Fanfic BNHA / My Hero Academia :: Blazing aria [Bakugou x OC]

ตอนที่ 10 : Aria 9 : I wish I were as brave as you.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,002
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 348 ครั้ง
    19 ต.ค. 63

 

Aria 9

I wish I were as brave as you.

 

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

 

เสียงเคาะประตูถี่ๆ ปลุกอายาเมะให้ลืมตาตื่น

 

ดวงตาสีน้ำทะเลปรือๆ กะพริบขึ้นลงสักพักเพื่อจะปรับภาพตรงหน้าให้ชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่เธอจะยันตัวขึ้นมานั่งบนเตียง

 

“ไอจัง!”

 

เสียงตะโกนคุ้นเคยจากหน้าห้องทำให้อายาเมะยกมือขึ้นสางผมสีบลอนด์สว่างให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น ก่อนจะลากร่างของตัวเองไปที่ประตูห้อง

 

ซาโยริยืนรออยู่ข้างหน้านั่นในชุดนอน แต่ท่าทางกลับดูสดใสกว่าคนเพิ่งตื่นแบบเธออย่างชัดเจน

 

“อย่าลืมล่ะว่าวันนี้มีนัดไปช้อปปิ้งกันน่ะ!”

 

“อะ...” อายาเมะหลุดอุทานออกมาเบาๆ “เผลอลืมไปแล้วล่ะ”

 

ซาโยริไม่เปลี่ยนสีหน้าไปสักนิดกับคำตอบของเธอ

 

“เพราะรู้ว่าเธอจะลืมเลยมาปลุกก่อนไงล่ะ! รีบไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว เจอกันข้างล่างนะ”

 

พูดจบ เพื่อนของเธอก็วิ่งกึ่งกระโดดหายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อายาเมะได้แต่กะพริบตาปริบๆ มองตามหลังไป แล้วจึงปิดประตูลงอีกครั้ง

 

คนบางประเภทดูจะมีพลังงานเหลือล้นเหลือเกิน ทำเอาอายาเมะอดรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแก่ไม่ได้

 

ถ้าไม่ใช่เพราะว่าวันนี้เธอสัญญาว่าจะไปช่วยซาโยริซื้อเสื้อผ้าสำหรับไปงานแต่งงานของลูกพี่ลูกน้อง แถมยังทำเรื่องขอออกนอกโรงเรียนไปแล้ว อายาเมะก็คงจะใช้ช่วงเวลาวันหยุดหมกตัวนั่งเขียนเพลงอยู่ในห้องเงียบๆ ตลอดทั้งวัน

 

การใช้เวลาว่างอย่างเงียบสงบเพียงลำพังนี่แหละคือสุดยอดของวันหยุดในฝันเลย

 

แต่สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา

 

อายาเมะแอบถอนหายใจกับตัวเองขณะที่เดินไปหยิบคลิปหนีบผมบนโต๊ะเพื่อจะเอามาเกล้าผมขึ้นระหว่างอาบน้ำ

 

ในตอนที่เธอกำลังมองหาของที่ต้องการอยู่ ดวงตาสีน้ำทะเลก็สะดุดเข้ากับสมุดแต่งเพลงพอดี

 

ที่ขอบสมุดลายก้อนเมฆยังมีรอยไหม้นิดๆ เป็นหลักฐานบ่งบอกว่าเหตุการณ์เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อที่เธอคิดไปเอง

 

หลังจากช่วงเวลาห้าวันที่เธอถูกลงโทษกับบาคุโก อายาเมะก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติของเธอ

 

ตื่นมาเรียนตอนเช้า กินข้าวกับซาโยริตอนเที่ยง เปิดล็อกเกอร์มาเจอจดหมายรักสักฉบับ ไปปฏิเสธเจ้าของจดหมายตอนเย็น และนั่งเขียนกับอัดเพลงลงแชนเนิลตอนค่ำ

 

ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมเลย จนเกือบจะเหมือนว่าช่วงเวลาห้าวันนั้นเป็นความฝันชั่วขณะเท่านั้น

 

แล้วตอนนี้เธอก็แค่ตื่นกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง

 

ดวงตาสีน้ำทะเลจ้องมองสมุดเล่มนั้นอีกสักพัก ความรู้สึกที่อธิบายได้ยากแล่นเข้ามาในใจ แต่เพียงไม่นาน อายาเมะก็สะบัดหัวไปมาราวกับพยายามจะไล่ความคิดพวกนั้นออกไป

 

แล้วเธอก็ละสายตาจากมันไปในที่สุด

 

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวกว่าครึ่งชั่วโมง อายาเมะก็เดินลงมาเจอเพื่อนของเธอที่ห้องนั่งเล่นรวมข้างล่าง

 

“ไปกันเถอะ!” ซาโยริพูดชวนด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง ก่อนจะลากเธอวิ่งออกไปจากหอพัก 1-C อย่างรวดเร็ว

 

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เพื่อนของเธอกลับแวะมาที่โรงอาหารก่อน

 

อายาเมะยืนรอซาโยริเลือกซื้ออาหารเช้าอย่างใจเย็น ตอนแรกเธอหยิบมือถือขึ้นมากดเล่นแก้เบื่อ แต่สักพักก็เปลี่ยนมากวาดสายตามองไปรอบๆ โรงอาหารที่มีคนอยู่แค่ประปรายแทน

 

จนกระทั่งดวงตาสีน้ำทะเลสะดุดเข้ากับกลุ่มคนสี่คนที่เพิ่งจะเดินเข้ามา

 

พวกคลาส 1-A…

 

อายาเมะจำพวกเขาได้ในทันที และเธอก็สะดุดตาคนๆ หนึ่งในกลุ่มนั้นเป็นพิเศษ

 

บาคุโก คัตสึกิกำลังเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาพร้อมกับเพื่อนๆ ของเขาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ดวงตาสีแดงคู่นั้นยังดูขวางโลกอยู่ตลอดเหมือนสองสัปดาห์ก่อนที่เธอเจอเขาไม่มีผิด

 

เขาหันไปพูดอะไรบางอย่างกับเพื่อน ก่อนจะตวาดใส่อีกฝ่าย แต่เพื่อนทุกคนของเขากลับหัวเราะราวกับว่านี่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

 

เธอเผลอยืนมองเขาอยู่อย่างนั้นสักพัก จนกระทั่งดวงตาสีแดงคู่นั้นตวัดมาเห็นเธอ

 

มันไม่เหมือนกับในโชโจมังงะที่ให้ความรู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าลง หรือในโลกใบนี้มีเพียงแค่เขากับเธอ

 

อันที่จริงมันห่างกับเรื่องพวกนั้นไปไกลโขเลย

 

ท่าทางภายนอกของบาคุโกดูไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย แต่เขาเองก็มองเธออยู่ครู่หนึ่ง

 

สีหน้าของเขาเรียบเฉย มองไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่เพียงไม่นานเขาก็หันกลับไปคุยกับเพื่อนของตัวเอง เหมือนกับที่อายาเมะหันกลับไปมองเพื่อนของเธอที่กำลังเลือกซื้อข้าว

 

บาคุโกเดินผ่านเธอไปกับกลุ่มเพื่อนของเขา ราวกับว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย

 

นี่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากที่เธอได้รู้จักกับบาคุโก

 

เขาและเธอเป็นแค่ ‘คนแปลกหน้า’ เหมือนก่อนที่จะถูกลงโทษด้วยกัน เป็นนักเรียนต่างห้องที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย ไม่เคยมีคำทักทายหรือบทสนทนาอะไรเวลาที่เจอกันตามทางเดิน

 

แต่ทุกครั้งที่เดินผ่าน แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ หรืออยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย อายาเมะก็มักจะสะดุดตากลุ่มเส้นผมสีทองซีดยุ่งเหยิงนั่นก่อนเสมอ

 

บางครั้งในตอนที่อายาเมะมองเขา เธอเองก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังมองเธออยู่เหมือนกัน

 

ถึงช่วงเวลาพวกนั้นมันจะสั้นมากจนเรียกได้ว่าเป็นการเหลือบมองกันมากกว่าก็เถอะ

 

แต่จากแค่คนแปลกหน้า ก็กลายเป็นตัวตนที่โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางใบหน้าของผู้คนนับร้อย

 

แต่บาคุโกมีโลกของเขา

 

อายาเมะก็เช่นกัน

 

ถึงจะอยู่โรงเรียนเดียวกัน แต่พวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ในโลกคนละใบ ดังนั้นพอไม่มีช่วงเวลาที่ถูกบังคับให้ใช้ร่วมกันแล้ว เธอกับเขาก็คงไม่มีโอกาสได้วนมาเจอกันอีก

 

อายาเมะรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อยเหมือนกันที่ไม่ได้ยินเสียงตะโกนตวาดด่าเธออีกแล้ว

 

อันที่จริง พอคิดไปถึงบาคุโกแล้ว อายาเมะก็รู้สึกดีใจอยู่เหมือนกันที่เธอได้รู้จักกับผู้ชายคนนั้น แม้ว่ามันจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ

 

แต่เขาก็เป็นคนที่ทำให้เธอรู้ว่าเธอมีความคิดตื้นเขินขนาดไหน

 

ถ้าเป็นอายาเมะเมื่อหนึ่งเดือนก่อน คงไม่กล้าทำอะไรอย่างการพิมพ์จดหมายขู่เพื่อนร่วมห้องของเธอแน่ ถึงมันจะเป็นแค่จดหมายนิรนามก็เถอะ

 

แต่ก็เพราะบาคุโก...เขาทำให้เธอเปลี่ยนความคิดไปอยู่เหมือนกัน

 

ผู้ชายคนนั้นทำให้เธอเข้าใจว่าการทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องมันให้ความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ

 

แม้ช่วงเวลาพวกนั้นมันจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับเป็นแค่ความฝัน แต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดี

 

เธอเผลอหันไปมองบาคุโกที่กำลังยืนต่อคิวอาหารของลันช์รัชเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มบางๆ ที่ผุดขึ้นบนริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัวทำให้ซาโยริที่เดินเข้ามาหาพอดีมองด้วยสีหน้างุนงง

 

“มีอะไรหรือเปล่า ไอจัง”

 

อายาเมะส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็ว

 

จนถึงตอนนี้ เธอก็ยังไม่ได้เล่าให้ใครฟังเรื่องที่รู้จักกับบาคุโก และท่าทางเขาเองก็ไม่ได้อยากจะแสดงออกว่ารู้จักกับเธอ ถ้าพูดไปแล้วอาจจะทำให้เขาโกรธเอาเปล่าๆ

 

ที่เป็นอยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว

 

“ไม่มีอะไรหรอก เราไปกันเถอะ”

 

เรื่องบางเรื่องก็คงเหมาะจะเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำต่อไปก็พอ เพราะโลกของเธอกับเขาคงจะไม่โคจรมาเจอกันอีกแล้วล่ะ

 

_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_

 

อายาเมะนั่งแกว่งขาอยู่ในร้านเสื้อผ้าผู้หญิง ดวงตาสีน้ำทะเลกวาดมองไปรอบๆ อย่างเชื่องช้าไล่ดูเสื้อผ้าแต่ละตัว ในขณะที่เธอกำลังรอให้ซาโยริออกมาจากห้องแต่งตัว

 

“เป็นไงบ้าง” ซาโยริตะโกนออกมาก่อนที่ตัวเธอจะโผล่ออกมาเสียอีก เด็กสาวเปิดม่านออกมาก่อนจะยืนโพสท่าเท้าเอวหันมาหาอายาเมะ

 

อายาเมะส่งยิ้มบางๆ ให้เพื่อนของเธอ “เข้ากับซาโยริมาก แต่ตัวสีขาวเมื่อกี้ก็ยังสวยกว่าอยู่ดี”

 

ซาโยริได้ยินความเห็นจากเพื่อนสนิทสาวแล้วก็หมุนตัวกลับไปมองกระจกในห้องแต่งตัว เธอขมวดคิ้วขณะที่พยายามเพ่งมองว่ามีตรงไหนที่แตกต่างจากเสื้อตัวก่อนหน้านี้บ้าง

 

“อันที่จริงฉันไม่ค่อยจะเห็นความต่างหรอกนะ แต่จะเชื่อใจความเห็นของไอจังก็แล้วกัน! เธอถนัดเรื่องอะไรพวกนี้นี่นา”

 

ถ้ามีเรื่องอะไรสักอย่างที่อายาเมะมั่นใจในตัวเอง...ก็คงจะเป็นเรื่องการแต่งตัว

 

แม่ของเธอจริงจังกับการรักษาภาพลักษณ์มาก ดังนั้นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง เครื่องประดับ ไปจนถึงกระเป๋าและรองเท้าจะต้องดูดีอย่างไม่มีที่ติแล้วเท่านั้น อายาเมะจึงจะก้าวเท้าออกจากบ้านได้

 

การโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ตั้งแต่เด็กทำให้อายาเมะต้องเรียนรู้ที่จะเลือกใส่เสื้อผ้าที่ดีและเข้ากับเธอมากที่สุด

 

จะแต่งตัวอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเอง

 

เสื้อผ้าแบบไหนควรจะใส่คู่กับรองเท้าและกระเป๋าแบบใด

 

จะแต่งหน้าอย่างไรให้เข้ากับสถานที่และสถานการณ์ที่จะไป

 

อย่างวันนี้เองก็เหมือนกัน

 

เธออยู่ในชุดเดรสแขนตุ๊กตาสีขาวที่รัดตรงช่วงเอวเน้นให้เห็นทรวดทรง กระโปรงสีน้ำเงินไล่สีจากอ่อนไปเข้มที่ปลายประโปรงและมีกากเพชรประปรายให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นทะเลของดวงดาว ก่อนจะสวมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีเข้ากัน

 

ผมสีบลอนด์สว่างถูกถักเปียครี่งหัว ก่อนจะรวบเอาไว้ด้วยโบว์สีขาวอันใหญ่แล้วปล่อยปลายผมที่เหลือให้ทิ้งตัวลงถึงกลางหลัง

 

ซาโยริชมว่าเธอแต่งตัวน่ารักอย่างกับตุ๊กตา

 

แม้แต่เด็กห้าขวบยังวิ่งเข้ามาขอถ่ายรูปกับเธอเพราะนึกว่าเธอเป็นดาราสักคน อายาเมะลำบากใจนิดหน่อยเหมือนกัน แต่ก็ไม่อยากให้เด็กๆ ต้องเสียใจ เธอจึงยอมย่อตัวถ่ายรูปคู่กับเด็กคนนั้น

 

ก็ยังดีที่เป็นแค่เด็กเล็กๆ

 

อายาเมะเคยผ่านประสบการณ์ถูกจีบแบบที่ไม่ค่อยพึงประสงค์มาก่อน และคนพวกนั้นนั่นล่ะที่น่าเหนื่อยใจมากที่สุดจริงๆ

 

พวกเธอเดินเข้าออกเสื้อผ้าเกือบสิบร้าน เสียเวลาไปเกือบสองชั่วโมง กว่าจะได้ชุดเดรสสีหวานตัวหนึ่งที่เข้ากับซาโยริมาจนได้

 

“ไปดูเครื่องสำอางกัน!” ซาโยริพูดชวนต่อทันทีพร้อมกับคว้ามือของอายาเมะให้เดินตามเธอไปด้วย

 

พวกเธอลองสีลิปกับแขนของตัวเองอยู่พักใหญ่ ซาโยริบ่นอุบอิบว่าลิปสติคสีไหนๆ ก็เข้ากับสีผิวของอายาเมะไปหมด ทำให้เธอได้แต่ยิ้มแห้งส่งไปให้

 

ถึงจะไม่ใช่คนชอบเที่ยว แต่พอได้ออกมาเที่ยวกับเพื่อนสนิทแล้ว อายาเมะก็รู้สึกว่าเวลาในหนึ่งวันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน

 

การได้ออกมาช้อปปิ้งกับเพื่อนมันดีแบบนี้นี่เอง

 

หลังพวกเธอออกมาจากร้านรองเท้าก็เป็นเวลาเกือบจะบ่ายโมงแล้ว อายาเมะกำลังจะชวนเพื่อนของเธอไปกินข้าว แต่โทรศัพท์ของซาโยริก็ดังขึ้นก่อนพอดี

 

น้ำเสียงที่สุภาพลงของซาโยริตอนที่รับสายทำให้อายาเมะรู้ว่าที่ปลายสายของโทรศัพท์นั่นคงจะเป็นญาติผู้ใหญ่สักคนของเธอ

 

ยิ่งเห็นสีหน้าขอโทษขอโพยของซาโยริในตอนที่วางสายแล้ว อายาเมะก็ยิ่งมั่นใจ

 

เพื่อนของเธอพนมมือขอโทษ ก่อนจะพูดว่า “ขอโทษนะไอจัง! พอดีแม่ของฉันอยากให้ไปกินข้าวกับครอบครัวน่ะ คงจะไปด้วยไม่ได้แล้ว”

 

“ไม่เป็นไรหรอก” อายาเมะโบกมือไปมาอย่างไม่คิดมาก “ซาโยริไปเถอะ ไม่ได้ออกมาข้างนอกกันบ่อยๆ นี่นา”

 

“เธอกลับเองได้แน่นะ”

 

คำถามเหมือนกำลังถามเด็กตัวเล็กๆ ทำให้อายาเมะหันไปมองค้อนเพื่อนของเธอทันที

 

“ได้สิ แค่กลับยูเอเอง”

 

แต่ซาโยริก็ยังมองเธอด้วยสีหน้าไม่สบายใจ เพื่อนสนิทของเธอหันมากำชับเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินแยกออกไปว่า “กลับถึงหอพักแล้วส่งข้อความมาบอกด้วยนะ”

 

“อืม จะส่งไปแน่นอน”

 

อายาเมะพูดตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทำให้ซาโยริรู้สึกวางใจในที่สุด เด็กสาวเดินแยกตัวออกไปอีกทางพร้อมกับโบกมือลา ทำให้อายาเมะโบกมือตอบกลับไปนิดๆ ขณะที่มองดูเพื่อนของเธอเดินหายไปในกลุ่มฝูงชน

 

ในที่สุดก็เหลือเพียงแค่เธอคนเดียวในถนนคนเดินย่านใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน

 

จะทำอะไรดีล่ะ

 

ดวงตาสีน้ำทะเลกวาดมองไปรอบๆ อย่างไม่มั่นใจ

 

อันที่จริงจะกลับยูเอเลยก็ได้ แต่ไหนๆ ก็ทำเรื่องขอออกมาข้างนอกแล้ว อายาเมะจึงอยากจะใช้เวลาให้คุ้มค่ากว่านี้อีกหน่อย

 

เธอไม่ชอบที่ๆ คนพลุกพล่านก็จริง แต่ถ้าแค่มาเดินเล่นคนเดียวก็ไม่เลวเหมือนกัน

 

อายาเมะสวมหูฟัง ก่อนจะเปิดเพลงคลอไว้ ตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

 

เธอเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย พอเห็นร้านอะไรที่อยากแวะก็ค่อยแวะ ซื้อขนมสำหรับไปฝากเพื่อนในห้อง ก่อนจะนั่งอยู่ในร้านกาแฟเกือบชั่วโมงเพื่อจะหามุมสงบสำหรับแต่งเพลง

 

ถึงจะเป็นวันที่ผ่านไปแบบไม่มีประโยชน์นัก แต่ตอนที่ออกมาจากร้านกาแฟ อายาเมะก็รู้สึกว่าเธอใช้วันนี้ได้คุ้มค่ามากพอแล้ว

 

ได้เวลากลับแล้วล่ะมั้ง

 

เธอถอดหูฟังเก็บใส่กระเป๋าสะพายใบเล็กแล้วตรวจสอบให้มั่นใจเป็นครั้งสุดท้ายว่าของทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าหมดแล้ว ก่อนจะเริ่มออกเดินอีกครั้ง

 

บนใบหน้าหวานมีรอยยิ้มบางๆ อย่างอารมณ์ดีในขณะที่เธอเดินฮัมเพลงไปตามย่านร้านค้าที่ยังคงมีคนอยู่อย่างแน่นขนัดเพื่อจะมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้า

 

ก่อนจะเดินไปถึงหน้าสถานี อายาเมะก็หันไปเห็นร้านเค้กหน้าตาน่ากินร้านหนึ่งพอดี เธอยืนคำนวณแคลอรี่ในใจแล้วก็รู้สึกว่าวันนี้ยังเหลือพื้นที่พอให้กินน้ำตาลได้อีกหน่อย

 

ถือเป็นชีทเดย์ของเธอก็แล้วกัน!

 

เด็กสาวยืนเกาะขอบตู้กระจกรอพนักงานขายห่อเค้กเลม่อนใส่กล่อง ระหว่างนั้นดวงตาสีน้ำทะเลก็กวาดมองไปรอบๆ แก้เบื่อ จนเธอหันไปเห็นผู้หญิงอีกคนที่กำลังซื้อของจากร้านด้านข้างเธอพอดี

 

อายาเมะคงไม่ได้สะดุดตาผู้หญิงคนนั้น หากไม่ใช่เพราะว่าเส้นผมสีทองซีดชี้ไปมานั่นดูคุ้นเคยมากเหลือเกิน

 

เหมือนกับบาคุโกเลย

 

อายาเมะอดยิ้มออกมาด้วยความขบขันไม่ได้เมื่อคิดว่าผู้หญิงคนที่เธอกำลังมองอยู่นี่...ดูจากด้านหลังแล้วเหมือนบาคุโกที่แต่งชุดแม่บ้านอยู่ไม่มีผิด

 

แค่คิดภาพก็รู้สึกว่าตลกมากแล้วสิ

 

ภาพในหัวทำให้รอยยิ้มของเธอขยับกว้างขึ้น แต่เพราะไม่อยากเสียมารยาทหัวเราะออกมาแบบไม่มีสาเหตุ อายาเมะจึงรีบหันกลับมามองกล่องเค้กที่ถูกยื่นมาให้เธอพอดี

 

หลังจากจ่ายเงินเสร็จ เธอก็เตรียมจะเดินมุ่งหน้ากลับไปทางสถานีแล้ว หากไม่ใช่เพราะว่ามีเสียงตะโกนดังลั่นจากร้านด้านข้างเสียก่อน ทำให้เธอชะงักฝีเท้าแล้วหันไปมองอย่างงุนงง

 

“จะบอกว่าฉันจำผิดหรือไงว่าตัวเองจ่ายเงินไปเท่าไรน่ะ!?”

 

“ก็ใช่น่ะสิ! คุณน่ะจ่ายแบงค์พันเยนมาชัดๆ ทอนเท่านั้นก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือไง”

 

“พันเยน? เมื่อกี้น่ะมันแบงค์ห้าพันเยนต่างหาก!”

 

“คุณใจเย็นๆ ก่อนเถอะนะ เราค่อยๆ พูด...”

 

“ไม่ค่อยแล้ว! นี่มันจงใจโกงเงินกันชัดๆ!”

 

ผู้หญิงที่ดูเหมือนบาคุโกคนนั้นทำท่าเหมือนพร้อมจะถกแขนเสื้อหาเรื่องอย่างเต็มที่ แม้ว่าผู้ชายผมสีน้ำตาลที่ยืนข้างๆ จะพยายามดึงแขนเธอเอาไว้อยู่ก็ตาม

 

อายาเมะกะพริบตาปริบๆ มองเหตุวุ่นวายตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจนักว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

แต่แค่ยืนฟังเสียงตะโกนทะเลาะพวกนั้นได้ไม่นาน ก็พอจะจับใจความได้ว่าแม่บ้านที่ทรงผมเหมือนบาคุโกคนนั้นกำลังทะเลาะกับคนขายเรื่องเงินทอนอยู่

 

เหมือนทางคุณแม่บ้านจะยืนยันว่าจ่ายแบงค์ห้าพันเยนไป ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยืนกรานว่าเป็นแบงค์พันเยน

 

แต่เมื่อกี้อายาเมะก็คิดว่าเธอเห็นแบงค์สีออกม่วงในมือของผู้หญิงคนนั้นนะ

 

ระหว่างที่อายาเมะยืนคิดทบทวนความทรงจำของตัวเอง เสียงทะเลาะกันของทั้งคู่ก็เริ่มโวยวายใหญ่โตยิ่งกว่าเดิม

 

รู้ตัวอีกที เธอก็เห็นแม่บ้านคนนั้นตบตู้กระจกด้วยท่าทางเกรี้ยวกราดที่ดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

 

“ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็ไปโรงพักด้วยกันเลยนี่ล่ะ!”

 

“พวกเราค่อยๆ คุยกัน...”

 

ผู้ชายผมสีน้ำตาลยังคงพยายามห้ามคุณแม่บ้าน ถึงแม้ว่ามันจะดูไม่ได้ผลเลยก็ตาม เขาจึงเปลี่ยนไปคุยกับคนขายแทนว่า “ผมว่าคงจะมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันแน่ๆ ครับ แต่ภรรยาของผมจ่ายเงินไปห้าพันเยน...”

 

แทนที่มันจะเป็นการช่วยไกล่เกลี่ย พ่อค้าคนนั้นกลับชักสีหน้าขึ้นมายิ่งกว่าเดิม

 

“คุณจะหาว่าผมโกหก? ก็พวกคุณมาด้วยกันนี่! จะถือเป็นพยานได้ยังไงล่ะ!?”

 

คำพูดนั้นทำให้คนเป็นสามีหันไปมองรอบๆ ราวกับว่าเขากำลังพยายามมองหาพยานคนอื่นอีกสักคน

 

พวกเขากำลังยืนอยู่ในย่านร้านค้าบนถนนคนเดิน มีผู้คนเดินพลุกพล่านไปมา ไม่มีทางหรอกที่จะไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เลย

 

แต่คนรอบๆ ต่างพากันหลบตาหรือรีบเดินหลบออกไป คงไม่มีใครอยากหาเรื่องใส่ตัวกับปัญหาของคนอื่น

 

ถึงจะดูแล้งน้ำใจ แต่อายาเมะก็เห็นเรื่องแบบนี้มาจนเคยชินแล้ว

 

มือของเธอเผลอกำถุงเค้กในมือแน่นขึ้นขณะที่ดวงตาสีน้ำทะเลกวาดมองผ่านผู้คนไปทีละคน

 

ไม่มีใครสักคนเลยที่คิดจะออกตัวช่วยพูดแทนสามีภรรยาคู่นั้น

 

อายาเมะเม้มปากแน่น ในใจของเธอรู้สึกสับสนอย่างไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

 

เธอรู้ตัวเองดีว่าเธอไม่ใช่ฮีโร่

 

อย่าว่าแต่ไม่ใช่ฮีโร่ แค่ความกล้าหาญแบบคนธรรมดายังไม่มีเลย

 

ทั้งคิดมาก ขี้กลัว กังวลกับสีหน้าของคนอื่นอยู่ตลอดจนทำให้ไม่กล้าทำหรือพูดในสิ่งที่คิดเป็นประจำ

 

ถึงจะไม่มีใครเคยว่าเธอตรงๆ แต่อายาเมะก็รู้ตัวดี เธอเป็นคนแบบที่พอใจกับการใช้ชีวิตเงียบๆ เป็นแจกันประดับห้องที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เพราะแบบนั้นถึงได้ยืนหลบอยู่หลังคนอื่นมาตลอด

 

ตอนเด็กๆ ก็เลือกหลบอยู่ข้างหลังพี่ชาย พอมีซาโยริก็เปลี่ยนมาหลบหลังเพื่อนสนิทของตัวเองแทน

 

ไม่เคยมีความกล้าพอจะออกไปยืนอยู่ข้างหน้านั่นเลย

 

แม้แต่ในตอนนี้เองก็เหมือนกัน

 

ทั้งที่อายาเมะรู้ว่าคำพูดของเธอน่าจะช่วยพลิกสถานการณ์ได้ แต่ขาทั้งสองข้างกลับแข็งทื่ออยู่ที่เดิมในขณะที่เธอทำได้แค่มองดูเรื่องราวทั้งหมดดำเนินต่อไป

 

เธอกำลังกลัวอะไรกันแน่

 

อายาเมะอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้

 

เป็นความกลัวที่มากพอให้ละเลยสิ่งที่ถูกต้องและควรทำอย่างนั้นเหรอ

 

คำถามที่แล่นขึ้นมาในใจทำให้เธอขยับขาก้าวไปข้างหน้าก่อนที่จะทันได้หยุดคิด อยู่ๆ เธอก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าร้านขายของนั่นก่อนที่เธอจะทันรู้ตัวเสียอีก

 

ในตอนนั้นเธอแทบไม่รู้สึกถึงเล็บของตัวเองที่จิกลงไปบนฝ่ามือด้วยความกังวลปนกับความประหม่าในขณะที่ขยับปากพูดออกไปด้วยเสียงที่ดูมั่นใจกว่าความรู้สึกจริงๆ ของเธอเอง

 

“ถ้าคุณพูดแบบนั้นล่ะก็...หมายความว่าหากหนูที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกคุณเลยเป็นพยานให้คุณผู้หญิงคนนี้ได้ คุณจะยอมเชื่ออย่างนั้นสินะคะ?”

 

สายตาของคนทั้งสามหันมามองเธอเป็นทางเดียวในทันที

 

สามีภรรยาสองคนนั้นมองเธอด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ในขณะที่พ่อค้าคนนั้นหรี่ตามองเธอด้วยความโกรธขึงอย่างชัดเจน

 

“นี่ยัยหนู อย่ามายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่ให้มันมากนัก”

 

เสียงกดต่ำอย่างไม่พอใจของคนขายทำให้อายาเมะเผลอกำถุงเค้กแน่นขึ้น แต่ดวงตาสีน้ำทะเลก็ยังมองตรงไปทางพวกเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง

 

เธอไม่รู้จริงๆ ว่าเธอไปเอาความกล้าในตอนนั้นมาจากไหน

 

อาจจะเพราะเธอชอบความรู้สึกมีความสุขที่เกิดขึ้นในตอนที่ตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง เหมือนตอนที่เธอทำให้เพื่อนร่วมชั้นไปขอโทษบาคุโก

 

หรืออาจจะเพราะคุณแม่บ้านที่ทำให้เธอนึกถึงเด็กหนุ่มคนนั้น...คนที่เดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่เคยเกรงกลัวเสียงต่อว่าหรือสายตาของใครก็ได้

 

ช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่เธอได้เฝ้ามองบาคุโกทำให้อายาเมะเข้าใจเขามากขึ้นอีกนิดหน่อย

 

บาคุโกอาจจะเป็นคนปากเสียที่ชอบทำตัวหยาบคายใส่คนอื่น แต่เขาไม่ได้ทำไปเพราะเขาเกลียดชังใคร

 

มันก็แค่ว่านั่นคือตัวตนของเขา

 

เขาก็แค่เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่เกรงกลัวสายตาของคนอื่นก็เท่านั้นเอง

 

คงเพราะแบบนั้น...เรื่องของเขาถึงติดอยู่ในใจเธอมากนัก

 

เพราะอายาเมะรู้สึกว่าเขาคือตัวตนแบบที่เธอไม่มีทางจะเป็นได้เลย

 

แต่อย่างน้อย...แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านี้...อายาเมะก็อยากจะมีความกล้าพอที่จะทำมันให้ได้

 

เพราะถ้าเป็นบาคุโกล่ะก็...เขาคงจะตะโกนออกไปอย่างมั่นอกมั่นใจแน่ๆ

 

“หนูมั่นใจใช่ไหมว่าเห็นฉันจ่ายเงินไปห้าพันเยนจริงๆ”

 

คุณแม่บ้านคนนั้นหันมาถามเธออย่างเอาจริงเอาจังโดยไม่ได้สนใจสีหน้าของคนขายที่เริ่มจะเปลี่ยนป็นสีม่วงคล้ำด้วยความโกรธแล้ว ทำให้อายาเมะพยักหน้าขึ้นลงอย่างหนักแน่น

 

แม้แต่รอยยิ้มเหยียดบนริมฝีปากของคุณแม่บ้านคนนั้นก็ทำให้อายาเมะนึกถึงบาคุโกมากจริงๆ

 

“ว่าไงล่ะ ทางฉันมีพยานด้วยหนึ่งคนแล้วนะ ถ้าจะไปโรงพักล่ะก็...”

 

“ช่างมันเถอะ!” พ่อค้าคนนั้นแค่นเสียงพูดอย่างไม่พอใจก่อนจะหยิบเงินออกมาเพิ่ม “เรื่องแค่นี้ทำไมต้องทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ด้วยนะ!”

 

คำบ่นนั้นเหมือนจะทำให้แม่บ้านที่เหมือนบาคุโกมากๆ คนนั้นโมโหขึ้นมาอีกรอบ แต่เธอก็ถูกสามีของตัวเองจับแขนเอาไว้พลางพูดปลอบใจให้สงบสติอารมณ์ลง

 

“เอาน่า ถ้าไปโรงพักมันจะเสียเวลามากนะ นานๆ ทีคัตสึกิจะได้ทำเรื่องออกมาจากหอพัก...”

 

“หึ!”

 

คุณแม่บ้านทำเสียงขึ้นจมูกด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกในตอนที่รับเงินทอนที่เหลือมา

 

เรื่องวุ่นวายเหล่านั้นจึงจบลงอย่างรวดเร็วราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คนที่ยืนมุงด้วยความสนอกสนใจเมื่อครู่ค่อยๆ สลายตัวไปเมื่อเห็นว่าเรื่องน่าสนุกตรงหน้าจบลงเสียแล้ว

 

อายาเมะอดถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดจบลงโดยที่ไม่บานปลายไปกว่าเดิม

 

มือที่กำถุงเค้กแน่นค่อยๆ คลายลงเมื่อเธอเริ่มจะรู้สึกสบายใจแล้ว เมื่อครู่นี้มีคนมองมาทางเธอเต็มไปหมดจนเธอรู้สึกอึดอัด แต่พอสายตาพวกนั้นหลบเลี่ยงไปแล้วค่อยหายใจได้ทั่วท้องหน่อย

 

อายาเมะกำลังจะหมุนตัวเดินยังไปสถานีรถไฟอันเป็นเป้าหมายเดิมของเธอ ในตอนที่ถูกเรียกเอาไว้ก่อนพอดี

 

“เดี๋ยวก่อน! หนูน้อยคนนั้นน่ะ!”

 

เสียงเรียกของคุณแม่บ้านคนนั้นจากทางด้านหลังทำให้อายาเมะหันกลับไปมองอย่างงุนงง คู่สามีภรรยาสองคนนั้นเดินมาหาเธอด้วยรอยยิ้มขอบคุณในขณะที่พูดกับเธอว่า

 

“ขอบใจมากนะที่ช่วยออกปากให้ฉัน”

 

คำขอบคุณอย่างจริงใจนั่นทำให้อายาเมะรู้สึกละอายใจด้วยซ้ำที่เธอมัวแต่ยืนลังเลอยู่ตั้งนาน

 

แต่เด็กสาวก็ยิ้มบางๆ ตอบกลับในขณะที่พูดว่า “ไม่หรอกค่ะ แค่ทำในสิ่งที่ควรจะทำก็เท่านั้นเอง”

 

สองสามีภรรยาหันไปมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ฝ่ายชายจะยิ้มออกมาอย่างผู้ใหญ่ใจดีแล้วเอ่ยปากชวนเธอว่า “ถ้ายังไงก็ให้พวกเราเลี้ยงข้าวตอบแทนสักมื้อเถอะนะ”

 

อายาเมะไม่ได้คิดว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ดูเป็นคนไม่ดีหรอก และพวกเขาก็คงจะอยากเลี้ยงข้าวขอบคุณเธอจริงๆ

 

แต่เรื่องแค่นี้ไม่ควรจะถูกเอามาคิดเป็นบุญคุณอย่างจริงจังด้วยซ้ำ และอายาเมะก็ไม่ชอบบรรยากาศอึดอัดเวลาต้องอยู่กับคนที่ไม่คุ้นเคยด้วย

 

กับเพื่อนร่วมห้องที่อยู่ด้วยกันมาเทอมหนึ่ง เธอยังต้องพยายามหาเรื่องมาคุยกับพวกเขาอย่างยากลำบาก แล้วนี่เป็นสามีภรรยาวัยกลางคนที่เธอแทบจะไม่รู้จักเลยสักนิด…

 

มีหวังกลายเป็นมื้ออาหารที่อึดอัดแย่

 

“ขอบคุณมากเลยนะคะ แต่มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมากจริงๆ ค่ะ ไม่อยากจะต้องรบกวนพวกคุณเลย แล้วหนูก็ต้องรีบกลับโรงเรียน...”

 

อายาเมะยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีเสียงที่คุ้นเคยพูดแทรกขึ้นมาอย่างที่ทำให้ดวงตาสีน้ำทะเลเบิกกว้างขึ้น

 

“ยัยป้า! ไปทำอะไรมาวะ เสียงดังไปถึงท้ายถนนแล้ว”

 

อายาเมะรู้สึกได้ว่าเธอเผลอยืนตัวแข็งทื่อไปในตอนที่บาคุโกเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านข้างสองสามีภรรยาคู่นั้น

 

เขาอยู่ในชุดไปรเวทสีดำสนิททั้งตัว สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง ใบหน้าบึ้งตึงเหมือนทุกครั้งที่เธอเห็นในขณะที่ดวงตาสีแดงขวางโลกตวัดมามองเธอ

 

“บะ...บาคุโก?”

 

เขาหรี่ตามองเธอ “ยัยวูดู”

 

“รู้จักกันด้วยเหรอ?” คุณแม่บ้านถามขณะที่มองดูเด็กหนุ่มสาวสองคนสลับไปมา

 

อายาเมะชักจะเข้าใจแล้วสิว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงทำให้เธอนึกถึงบาคุโกนัก

 

ยิ่งพอเจ้าตัวมายืนเปรียบเทียบอยู่ด้านข้างแบบนี้ยิ่งทำให้เห็นความเหมือนชัดเจนเข้าไปใหญ่

 

บาคุโกไม่ได้ตอบคำถามนั้นในขณะที่เขาขมวดคิ้วมองเธออย่างเดาอารมณ์ไม่ออก ท่าทางนั้นทำให้อายาเมะเผลอกำกระโปรงของเธอเอาไว้ในขณะที่พยายามคิดหาทางออกจากสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนแปลกๆ นี่

 

ทั้งที่คิดว่าคงไม่ได้มาข้องเกี่ยวกันอีกแล้ว แต่ความบังเอิญก็ยังทำให้โลกของเธอกับบาคุโกโคจรมาเจอกันอีกจนได้

 

____________________________

ขอโทษนะคะที่มาอัพช้า ทำงานเพลินเลย TAT

ขอบคุณทุกไลค์และเม้นท์ของทุกคนมากนะคะ! เป็นกำลังใจให้เรามากๆ เลยค่ะ ฮึบๆ

วันพ.ของดอัพนะคะ ช่วงนี้เวรเยอะ คืวแน่นนิดนึง ปั่นไม่ทัน ขอสลับไปอัพคุณฮอว์กส์แทนก่อนค่ะ

น่าจะเจอกันอีกรอบในวันศ.ค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมามากนะคะ ><

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 348 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,437 ความคิดเห็น

  1. #470 Jaen122 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 21:56

    โลกของเธอ2คนมันชนกันเว้ย ไม่ต้องแปลกใจ เดี๋ยวมันก็รวมกัน555

    #470
    0
  2. #158 ราดีนซิส ลีอา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 21:36
    ต้องบอกว่าคัตจังได้แม่มาเต็มๆไม่ว่าจะหน้าตาสีผมสีจาหรือแม้กะทั้งนิสัย
    #158
    0
  3. #120 [ MY SPACE ] (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 23:58
    นอกจากยัยคัตจะเหมือนแม่ นี่ก็เพิ่งนึกได้ว่าไอจังก็นู่มเหมือนคุณพ่อมาซารุเหมือนกัน โอ๊ย 555555555555555 หาแฟนได้สมกับเป็นลูกแม่จริงๆคัตจัง
    #120
    0
  4. #101 Yok-anime32002 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 11:25

    อยากอ่านอ่ะ
    #101
    0
  5. #100 SeaPanisara (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 21:23
    อยากให้ไรท์แต่งแฟนฟิคocXlevi(attack on titan) ดูนะ ถ้าแต่งจะรอดูเลยยย
    #100
    0
  6. #98 lamb_san (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 10:49
    การที่เรารู้สึกคนคนนึงเริ่มโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางคนหลายคนนี่มันเป็นสัญญาณของอะไรรึเปล่านะคะะ คัตสึกินี่ถอดแบบมาจากคุณนายบาคุโกจริงๆค่ะ อ่านแล้วเสียงทะลุตัวอักษรมาก5555555 เป็นกำลังใจให้คุณไรท์นะคะ เจอกันตอนหน้าค่าาา
    #98
    0
  7. #97 Natacha_i-sen (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 06:04
    ลูกเอ๊ย

    เอ็นดุ้ว
    #97
    0
  8. #96 ตัวเล็ก☻ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 20:16
    นี่สินะ พรหมลิขิต!
    #96
    0
  9. วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 18:16
    น้อนเริ่มกล้าที่จะแสดงออกมากขึ้นแล้ว เก่งมั่กลู้ก ใดๆ ก็ตามโลกกลมมีอยู่จริง เราเจอกับตัวมาแล้ว
    #95
    0
  10. #94 nefalibata (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 18:14

    เก่งมากยัยน้อง!!! ชอบนิสัยน้องมากเลย

    แงไม่รู้จะเม้นว่าอะไรแต่สนุกมากเหมือนเดิมเลยค่ะ ;—; ขอบคุณสำหรับตอนนี้นะค้า ♡
    #94
    0
  11. #93 T pan (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 17:46
    5555เจอคุณแม่แล้วนางเอกคงคิดว่าบาคุโกเหมือนแม่มากเลยเหมือนเราไหม
    #93
    0
  12. #92 Iด็กไม่รู้จัnโต (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 17:40
    คุณแม่ให้ผ่านแน่นอน สะใภ้ที่แสนดี ถถถถ
    #92
    0
  13. #91 Fogus2005 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 17:32

    เม้นแรก!!! ตั้งเเต่ที่อ่านนิยายไรท์มาไม่เคยได้เม้นเป็นคนแรกสักที5555
    นิยายสนุกมาก รอตอนต่อไปนะคะ
    #91
    1
    • #91-1 Ms. Margarita(จากตอนที่ 10)
      19 ตุลาคม 2563 / 17:32

      ยินดีและขอบคุณกับการเป็นเม้นท์แรกมากๆค่ะ 55555
      #91-1