ชายาของข้าเป็นแม่ทัพจริงหรือ! หยุดอัปชั่วคราว

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,009 Views

  • 29 Comments

  • 406 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    238

    Overall
    2,009

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 ทดสอบพละกำลัง?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 579
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    11 มี.ค. 62


บทที่ 2 ทดสอบพละกำลัง?


แม้ผ่านมาหนึ่งค่ำคืน แม่ทัพหนุ่มไม่ยินดีจะร่วมห้องกับเขา แม้ว่าภายในตำหนักจะประดับประดาด้วยผ้าแพรสีแดงและสีมงคลอยู่ทั่ว คำกล่าวที่ว่า รอทดสอบก่อนคืนเข้าหอดังวนเวียนในหัว  


คำขอของมู่หรงตั๋วซีถือว่าไม่มากเกินไป อ๋องแปดคิดถี่ถ้วนแล้วว่าชายาผู้เก่งกาจของตนเองนั้นกำลังหาหนทางทดสอบความสามารถของเขาอยู่เป็นแน่ ทั่วมณฑลซีเจียงต่างรู้ดีว่าอ๋องฉางจี๋นั้นเป็นบุรุษเจ้าสำราญ หากไม่หมกตัวอยู่แต่ในวังอ๋อง ก็ออกไปดื่มสุราชมหญิงงามในหอคณิกา ทว่ามู่หรงตั๋วซีกลับคิดหาคู่ปะมือกับอ๋องแปดเขาได้แต่ถอนหายใจ ฮ่องเต้นานวันยิ่งเป็นโรคหวาดระแวงมากยิ่งขึ้น แม้แต่เขายังคิดสอดแนม


อากาศในช่วงเที่ยงไม่ร้อน ฤดูใบไม้ผลิเพิ่งเริ่มต้นทำให้ทั่วตำหนักมีกลิ่นหอมของบุปผาที่ปลูกไว้ในสวนอุทยานหน้าประตูทางเข้า หลังจากที่จบพิธียกน้ำชา มู่หรงตั๋วซีไม่อยู่ให้เจอหน้าตั้งแต่เช้าตรู่  อ๋องแปดเดินมาถึงห้องโถงกลางเพื่อรับอาหารเที่ยง กวาดตามองเห็นบ่าวรับใช้หายหน้าหายตาไปหมด เหลือแต่ขันทีโม่ที่คอยรอรับคำสั่ง


“บ่าวในตำหนักหายไปไหน”


“อ้อ พระชายาสั่งให้สาวใช้อุ่นเตียงไปอยู่ที่ตำหนักหลังเพื่อดูแลโรงครัวอย่างเดียวพ่ะย่ะค่ะ”


“อา...มิน่าล่ะ ตั๋วซีจะให้ข้าเรียกใช้แต่บุรุษหรือ”หลี่เว่ยพึมพำ


“ท่านอ๋องคงไม่กระทำเรื่องที่พระชายาไม่พอใจ เกรงว่านายท่านใหญ่ส่งสาส์นไปยังวังหลวง จะเกิดเรื่องยุ่งเอาได้นะพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีโม่เอ่ยเตือน อ๋องแปดผงกศีรษะคล้อยตามขณะที่นั่งลงบนโต๊ะ ล้วงหยิบพัดออกมากางแล้วโบกช้าๆ สีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง


“ข้ารู้น่า จำได้หรือไม่สมัยที่ข้ายังอาศัยในวังหลวง ตั๋วซีของข้ายังทำงานในราชสำนักใช่หรือไม่”อ๋องแปดจดจำแม่ทัพหนุ่มผู้นั้นในช่วงห้าปีก่อนไม่ได้แม้้แต่น้อย


“พ่ะย่ะค่ะ จำได้ว่าอยู่ในกรมพิธีการ”


“จริงหรือ...นึกว่าจะอยู่ในกรมกลาโหมเสียอีก เขาเคยเจอข้ามาก่อนหรือไม่”เขาเปรย ทำท่าไม่ใส่ใจ


“ไม่พ่ะย่ะค่ะ หากเจอจริง กระหม่อมต้องทราบ”


“ช่างเถิด...แค่มีบางสิ่งที่ยังค้างคาใจข้า” หลี่เว่ยรำพัน นึกถึงช่วงเยาว์วัยมิออกนัก ตั่งแต่เสด็จแม่สิ้นพระชนม์ไป เขาก็ไม่อยู่ในอารมณ์สนุกสนานอีก ความวุ่นวายในวังหลวงนั้นชวนให้เบื่อหน่ายไปเสียหมด เขาจึงกระทำตัวเหลวไหล ออกนอกเส้นทาง แต่ก็มิใช่ว่าแสร้งทำ หลี่เว่ยสำราญมาก ที่ได้ใช้ชีวิตโดยไร้ความกังวล ชื่อเสียงของมู่หรงตั๋วซีมิเคยแว่วผ่านหู


ทำให้นึกผิดหวังเล็กน้อยที่อีกฝ่ายไม่พบพานในเยาว์วัย


“ข้าหิวแล้ว ยกสำรับมาได้เลย”


“พ่ะย่ะค่ะ...” ขันทีโม่ค้อมกาย ประสานมือเรียบร้อย เหลือบตามมองอย่างมีพิรุธ ก่อนเดินถอยออกจากห้องโถงเพื่อถ่ายทอดคำสั่งต่อไป


หลี่เว่ยก้มมองสร้อยข้อมือข้างซ้ายอย่างสนใจ แคว้นหลูเป็นดินแดนทะเลทราย เรื่องศิลปะการร่ายรำถือว่าไม่เป็นสองรองใคร ระบำแคว้นหลูมีเอกลักษณ์ท้องถิ่น นึกภาพมู่หรงตั๋วซีแต่งกายด้วยอาภรณ์ผืนบาง ร่ายรำตามบทเพลงกลองแล้วอารมณ์ดีมากยิ่งขึ้น


เวลาผ่านไปกว่าครึ่งก้านธูป ปรากฏร่างขันทีโม่เดินเข้ามาในห้องโถงตามมาด้วยบ่าวรับใช้อีกสามคน ที่สองมือยกถาดอาหารเข้ามา ทว่ากลิ่นเครื่องเทศและกลิ่นฉุนของรสเผ็ดนำหน้า ตามมาด้วยร่างของแม่ทัพหนุ่มเดินย่างกายผ่าเผย อ๋องแปดหันมองขันทีโม่อย่างขอคำอธิบาย ฝ่ายนั้นก้มหน้าไม่ได้ตอบอะไร


เป็นดังคาด ดูเหมือนว่ามู่หรงตั๋วซีคิดจะคุมตำหนักแห่งจริงด้วย ไม่เว้นแม้แต่ในโรงครัว


“ตั๋วซีเข้าครัวเองหรือ”หลี่เว่ยเอ่ยอย่างสดชื่น ขณะกวาดสายตามองอาหารที่ถูดจัดวางลงบนโต๊ะกลม มู่หรงตั๋วซีสวมอาภรณ์ตัวในชั้นเดียวเพื่อความทะมัดทะแมง อีกฝ่ายนั่งลงข้างกายเขาไม่ห่าง


“ใช่ ฝีมือข้าเอง”


เมื่อเหล่าสาวใช้จัดเตรียมภาชนะบนโต๊ะอาหารจนเรียบร้อย กวาดตาดูแล้วเห็นว่าเป็นอาหารไม่คุ้นตา มีรสเผ็ดเป็นส่วนใหญ่ เต้าหู้ผัดพริก ปลาต้มพริก ไก่ตุ๋นบ๊วย และผัดผักมงคลเพื่อแก้รสเผ็ด อ๋องแปดหันมองชายาผู้องอาจอย่างเต็มสายตา พอได้พินิจไปทั่วใบหน้าและร่างกายของบุรุษผู้นี้แล้วดูโดดเด่นกว่าผู้อื่น คงเพราะแววตาเรียวเล็กและคิ้วเรียวชวนยโส  


“ไม่คิดว่าเจ้ามีฝีมือ ตั๋วซีช่างเก่งกาจไปหลายเรื่อง”หลี่เว่ยเยินยอ มู่หรงตั๋วซีแค่ยิ้มละไม เป็นสัญญาณไม่น่าไว้ใจแก่อ๋องแปดยิ่ง


“ชิมสักคำ ค่อยตอบว่ามีฝีมือหรือไม่มีดีกว่าท่อนอ๋อง”มู่หรงตั๋วซีพูดขึ้นวางท่าปลอดโปร่ง ขณะเอื้อมไปหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารใส่จาน


อ๋องแปดได้แต่ก่นด่าแม่ทัพผู้เฉยชาอยู่ในใจ นึกสงสัยว่าเหตุใดถึงเป็นบุรุษเช่นนี้ไปได้ เมื่อฝ่ายนั้นรู้ตนว่าถูกจับจ้อง หลี่เว่ยจึงละสายตาไปมองอาหารตรงหน้าแทน ไม่ทันจะเอื้อมไปจับตะเกียบเพื่อชิมอาหารบ้าง แขนข้างถนัดของบุรุษข้างกายยื่นมาใกล้ คีบก้อนเต้าหู้หั่นเต๋ามาให้


“ลองชิมดู”


หลี่เว่ยชำเลืองมองใบหน้าที่เลื่อนเข้ามาใกล้ ขณะตะเกียบจ่อใกล้ริมฝีปาก มู่หรงตั๋วซีไม่ปรากฏอารมณ์อ่อนหวานใดนอกเสียจากดวงตาเหยี่ยวเต้นระริกด้วยความสนุกสนาน  แม่ทัพผู้นี้เป็นผู้ที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่นจริงๆ


“อา...”


หลี่เว่ยทำตัวดี อ้าปากชิมชิ้นเต้าหู้ที่อีกฝ่ายป้อนใส่ปาก รสชาติของเต้าหู้ไม่เป็นที่ชื่นชอบนัก แต่ต้องจำเคี้ยวจนหมด รสเผ็ดจึงเริ่มแผ่กระจายทั่วปาก เขาเลียริมฝีปากไปมาก่อนยิ้มแย้ม ร้องบอกว่ายอดเยี่ยมมาก ขันทีโม่ที่ยืนรอรับคำสั่งริมห้องได้แต่กลอกตามองอย่างนึกเห็นใจ


อ๋องแปดคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่าบุรุษผู้นี้คิดเอาคืนเขาอยู่หรือไม่ อาจโกรธเคืองที่ลากตัวบุรุษบำเรอมานอนถึงตำหนัก หรือคิดสนุกสนานกับการได้วางอำนาจเหนือเขากันแน่ เดาใจมิออกจริงๆ  


มู่หรงตั๋วซีแค่ปรายตามองอย่างเคร่งขรึม วางตะเกียบลงกับจาน คิดรวบรวมคำพูดออกมา “เรื่องการฝึกดาบปะมือด้วยกันท่านอ๋องไม่ต้องคิดมาก ข้าแค่อยากทราบว่าท่านแข็งแกร่งหรือไม่”


“อย่างนั้นหรือ หากว่าข้าแข็งแกร่งจริง เจ้าจะมีรางวัลหรือไร”ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มมุมปาก นึกคิดพิเรณท์ขึ้นมาอีกจนได้ ถ้วยคำของเขาทำให้มู่หรงตั๋วซีหัวเราะอยู่หลายคำ ฉีกยิ้มอยู่พริบตาเดียวก่อนจะวางท่านิ่งเฉยตามเดิม


“ท่านอ๋องคิดหวังสิ่งใดกัน”


“ปรนนิบัติข้าตามหน้าที่ภรรยา เจ้าน่าจะได้ตำราจากบิดามารดามิใช่หรือ”อ๋องแปดกำลังพูดถึงตำราข้างหมอน เป็นตำราสำหรับอิสตรีที่ออกเรือนเพื่อปรนนิบัติสามี บิดามารดาเป้นฝ่ายมอบตำราให้ติดตัว


“อ้อ ตำราเล่มนั้นอย่างไรมิคิดเปิดอ่านในยามนี้ ...ข้าว่าคงไม่ได้ใช้เป็นแน่”


หลี่เว่ยราวกับโดนตราหน้าอย่างตรงไปตรงมา จึงหันมาหยิบตะเกียบคีบอาหารใส่ปากอย่างไม่สนใจอีก เอาเถิด เขาต้องหาหนทางเอาชนะแม่ทัพผู้นี้ให้ได้ อย่างไรก็ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างอยู่ฝ่ายเดียว เป็นถึงอ๋องแต่ชายากลับไม่คิดเคารพกันสักเล็กน้อย ว่าไปแล้วการรับอนุน้อยเข้ามาสักคน คงช่วยผ่อนคลายความคิดให้เขาได้มาก แต่ติดอยู่กับมู่หรงตั๋วซีผู้เดียว


พลาดเสียแล้วเขาพลาด! เป็นเพราะฮ่องเต้พระองค์เดียวที่ทำให้เขาได้ชายาอุกอาจเช่นนี้


จบมื้ออาหาร หลี่เว่ยคิดอยากเดินเล่น จึงหันไปเชิญชวนพระชายา ทว่าอีกฝ่ายกลับปฏิเสธ เพราะต้องไปจัดเตรียมการฝึกซ้อมดาบ อ๋องแปดส่ายศีรษะ เดินออกไปที่หน้าประตูตำหนัก สัมผัสอากาศข้างนอกแล้วทำให้สบายจิตใจขึ้นมาก จึงเดินเข้าไปในสวนด้านหน้าติดกับทางเดินเข้าตำหนัก ผืนหญ้าสีเขียวสด กลิ่นดินผสานกับละอองเกสรดอกโบตั๋นกำลังเบ่งบาน เขาเอื้อมไปเด็ดดอกโบตั๋นสีส้มออกมาเชยชม


นึกถึงบุรุษที่คอยเที่ยวเล่นอยู่ประจำ หากพระชายาอ่อนหวานสักหน่อย เขาคงไม่คิดถึงผู้อื่นเช่นนี้ อ๋องแปดขยี้ดอกไม้ในมือด้วยอารมณ์งุ่นง่าน ปล่อยซากโบตั๋นลงพื้น ไพล่แขนไปด้านหลังก่อนจะทำปลอดโปร่ง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา


“หากอยากให้ข้ายอมรับในตัวท่านอ๋อง ยามที่เป็นคู่ฝึกดาบ ท่านอ๋องควรเอาจริงเอาจัง อย่าทำเป็นเล่นไปเสียทุกสิ่ง” มู่หรงตั๋วซีเข้ามายืนขนาบข้าง อาภรณ์สีกลีบบัวสัมผัสแขนไปมา เขาเหลียวมองอีกฝ่ายอย่างใคร่ครวญ


“เอ่ยตามตรง ข้ามิได้จับดาบมาหลายปีแล้ว เรี่ยวแรงคงมิสู้เจ้า” อ๋องแปดสำรวจไปทั่วร่างกายของอีกฝ่าย ภายใต้อาภรณ์ตัวหนา ร่างกายที่ถูกซุกซ่อนถือว่าสมบูรณ์ดี ภาพความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อช่วงท้องน้อยลงมายังตราตรึง โดยเฉพาะยามถูกรุกเร้าจนเกร็งแน่น


หลี่เว่ยสะหลัดความคิดหมกหมุ่นออกไป ก่อนเลื่อนสายตาไปที่ใบหน้าของมู่หรงตั๋วซีแทน เจอเข้ากับสายตาเหยี่ยวพิฆาตจับจ้องอยู่อย่างรู้ตัว

“ท่านอ๋องชอบใจลอยนัก”


“นั่นเพราะตั๋วซีอย่างไร” อ๋องแปดลองใช้วาจาน้ำผึ้ง ลอบสังเกตอากัปกิริยาของแม่ทัพหนุ่มไปด้วย ฝ่ายนั้นก้มหน้าลงจึงไม่เห็นแววตาว่ารู้สึกเช่นไร


“อา มิคิดว่าจะได้ยินท่านอ๋องใช้วาจาเช่นนี้ ข้ากำลังอดทนไม่ให้หัวเราะ”


“เห็นข้าเป็นตัวตลกไปได้”หลี่เว่ยหัวเราะเบาๆ มู่หรงตั๋วซีคิ้วขมวดทันทีก่อนเอ่ยแก้


“ไม่ใช่ ข้าแค่ไม่ชิน...”


“เจ้าไม่ใช่บุรุษที่อ่อนหวาน ดูท่าคงเป็นพวกปากอย่างใจอย่างใช่หรือไม่” อ๋องแปดจ้องมองอย่างรอคอยคำตอบ มู่หรงตั๋วซีแค่ไหวไหล่ ไม่ได้ตอบคำถาม เขาจึงทึกทักเอาเองว่าเป็นเช่นนั้น


“เจ้ามีผู้ที่โปรดอยู่หรือไม่ ที่แคว้นหลู...”


“ไม่มี ข้ามิสนใจเรื่องรักๆใคร่ๆ”


คำตอบของแม่ทัพหนุ่มชวนให้แปลกใจ ด้วยอายุอานามไม่น้อยของอีกฝ่ายถือว่าสมควรมีคู่ครอง หรือเพราะเสพติดการศึกสงครามไปเสียแล้ว “เจ้าสมควรมีครอบครัวได้แล้ว”


“เพราะเช่นนี้กระมัง ฮ่องเต้จึงได้ประทานมงคลสมรสให้ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ต่อข้า”เป็นหนแรกที่มู่หรงตั๋วซีสารภาพความรู้สึกออกมา แม้น้ำเสียงจะไม่แฝงอารมณ์อ่อนไหวแต่ยังถือว่าดีขึ้น แม่ทัพหนุ่มจ้องมองท่านอ๋องหนุ่มอย่างใช้ความคิด แม้จะติดสำราญไปบ้าง แต่ยังมีท่าทีเอาการเอางานอยู่ไม่น้อย


“แต่เจ้ามิได้ไร้เดียงสาเป็นบุปผาแรกแย้ม”หลี่เว่ยผุดยิ้ม ภาพการปรนเปรอเมื่อวานหวนกลับมา


“แต่ข้าเลือกกิน มิใช่กินไม่เลือกอย่างท่าน”


เมื่อโดนโต้กลับมาเช่นนี้ อ๋องแปดจึงเงียบงัน ราวกับถูกแทงจุดสำคัญ ชายาของเขาช่างปากคอเราะร้ายยิ่ง ได้แต่สูดลมหายใจเข้ายาวๆ ทำปลอดโปร่งเหมือนเคย คิดหาทางตอบโต้กลับคืน


“ทำเหมือนว่าข้าน่ารังเกียจ” อ๋องแปดแแสร้งทำคอตก ขณะเดียวกันมู่หรงตั๋วซีเงียบไปนาน สองมือกุมเข้าหากันอย่างอยู่ไม่สุข บ่งบอกว่าถ้อยคำของเขามีผลต่ออีกฝ่าย เขาชำเลืองมองอย่างสังเกต


“มิใช่...”


เป็นถ้อยคำที่แผ่วเบา ราาวกับฝากผ่านกลับสายลม ทว่ากลับได้ยินชัด อ๋องแปดเหลียวมองอย่างใคร่รู้ เป็นหนแรกที่พอจะรู้หัวใจของอีกฝ่ายมิได้โหดเหี้ยมเย็นชาดังคำลือ กลับกันแม่ทัพหนุ่มยังคงตีหน้าเรียบเฉยอย่างคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขาเปลี่ยนเรื่องสนทนา


“เอาล่ะ กะเพราะคงย่อยดีแล้ว เดินไปลานซ้อมคงดีขึ้น” หลี่เว่ยเสนอ หันไปมองชายาด้วยรอยยิ้ม เอาเถิด ยามนี้ไม่อาจหลีกหนีบัญชาสวรรค์ได้ จึงต้องกระทำตัวว่าง่ายเป็นดีที่สุด


เมื่อพวกเขาย้ายออกจากตำหนักกลางไปยังลานฝึกอาวุธทางตำหนักฝั่งประตูทิศตะวันออก ซึ่งอยู่ทางวังชั้นนอก ดังนั้นการฝึกดาบหนนี้เท่ากับได้ใช้เวลาส่วนตัวกับชายาผู้แข็งแกร่ง ขันทีโม่เดินถือดาบเล่มใหญ่ตามหลังมา ดาบเล่มนี้ตีขึ้นมาเพื่อหลี่เว่ยโดยเฉพาะ แต่ดาบเล่มนี้ไม่ได้ออกมาจากฝักมาเกือบสองปีแล้ว ขันทีคนสนิทมีสีหน้ากังวลไม่ปกปิด ขณะที่แม่ทัพหนุ่มยังคงสงบเสงี่ยม ไร้คำสนทนาระหว่างทาง


กระทั่งมาถึงลานจัตุรัสกว้างสำหรับฝึกซ้อมอาวุธ มีแผงโล่ที่ไม่ได้ใช้งานตั้งอยู่ริมกำแพง บริเวณนี้จึงมีอาคารไม้หนึ่งหลังตั้งอยู่หน้าลานซ้อมเป็นที่พักและเก็บอาวุธทั่วไปถูกปิดไม่ได้ใช้งานมานาน มู่หรงตั๋วซีกวาดตามองไปรอบบริเวณอย่างสนใจ


หลังจากที่อ๋องแปดเข้าไปเปลี่ยนอาภรณ์สำหรับฝึกดาบเพื่อให้สะดวกแก่การเคลื่อนไหวร่างกาย ต่างจากแม่ทัพหนุ่มที่เพียงแค่ถอดเสื้อคลุมออกเท่านั้น เสื้อตัวในยังคงเป็นผ้าไหมสีกลีบบัวดังเดิม ราวกับว่าการปะมือฝึกฝนกับหลี่เว่ยช่างง่ายดาย ไม่ทำให้อาภรณ์เปรอะเปื้อนฝุ่นดิน


หลี่เว่ยราวกับโดนหยาม คิดหาหนทางพิชิตให้มู่หรงตั๋วซีพ่ายให้ได้ เพื่อให้ฝ่ายนั้นยินยอมปรนนิบัติเขาในฐานะภรรยาอย่างเต็มใจ

          

“ไม่ได้มาที่นี่บ่อยหรือ”                   

                                                                

“อืม ข้ามิชอบใช้แรงโดยสิ้นเปลือง”หลี่เว่ยตอบ ขณะที่รับดาบจากขันทีคนสนิท ฝ่ายนั้นถอยออกไปยืนมองห่างๆ อ๋องแปดรู้สึกเสียสมาธิเพราะไม่อยากเป็นตัวตลกในสายตาผู้อื่นจึงไล่อีกฝ่ายไปให้พ้นหน้าพ้นตา ขณะที่แม่ทัพหนุ่มยืนอยู่ในลานจับดาบไว้ในมือ


ขณะเดินเข้าประจันหน้าอีกฝ่าย หลี่เว่ยดึงดาบออกมา ดาบของเขาต่างจากดาบของมู่หรงตั๋วซี ขณะที่ตัวดาบของฝ่ายนั้นยาวและตรง กลับกันดาบของเขามีลักษณะใหญ่กว่า สันดาบหนาและปลายตัด ด้ามจับยาว เหมาะสำหรับการฟาดฟันมากกว่าการจ้วงแทง


พอประคองดาบในมือแล้วรู้สึกว่ามีน้ำหนักไม่เบาทีเดียว


“โปรดชี้แนะด้วย”


“โปรดชี้แนะ”


อ๋องแปดและแม่ทัพหนุ่มค้อมตัวให้แก่กันตามมารยาทของคู่ฝึกซ้อม ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายคิดเอาจริงเอาจังมากเพียงใด เมื่อเริ่มการปะมือ มู่หรงตั๋วซีเดินหน้าเข้าหาพร้อมกับฟันดาบเข้ามาไม่หยุด


เคว้ง


เสียงกระทบของเหล็กดังสนั่น แรงปะทะสั่นสะท้านมาถึงท่อนแขน หลี่เว่ยขมวดคิ้ว เรี่ยวแรงของอีกฝ่ายมีมาก แววตาดุดันราวกับเห็นสวามีเป็นศัตรู เขาคิดอีกฝ่ายกำลังระบายอารมณ์โกรธเคืองต่อเขา ต่อราชโองการสมรสพระราชทานอยู่เป็นแน่ อ๋องแปดได้แต่ตั้งรับ เอี้ยวตัวหลบคมดาบของอีกฝ่ายได้อย่างหวุดหวิด


“คิดจะให้ข้าเลือดตกยางออกเชียวหรือ”


“ท่านอ๋องก็อย่าเหม่อลอย ตั้งใจหน่อย”มู่หรงตั๋วซีร้องบอก ก่อนเปลี่ยนวิถีดาบ ใช้มือสองข้างจับด้ามไว้แน่นแล้วผ่าลงมาเต็มแรงเพื่อให้เขาล่าถอยมากขึ้น  ฝุ่นในลานฟุ้งกระจายขณะที่เคลื่อนไหวร่างกายไปตามวิถีดาบ หลี่เว่ยถอยใช้สองมือประคองสันดาบป้องกันการปะทะ ผลักดาบของอีกฝ่ายออกเพื่อตั้งหลักให้มั่น


“ท่านอ๋องไม่ชำนาญหรือไม่คิดสู้กับข้ากันแน่ ดาบของท่านดี ทั้งยังมีอานุภาพมากเพียงนี้ แต่ผู้ใช้ดาบกลับออมแรง”


“ไม่ได้ออมแรง ข้าเหนื่อยจริง สองมือข้าเคยจับแต่เครื่องดนตรีจรรโลงชีวิต ไม่ได้ใช้ดาบตีรันฟันแทงบ่อยเสียเมื่ไหร่ ตั๋วซีพอใจแล้วหรือยังเล่า”


“ยัง”แม่ทัพหนุ่มฉีกยิ้ม ดวงตาเหยี่ยวหรี่ลงอย่างหมายมั่น คงไม่คิดอยากเปิดตำราข้างหมอนมาใช้เร็ววันเป็นแน่ ถึงได้ไม่คิดพ่ายแพ้


ไม่ทันขาดคำ อีกฝ่ายเหวี่ยงดาบด้ามยาวเข้าหา ตวัดช้อนขึ้นมาถึงลำตัว


ฟึบ


ฉับพลันอ๋องแปดใช้สันดาบป้องกันไว้ได้ ทว่าแรงของมู่หรงตั๋วซีทำให้เซถอยอย่างไร้หลักดี ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่คิดปล่อยโอกาสให้หลุดรอด ฟันดาบไล่ตามมาทันที  คราวนี้ใช้แต่สันดาบโจมตี เพื่อลดการเสี่ยงบาดเจ็บ


หลี่เว่ยจ้องมองความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างสนใจ ดูเหมือนว่าแม่ทัพผู้นี้จะอ่อนข้อให้เขามาก เคลื่อนไหวช้า และชัดเจนจึงทำให้เขาตั้งรับได้ แต่เขาไม่คิดจะเปิดหน้าไล่โรมรัน เพราะเสียเปรียบ


ขวับ


สันดาบพุ่งเข้าหามาที่ระยะศีรษะ หลี่เว่ยตั้งรับ แรงปะทะทำให้เกิดแรงสั่นคลอนที่สองแขนจนฝ่ามือชาวาบ  ดวงตาเหยี่ยวจับจ้องอยู่ข้างหน้า มุมปากเผยยิ้มชั่วครู่ พริบตาเดียวก็ผลักเอาดาบของเขาออกห่างได้แล้วไล่โจมตีโดยไม่ให้เหลือช่องให้ป้องกันตัว เขาได้แต่ถอยร่น


มู่หรงตั๋วซีจับดาบด้วยสองมือ ยกแขนขึ้นสูง สองขาลอยจากพื้นเปลี่ยนการโจมตี วิถีดาบผ่าอากาศลงมาพร้อมแรงฟาดฟันหนักหน่วง  


เคว้ง


“นี่…!”หลี่เว่ยกำดาบจนแน่น ขณะที่แรงปะทะสั่นคลอนไปทั้งแขนจนต้องปล่อย ดาบของอ๋องแปดกระเด็นหลุดมือ หล่นลงพื้น สองมือชาวาบ เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน รู้สึกว่าเมื่อครู่มู่หรงตั๋วซีเอาจริงขึ้นมา


“ข้าแพ้แล้ว”


“เมื่อไร้อาวุธ การต่อสู้ประชิดตัวย่อมสำคัญ”แม่ทัพหนุ่มยังมิยอมจบการฝึกซ้อม โยนดาบทิ้งไปเช่นกัน เปลี่ยนมาใช้หมัดมวยแทน เป็นการต่อสู้ประชิดตัว จู่โจมรวดเร็ว อ๋องแปดแค่หลบหนี ใช้ฝ่ามือปัดป้อง การต่อสู้ที่ดีไม่ควรเอาแต่ตั้งรับ ฝุ่นละอองจากลานดินทำให้เสียหลัก แม่ทัพหนุ่มเปลี่ยนมาตวัดขา โจมตีที่ด้านล่างของเขาแทน


ปึก


“อ้าก!”


อ๋องแปดล้มลง อาการปวดร้าวที่หัวเข่าปะทุขึ้น ทำให้ร่างกายซวนเซเสียหลักหงายไปด้านหลัง เขาไม่คิดยอมแพ้ เอื้อมไปกระชากเอาชายเสื้อของแม่ทัพหนุ่มติดมือมาด้วย


“ระวัง!”มู่หรงตั๋วซีร้องบอก


พริบตาเดียวต่างล้มด้วยกันทั้งคู่ แผ่นหลังของหลี่เว่ยเจ็บระบมไปทั้งร่าง ขณะที่มู่หรงตั๋วซีนอนทับอยู่ด้านบน ทิ้งน้ำหนักตัวลงมาทั้งหมด ทำให้เขาจุกไปหมด ใบหน้าเผยอาการเจ็บปวด สองมือหยุดยื้อกับฝ่ามือของบุรุษด้านบนที่ยังไม่คิดยอมแพ้


“นี่ คิดจะฆ่ากันให้ตายเลยหรือ”อ๋องแปดเค้นเสียง หายใจหอบ ขณะที่ไอโขลกเพราะฝุ่นดิน มู่หรงยันตัวลุกขึ้นนั่งทับบนร่าง ใช้แรงกดไว้แน่น อีกฝ่ายคว้าเอาฝักดาบที่หล่นอยู่ไม่ไกล วางพาดบนลำคอ ไม่ยอมให้เขาได้พลิกตัวหนี ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทดสอบอะไร ทว่าหากอยากรู้พละกำลังของเขาละก็ คงได้เห็นกับตาตนเองว่า ไม่ได้เรื่อง!


“ปล่อย!”


“อย่าให้มีช่องว่าง ต่อให้ไร้การป้องกันแล้วก็ฉวยโอกาสโจมตีทีเผลอ”แม่ทัพหนุ่มเตือน ราวกับว่าเป็นคู่ฝึกซ้อนจริงๆ อ๋องแปดถอนหายใจก่อนจะยอมแพ้


“เข้าใจแล้วๆ ทีนี้ก็ลุกไปเสียที เจ้ากินม้าไปทั้งตัวหรือไร”


พอได้ฟังคำของเขา มู่หรงตั๋วซีจึงถอนหายใจออกมา ใบหน้าฉายความเรียบเฉย เหงื่อผุดซึมตามหน้าผาก ลดแรงที่กดทับลงมา จากนั้นจึงขยับตัวกำลังลุกจากร่าง ฉับพลันหลี่เว่ยฉวยโอกาสคว้าสองแขนของฝ่ายนั้นไว้เต็มแรงก่อนจะเหวี่ยงตัวของแม่ทัพหนุ่มออก ลุกไปคร่อมทับไว้ไม่ให้ดิ้นหนี

อ๋องแปดรวบข้อมือของมู่หรงตั๋วซีไว้เหนือศีรษะกดตรึงจนแน่น ฝักดาบยังในมือของอีกฝ่ายจึงไร้ประโยชน์ พวกเขาหยุดยื้อกันอยู่นาน


“เจ้าสุนัขโง่ ใช้วิธีสกปรก”แม่ทัพหนุ่มเหนื่อยหอบเพราะเสียแรงดิ้นให้หลุดหนี เมื่อสองแขนถูกตึงไว้เหนือศีรษะจึงยากที่จะลุกขึ้นสู้  


“ตั๋วซีว่าให้ใช้ทีเผลอไม่ใช่หรือ ข้าเป็นศิษย์ที่ดีหรือไม่”หลี่เว่ยยิ้มกริ่ม ไม่ยอมปล่อยแรงบีบออกจากข้อมือของอีกฝ่าย แม่ทัพหนุ่มนอนในท่าไม่ถนัดจึงโวย


“ผิดท่าไปแล้ว แขนข้าเจ็บ”


“เมื่อครู่ก่อนเจ้าทำข้าเจ็บไปแล้วนี่ ถือว่าเท่ากัน”อ๋องแปดว่า ก่อนที่จะทำดาบหลุดมือไป เพราะแรงปะทะทำให้ฝ่ามือที่กำรอบโครงด้ามจับบาดจนเจ็บแสบ


“เจ้าลูกหมา”บุรุษด้านล่างเค้นเสียง ดวงตาเหยี่ยวจับจ้องอย่างไม่วางตา อาภรณ์สีกลีบบัวเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน นั่นจึงทำให้อ๋องแปดพึงพอใจ เพราะอีกฝ่ายดูเบาเขาก่อน จึงต้องโดนตลบหลังเช่นนี้


“ข้ายอมเป็นลูกหมา หากเจ้าเป็นแม่หมา”หลี่เว่ยหัวเราะเบาๆ มู่หรงตั๋วซีปรายตามองอยู่นาน เม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง


“ท่านอ๋อง ปล่อยข้า ...รู้มิใช่หรือหากว่าข้าเป็นอิสระเมื่อไร ข้าเอาจริงแน่”


ถ้อยคำขู่ของอีกฝ่ายทำให้อ๋องแปดฉีกยิ้ม รู้แจ้งว่าเอ่ยจริง ขณะประสานตากับมู่หรงตั๋วซีอย่างใคร่ครวญ ราวกับว่าเล่นสงครามประสาท ดวงตาเหยี่ยวไม่ยอมพ่ายแพ้ หลี่เว่ยเองก็ไม่ยินยอม อย่างไรฝึกดาบหนนี้ต้องมีผู้แพ้


“พูดจาดีๆสักหนสิ ชายาข้า”เขาเอ่ย ทันทีที่ได้ฟังมู่หรงตั๋วซีคลายสีหน้าผ่อนคลายลง สายตาเหยี่ยวกลอกไปมาแค่นเสียงในลำคอ


“ข้าจะปฏิบัติดีกับท่านอ๋องแทน”


หลี่เว่ยฟังคำของอีกฝ่ายอย่างพอใจ แม้ไม่มีความอ่อนหวานแฝงสักกะผีก จึงยอมลุกออกจากตัวของแม่ทัพหนุ่ม ฝ่ายนั้นรีบผุดลุกพรวดพลาดยืนขึ้นเพื่อปัดป่ายฝุ่นดินออกจากอาภรณ์ อ๋องแปดถอยห่างจากบุรุษผู้โกรธเกี้ยว หมุนตัวเดินไปเก็บดาบเข้าฝักอย่างไม่สนใจ แบมืออกเห็นรอยปริแตกบนฝ่ามือพอให้เลือดไหลซึม เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาจากด้านหลัง เขาคิดว่ามู่หรงตั๋วซีจะหันดาบใส่หน้าเขาเหมือนเช่นเคย


“บาดเจ็บหรือ”อีกฝ่ายเดินอ้อมมาหา ก้มมองฝ่ามือของเขานิ่งๆ ใบหน้ารูปไข่ไม่ปรากฏความรู้สึกใด มีแต่ดวงตาเรียวที่กลอกไปมา


“แค่ไม่ได้จับดาบนาน จึงไม่ชินมือ”อ๋องแปดตอบ ก่อนจะสะบัดมือไปมาให้หายปวดเมื่อย แม่ทัพหนุ่มเปลี่ยนมือถือดาบ ก่อนจะเข้ามาดึงฝ่ามือข้างที่บาดเจ็บของเขาออกดู


“เพราะแรงปะทะเมื่อครู่น่ะสิ...”มู่หรงตั๋วซีคิ้วขมวด ปรายตามองอย่างตำหนิที่เขาทำตัวปวกเปียกถึงเพียงนี้ หลี่เว่ยโคลงศีรษะ


“เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ตั๋วซีเอ๋อร์มิต้องตกใจไป ท่านอ๋องมิตายหรอก”อ๋องแปดเอ่ยเสียงอ่อนลง ใบหน้าก้มต่ำเพื่อลอบมองชายาผู้อุกอาจ ฝ่ายนั้นได้ฟังแล้วเม้มปากก่อนปล่อยมือทันที ยกแขนกอดอกไว้อย่างวางมาด


“ข้าแค่ตรวจสอบเท่านั้น เป็นปกติของผู้ฝึก”


“แล้วบททดสอบเป็นอย่างไรบ้าง”หลี่เว่ยเก็บแพรดาบคล้องกับฝักดาบเพื่อไม่ให้ดาบหล่นออกจากฝักได้  แม้ผลการทดสอบอย่างไรก็มีคำตอบที่แน่ชัดไม่ใช่หรือ


“ไม่ผ่าน”มู่หรงตั๋วซีตอบเฉียบขาด  อาภรณ์สีกลีบบัวมัวหมองด้วยฝุ่นดินไปเสียแล้ว ไม่ต่างจากอาภรณ์สีเข้มของหลี่เว่ย


“ข้าไม่ได้จับดาบมาหลายปี สิ้นเปลืองแรงไปอย่างเสียเปล่า”


“แต่ท่านยังมีลานซ้อมไม่ใช่หรือ เสียดายพื้นที่”มู่หรงตั๋วซีเหลียวมองรอบลานฝึกซ้อม จริงดังว่า เขาไม่ได้ใช้สอยพื้นที่เหล่านี้ หากจะแปรเปลี่ยนก่อสร้างให้เกิดประโยชน์คงดีกว่าทิ้งร้างไว้เช่นนี้


“เจ้าก็ใช้ที่นี่สิ คงเหมาะกับเจ้า”อ๋องแปดเอ่ย เลื่อนสายตามองแม่ทัพหนุ่มอย่างจริงจัง บุรุษข้างกายมีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะผงกศีรษะตาม


“อืม เป็นเช่นนั้น ...เสียดายท่านแพ้”


“ข้าแพ้หรือ”หลี่เว่ยแสร้งแปลกใจ แม้จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่นั่นก็คาดการไว้แล้วจึงมิคิดขุ่นเคือง เพียงแต่น่าเสียดาย ที่อีกฝ่ายไม่คิดปรนนิบัติในฐานะภรรยาเสียที


“ใช่ แพ้ตั้งแต่ที่ข้าทำดาบท่านอ๋องหลุดมือ”มู่หรงตั๋วซีจ้องมอง ยื่นปลายฝักดาบกดย้ำที่หน้าอกหลายหน ท่าทางขึงขังราวกับศิษย์อาจารย์ อ๋องแปดส่ายหน้าพลางเอ่ยอย่างยอมแพ้


การสนทนาระหว่างกันผ่อนคลายมากขึ้น ไม่วางมาดเท่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานัก คงเพราะการฝึกซ้อมทำให้อีกฝ่ายระบายความขุ่นเคืองไปกระมัง ถือว่าดีต่อตัวเขา เพราะชายาจะได้อารมณ์ดี ไม่หันมาเกรี้ยวกราดใส่เป็นโถทิ้งของเสีย


“ข้าต้องถูกลงโทษหรือ”


“หึ ไม่มีเรื่องเช่นนั้นหรอก นี่แค่การฝึกฝน”มู่หรงตั๋วซีหัวเราะในลำคอ แม้ว่าไม่แสดงอารมณ์ให้เห็น แต่น้ำเสียงและสายตาที่มองมาเปลี่ยนไปไม่น้อย ขณะที่เดินออกจากลานฝึกซ้อม ยามนี้ไรบ่าวรับใช้รอคอยคำสั่ง จนกระทั่งพ้นประตูทางเข้าลานฝึกมาได้ เห็นแนวกำแพงไร้ผู้คน


“เป็นชีวิตหลังแต่งงานที่พิลึกไม่เบา”หลี่เว่ยรำพึงกับตนเอง เพียงได้พบพานไม่กี่หนก็ถูกชักดาบเข้าใส่ หนำซ้ำยังเป็นคู่ซ้อมให้อีกฝ่าย เขาแค่เดินตามทิศทางที่อีกฝ่ายขีดเขียน ให้เดินซ้ายก็ซ้าย ให้ทำโง่งมก็เป็นคนโง่งมไปเสีย จะได้จบเรื่องไม่สาวความยาวยืดให้รำคาญใจ  


“ข้าเป็นขุนศึกนี่ มิใช่คนอ่อนหวาน”


“ไม่จำเป็นต้องอ่อนหวาน แค่ทำหน้าที่ภรรยาก็พอ”อ๋องแปดหันมองอย่างสนใจ มู่หรงตั๋วซีชะงักร่างหยุดเดิน ตวัดตามองเพื่อปรามความคิดล่องลอยของเขาโดยทันที


“ท่านคิดแต่เรื่องเช่นนี้หรือ”


“เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่พระชายาไม่ใช่หรือ ต่อให้ไม่มีเดิมพันเช่นนี้ก็ตาม”อ๋องแปดตอบอย่างไม่ติดขัด นึกสงสัยว่าชีวิตหลังแต่งงานของเขาจะไม่ได้ขึ้นเตียงกับอีกฝ่ายเชียวหรือ มู่หรงตั๋วซีมีสีหน้าบูดบึ้งขึ้นมา


“ตำราเล่มนั้นควรเก็บไว้ใช้ยามเหมาะสม”


“อา...”หลี่เว่ยผงกศีรษะอย่างเข้าใจ ไม่รู้ว่าวันใด แต่เขาจะรอคอยค่ำคืนเข้าหออย่างจริงจัง บุรุษเช่นเขาหมกหมุ่นเกินไปหรือไม่ ขณะเดียวกันเพราะท่าทางอารมณ์ดีของเขาทำให้แม่ทัพหนุ่มไม่ยินดีนัก


“ทำเสียงเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”


“แค่อยากบอกว่าตั๋วซีเอ๋อร์อาจได้ใช้ในเร็ววัน”


มู่หรงตั๋วซีหัวเราะ “ท่านอ๋องละเมออีกแล้ว”


“หากละเมอถึงเจ้า ก็ยิ่งดี”เปลี่ยนมาสนทนาด้วยความโอนอ่อนมากขึ้น อ๋องแปดยิ้มบางๆ ก่อนพรูลมหายใจออกมา เห็นอากาศดีเช่นนี้แล้วนึกเสียดายที่ไม่ได้เดินเล่นในสวนอุทยาน คงดีกว่าที่จะมาออกกำลังปะดาบกันในวันที่ฟ้าสดใส


“กลับดีกว่า ข้าแค่อยากหาเรื่องสนุกๆทำ ถึงท่านจะทำให้อาภรณ์ของข้าเปรอะเปื้อนโดยใช่เหตุ แต่ได้เห็นท่านอ๋องสิ้นท่าแล้วจึงอารมณ์ดีมาก”อีกฝ่ายเอ่ยอย่างไม่ถือสา อ๋องแปดมีรอยยิ้มเมื่อได้ยินคำว่า ‘เปรอะเปื้อน’ออกมา


“ข้าเองก็สนุกนัก ชายาของข้า‘เปรอะเปื้อน’เช่นนี้แล้วจึงยินดีไม่ต่าง”อ๋องแปดเอ่ยอย่างแฝงความนัย เหลือบตามองมู่หรงตั๋วซีอย่างชอบใจไม่น้อย


“นั่นทำให้เสียเวลาชำระร่างกายไปโดยเปล่า” อีกฝ่ายโต้ตอบช้าๆ อย่างไม่คิดใส่ใจ


“ตั๋วซียินดีเปื้อนไม่ใช่หรือ โทษข้ามิได้หรอก”


หลี่เว่ยจ้องมองอย่างสนใจ มู่หรงตั๋วซีใบหน้าแดงเรื่อ  พอรู้ตัวจึงคิ้วขมวดแน่นราวกับกลบเกลื่อนความรู้สึก นิ่งงันไปครู่ ไม่กล่าวอะไรอีก เพียงแค่คิดว่า อ๋องแปดหลี่เว่ยออมแรง อย่างไรบุรุษผู้นี้ก็ไม่ใช่คนปวกเปียก จากที่คิดจะส่งสาส์นถึงวังหลวง ทว่าแม่ทัพคิดเปลี่ยนใจ เรื่องของอ๋องแปดผู้นี้ เขายินดีจะ‘ดูแล’อีกฝ่ายให้อยู่ในกฎระเบียบด้วยตนเอง นั่นอาจรวมถึงการทำหน้าที่ชายาด้วยกระมัง


แม่ทัพหนุ่มทำใจเย็นก่อนเอ่ยเชิญชวนอ๋องแปด


“บ่อแช่ตัวของท่านอ๋องผ่อนคลายดีมาก ท่านเองก็เปื้อนไม่น้อย มาชำระกาย ผ่อนคลายกับข้าเถิด”ใบหน้ายังคงเรียบเฉยดังที่เคย ดวงตาลุ่มลึก


อ๋องแปดชะงักร่าง กลอกตาอย่างใตร่ตรอง  ตั๋วซีเอ๋อร์เดาใจยากเย็นนักคิดอยากดุร้ายก็ดาหน้าเข้าใส่ คิดอยากทำดีด้วยก็เปลี่ยนท่าทีตรงไปตรงมา หากเขาตกลงปลงใจไป จะตกหลุมพลางของแม่ทัพผู้นี้หรือไม่




____________________________________________

มาอัปแล้วจ้ะ

ตอนนี้ก็สั้นๆเหมือนเคย อย่าเพิ่งเบื่อกันน้า เราไม่ถนัดแนวนี้เลย 555 อยากให้ออกมาสนุกๆ กุ๊กกิ๊ก??

หากว่าผ่านการทดสอบไปได้ สองคนนี้ก็จะพูดคุยกันมากขึ้น เราไม่มั่นใจเลยค่ะว่าเรื่องนี้ออกมาสนุุกรึเปล่า

ยังไงก้ฝากติดตามด้วยนะคะ


เรื่องนี้เราหยุดอัปไว้ก่อนค่ะ เพื่อไปโฟกัสเรื่อง จ้าวเหรินตี้ก่อน พอเรื่องนั้นจบก็จะมาต่อกับอ๋องแปด

ป.ล ตอนนี้อาจมีคำผิดและประโยคชวนงงหน่อย เราเบลอๆ (ไว้มาแก้ทีหลัง)



















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #26 Weetaime (@Weetaime) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 23:55
    แงงงง ชอบ
    #26
    0
  2. #22 comet2522 (@comet2522) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 12:24

    ท่านอ๋องนี่สายอ้อยชัดๆ


    #22
    0
  3. #21 โมยาชิ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 10:26

    ตั๋วซีเขินด้วยอะ

    #21
    0
  4. #20 blackladyblue (@blackladyblue) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 22:44

    ระหว่างท่านแม่ทัพกับอ๋องแปดในอดีต..น่าจะมีความสัมพันธ์กันอยู่หรือปล่าว....จึงยอมรับการแต่งงานพระราชทานง่ายๆ.......น่าคิด.. รอไรท์มาต่อนะ

    #20
    0
  5. #18 เพ่ยฮว๋า (@0876854069) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 18:55
    รอนะคะ เรื่องนี้สนุกค่ะน่าติกตามๆ
    #18
    0
  6. #14 Pinkdao (@Pinkdao) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 11:08
    ไปแช่ตัวกัน จะเป็นอย่างไรน้าาาาาา
    #14
    0