Fanfic BNHA / My Hero Academia :: Blazing aria [Bakugou x OC]

ตอนที่ 8 : Aria 7 : Let me make it up to you.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,456
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 362 ครั้ง
    24 ม.ค. 64

 

Aria 7

Let me make it up to you.

 

“ไอจัง รับ​​​​​​​​!”

 

อายาเมะกระโดดเข้าไปใช้ข้อมือรับลูกวอลเลย์บอลก่อนที่มันจะตบกระทบพื้นได้ทันแบบฉิวเฉียด

 

ลูกวอลเลย์บอลกระเด็นกลับขึ้นมาบนอากาศผ่านเน็ตกลับไปอีกฟาก ก่อนจะตกกระทบพื้น ทำแต้มสุดท้ายที่ทำให้ทีมของพวกเขาชนะในที่สุด

 

“ยอดไปเลย ไอจัง!” ซาโยริตะโกนชมด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดเพื่อนสนิทสาวของเธอ

 

“เก่งมาก อิชิคาวะ” เพื่อนร่วมทีมคนอื่นก็ตบไหล่เธอเบาๆ เป็นเชิงชมเชย ทำให้อายาเมะยิ้มตอบกลับไปอย่างขอบคุณ

 

ถึงอายาเมะจะมีเพื่อนสนิทแค่คนเดียวในห้อง แต่กับคนอื่นๆ เธอก็พอคุยได้ทุกคน แค่ไม่ค่อยสนิทมากเท่านั้นเอง อายาเมะจึงไม่รู้สึกเคอะเขินมากจนเกินไปกับคำชมของทุกคน

 

“ไม่หรอก เพราะทุกคนช่วยเปิดช่องให้น่ะ” อายาเมะตอบกลับไปอย่างถ่อมตัว ซึ่งคนอื่นๆ ก็ยังพูดชมตอบกลับมาตามมารยาทอีกสองสามคำ ก่อนที่พวกเขาจะไปรวมตัวกันตรงจุดที่อาจารย์ยืนอยู่

 

ยืนพักกันได้ไม่นาน เสียงกริ่งก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหมดคาบเรียนช่วงบ่ายแล้ว

 

“กลับหอกันเลยไหม ไอจัง” ซาโยริหันมาชวนเธอทันทีที่พวกเขาหยิบกระเป๋าออกมาจากห้องล็อกเกอร์แล้ว ซึ่งอายาเมะก็พยักหน้าตอบกลับไป

 

ถึงอันที่จริงแล้วเธอจะต้องไปบำเพ็ญประโยชน์ให้โรงเรียนตามบทลงโทษของเธอ แต่อายาเมะเพิ่งเรียนคาบพละเสร็จ จึงอยากจะแวะกลับหอไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่อีกครั้งก่อน

 

“อืม กลับหอกันเถอะ”

 

อายาเมะเดินตามหลังซาโยริไปแบบไม่รีบร้อน ปกติแล้วบาคุโกจะไปสายกว่าเธออยู่แล้ว เธอจึงไม่กังวลมากนักว่าเขาจะไปถึงก่อนแล้วพาลหงุดหงิดที่เธอไปช้า

 

แต่ในขณะที่เธอเดินผ่านโรงยิมอื่นๆ อายาเมะก็ได้ยินเสียงระเบิดดังลั่นขึ้นมาพอดี

 

ความรุนแรงของมันมากถึงขนาดที่ทำให้ต้นไม้รอบๆ สั่นสะเทือนจนนกบินหนีไปหมด ทั้งเธอและซาโยริหันไปมองที่ต้นเสียงเป็นสายตาเดียวตามสัญชาตญาณ

 

เสียงนั่นดังมาจากโรงยิมใกล้ๆ นี่เอง

 

“เสียงอะไรอะ” ซาโยริถามอย่างงุนงง แต่อายาเมะเองก็ไม่มีคำตอบให้เพื่อนของเธอเช่นกัน

 

“เราไปดูกันหน่อยไหม”

 

คำชวนของเพื่อนของเธอทำให้อายาเมะลังเลนิดหน่อย

 

แต่น่าเสียดายที่ซาโยริไม่รอฟังคำตอบแล้ว ขณะที่อีกฝ่ายวิ่งตรงไปยังโรงยิมที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที

 

อายาเมะจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเดินตามหลังเพื่อนสนิทของเธอไป

 

โรงยิมที่ว่านั่นเป็นที่ฝึกของคลาสเรียนฮีโร่

 

ประตูของโรงยิมถูกเปิดเอาไว้ เผยให้เห็นข้างในได้อย่างชัดเจน อายาเมะเดินไปถึงก็เห็นเพื่อนของเธอกำลังยืนมองดูการฝึกซ้อมข้างในด้วยสีหน้าตื่นอกตื่นใจ

 

เด็กในคลาสฮีโร่ทุกคนกำลังฝึกใช้อัตลักษณ์ของตัวเองตามมุมต่างๆ ของโรงยิมที่ถูกทำให้เป็นพื้นยกสูงต่างระดับ ไม่น่าแปลกใจเลยที่มีเสียงระเบิดดังสนั่นถึงขนาดนั้น เพราะอัตลักษณ์ของแต่ละคนดูจะเป็นของเบากันเสียเมื่อไร

 

บึ้ม!!

 

เสียงระเบิดดังขึ้นอีกแล้ว พร้อมกับเปลวไฟที่พุ่งพวยขึ้นมาในอากาศ

 

เป็นเสียงที่ฟังคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก

 

ดวงตาสีน้ำทะเลจึงตวัดไปมองในทันที

 

พอเห็นต้นเหตุของเสียงระเบิดแล้ว อายาเมะไม่แปลกใจเท่าไรนักที่เธอคุ้นหูเสียงระเบิดนั้นเหลือเกิน ในช่วงไม่กี่วันมานี้เธอได้ยินเสียงของมันบ่อยเสียจนเสียงพวกนั้นทำให้เธอตกใจไม่ได้อีกแล้ว

 

บาคุโกก็กำลังฝึกซ้อมอยู่...

 

เขากำลังสู้อยู่กับผู้ชายผมสีแดงอีกคนที่อายาเมะคุ้นๆ จากงานกีฬาว่าน่าจะชื่อคิริชิมะ ถึงดูแล้วจะเหมือนเป็นการอัดอีกฝ่ายอยู่ทางเดียวมากกว่า เพราะเท่าที่ดูแล้ว คิริชิมะก็แค่ใช้อัตลักษณ์ของตัวเองแข็งตัวตั้งรับเอาไว้เท่านั้นเอง

 

บาคุโกเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็เปลี่ยนทิศทางฉับพลันด้วยการระเบิดอัตลักษณ์ในมือ

 

บึ้ม!

 

เขาปล่อยระเบิดลูกใหญ่ใส่คิริชิมะอย่างที่คนธรรมดาน่าจะถูกระเบิดกระจุยได้ แต่เมื่อหมอกควันจางหายไป ทั้งสองก็ยังต่อสู้กันอยู่

 

“เล่นกันแรงชะมัด” ซาโยริอดออกความเห็นไม่ได้ หลังจากเห็นความรุนแรงในการฝึกซ้อมของคนพวกนี้

 

“ก็เป็นหลักสูตรฮีโร่นี่นา...” อายาเมะตอบกลับไปโดยไม่ได้หันไปมองเพื่อนของเธอ

 

ดวงตาสีน้ำทะเลยังจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่เธอได้รู้จักเขามากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

 

บาคุโกมีสีหน้าเคร่งขรึมเอาจริงเอาจัง

 

ที่ผ่านมาเธอเห็นทั้งรอยยิ้มเหยียด ใบหน้าเบื่อหน่าย ท่าทางเกรี้ยวกราดและสายตาเยาะเย้ยของเขา นี่เป็นครั้งแรกเลยที่อายาเมะเห็นเขาจริงจังกับอะไรบางอย่างมากถึงขนาดนี้

 

คิ้วของเขาขมวดแน่น ดวงตาสีแดงจับจ้องไปยังคู่ฝึกซ้อม ท่าทางสงบนิ่งต่างจากภาพลักษณ์ของบาคุโกในยามปกติที่คนอื่นๆ มักจะเห็น

 

แต่เพราะอย่างนั้นมันถึงยิ่งแสดงออกมาอย่างชัดเจน

 

เขาจริงจังกับเรื่องนี้มาก

 

จริงจังกับการฝึกเพื่อเป็นฮีโร่อย่างมาก

 

เธอรู้ว่าเขาเป็นคนเก่ง เหมือนกับที่คนทั้งชั้นปีรู้ว่าเขาเก่งนั่นล่ะ แต่จะมีสักกี่คนที่ได้เห็นเขาในด้านนี้บ้าง

 

ด้านที่เอาจริงเอาจัง ด้านที่ทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างสุดกำลัง ด้านที่พยายามอย่างหนักเพื่อให้เหนือกว่าใคร

 

ถ้าเป็นอายาเมะเมื่อสี่ห้าวันก่อนมาเห็นเขาซ้อมแบบนี้...เธออาจจะไม่ได้คิดอะไรมากนักก็ได้

 

แต่พอได้รู้จักเขามากขึ้น...ถูกเขาช่วยเอาไว้ทั้งที่เธอเพิ่งจะขโมยของจากกระเป๋าของเขาเอง แล้วยังติดหนี้อะไรหลายๆ อย่างกับผู้ชายคนนั้นอีก อายาเมะจึงพลันรู้สึกว่าภาพที่เธอมองเห็นบาคุโกในตอนนี้มันแตกต่างจากคนอื่นไปมาก

 

ในระยะเวลาสองวันที่โดนลงโทษด้วยกัน บาคุโกมาทำงานด้วยร่างกายที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่ออยู่ตลอด

 

แสดงว่าหากไม่ใช่ว่าเขาเลิกเรียนเย็นมากก็หมายความว่าเขาฝึกซ้อมอยู่จนถึงเย็น

 

หลักสูตรฮีโร่ก็เรียนหนักกว่าหลักสูตรปกติอยู่แล้ว ดูอย่างคาบพละของพวกเธอที่เรียนแค่วิชาพละพื้นฐานก็ได้ ในขณะที่หลักสูตรฮีโร่นั้นต้องฝึกซ้อมต่อสู้และฝึกใช้อัตลักษณ์กันอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

แล้วเธอยังทำให้เขาต้องสละเวลาตอนเย็นมาทำงานบำเพ็ญประโยชน์กับเธออีก

 

ความรู้สึกผิดที่กัดกินในใจของเธอมากว่าสามวันเต็มทำให้อายาเมะตัดสินใจได้

 

ถึงบาคุโกจะไม่ได้อยากให้เธอเข้าไปยุ่มย่าม แต่อายาเมะก็ยังรู้สึกว่าเธอควรจะทำอะไรเพื่อชดเชยให้เขาอยู่ดี

 

อย่างน้อยที่สุดก็คือทำให้เรื่องราวทั้งหมดมันถูกต้องเสียที

 

_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_

 

บาคุโกกำลังเผชิญกับเรื่องที่แปลกที่สุดในวันนี้ของเขา

 

ทันทีที่เขาเปิดประตูห้องเรียนเพื่อจะเดินออกไปโรงอาหาร ก็เจอเข้ากับตัวประกอบสามตัวที่มายืนขวางทางเอาไว้เสียก่อน

 

นี่มัน...ไอ้พวกเวรที่เคยมาหาเรื่องเขาที่หลังหอพัก

 

โง่ไม่เบาที่ยังกล้าสะเออะโผล่หน้ามาให้เขาเห็นอีก

 

ริมฝีปากของเขากำลังเริ่มขยับขึ้นเหยียดเป็นรอยยิ้มกว้างที่ชวนให้คนเห็นรู้สึกขนลุกได้ไม่ยาก แต่ยังไม่ทันที่บาคุโกจะได้ทำอะไร คนทั้งสามตรงหน้าก็โค้งตัวลงอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะตะโกนลั่นว่า 

 

“ขอโทษด้วยครับ บาคุโกซัง! พวกผมได้ทำผิดต่อบาคุโกซังไปแล้ว ต่อไปจะไม่ทำเรื่องเดือดร้อนให้อีกแล้วคร้บ!”

 

อะไรของพวกมันวะ

 

อารมณ์ที่คุกรุ่นเมื่อครู่พลันมอดหายไปและถูกแทนที่ด้วยความสงสัยเมื่อเห็นไอ้สามตัวนี้โค้งตัวขอโทษอย่างเอาจริงเอาจังแถมยังพูดจาไม่รู้เรื่องออกมาอีก

 

“หา?”

 

“ก็อยากให้มาขอโทษต่อหน้าทุกคนไม่ใช่หรือไงล่ะ! จะมาทำเป็นไขสือทำไมวะ!” ไอ้เวรหมายเลขหนึ่งตะโกนใส่เขาด้วยสีหน้าราวกับกำลังอัดอั้นเป็นอย่างมาก

 

มันพูดเพ้อเจ้ออะไรของมัน

 

บาคุโกยืนล้วงกระเป๋าขมวดคิ้วมองกลุ่มคนตรงหน้า ก่อนที่ดวงตาสีแดงสดจะเหลือบไปเห็นกลุ่มผมสีบลอนด์สว่างที่ยื่นออกมาจากหัวมุมบันไดใกล้ๆ อย่างไม่แนบเนียน

 

ดวงตาสีน้ำทะเลคู่หนึ่งกำลังมองดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลนัก ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าใครที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

 

เพราะคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นก็มีแค่เขา ไอ้เวรสามตัวนี่ กับยัยวูดูเท่านั้น

 

เป็นแค่ยัยกระต่ายซุ่มซ่ามแท้ๆ ไม่คิดว่าจะมีปัญญาทำอะไรแบบนี้

 

บาคุโกละความสนใจจากคนที่ซ่อนตัวดูเหตุการณ์อยู่แล้วหันกลับมามองมนุษย์ตัวประกอบสามคนนั้น มือสองข้างล้วงกระเป๋าขณะที่เขามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย เริ่มมีคนเข้ามามุงดูมากขึ้นว่าทำไมจึงมีเด็กหลักสูตรปกติสามคนมายืนโค้งคำนับบาคุโกที่หน้าห้อง 1-A ทำให้ใบหน้าของสามคนนั้นขึ้นสีมากขึ้นด้วยความอับอาย

 

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า บาคุโก” คิริชิมะเดินเข้ามาหาเพื่อนของตน ขณะที่มองดูคนทั้งสามอย่างงุนงง “เขาพูดถึงเรื่องอะไรกันน่ะ”

 

บาคุโกแค่นเสียงพูดว่า “เหอะ! เรื่องงี่เง่า”

 

ดวงตาสีแดงหลุบลงมองกลุ่มคนตรงหน้า มุมปากที่บึ้งตึงอยู่แล้วตกลงกว่าเดิมในตอนที่เขาตัดสินใจผ่านคนพวกนั้นไปอย่างไม่ใส่ใจ

 

แต่แน่นอนว่าถ้าเดินผ่านไปเฉยๆ คงไม่ใช่บาคุโก คัตสึกิ 

 

ปึ้ก!

 

ไหล่ของเขากระแทกเข้ากับไหล่ของอีกฝ่ายจนทางฝั่งนักเรียนห้อง 1-C เป็นฝ่ายกระเด็นออกมาจนเกือบล้ม แต่บาคุโกก็เดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ ทำเอาคิริชิมะที่เดินตามหลังมาต้องหันไปขอโทษขอโพยแทน

 

เขาไม่สนใจหรอกว่าคนพวกนั้นมันจะคิดยังไง ถึงอย่างไรไอ้ตัวประกอบพวกนั้นมันก็เกลียดเขาอยู่แล้ว จะฝืนทำเป็นปรองดองกันไปเพื่ออะไรวะ ไร้สาระเป็นบ้า

 

ที่มาขอโทษก็คงเพราะยัยวูดูไปทำอะไรสักอย่างมาแน่

 

ในจังหวะที่บาคุโกเดินผ่านหัวมุมบันไดตรงนั้น เขาก็เผลอชะงักฝีเท้าไปนิดหน่อย ดวงตาสีแดงเหลือบไปมองด้านข้าง แต่เขาก็ไม่เห็นคนที่แอบอยู่ตรงนี้เมื่อครู่อีกแล้ว

 

สีหน้าของบาคุโกที่ขมวดคิ้วนิดๆ มองดูพื้นที่ว่างเปล่าตรงนั้น ทำให้คิริชิมะที่วิ่งตามมาถามอย่างงุนงงว่า “นายมองหาอะไรอยู่เหรอ”

 

“เปล่า” เขาตอบเสียงห้วน ก่อนจะซุกมือกลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วละความสนใจไปในที่สุด

 

เด็กหนุ่มทั้งสองเดินไปข้างหน้า มุ่งไปยังโรงอาหารโดยที่ไม่ได้หันกลับมามองข้างหลังอีก

 

_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_

 

วันนี้งานของเธออยู่ที่สวนหลังโรงเรียน

 

เป็นงานกวาดใบไม้ธรรมดาที่ดูน่าเบื่อยิ่งกว่างานแยกหนังสือในห้องสมุดเก่าของสองวันที่ผ่านมาเสียอีก

 

ในตอนที่อายาเมะมาถึง เธอก็ยังไม่เจอบาคุโกเหมือนวันที่ผ่านๆ มา แต่พออายาเมะหาที่วางกระเป๋าได้แล้วก็เดินไปหาไม้กวาดใบไม้สองอันในห้องเก็บของภารโรงทันที

 

เธอวางไม้กวาดอีกอันพิงต้นไม้ไว้ รอให้บาคุโกมา แต่ก็เริ่มงานของตัวเองไปก่อนแล้ว

 

กว่าที่เขาจะมาก็ช้ากว่าเธอไปเกือบครึ่งชั่วโมง

 

วันนี้เขาก็ยังเดินมาด้วยร่างกายชุ่มเหงื่อเหมือนเคย

 

อายาเมะไม่ได้พูดอะไรกับเขานอกจากกวาดใบไม้ของตัวเองไปเงียบๆ แต่เธอก็เหลือบเห็นจากทางหางตาว่าบาคุโกกำลังเดินไปวางกระเป๋าไว้ใต้ต้นไม้

 

อยู่ๆ เขาก็หันมามองเธอ ทำให้ดวงตาสองคู่สบกับจนอายาเมะตกใจเล็กน้อยอย่างไม่คิดว่าเขาจะหันมาพอดี

 

“ฝีมือหล่อนใช่ไหม”

 

คำถามของบาคุโกสั้นห้วน ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ แต่อายาเมะกลับเข้าใจได้ดีถึงสิ่งที่เขากำลังสื่อถึง แม้จะไม่ต้องพูดออกมาตรงๆ

 

เขาคงจะหมายถึงเรื่องที่เพื่อนร่วมห้องสามคนของเธอไปยืนขอโทษเขาที่หน้าห้องตอนเที่ยง

 

อายาเมะลังเลนิดหน่อยก่อนจะตอบกลับไปว่า “ก็...ไม่เชิงหรอก...”

 

เธอไม่ได้ทำเรื่องอะไรยิ่งใหญ่เลย ก็แค่พิมพ์จดหมายขู่แบบไม่ลงชื่อไปใส่ในโต๊ะของทั้งสามคนว่ามีพยานและหลักฐานเรื่องที่พวกเขาไปหาเรื่องบาคุโกที่หลังหอพัก และจะฟ้องอาจารย์ถ้าเกิดว่าพวกเขาไม่ไปขอโทษบาคุโก

 

อันที่จริงอายาเมะก็ไม่ได้อยากให้เรื่องนี้ไปถึงอาจารย์ เพราะตอนนั้นบาคุโกเองก็ตอบโต้ด้วยกำลังเหมือนกัน ถึงจะเป็นฝ่ายถูกหาเรื่อง แต่เธอก็กลัวว่าหากสามคนนั้นรุมปรักปรำบาคุโก เขาอาจจะโดนลงโทษมากกว่าเดิม

 

คำพูดของพยานอย่างเธอก็ไม่รู้จะช่วยได้มากแค่ไหน เพราะตอนนี้เธอก็อยู่ในสถานะของคนที่มีความผิดติดหลังอยู่เหมือนกัน

 

อายาเมะไม่อยากหาเรื่องยุ่งยากเพิ่มให้บาคุโกอีก ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เธอจึงแค่ขู่ไปอย่างนั้นเอง

 

ส่วนเงื่อนไขที่ว่าให้ไปขอโทษต่อหน้าคนอื่นในที่สาธารณะก็เพื่อเพิ่มความอับอายของพวกเขาขึ้นอีกนิดหน่อย ถ้าเป็นอะไรที่ง่ายเกินไปก็ไม่เรียกว่าบทลงโทษน่ะสิ

 

เธอกับบาคุโกชดใช้ในส่วนของพวกเขาแล้ว คนพวกนั้นเองก็สมควรจะต้องชดใช้อะไรบางอย่างบ้างเหมือนกัน

 

ถึงเธอจะไม่คิดอะไร แต่แบบนั้นมันจึงจะยุติธรรมกับบาคุโก

 

เด็กหนุ่มแค่นเสียง ‘เหอะ’ เบาๆ ใส่เธอ ก่อนที่เขาจะก้มลงหยิบอะไรบางอย่างในกระเป๋า

 

“ยัยวูดู”

 

อายาเมะหันไปมองทันทีตามสัญชาตญาณ

 

ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัว ของบางอย่างก็ถูกโยนมาให้เธอทันที ทำเอาอายาเมะเกือบจะรับเอาไว้ไม่ทัน

 

ในมือของเธอคือสมุดหน้าปกลายก้อนเมฆ

 

สมุดจดเพลงของเธอมีรอยไหม้ที่ขอบนิดๆ จากระเบิดเมื่อตอนนั้น แต่ที่เหลือก็ยังอยู่ในสภาพดีอยู่

 

เป็นของที่เธอไม่คิดว่าจะได้คืนมาอีกแล้ว

 

เธอมองสมุดในมือเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมองบาคุโกที่ยืนล้วงกระเป๋ามองเธอห่างออกไปไม่ไกลนัก เขาขมวดคิ้วนิดหน่อยขณะที่พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ฉันไม่ได้ติดค้างอะไรหล่อนทั้งนั้น”

 

ถึงจะเป็นคำพูดที่ดูไม่ค่อยมีความหมาย แต่อายาเมะกลับรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังเริ่มเข้าใจ ‘ภาษาบาคุโก’ แล้ว

 

เขาคืนสมุดให้เพราะไม่อยากรู้สึกติดค้างที่เธอไปจัดการเพื่อนร่วมห้องสามคนนั้นของเธอ

 

ท่าทางจริงจังกับเรื่องอะไรแบบนี้ ทำให้อายาเมะยิ้มออกมานิดๆ เธอก้มหน้าลงมองสมุดในมือ ก่อนจะตอบกลับไปว่า

 

“บาคุโกไม่ได้ติดค้างอะไรฉันหรอก ฉันต่างหากที่ติดค้างนายน่ะ”

 

อายาเมะไม่รู้หรอกว่าบาคุโกคิดอะไรอยู่ตอนที่ฟังคำพูดของเธอ แต่เด็กสาวก็พูดต่อไปว่า 

 

“บาคุโกเคยพูดเอาไว้ใช่ไหมล่ะว่า ‘เรื่องของฉันฉันจะรับผิดชอบเอง’ น่ะ”

 

เธอเงยหน้าขึ้นมองบาคุโกที่ยังยืนล้วงกระเป๋ากางเกงมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถึงเขาจะขมวดคิ้วอยู่ แต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากตัวก็ไม่มีความเกรี้ยวกราดอย่างที่ชวนให้รีบวิ่งถอยหนีอีกแล้ว

 

เป็นผู้ชายที่ ‘แปลก’ มากจริงๆ นั่นล่ะ

 

“ฉันเองก็อยากจะรับผิดชอบเรื่องของฉันด้วยเหมือนกัน ดังนั้นมันไม่เกี่ยวกับบาคุโกหรอก สิ่งที่ฉันก่อไว้ ฉันจะจัดการมันเอง”

 

“เหอะ” บาคุโกแค่นเสียงใส่เธอเหมือนทุกครั้งที่เขาเห็นเธอทำอะไรงี่เง่า

 

แต่น้ำเสียงนั้นก็เปลี่ยนไปนิดหน่อย ไม่มีแววความดูถูกเหยียดหยามอีกแล้ว

 

ดวงตาสีแดงมองเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะหยิบไม้กวาดขึ้นมา แล้วเลิกสนใจเธอไปในที่สุด

 

อาจจะเป็นความคิดไปเองของเธอก็ได้

 

แต่อายาเมะรู้สึกว่าแม้จะไม่ได้พูดคุยอะไรกันสักคำ แต่บรรยากาศระหว่างพวกเขามันก็ดีขึ้นนิดหน่อย...รู้สึกสบายใจมากขึ้น

 

หรือไม่ก็อาจจะเป็นที่ตัวเธอเอง

 

ทั้งที่ตอนแรกอายาเมะคิดว่าเธอคงจะต้องรู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมห้องอยู่บ้างที่บังคับให้พวกเขาต้องไปทำเรื่องอย่างการโค้งขอโทษบาคุโกต่อหน้าคนอื่น แต่ในตอนนี้เธอกลับรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

 

ความรู้สึกผิดและติดค้างเบาบางลงจนกลายเป็นเหมือนแค่ฝุ่นควันจางๆ ในใจ

 

ถ้าการเลือกทำตามความรู้สึกของตัวเธอเองจะช่วยให้รู้สึกดีขนาดนี้ได้…

 

อายาเมะก็คิดว่าเธอได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วล่ะ

 

_____________________________

อันที่จริงน่ะ เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการไปอ่านบุคลิกภาพแบบ MBTI ค่ะ

เราชอบแนวคิดของการเติมเต็มกันและกันค่ะ ความแตกต่างที่เติมเต็มกันได้และทำให้อีกฝ่ายเติบโตไปด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับสองคนนี้นี่ยังอีกยาวไกลค่ะ 5555555

ขอบคุณหัวใจและเม้นท์ของทุกคนมากค่ะ

เอาไว้เจอกันวันศ.นะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 362 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,423 ความคิดเห็น

  1. #903 nisshin135789 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 14:01
    พึ่งมาอ่านค่ะถึงจะออกแนวโรแมนซ์แต่ก็สมเหตุสมผลดูไม่เหวอหวาเกิน สมจริงค่ะชอบเลย
    #903
    0
  2. #82 lamb_san (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 11:17
    ทำไมรังสีละมุนมันแผ่ออกมาแรงแบบนี้กันคะ... ( ꈍᴗꈍ)
    #82
    0
  3. #81 ตัวเล็ก☻ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 05:03
    คัตจังก็มีมุมน่ารักเหมือนกันนะเนี่ย
    #81
    0
  4. #80 LucyTaylor (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 21:49
    ละมุนละไมหัวใจจจจ
    #80
    0
  5. #79 nefalibata (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 17:05
    แงชอบคู่นี้มากกก ;______; ค่อยๆเป็นค่อยๆไปดีแล้วค่ะ น่ารักก
    #79
    0
  6. #78 Iด็กไม่รู้จัnโต (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 16:38
    ละมุนแบบแบดๆ อ่ะนะ สไตล์คัตจัง ถถถถ
    #78
    0
  7. #77 Pandora P. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 16:04
    //ปาหัวใจ~~~
    #77
    0