Fanfic BNHA / My Hero Academia :: Blazing aria [Bakugou x OC]

ตอนที่ 17 : Aria 16 : His cold words are my wake-up call.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,935
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 304 ครั้ง
    10 พ.ย. 63


Aria 16

His cold words are my wake-up call.


เวลาหนึ่งวันมันยาวนานมากถึงขนาดนี้เลยเหรอ…


อายาเมะอดคิดอย่างนั้นไม่ได้ ในตอนที่เธอนอนเหม่อมองเพดานห้อง เหมือนก้อนแป้งเปียกโง่ๆ ที่ไม่มีอะไรดีกว่านี้ให้ทำ


ทั้งที่การบ้านของเมื่อวันศุกร์ก็ยังทำค้างไว้แค่ครึ่งเดียว เพลงที่ตั้งใจจะเขียนต่อให้จบตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อนก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นจากเดิม และเธอก็ยังหาทางออกจากปัญหาเรื่องความลับของเธอไม่ได้


แต่อายาเมะกลับรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับตัวลุกขึ้นมาทำอะไรเลยจริงๆ


ตั้งแต่ตื่นนอนมาตอนเจ็ดโมงเช้าจนถึงตอนนี้ อายาเมะก็เอาแต่กลิ้งไปมาบนเตียงนอนอย่างไม่คิดจะลุกไปไหนราวกับว่าเธอกำลังพยายามซ่อนตัวจากโลกแห่งความเป็นจริงข้างนอกนั่น


โชคยังดีที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เธอเลยไม่ต้องแบกร่างของตัวเองไปเรียน แล้วก็ฝืนขยับยิ้มปลอมๆ พวกนั้นออกมาเพื่อไม่ให้ใครต้องมาถามซ้ำๆ ว่าเธอเป็นอะไรหรือเปล่า


ปกติอายาเมะก็ไม่ได้ชอบคุยกับคนที่ไม่สนิทนักอยู่แล้ว ยิ่งในช่วงเวลาแบบนี้ เธอยิ่งไม่มีอารมณ์จะออกไปพบเจอใครเข้าไปใหญ่


ทั้งที่นอนได้แบบหลับๆ ตื่นๆ มาเกือบสองวันแล้ว แต่เด็กสาวกลับไม่รู้สึกง่วงนอนเลยสักนิด ในหัวของเธอเต็มไปด้วยความคิดนับร้อยที่ลอยผ่านไปมาอย่างสับสนวุ่นวายจนอายาเมะไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเธอกำลังคิดมากกับเรื่องอะไรอยู่กันแน่


เธออยากจะนอนหลับไปเสียตอนนี้เลย


ถ้าหลับไปแล้วก็จะไม่ต้องคิดอะไรอีก…


ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องหวาดกลัว ไม่ต้องมีความคิดอะไรเหลืออยู่ทั้งนั้น


มันเป็นสถานที่เดียวที่เธอจะหนีไปซ่อนตัวได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครรุกล้ำเข้ามา


ความคิดนั้นทำให้ดวงตาสีน้ำทะเลข่มหลับลงอย่างพยายามจะนอนหลับให้ได้ แม้ว่าส่วนหนึ่งในใจของอายาเมะจะรู้ว่าเธอคงไม่มีทางนอนหลับได้หากยังมีความรู้สึกสับสนวุ่นวายสุมอยู่ในใจก็ตาม


“อย่าพยายามทำตัวเป็นแม่พระไปหน่อยเลย ที่จริงมันก็แค่ความพอใจส่วนตัวของหล่อนไม่ใช่หรือไง”


เสียงทุ้มต่ำที่พูดประโยคนั้นอย่างเกรี้ยวกราดลอยกลับเข้ามาในหัวของเธอทันทีที่อายาเมะหลับตาลง ทำให้เธอเผลอขยับมือกำผ้าห่มแน่นขึ้น


“หล่อนมันโคตรน่ารำคาญเลยว่ะ”


ทั้งที่มันเป็นคำต่อว่าที่ไม่น่าฟังเลยสักนิด แต่เธอก็จำคำพูดพวกนั้นได้อย่างแม่นยำ


ทุกคำพูดของบาคุโก น้ำเสียงเหยียดหยามของเขา ดวงตาสีแดงสดแฝงไปด้วยความโกรธอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน...


อายาเมะจำมันได้ราวกับว่าบาคุโกมายืนด่าเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า


เพียงแค่หลับตาลง คำพูดพวกนั้นก็วนเวียนกลับเข้ามาในหัวเหมือนปีศาจร้ายที่คอยตามหลอกหลอนเธออยู่


ใครที่โดนด่ามากถึงขนาดนี้ก็คงจะโกรธกันทั้งนั้น


แต่อายาเมะกลับรู้สึกว่าเธอไม่ได้โกรธบาคุโกเท่าที่ควรจะรู้สึกเลย


ในความโกรธของเธอมันแฝงไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ปะปนกัน หลอมรวมเป็นความรู้สึกอึดอัดที่จุกแน่นอยู่ข้างในอกอย่างหาทางระบายออกมาไม่ได้


และอายาเมะเองก็บอกไม่ถูกว่าความรู้สึกพวกนั้นมันคืออะไรกันแน่


ทั้งที่ตั้งใจจะข่มตาหลับให้ได้สักงีบ แต่ก็ทำได้แค่นอนพลิกตัวไปมา จนสุดท้ายแล้วเธอก็ต้องลุกขึ้นมานั่งพิงหมอนบนเตียงอยู่ดี ดวงตาสีน้ำทะเลตวัดไปมองนาฬิกาบนโต๊ะ ก่อนที่เธอจะถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน


ตอนนี้เป็นเวลาเก้าโมงเช้า


เหลืออีกแปดชั่วโมงก่อนจะถึงเวลานัดของเจ้าของไอดีปริศนาคนนั้น


และอายาเมะก็ยังคิดหาทางออกอื่นไม่ได้เลยสักทาง


เธอยกขาขึ้นนั่งชันเข่า แขนสองข้างกอดเข่าเอาไว้ ใบหน้าซุกลงไปจนดูเหมือนลูกบอลกลมๆ ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกไปแล้ว


จะทำยังไงดี…


จะทำยังไงต่อไปดี…


อายาเมะถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า


ภายในห้องที่มีแต่ความเงียบสงบ เหมือนมีเสียงคำถามนั้นดังวนเวียนซ้ำไปมาจนทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอมทั้งที่ยังไม่มีอาหารตกถึงท้องมาตั้งแต่เช้า


มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อขึ้นสีซีด ในขณะที่ในหัวของเธอกรีดร้องคำถามนั้นเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน


จะทำยังไงต่อไปดี…!?


เสียงเปียโนดังขึ้นอย่างฉับพลัน ดึงอายาเมะออกจากห้วงความคิดของเธอ เด็กสาวสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ดวงตาสีน้ำทะเลตวัดไปมองต้นเสียงทันที ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่ามันเป็นเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ของเธอเอง


สายเรียกเข้า : อายาโตะ


ชื่อที่ปรากฏขึ้นบนจอทำให้อายาเมะชะงักมือที่กำลังจะกดรับสายไปครู่หนึ่ง


อิชิคาวะ อายาโตะ...พี่ชายฝาแฝดของเธอเอง


ทำไมอยู่ๆ ถึงโทรมาหาเธอกันนะ…


อายาเมะมองด้วยความสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกดรับสายในที่สุด


“ฮัลโหล”


“อายาเมะ วันนี้จะกลับบ้านหรือเปล่า”


คำถามที่พูดขึ้นมาแทบจะในทันทีที่เธอรับสายช่วยไขข้อข้องใจของอายาเมะได้อย่างรวดเร็ว


คงจะโดนคุณแม่ใช้ให้โทรมาถาม หรือไม่ก็ไม่อยากกลับบ้านคนเดียว เลยโทรมาหาแนวร่วมอย่างเธอด้วยนั่นล่ะ


“ไม่ได้กลับหรอก”


อายาเมะรู้สึกว่าน้ำเสียงตอนที่ตอบกลับไปของเธอมันฟังดูแหบพร่ากว่าปกติ ไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์ที่จุกแน่นอยู่ในอก หรือเพราะว่าเธอไม่ได้กินน้ำมาตั้งแต่เย็นเมื่อวานแล้วกันแน่


เด็กสาวแอบกระแอมเบาๆ สองสามครั้ง พยายามปรับทั้งโทนเสียงและอารมณ์ให้ดูเป็นปกติมากที่สุด ก่อนจะพูดต่อว่า “ฉันมีงานกลุ่มที่ต้องทำกับเพื่อนส่งวันจันทร์ คงจะกลับไม่ได้หรอก”


“หาข้ออ้างเก่ง”


เสียงพูดกึ่งแซวของอายาโตะทำให้เธอเผลอหลุดยิ้มออกมานิดหน่อย ขณะที่พูดตอบโต้กลับไปทันทีว่า “ถ้าฉันไม่กลับ ฉันรู้นะว่าอายาโตะเองก็คงไม่กลับเหมือนกันนั่นล่ะ”


อายาโตะไม่ได้ตอบอะไรกลับมาก็จริง แต่เธอก็เดาได้ในทันทีว่าเขาต้องกำลังยิ้มที่มุมปากอย่างที่ชอบทำบ่อยๆ อยู่แน่


เพราะพวกเขาคือพี่น้องฝาแฝดกัน…


เป็นคนที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดในโลก


ถ้าจะมีใครที่อายาเมะคิดว่าจะเข้าใจเธอมากที่สุดรองจากซาโยริ ก็คงจะเป็นอายาโตะ


อันที่จริงเขาก็เคยครองตำแหน่งเพื่อนสนิทที่สุดของเธอมาก่อน แต่พอเข้าสู่ชั้นมัธยมต้น อายาเมะก็เริ่มรู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มมีระยะห่างที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างชัดเจน


อายาโตะเริ่มมีสังคมเพื่อนของเขา ส่วนอายาเมะก็เจอกับซาโยริที่เป็นเพื่อนสนิทตลอดกาลของเธอ


จากที่เคยคุยกันทุกวัน ก็เริ่มเว้นระยะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ก็เริ่มมีความลับที่ต่างฝ่ายต่างไม่อยากให้อีกคนได้รับรู้


ความลับเรื่องของ ‘ไอริส’ เองก็ด้วย...อายาเมะไม่เคยบอกพี่ชายฝาแฝดของเธอ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยเล่าให้เขาฟัง


และในท้ายที่สุด ตอนเริ่มเรียนชั้นมัธยมปลาย พวกเขาก็ตัดสินใจเดินแยกกันไปคนละทาง


อายาโตะเลือกเรียนในโรงเรียนเอกชนสายบริหารชื่อดังแห่งหนึ่ง ส่วนอายาเมะเลือกเรียนที่ยูเอ โรงเรียนของอายาโตะมีหอพักอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้พบกันบ่อยมากนัก ยิ่งหลังจากยูเอเปลี่ยนมาใช้ระบบหอพักแล้ว ยิ่งกลายเป็นว่าได้เจอกันน้อยเข้าไปใหญ่


ระยะห่างที่เพิ่มมากขึ้นกลายเป็นช่องว่างที่กว้างจนมองไม่เห็นคนที่อีกฝั่งเสียแล้ว


“ฉันก็มีงานกลุ่มต้องทำเหมือนกัน”


คำตอบที่ฟังดูก็รู้แล้วว่ากำลังแซวเธออยู่ทำให้อายาเมะนึกอยากจะแลบลิ้นใส่เขา


“ไม่อยากกลับบ้านก็บอกมาเถอะ”


ขณะที่พูดโต้ตอบกับอายาโตะ เด็กสาวก็รู้สึกว่าความรู้สึกหนักอึ้งในใจของเธอมันเริ่มเบาบางลงไปบ้างนิดหน่อย


ทั้งที่พวกเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เธอกำลังกังวลเลยสักนิด ทั้งที่ปัญหาของเธอมันก็ยังคงกองอยู่ที่เดิม แต่แค่ได้พูดคุยกับใครสักคน อายาเมะกลับรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ


หรือจะปรึกษาอายาโตะดี?


ความคิดชั่ววูบนั้นผุดขึ้นมาในใจของอายาเมะ แต่เธอลังเลอยู่ไม่นานนักก็พับเก็บความคิดนั้นกลับลงไปในใจ


อายาโตะไม่รู้เรื่องแชนเนิลของเธอด้วยซ้ำ


ไม่ใช่ว่าเธอไม่ไว้ใจเขา แต่พวกเขาไม่ได้สนิทกันอย่างสมัยก่อนนี้


ถึงจะเป็นพี่ชายฝาแฝดคนเดิมของเธอ แต่อายาโตะไม่ใช่คนที่ทำให้เธอรู้สึกว่าสามารถพูดคุยอะไรด้วยก็ได้อีกต่อไปแล้ว


“...อายาเมะ ได้ยินหรือเปล่าน่ะ?”


เสียงของอายาโตะที่เรียกชื่อเธอดึงสติของอายาเมะกลับมาอีกครั้ง


ดวงตาสีน้ำทะเลกะพริบขึ้นลงอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังประมวลผลอยู่ ก่อนที่เธอจะนึกได้ว่าเมื่อครู่นี้อายาโตะคงจะพูดอะไรสักอย่างที่เธอไม่ทันได้ฟังเพราะมัวแต่คิดเรื่องของเขา


“ขอโทษนะ” อายาเมะตอบกลับไปอย่างลุกลี้ลุกลน “เมื่อกี้สัญญาณไม่ดี ฟังไม่ค่อยได้ยินเลย”


แม้แต่อายาเมะเองก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นข้ออ้างที่งี่เง่ามาก


แล้วอายาโตะที่ฉลาดกว่าเธออีกจะไม่รู้ทันคำแก้ตัวงี่เง่านั่นได้ยังไงกันล่ะ


ปลายสายโทรศัพท์เงียบไปสักพัก ก่อนที่เขาจะพูดตอบกลับมาว่า “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”


มือของเธอเผลอกำโทรศัพท์แน่นขึ้นในตอนที่ได้ยินคำถามนั้น อายาเมะกลืนน้ำลายที่เหมือนจะเหนียวหนืดอยู่ในลำคอ ก่อนจะเค้นเสียงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบากว่าปกติว่า


“เปล่าหรอก…”


“แน่ใจนะ?”


“อืม!”


คำตอบของเธอฟังดูไม่หนักแน่นเท่าที่อายาเมะอยากจะพูดออกมาเลย


แต่ก็ยังดีที่อายาโตะไม่ได้ซักไซ้อะไรเธออีก เขาเพียงแค่พูดเตือนอีกสองสามคำว่าให้หาเวลากลับบ้านบ้าง แล้วก็วางสายไปในที่สุด


อายาเมะมองดูหน้าจอมือถือที่กลายเป็นสีดำแล้วถอนหายใจอีกครั้ง เธอวางมันลงข้างหมอน ก่อนจะขยับท่านอนให้สบายมากขึ้น


ถึงจะยังมีแต่ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้รายล้อมอยู่รอบตัว แต่การได้คุยกับอายาโตะกลับทำให้อายาเมะรู้สึกผ่อนคลายลงได้นิดหน่อย


พอเริ่มสบายใจมากขึ้น เด็กสาวก็พลันรู้สึกง่วงขึ้นมาบ้าง ดูเหมือนว่าการนอนไม่พอต่อกันสองคืนติดจะทำพิษเสียแล้ว


ปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้นั่นน่ะ...ปล่อยให้เป็นเรื่องของอายาเมะในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเป็นคนแก้ไปก็แล้วกัน


คงเพราะความง่วงงุนนั่นแหละที่ทำให้อายาเมะตัดสินใจโยนทุกอย่างทิ้งไปให้หมด ดวงตาสีน้ำทะเลค่อยๆ ปรือลง ก่อนที่มันจะหลับสนิทในที่สุด


ดึงเธอเข้าสู่ห้วงนิทราที่แม้จะไม่สุขสบายนัก แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เธอได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มที่สุดตลอดช่วงสองวันที่ผ่านมา


_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_


อายาเมะสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ตอนที่มีเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น


เธอกะพริบตาถี่ๆ สองสามครั้ง ไล่ความรู้สึกง่วงงุนออกไป มือเอื้อมคว้าสะเปะสะปะไปทั่วจนหยิบโดนมือถือจนได้ ก่อนจะกดรับสายแล้วยกขึ้นมาจ่อที่หูโดยที่เธอยังไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนโทรมา


“ฮัลโหล...”


เสียงของเธอฟังดูเหมือนเสียงของคนที่เพิ่งตื่นนอนอย่างชัดเจน


“อายาเมะ ลงมาข้างล่างที”


ถึงจะไม่ต้องดูชื่อเจ้าของสายเรียกเข้า แต่อายาเมะไม่มีทางลืมเสียงของพี่ชายฝาแฝดของเธอแน่ๆ


เด็กสาวขมวดคิ้วด้วยความงุนงง แต่ในตอนนั้นเอง ดวงตาสีน้ำทะเลก็สะดุดเข้ากับแสงจากนอกหน้าต่างที่ส่องประกายร้อนแรงสาดส่องเข้ามาแล้ว นาฬิกาบนโต๊ะบ่งบอกเวลาเกือบบ่ายโมงทำให้ความคิดอีกอย่างแล่นเข้ามาในหัวของเธอ


เหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงสี่ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลานัด…


อายาเมะนึกอยากจะเอาหัวโขกกำแพงด้านข้างไปเสียเลยจริงๆ


เธอในตอนที่ง่วงนอนมากๆ ตอนนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่ ถึงเอาเวลาที่ควรจะคิดแก้ปัญหาไปนอนเล่นเรื่อยเปื่อยแบบนี้


แต่อายาเมะก็ต้องยอมรับว่าการได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มนั้นช่วยให้หัวสมองของเธอปลอดโปร่งขึ้นมากจริงๆ


ทั้งที่ยังรู้สึกตึงเครียดกับปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกแย่ราวกับว่าโลกทั้งใบจะถล่มลงมาตรงหน้าอีกแล้ว


“เหม่ออีกแล้วนะ”


เสียงทักของอายาโตะจากปลายสายโทรศัพท์ทำให้อายาเมะต้องรีบดึงความคิดตัวเองกลับมา ก่อนจะตอบไปว่า “เปล่านะ! กำลังฟังอยู่นี่ไง”


ไม่รู้ว่าอายาโตะเชื่อเธอจริงๆ หรือว่าเขาแค่ขี้เกียจเกินกว่าจะต่อล้อต่อเถียงกับเธอกันแน่ แต่สุดท้ายเขาก็แค่พูดย้ำอีกรอบว่า


“ลงมาข้างล่างก็แล้วกัน อย่าช้านักล่ะ”


พูดจบ เขาก็กดวางสายไป


ไม่มีคำอธิบายอะไรเพิ่มเติมเลยสักนิดเดียว


เหลือไว้แค่อายาเมะที่นั่งมองโทรศัพท์ในมืออย่างงุนงง แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ตัดสินใจลุกขึ้นไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย เพื่อเตรียมจะเดินลงไปข้างล่างอย่างที่พี่ชายของเธอสั่งมา


ถึงแม้ว่าอายาเมะจะไม่ค่อยมีกะจิตกะใจจะแต่งตัว แต่การทำผมและเลือกเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ไปจนถึงเครื่องประดับให้เข้าชุดกันก่อนจะเหยียบเท้าออกนอกบ้านนั้นเป็นเรื่องที่เธอถูกสอนให้ทำจนกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยสัญชาตญาณ


พอเด็กสาวมั่นใจว่าสภาพของเธอดูดีพอที่จะออกไปเดินข้างนอกแล้ว เธอก็คว้ากระเป๋าสะพายขึ้นมาเป็นอย่างสุดท้าย แล้วลงลิฟต์ของหอพัก ตรงลงไปที่ชั้นล่างทันที


ในห้องนั่งเล่นมีคนอยู่แค่ประปราย


แต่มันก็ไม่ใช่ภาพแปลกตาสักเท่าไร วันนี้เป็นวันอาทิตย์ คนบางส่วนคงจะลากลับบ้าน บางคนก็อาจจะออกไปเที่ยว หรือไม่ก็ใช้ชีวิตอยู่ในห้องเงียบๆ คนเดียวแบบเธอ


อายาเมะมองซ้ายมองขวาอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่เห็นเหตุผลที่จะทำให้อายาโตะโทรมาบอกให้เธอลงมาข้างล่าง เธอจึงตัดสินใจเปิดประตูออกไปข้างหน้าหอพัก


ที่ชั้นล่างสุดของขั้นบันไดมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่


เขามีเส้นผมตัดสั้นระต้นคอสีบลอนด์สว่าง ดวงตาสีน้ำทะเลหลุบลงมองโทรศัพท์ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ เสื้อเชิ้ตพับแขนโทนสีฟ้ากับกางเกงขายาวสีน้ำเงินเข้มเข้ากันยังเน้นให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูโดดเด่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม


คนที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เจอที่นี่ทำให้อายาเมะหยุดชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างขึ้นขณะที่หลุดปากพูดชื่อของเขาออกมา


“อายาโตะ...”


เขาหันมามองเธอ รอยยิ้มที่มุมปากนั่นยังให้ความรู้สึกอยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่างความอ่อนโยนกับการเย้าแหย่เหมือนเคย


“ว่าไง คนสวย”


นานแค่ไหนแล้วนะที่อายาเมะไม่ได้ยินเขาเรียกเธอแบบนั้น


มันเคยเป็นมุกตลกของพวกเขาเลยล่ะ


สมัยที่อยู่โรงเรียนเก่า ตอนที่หน้าตาของอายาเมะเริ่มโดดเด่นจนมีคนมาสารภาพรักกับเธอบ่อยๆ อายาโตะก็เริ่มแซวเธอด้วยการเรียกเธอว่า ‘คนสวย’


ตอนนั้นอายาเมะรู้สึกเขินมาก เธอจึงพูดสวนกลับไปว่าพวกเขาเป็นฝาแฝดกัน ถ้าอายาโตะชมเธอก็เหมือนว่าเขาพูดชมตัวเองไปด้วยชัดๆ


แต่ผลกลับออกมาตรงข้าม เมื่ออายาโตะดูจะยิ่งชอบอกชอบใจกว่าเดิมเสียอีก


หลังจากนั้นเธอก็เป็น ‘น้องสาวคนสวย’ ของอายาโตะมาตลอด


ใบหน้าคุ้นเคยนั้นเป็นใบหน้าที่ไม่ได้เห็นมาสักพักแล้วเพราะช่วงนี้เธอแทบจะไม่ได้กลับบ้าน อายาเมะรีบเดินไปหาเขาอย่างรวดเร็ว ในใจตื่นเต้นจนรอยยิ้มกว้างผุดขึ้นมาบนริมฝีปาก


“มาที่นี่ได้ไงน่ะ”


“ใช้สิทธิ์ขอเข้าพบฉุกเฉินของครอบครัวไง” อายาโตะยิ้มกริ่ม เหมือนตอนที่เขาทำอะไรสักอย่างสำเร็จตามแผนของตัวเอง ก่อนจะหันมาชวนเธอว่า “ไปหาอะไรกินกัน”


“ตอนนี้เลยเหรอ”


“เร็วเข้าๆ เวลาไม่คอยใครนะ”


เด็กหนุ่มโอบไหล่น้องสาวของเขาไว้ก่อนจะเริ่มออกเดิน ทำให้อายาเมะต้องรีบสาวเท้าตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว


ดวงตาสีน้ำทะเลเหลือบมองคนข้างตัว ในใจของเธอพลันรู้สึกทั้งอบอุ่นและแปลกใจกับการมาปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิดของเขา


ทั้งที่อายาโตะไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเลยสักนิด แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าเขาคงมาหาเธอเพราะรู้สึกได้ว่าเธอดูผิดปกติไปตอนที่คุยโทรศัพท์กัน


คนมักจะพูดกันว่าฝาแฝดจะมีสายสัมพันธ์พิเศษอะไรบางอย่าง


อายาเมะเองก็ไม่รู้หรอกว่าเธอกับอายาโตะมีสายสัมพันธ์อะไรนั่นจริงไหม แต่ทั้งที่อายาโตะนิสัยไม่เหมือนเธอเลยแท้ๆ แต่พวกเขาก็รู้จักกันดีจนบางครั้งก็น่าขนลุกไปหน่อย


ถึงจะไม่ใช่เด็กยูเอ แต่อายาโตะก็ยังเดินพาเธอไปยังโรงอาหารได้ราวกับเรียนอยู่ที่นี่เสียเอง พวกเขาต่างคนต่างเดินไปซื้อขนมและเครื่องดื่มของตัวเอง ก่อนจะมาลงเอยที่โต๊ะมุมด้านในของโรงอาหารที่เกือบจะว่างเปล่า ไร้ซึ่งผู้คน


พอนั่งลงที่โต๊ะแล้ว พวกเขาจึงเริ่มคุยกันเรื่องชีวิตในโรงเรียนของแต่ละคน เสียงหัวเราะและคำพูดหยอกล้อดังอยู่ตลอดบทสนทนาของพวกเขา ทำให้อายาเมะหวนคิดถึงช่วงเวลาที่เธอกับอายาโตะยังสนิทกันมากอยู่


ช่วงเวลาที่เธออยู่กับอายาโตะนั้นไม่เคยเงียบเหงา เขาเป็นคนคุยเก่งกว่าเธอมาก ทั้งแซวทั้งหยอดเธอเก่ง ยิ่งรู้ว่าพูดอะไรแล้วจะทำให้เธอเขินอายหรือกระอักกระอ่วนได้ อายาโตะก็ยิ่งไม่ลังเลที่จะเอามาแซวเธอเลยสักนิด


ถึงจะไม่สนิทกันเท่าแต่ก่อนแล้ว แต่อะไรบางอย่างก็ไม่เปลี่ยนไปเลย


ที่ชวนมากินขนมแบบนี้ก็เหมือนกัน


ตั้งแต่สมัยประถมแล้วที่อายาโตะจะพาเธอไปหาขนมอร่อยๆ กินเวลาที่เธอมีเรื่องไม่สบายใจ


ที่เขาพามารอบนี้เองก็คงจะเพราะแบบนั้น...คงเพราะเขาดูออกว่าเธอกำลังไม่สบายใจอยู่


และคงเพราะบรรยากาศเดิมๆ แบบนี้นั่นล่ะที่ทำให้อายาเมะรู้สึกผ่อนคลายลง เธอจ้องมองดูแก้วที่ถูกปั้นเป็นรูปลูกแมวสักพัก ขณะที่ในใจคิดทบทวนอยู่กับตัวเอง


ไม่มีพี่น้องคู่ไหนที่ไม่มีความลับต่อกันเลยหรอก พอโตขึ้นก็คงจะต้องมีช่องว่างเกิดขึ้นมาได้บ้างอยู่แล้ว


แต่ถึงจะไม่สนิทกันเหมือนเดิม อายาโตะก็ยังเป็นหนึ่งในคนที่อายาเมะไม่กลัวที่จะพูดกับเขาอย่างตรงไปตรงมาในสิ่งที่เธอคิด


“อายาโตะ...คิดว่าฉันขี้ขลาดหรือเปล่า”


อายาโตะเลิกคิ้วมองเธอในทันที ท่าทางประหลาดใจนิดหน่อยกับคำถามไม่มีปี่มีขลุ่ยนั่น


เขายกแก้วกาแฟของตัวเองขึ้นจิบเหมือนจะถ่วงเวลาในการคิดหาคำพูดดีๆ แล้วจึงตอบเธอกลับมาด้วยคำถามว่า “ถูกใครว่ามาหรือไง ซาโยริเหรอ?”


“คิดว่าซาโยริจะว่าฉันเหรอ”


อายาเมะมองค้อนกลับไปในทันที


เรื่องที่ว่าซาโยริโอ๋เธอยิ่งกว่าน้องสาวของตัวเองไม่ใช่ความลับสักเท่าไร อายาโตะที่เรียนมัธยมต้นมากับพวกเธอสองคนน่าจะรู้ดีที่สุด


แต่อายาโตะก็แค่ยักไหล่นิดๆ เหมือนจะบอกว่าเขาก็คิดแบบนั้นอยู่แล้วล่ะ


เกิดความเงียบระหว่างพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งเมื่อต่างฝ่ายต่างกินขนมของตัวเอง ก่อนที่อายาโตะจะพูดต่อว่า “ขี้ขลาดก็ฟังดูแรงไปนิดนะ อย่างอายาเมะคงเรียกว่าขี้กังวลล่ะมั้ง”


“ก็หมายความอย่างเดียวกันไม่ใช่เหรอ”


ใบหน้าของอายาเมะห่อเหี่ยวลงทันทีกับคำพูดของพี่ชายของเธอ


แค่ฟังดูก็รู้แล้วว่าเขาพยายามหาคำพูดมาให้เธอสบายใจขึ้นนั่นล่ะ แต่ใจความของมันไม่ได้ต่างไปจากคำต่อว่าของบาคุโกเลย


“ไม่เหมือนกันหรอก ขี้ขลาดก็คือคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา แต่ขี้กังวลคือคนที่คิดมากไปเองก่อนจะไปเผชิญหน้ากับปัญหาต่างหาก”


จะเป็นแบบไหนก็ฟังเหมือนโดนด่าทั้งนั้นเลย


อายาเมะวางคางลงบนแขนของเธอที่วางไขว้บนโต๊ะ ดวงตาสีน้ำทะเลช้อนขึ้นมองอายาโตะ ก่อนจะพูดต่อว่า


“ถ้าอายาโตะพูดแบบนั้นล่ะก็...ฉันอาจจะเป็นคนขี้ขลาดจริงๆ ก็ได้ โอ๊ย!”


อยู่ๆ กระดาษทิชชู่ก็ถูกปั้นเป็นก้อนแล้วโยนใส่หน้าผากของเธอเบาๆ ทำให้อายาเมะเผลอร้องอุทานออกมา


“นั่นไงที่บอกว่าชอบคิดมากไปก่อนเองน่ะ”


อายาเมะพองแก้มใส่เขาด้วยความไม่พอใจ


ไม่ใช่ว่าเธออยากจะเป็นคนแบบนี้สักหน่อย แต่อายาเมะเป็นแบบนี้มานานแล้ว เรื่องข้อดีข้อเสียของตัวเอง ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ แต่ที่ผ่านมาก็แค่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมันก็เท่านั้นเอง


ที่ผ่านมาก็ไม่ได้แย่…


ที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว…


เพราะความคิดแบบนั้น ทำให้สุดท้ายแล้วอายาเมะไม่เคยกล้าตัดสินใจอะไรแบบจริงๆ จังๆ สักที


จนมันล่วงเลยมาถึงขนาดนี้แล้ว


จนต้องมีใครสักคนสาดน้ำเย็นปลุกเธอขึ้นมาจากความคิดความฝันแบบง่ายๆ พวกนั้น


เธอเงยหน้าขึ้นมองดูพี่ชายของเธอที่นั่งเท้าคางมองเธออยู่เช่นกัน ดวงตาสีน้ำทะเลสองคู่สบกันอยู่ชั่วครู่


และในวินาทีนั้นเอง อายาเมะก็ตัดสินใจได้


เธอไว้ใจอายาโตะ...ถึงจะไม่สนิทกันเหมือนแต่ก่อน แต่เขาก็ยังคงเป็นพี่ชายฝาแฝดของเธออยู่ดี


“อายาโตะ รู้จักแชนเนิลเพลงชื่อ ‘ไอริส’ ไหม”


อายาโตะเลิกคิ้วมองเธอ “รู้จักสิ ที่กำลังดังๆ อยู่ช่วงนี้ใช่ไหมล่ะ”


เด็กสาวสูดหายใจเข้าราวกับกำลังรวบรวมความกล้า ก่อนจะกลั้นใจพูดออกไปว่า


“ฉันคือไอริสเองนั่นล่ะ”


“อืม”


“...”


ไม่มีดวงตาที่เบิกกว้าง ไม่มีส้อมที่หล่นกระทบจาน ไม่มีเสียงสำลักน้ำด้วยความตกใจ


มีแค่คำพูดตอบรับง่ายๆ ที่ทำให้อายาเมะขมวดคิ้วมองพี่ชายฝาแฝดของเธอ


“จะไม่ตกใจหน่อยเลยเหรอ”


“อ๊ะ! ตกใจจัง”


เสียงอุทานที่ฟังยังไงก็ดูเสแสร้งสุดๆ กับคำว่าตกใจที่พูดออกมาอย่างเรียบเฉยนั่น ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่กำลัง ‘ตกใจ’ จริงๆ


อายาเมะนึกอยากจะเบะปากใส่เขาเหลือเกิน


“นี่รู้มาก่อนอยู่แล้วใช่ไหม”


“จะรู้มาก่อนได้ไง ก็บอกอยู่นี่ไงล่ะว่าตกใจสุดๆ เลย” อายาโตะตอบด้วยรอยยิ้มมุมปากอย่างเคย ท่าทางไม่ได้พยายามปิดบังความจริงขัดกับคำพูดลิบลับ


อายาเมะทำหน้ามุ่ย ในใจได้ข้อสรุปไปเรียบร้อยแล้วว่าอายาโตะรู้เรื่องนี้มาก่อนจริงๆ ถึงจะไม่รู้ว่าเขารู้ได้ยังไง และรู้ตั้งแต่เมื่อไรก็ตาม


แต่จะพยายามซักไซ้ไปก็เท่านั้น เรื่องที่อายาโตะไม่อยากพูด ให้ตายเขาก็ไม่พูดเด็ดขาด เธอจึงไม่คิดจะไปโต้เถียงอะไรกับเขาอีก


“มีคนส่งข้อความมาในแชนเนิลไอริส บอกว่าถ้าฉันไม่ไปพบเขา เขาจะเปิดเผยตัวตนของฉัน”


พอพูดถึงเรื่องนี้ทีไร อายาเมะก็รู้สึกไม่สบายใจทุกที เธอเม้มปากนิดๆ คิ้วขมวดแน่นขึ้น ก่อนที่เธอจะถามออกไปว่า


“ฉันควรจะทำยังไงต่อไปดี...”


บนโต๊ะของพวกเขามีแต่ความเงียบอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง อายาโตะยกแก้วกาแฟของตัวเองขึ้นจิบ ก่อนจะตอบกลับมาว่า


“ฉันว่าอายาเมะก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าควรจะทำยังไง”


“...อืม”


คำตอบนั้นเธอคิดได้มาสักพักแล้ว เธอแค่ยังไม่มีความกล้าพอจะทำก็เท่านั้นเอง


ความคิดนั้นทำให้อายาเมะขยับยิ้มราวกับจะเย้ยหยันตัวเอง


ไม่ใช่คนขี้กังวลหรอก...เธอน่ะเป็นคนขี้ขลาดแบบที่บาคุโกบอกจริงๆ นั่นล่ะ


อายาโตะมองดูเธออยู่สักพักโดยที่ไม่ได้พูดอะไร ส่วนในหัวของอายาเมะก็มีความคิดผ่านเข้ามามากจนเธอยังคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี


จนกระทั่งเด็กหนุ่มเป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน


“เกี่ยวกับที่ถามก่อนหน้านี้หรือเปล่า เรื่องขี้ขลาดอะไรนั่น”


“อืม” เธอตอบสั้นๆ ในหัวพยายามคิดหาคำอธิบายที่จะไม่ทำให้เรื่องมันซับซ้อนมากจนเกินไป


ถ้าต้องมานั่งเล่าเรื่องของบาคุโกตั้งแต่ต้น มีหวังเสียเวลาไปอีกเป็นชั่วโมง


“ฉันเล่าเรื่องนี้ให้คนคนหนึ่งฟัง ก็เลยโดนด่ากลับมาว่าเป็นคนขี้ขลาด”


อายาเมะหลบตาพี่ชายของเธอ ราวกับกลัวว่าจะเห็นสายตาผิดหวังของเขา ก่อนที่เธอจะพูดต่อว่า “ตอนแรกฉันก็โกรธนะ โกรธมากๆ ที่เขาพูดอะไรแบบนั้นออกมาโดยที่ไม่เข้าใจฉันเลยสักนิด แต่พอหายโกรธแล้วมานั่งคิดดีๆ เขาก็อาจจะพูดถูกแล้วก็ได้”


ยิ่งถูกอายาโตะพูดตอกย้ำใส่อีกครั้ง ถึงจะพยายามพูดอย่างนุ่มนวลก็เถอะ แต่ข้อความนั้นมันก็ชัดเจนพอแล้ว


ได้เวลาตื่นจากโลกของความฝันอันสุขสบายที่เธอเข้าไปหลบซ่อนตัวมานานได้สักที


อายาโตะมองเธออยู่สักพักหนึ่ง เธอเดาสีหน้าของเขาไม่ค่อยออก เด็กหนุ่มยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ เว้นช่องว่างในบทสนทนาของพวกเขา ก่อนที่เขาจะถามเธอต่อว่า


“ตกลงว่าที่มานั่งหงอยอยู่นี่เพราะกังวลเรื่องความลับเรื่องไอริส หรือเรื่องที่ทะเลาะกับคนๆ นั้นกันแน่”


คำถามนั้นทำให้เธอสะอึกไปนิดหน่อย


พอนึกย้อนไปแล้วก็รู้สึกว่าตอบได้ยากจริงๆ


เรื่องความลับของเธอก็ยังกังวลอยู่หรอก แต่พอมาคิดดีๆ กว่าครึ่งของช่วงเวลาที่เธอนอนเปื่อยแบบโง่ๆ อยู่บนเตียงก็ถูกใช้ไปกับการพิจารณาคำพูดของบาคุโก


สายตารู้ทันนั่นทำให้อายาเมะตอบกลับไปทันควันว่า “กังวลทั้งสองเรื่องเลยไม่ได้หรือไง”


“ถ้างั้นคนคนหนึ่งคนนั้นคงสำคัญกับเธอพอตัวเลยนะ”


รอยยิ้มที่มุมปากของอายาโตะตอนที่พูดประโยคนั้นกับเธอให้ความรู้สึกกวนประสาทอย่างที่ผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่เธอมาเห็นก็คงจะมองไม่ออก


แต่สำหรับน้องสาวที่คลานตามเขามาแบบเธอแล้วรู้ดีเลยว่ามันแฝงแววหยอกล้อเธอเอาไว้อย่างชัดเจน


“คนคนหนึ่งก็คือคนคนหนึ่งนั่นล่ะ เขาแค่พูดอะไรที่มันสะกิดใจฉันก็เท่านั้นเอง”


“แต่การที่เธอเก็บคำพูดของใครคนหนึ่งมาคิด มันก็เพราะว่าเธอให้ความสำคัญกับเขาอยู่ไม่ใช่หรือไง”


คำพูดของอายาโตะ ทำให้อายาเมะชะงักมือที่กำลังจะยกแก้วชาร้อนขึ้นจิบ เธอนั่งนิ่งอยู่สักพัก สองมือเลื่อนไปกุมแก้วเอาไว้อย่างหาความอบอุ่น


ทำไมคำพูดของบาคุโกมันถึงติดอยู่ในใจเธอนัก


ใช่ว่าอายาเมะไม่เคยถูกใครว่ามาก่อน


การเปิดแชนเนิลเพลงที่มีผู้ติดตามนับแสนคนมาพร้อมกับคำต่อว่าและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว


ยิ่งในโลกของอินเตอร์เน็ตที่ไม่ต้องเห็นหน้าตา ใช้แค่การพิมพ์ข้อความต่อว่าได้อย่างง่ายดายนั่นแล้ว เธอยิ่งเคยเจอคำด่าที่หยาบคายกว่าคำพูดของบาคุโกมามาก


แต่อายาเมะไม่เคยเอามันมาใส่ใจเลย


เพราะคนพวกนั้นกำลังต่อว่า ‘ไอริส’ ไม่ใช่ ‘อายาเมะ’ สักหน่อย


พอปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ออกมาแล้ว เธอก็ไม่ใช่ไอริสอีกต่อไป เธอจึงสามารถละทิ้งคำพูดพวกนั้นไว้แค่ในโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย


แต่ก็คงเพราะแบบนั้น คำพูดของบาคุโกจึงยิ่งฝังลึกอยู่ในหัวของเธอ


เพราะเป็นครั้งแรกเลยที่คำต่อว่าพวกนั้นมันหมายถึง ‘อายาเมะ’ ไม่ใช่ ‘ไอริส’


เพราะคนที่พูดมันออกมาไม่ใช่เจ้าของชื่อไอดีที่ไร้ใบหน้าและไม่มีรู้ตัวตน เป็นใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีความสำคัญกับเธอเลยสักนิด


แต่มันเป็นคำพูดของบาคุโก คัตสึกิ


เด็กหนุ่มปากเสียขี้โมโหที่เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตของเธอตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้


ถ้าถามอายาเมะเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เธอคงไม่มีทางเชื่อแน่ว่าเธอจะเข้ามาข้องเกี่ยวกับบาคุโกได้ผ่านเรื่องราวความบังเอิญมากมายพวกนี้


ตัวเธอเมื่อหนึ่งเดือนก่อนคงไม่เชื่อแน่ว่าเธอจะเอาคำว่า ‘บาคุโก’ กับคำว่า ‘ชื่นชม’ มาเรียงอยู่ในประโยคเดียวกันได้


อายาเมะเข้าใจแล้วว่าที่คำพูดของเขามันเสียดแทงใจเธอนัก ไม่ใช่แค่เพราะว่ามันแทงใจดำเธอเข้าอย่างจังหรอก


แต่เพราะมันทำให้อายาเมะผิดหวังกับตัวเอง


เพราะตัวเธอเองนั่นแหละที่รู้ดีว่า ถึงคำพูดของบาคุโกจะฟังดูร้ายกาจ แต่มันก็เป็นความจริง


เธอมันเป็นคนขี้ขลาดที่เอาตัวตนสมมุติกับคำพูดสวยหรูมาบังหน้าความต้องการของตัวเองจริงๆ นั่นล่ะ


และไม่ว่าจะมีบาคุโกอีกกี่สิบหรือกี่ร้อยคนมารุมต่อว่าเธอ แต่หากอายาเมะไม่คิดจะทำอะไร เธอก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอะไรได้


เธอจะไม่มีวันเป็นตัวเธออย่างที่เธออยากเป็นได้


เพราะอย่างนั้น เธอจึงตัดสินใจแล้ว


อายาเมะยันตัวลุกขึ้นยืน ดวงตาสีน้ำทะเลทอประกายมุ่งมั่นอย่างที่อายาโตะคิดว่าเขาแทบไม่เคยเห็นจากเธอมาก่อน


“ฉันมีเรื่องต้องไปจัดการนิดหน่อย วันนี้ขอบคุณที่มาหานะ”


เด็กสาวยื่นหน้าไปหอมแก้มพี่ชายแทนคำขอบคุณเหมือนทุกครั้งที่เขาทำอะไรให้เธอด้วยความเคยชิน


“เอาไว้เจอกัน”


อายาโตะยักไหล่เป็นเชิงว่าเรื่องแค่นี้เล็กน้อย เขามองส่งอายาเมะตามหลังไปจนมั่นใจว่ากลุ่มผมสีบลอนด์สว่างไหวๆ นั่นหายไปหลังทางออกโรงอาหารแล้ว ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมสีเดียวกันราวกับเบาใจลง


เห็นแววตามุ่งมั่นคู่นั้นของน้องสาวแล้ว...อายาโตะคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรต้องเป็นห่วง


ดูเหมือนเธอจะโตขึ้นอย่างที่เขาพยายามให้เป็นแล้ว


การตัดสินใจตอนนั้นของเขาไม่สูญเปล่าจริงๆ


อายาโตะตักขนมคำสุดท้ายเข้าปากอย่างสบายใจก่อนจะชะงักเมื่อนึกอะไรได้ขึ้นมา


ยัยน้องสาวตัวดีเพิ่งทิ้งจานไว้ให้เขาเก็บ!


____________________________

เห็นหลายๆ คนที่เข้าใจอายาเมะแล้วดีใจนิดๆ นะคะ

สำหรับเราแล้วน้องก็คือตัวแทนของคนปกติธรรมดานี่แหละ เชื่อว่าทุกคนก็คงมีช่วงจังหวะชีวิตที่พอมองย้อนกลับไปแล้วก็รู้สึกว่าทำไมตัวเองในตอนนั้นทำแบบนั้น หรืออาจจะหงุดหงิดกับสิ่งที่ตัวเองเลือกทำในอดีตเลยก็ได้

เราเองก็มีเหมือนกันค่ะ 55555

กว่าจะหล่อหลอมตัวเองมาเป็นตัวเองอย่างที่อยากเป็นได้ เป็นกระบวนการที่ทั้งยากทั้งยาวนานเหมือนกันค่ะ และบางครั้งมันก็ต้องมีตัวกระตุ้นอะไรสักอย่าง มีแรงบันดาลใจ มีอุปสรรคที่มันจะทำให้ไปถึงจุดนั้นเนอะ!

น้องเองก็กำลังพยายามก้าวผ่านช่วงจังหวะนั้นไปอยู่เหมือนกัน

ตอนที่แล้วดันเรื่องนี้ขึ้นไปจนถึงท็อป10เลยค่ะ ปริ่มใจมากจนวันนี้ตัดสินใจเขียนต่ออีกตอนเลยค่ะ อยากลองดันขึ้นไปอีกสักตั้งว่าจะไปได้ถึงไหน

ดังนั้นแล้วขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมากเลยนะคะ ทั้งคนที่เข้ามาข่วยเพิ่มยอดวิว คนที่กดไลค์ และคนที่เม้นท์ให้เราค่ะ

เรากับน้อง Pandora P. คือยิ้มแก้มปริแน้วว

เอาไว้เจอกันในตอนต่อไปนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 304 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,433 ความคิดเห็น

  1. #242 lamb_san (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 19:06
    น้องไอริสจะก้าวไปอีกขั้นแล้วววว สู้ๆนะนังหนูวววว ช่วงวัยประมาณนี้ทุกคนก็มีความสับสนในใจกันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่พอเราผ่านมาได้แล้วมันก็จะเป็นบทเรียนในความทรงจำ
    #242
    0
  2. #240 ffonn45 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 18:01
    ชอบคุณพี่ชายจังเลยค่ะ
    #240
    0
  3. #204 มายูกิ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 23:58
    เพิ่งอ่านตอนที่แล้วไป ไม่คิดว่าจะได้อ่านต่อเร็วขนาดนี้เลยค่ะ5555 ใดๆก็ตาม ชอบคุณพี่ชายมาก แอบดูลึกลับนิดนึง5555 จริงๆเราชอบที่อายาเมะมั่นใจมากขึ้นนะคะ แต่สำหรับเราน้องไม่ถึงกับ 'ขี้ขลาด' อย่างที่คัตจังพูดใส่เลย เรามองว่ามันเป็นสิทธิ์น้องมากกว่าที่อยากจะปิดบังตัวเองและมีเซฟโซน คือใครๆก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัวในจุดนึงแหละ การจะไม่อยากเปิดเผยไม่ใช่การขี้ขลาดเลยนะ ;_; แต่ยังไงก็ตาม เราชอบที่จะได้เห็นน้องโตขึ้นเรื่อยๆนะคะ และก็หวังว่าคัตจังจะโตขึ้นเหมือนกัน ฉันรักเทอ แต่แอบรู้สึกว่าที่พูดกับอายาเมะมันก็คือแรงไป รออ่านพาร์ทของนางแล้วกันค่ะ5555
    #204
    0
  4. #203 Papaprincess (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 23:21
    พี่ชายยังว่ามั้ยคะ
    #203
    1
    • #203-1 Papaprincess(จากตอนที่ 17)
      10 พฤศจิกายน 2563 / 23:22
      ว่าง*สิ
      #203-1
  5. #202 aom051 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 20:53
    การตัดสินใจตอนนั้น?
    #202
    0
  6. #200 นินจาแมว (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 20:32
    อยากเห็นบาคุโกววกับน้องไอริสเขารักกันน
    #200
    0
  7. #199 It iS IMpossiblE (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 20:07
    รอตอนหน้าไม่ไหวแล้วอะ ขอบคุณสำหรับการอัพนะคะ
    #199
    0
  8. #198 borebore (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 19:58
    บางทีคนที่หงุดหงิดอาจเพราะมองเห็นตัวเองก็ได้ เลยไม่พอใจ :)
    #198
    0
  9. #197 Rin del Polaris (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 19:42

    อยากได้พี่อายาโตะค่ะ---แค่ก!


    ชอบความสัมพันธ์แบบนี้มากเลยค่ะ! เอาสองพี่น้องคู่นี้มาออกซีนอีกนะคะ!○(>◇<)○

    #197
    0
  10. #196 กระต่ายกุกกี้ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 18:59
    ถ่อว อายาโตะโดนน้องให้เก็บจาน5555
    #196
    0
  11. #195 T.pan (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 18:51
    ฝาแฝดคู่นี้น่ารักจังความสัมพันธ์แบบน่ารักมากแล้วน้องคิดจะทำไรต่อกัน
    #195
    0
  12. #194 LucyTaylor (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 18:24
    คุณพี่น่ารักมากก ชอบความสัมพันธ์นี้มากๆแงงง
    #194
    0
  13. #193 nefalibata (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 17:46
    ชอบความสัมพันธ์อายาเมะกับอายาโตะมาก ฮืออบอุ่นหัวใจ T_______T จริง เราชอบมากค่ะที่น้องอายาเมะเป็นตัวแทนของคนธรรมดา ยิ่งน้องมีด้านที่ไม่เพอร์เฟ็ค ขัดแย้งกันเอง ยิ่งแบบประทับใจมาก มันทำให้น้องดูเป็นมนุษย์คนนึงจริงๆ
    #193
    0
  14. #192 D_e_v_i_l (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 17:41

    ช่ายครับ ชีวิตคนเรามันต้องมีแบบนี้แหละพี่ สู้นะครับ มีคนรออ่านอยู่อีกเยอะ
    #192
    0
  15. #191 Iด็กไม่รู้จัnโต (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 17:28
    ช่าย เพราะน้องคือตัวแทนของความปกติธรรมดา พอมาอยู่ในนิยายที่ทุกอย่างแต่งแต้มได้เต็มที่มันถึงได้แบบ..เอ่อนั่นแหละ พยายามเข้า ไม่ต้องดีที่สุดหรอกอายาเมะ ขอแค่ไม่น่าหงุดหงิดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ก็พอ 555+
    #191
    0
  16. #190 o_upatime (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 17:28
    เป็นคู่พี่น้องที่น่ารักมากกกก
    #190
    0
  17. #189 nefalibata (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 17:19

    อัพถี่มากเลย กรี๊ดลั่นบ้าน แงขอบคุณนะคะ!!!!! รักไรท์ที่สุดในโลก!!! ขอตัวไผอ่านก่อนน
    #189
    0