiyass (จากตอนที่ 122)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 06:16
    เขาพูดว่าเดทล่ะ เดททท
    #3,704
    0
  4. #3703 FanUj (จากตอนที่ 122)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 23:19

    เจอกวนครั้งเดียวเป็นมิตรขึ้นเลยนะ55555
    #สู้ๆ
    #3,703
    0
  5. #3701 Shadow Reader ♡♡ (จากตอนที่ 122)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 20:00

    เรื่องนอกเกมนี้ตึงจัดเลยยยยยยยย

    #3,701
    0
  6. #3700 เมฆน้อยคอยลม (จากตอนที่ 122)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 18:49
    ตึงเปรี๊ย!
    #3,700
    0
  7. #3699 diaster (จากตอนที่ 122)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 18:48
    ลงติดกันอย่างงี้พักบ้างก็ได้นะครับ
    #3,699
    0