ชายาของข้าเป็นแม่ทัพจริงหรือ! หยุดอัปชั่วคราว

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,009 Views

  • 29 Comments

  • 409 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    238

    Overall
    2,009

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 ชายาของอ๋องแปด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 779
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    9 มี.ค. 62

บทที่ 1 ชายาของอ๋องแปด


หนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น…


วันนั้นอากาศแจ่มใส บุปผากำลังผลิบานเพราะเพิ่งเข้าวสันต์ฤดู ภายในสวนหลังตำหนักกลางของวังฉางจี๋อ๋อง บริเวณศาลาลมทำจากไม้ลงน้ำมันจนเงา ใจกลางศาลามีโต๊ะกลมตั้งอยู่ องค์จักรพรรดิผู้มีศักดิ์เป็นพระเชษฐา ครั้งหนึ่งเคยสนิทชิดเชื้อกับอ๋องแปด กระทั่งพระองค์ขึ้นครองบัลลังก์ ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมีอันต้องห่าง เพราะความเป็นเจ้าแผ่นดิน ขณะที่หลี่เว่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสนทนาเรื่องทั่วไปอย่างอารมณ์ดี แม้ใจจะกังวลอยู่บ้างเนื่องเพราะเป็นหนแรกที่ฮ่องเต้เสด็จเยี่ยมวังฉางจี๋


นับแต่ถูกแต่งตั้งเป็นชินอ๋องก็ล่วงมาสี่ปี ยามนี้เสด็จพี่หลี่เหวินเสด็จผักผ่อนที่เขาคุนหลุนจึงแวะมาสนทนาด้วย ฮ่องเต้หลี่เหวินจ้องมองผู้เป็นอนุชาอย่างละเอียด ก่อนเอ่ยถึงเรื่องพฤติกรรมของอีกฝ่ายที่ได้ยินจากขุนนางในศาลาว่าการของอำเภอ


“ได้ยินว่าพักหลังมานี้เจ้าเอาแต่ร่ำสุรา เล่นดนตรีที่หอสังคีตเป็นประจำ”


“...หม่อมฉันแค่หาที่ผ่อนคลายเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”


“เจ้าเองก็มิได้ใส่ใจงานบริหารนัก เหตุใดถึงทำตัวให้เป็นที่ครหาอีก ซีเจียงแม้จะสงบ แต่ใช่ว่าเจ้าจะละเลยการปกครอง”ฮ่องเต้จ้องมองด้วยสายตาล้ำลึก คาดเดาไม่ออก หลี่เว่ยหัวเราะออกมาก่อนยกปั้นชารินใส่ถ้วยให้แก่ฝ่าบาท


“หม่อมฉันยังหนุ่มแน่น เป็นวัยของความสุนกสนาน อีกอย่างนายอำเภอและผู้ตรวจการมณฑลล้วนทำหน้าที่ได้ดี หม่อมฉันจึงเบาใจพ่ะย่ะค่ะ”อ๋องแปดกล่าวยิ้มๆ เรื่องอันใดต้องหาเรื่องใส่ตนเองเล่า สถานการณ์ในซีเจียงเรียบร้อยดี ไม่มีเรื่องน่าหนักใจให้เข้าไปตรวจสอบ อีกทั้งอ๋องแปดไม่คิดใช้อำนาจอย่างฟุ่มเฟือย ว่ากันว่าฮ่องเต้กำลังเป็นโรคหวาดระแวงรุนแรง เกรงว่าจะหันมาโจมตีเหล่าพี่น้อง แม้ว่าหลี่เว่ยจะไม่เกรงกลัว เพราะรู้ดีว่าตนเองนั้นไม่มีพิษสงแก่ผู้ใด


ฮ่องเต้หลี่เหวินผงกศีรษะ ก่อนยกถ้วยชาขึ้นดื่มจนหมด


“ที่จริงแล้วข้าเป็นห่วงเจ้านะอาเว่ย”


อ๋องแปดยิ้มกว้าง “เป็นพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันยังสุขสบายดี อย่างไรก็จะลดเรื่องสำราญลงเพื่อไม่ให้เกิดความมัวหมองต่อพระราชวงศ์”


หลี่เหวินยิ้มบางๆ จ้องมองพระอนุชาอย่างพิจารณา ก่อนยกแขนข้างถนัดจับตะเกียบคีบเอาขนมใส่ไส้ไปวางในจานของอีกฝ่าย


“แล้วเรื่องที่เจ้าไปพัวพันกับบุรุษพวกนั้นเล่า เกิดอะไรขึ้น...เจ้าเป็นพวกต้วนซิ่ว*ไปแล้วหรือ”


“ฮ่ะๆ เสด็จพี่ หม่อมฉันก็ไม่ต่างจากขุนนางบางประเภทที่นิยมบุรุษงาม ในราชสำนักเองก็มีเรื่องเช่นนี้ ไม่ถือว่าแปลก หม่อมฉันแค่เล่นสนุก มิได้จริงจังกับพวกเขา”หลี่เว่ยเอ่ยแก้ แต่ก็เป็นเช่นนั้นจริง เขาแค่นึกอยากลองชิมรสชาติของบุรุษ อิสตรีนั้นหอมหวานอ่อนโยน กับบุรุษนั้นแม้แข็งแกร่งทว่ามีความยั่วเย้าไม่ต่างจากบุปผางามนัก


“ไห่กงกง นำราชโองการออกมา”จู่ๆฮ่องเต้ก็เรียกขันทีคนสนิทให้เข้ามาในศาลา อ๋องแปดงงงัน ตระหนักได้ว่ามีเรื่องมาถึงตัวเสียแล้ว หันมองไปที่ขันทีโม่ที่ได้แต่ค้อมกายอยู่เงียบๆ


“เพราะข้าเป็นห่วงเจ้าจึงมีฤกษ์ดีที่จะจัดงานมงคล”ฮ่องเต้หลี่เหวินกล่าวด้วยรอยยิ้ม โบกมือให้ไห่กงกงเปิดราชโองการในมือ  


“ขอฉางจี๋อ๋องรับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ”


อ๋องแปดจำต้องลุกขึ้นก่อนจะคุกเข่าประสานมือคำนับไว้กลางอก หัวใจเต้นโครมครามเมื่อรอคอยถ้อยแถลงจากไห่กงกง  


“ฮ่องเต้หลี่เหวินมีพระเมตตาดีต่อฉางจี๋อ๋อง หลี่เว่ย ยามนี้มีชันษายี่สิบปีบริบูรณ์ ยามนี้ยังไร้พระชายารอง และอนุใดๆ ฝ่าบาทจึงมีความวิตกกังวลเห็นว่ามิควรปล่อยให้ฉางจี๋อ๋องกระทำตัวนอกกฎระเบียบ จึงเห็นสมควรให้ฉางจี๋อ๋องรับพระชายาเอกเข้าวัง ประทานสมรสแก่มู่หรงตั๋วซีในวันที่หก เดือนสอง พิธีอภิเษกสมรสจัดขึ้น ณ วังฉางจี๋ โดยมิมีข้อยกเว้น สิ้นสุดราชโองการพ่ะย่ะค่ะ”


เมื่อรับฟังคำแถลงของไห่กงกงจบ อ๋องแปดชาไปทั้งร่าง จ้องมองขันทีตรงหน้าอยากไม่เชื่อหู หันไปหาฮ่องเต้หลี่เหวินผู้เป็นพระเชษฐาอย่างคาดไม่ถึง ราวกับจิตวิญญาณหลุดลอย


“สมรสพระราชทานหรือ”


“ถูกต้อง ไม่ยินดีหรือ”ฮ่องเต้ยังคงยิ้มละไม ราวกับว่าสนทนาเรื่องทั่วไป


น่าตระหนกกว่าคือชื่อแซ่ที่ปรากฏอยู่ในราชโองการฉบับนี้ สกุลมู่หรง เป็นที่รู้กันดีว่ามาจากชนเผ่าในทะเลทราย ทั้งยังเป็นตระกูลของขุนนางฝ่ายทหารทั้งสิ้น มู่หรงตั๋วซีเป็นบุรุษ ทั้งยังเป็นแม่ทัพประจำป้อมปราการริมชายแดนซีเจียง หากทรุดกายลงพื้นได้คงกระทำ นิ่งอึ้งอยู่นานกระทั่งไห่กงกงกระแอมไอ ก่อนอ่านราชโองการย้ำอีกรอบ


“เสด็จพี่กลั่นแกล้งข้าเสียมากกว่า”หลี่เว่ยครวญคราง ฮ่องเต้หลี่เหวินแค่ส่ายศีรษะ จ้องมองอ๋องแปดอย่างไม่แปลกใจในท่าทีของอีกฝ่ายนัก


ขณะที่ไห่กงกงเข้ามาส่งเสียงเตือนสติ “ฉางจี๋อ๋องขอทรงรับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ”


เสียงของขันทีไห่ย้ำว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง อ๋องแปด หลี่เว่ยผู้นี้น่ะหรือ...มีพระชายาเอกเป็นบุรุษ ทั้งยังเป็นแม่ทัพอีกด้วย สวรรค์กำลงโทษเขาอยู่หรือไร ไม่สิ เป็นพระบัญชาจากฮ่องเต้ เหตุใดเสด็จพี่ถึงมีพระทัยร้ายเช่นนี้


“ฉางจี๋อ๋องรับราชโองการ ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี”อ๋องแปดมีหรือจะปฏิเสธได้ จำต้องก้มคำนับให้แก่เจ้าแผ่นดิน รับม้วนราชโองการฉบับนั้นจากมือของไห่กงกง ฝ่ายนั้นมีสีหน้ายินดีก้มคำนับต่ำๆ


“อย่าห่วงเรื่องงานพิธี ข้ากำชับข้าราชบริพารในซีเจียงให้เตรียมการโดยพร้อมเพรียง”ฮ่องเต้เอ่ยอย่างรื่นรมย์ ทุกสิ่งถูกกำหนดมาเรียบร้อย ไม่ทันได้ให้อ๋องแปดเตรียมใจแม้แต่น้อย หลี่เว่ยได้แต่ยิ้มรับ ขณะที่ไห่กงกงนำสุราจากข้าหลวงที่ยกถาดอาหารแห้งมาให้ ก่อนรินใส่จอกให้ทั้งอ๋องแปดและฮ่องเต้


“เอ้า ขออวยพรให้เจ้าสมปรารถาทุกประการ”


“ฝ่าบาทไม่คิดอยากให้ข้ามีบุตรงั้นหรือ”อ๋องแปดคร่ำครวญ แม้ว่ารับจอกสุรามาดื่ม


“ฮ่าๆ เจ้าอยากมีหรือ รับอนุ หรือไม่ก็ชายารองเข้ามาสิ”


“ขอบพระคุณฝ่าบาท”หลี่เว่ยกล่าว ก่อนดื่มสุราจนหมด ฮ่องเต้เอ่ยราวกับว่ามิใช่เรื่องใหญ่โต หากว่าเขาจะไม่มีทายาทสืบสกุล แม้ว่ายามนี้จะไม่คิดมีบุตรก็ตาม แต่การรับแม่ทัพผู้นั้นเป็นพระชายาก็เท่ากับว่าปิดหนทางในการมีบุตรให้สืบทอด ครั้นจะรับอนุหรือพระชายารองก็เป็นเรื่องน่าปวดเศียรเวียนเกล้า เป็นเรื่องที่ห่างไกลจากอ๋องหนุ่มที่อายุครบยี่สิบปี


หลี่เว่ยจ้องมองตัวอักษรสวยงามบนกระดาษ ตราประทับของฮ่องเต้เด่นชัดจนหัวใจของเขาหดหู่ ข่าวคงกระจายออกมาไปทั่วมณฑล เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดได้อีก ชายาของเขาเป็นแม่ทัพ ได้ยินชื่อมานาน ล้วนแต่บอกเล่าถึงฝีมือฟันดาบและการรบของอีกฝ่าย


นับแต่นั้นข่าวน่ายินดีแพร่กระจายไปทั่วทุกทิศ เหล่าขุนนางชั้นสูงในมณฑลซีเจียงเข้ามามอบของขวัญเพื่อแสดงความยินดีกับเขา อ๋องแปดแทบแทรกแผ่นดินหนี แม้ว่าผู้คนยินดีแต่ลับหลังเรื่องของเขาเป็นหัวข้อสนทนา เหล่าคุณชายในเมืองต่างบอกว่าเขาเจอกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า


ก็ย่อมเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ


สิบวันให้หลัง วังฉางจี๋อ๋องประดับตกแต่งด้วยผ้าแพรสีแดง และดอกไม้อย่างสวยงาม งานสมรสพระราชทานถูกจัดเฉพาะกับญาติใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเป็นบุรุษด้วยกันทั้งคู่ พิธีอภิเษกจึงรวบรัด แม้มิได้เดินทางไปเคารพศาลบรรพชนของตระกูลมู่หรง ณ แคว้นหลูซึ่งใช้เวลาหลายวัน อ๋องแปดและผู้อาวุโสจึงเดินทางไปที่จวนแม่ทัพมู่หรงตั๋วซีในเมืองใกล้เคียงแทนเพื่อกราบไหว้ฟ้าดิน จากนั้นการส่งตัวพระชายาที่วังฉางจี๋อ๋อง


อ๋องแปดสวมชุดพิธีการ อาภรณ์สีแดงสดทั้งตัว สวมหมวกห้อยมาลาตามฐานันดร เขายังมิเคยได้พบพานกับมู่หรงตั๋วซีมาก่อน  จ้องมองบุรุษในอาภรณ์สีแดงเช่นเดียวกัน ผ้าคลุมศีรษะยาวปกคลุมถึงไหล่ ใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มถูกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าสีแดงขลิบทองปักลายดอกไม้


ภาพที่อ๋องแปดคิดมาก่อนหน้ามลายหายไป อย่างน้อยแม่ทัพผู้นี้ก็ไม่ได้บึกบึนกำยำอย่างที่คิดกลัว ก่อนจะพามู่หรงตั๋วซีขึ้นเกี้ยวคันใหญ่เป็นสีแดงมงคลทั้งหมด ใช้แปดคนหามเพื่อส่งตัวไปยังวังอ๋องแปด  มีทหารม้าตามหลังอีกหนึ่งกองพล อ๋องแปดขี่ม้าเพื่อนำทางไปยังวังฉางจี๋อ๋อง ระหว่างทางมีชาวเมืองที่อยู่ในเส้นทางต่างจ้องมองอย่างสนใจ หลี่เว่ยแสร้งทำหูทวนลม


หน้าประตูวังมีแขกเหรื่อมายืนต้อนรับ ผ่านหน้าประตูใหญ่เข้ามาได้ เสียงประทัดถูกจุดกังก้อง แขกเหรื่อในงานต่างยืนรอต้อนรับพระชายา


หลี่เว่ยลงจากหลังม้าเพื่อไปรับพระชายาออกจากเกี้ยวก่อนจะก้มคำนับให้แขกเหรื่อ กระทั่งได้ฤกษ์ยามมงคล เสียงดนตรีโหมกระหน่ำจากทางลานนักดนตรี พวกเขาเดินเข้าไปในตำหนักกลาง ผ่านบานประตูเข้าไปจึงเจอห้องโถงประดับด้วยผ้าสีแดงทั้งหมด


ด้านบนเพดานห้อยโคมไฟติดอักษรมงคลคู่ พรมสีแดงปูนำทางไปยังแท่นพิธีด้านหน้าสำหรับกราบไหว้ฟ้าดิน กราบไหว้บรรพบุรุษ ขันทีโม่เข้าไปจุดธูปเพื่อเริ่มพิธี  ด้านหน้ามีเก้าอี้จัดตามตำแหน่งของบุพการีทั้งสองฝ่าย แม้ฮ่องเต้หลี่เหวินไม่ได้มาร่วมพิธีแต่ส่งท่านลุงลั่วตำแหน่งเสนาบดีกรมพิธีการมาเป็นตัวแทนบุพการีของเขา


ระหว่างทางไม่ได้เอ่ยสนทนาสักประโยค  ขณะที่แขกเหรื่อเดินตามเข้ามาด้านใน


มู่หรงตั๋วซีแค่เหลียวมองผ่านผ้าคลุมศีรษะ อ๋องแปดหลี่เว่ยใช้ความพยายามอย่างมากในการจดจ้องมองผ่านผ้าสีแดงเพื่อสำรวจใบหน้าของพระชายา เห็นแค่แววตาเป็นประกายผ่านผืนผ้าคลุม


“เหตุใดจึงรับราชโองการหรือ”อ๋องแปดถามเบาๆ แต่แม่ทัพหนุ่มไม่ตอบคำใด รับรู้ได้ว่าแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ผู้ที่จะสนทนาด้วยง่ายนัก เสียงดนตรียังคงบรรเลงคลอไปด้วย จากนั้นเสียงของผู้อาวุโสในงานเริ่มประกาศ


“หนึ่งคำนับฟ้าดิน”


“สองคำนับบิดามารดา”


“สามีภรรยาคำนับกันและกัน”


เมื่อสิ้นเสียงสุดท้ายของท่านลุงลั่ว  อ๋องแปดหันหน้าไปคำนับพระชายา จ้องมองอยู่ครู่ก่อนจะโน้มตัวก้มศีรษะ เสียงยินดีปรีดาจากรอบข้างดังขึ้นอีกครา จากนั้นจึงเริ่มพิธียกน้ำชาใส่ผลท้อแห้ง เมื่อยกน้ำชาให้กับผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแล้วจะมีผู้ยกน้ำชาแก่อ๋องแปดและมู่หรงตั๋วซีให้จิบร่วมกัน ไม่ทันจะยกดื่มจนหมด เกิดเสียงอึกทึกจากด้านนอกตำหนักดังขึ้น เสียงฝีเท้าหนักแน่น


“เกิดอะไรขึ้น”ผู้คนในงานต่างงุนงง ท่านลุงลุกขึ้นยืน เสียงมโหรีเงียบลง ร่างของขุนพลร่างใหญ่เดินเข้ามาก้มคำนับทะมัดทะแมงส่งเสียงหนักแน่น


“ขอประทานอภัยท่านเสนาบดีลั่ว นายท่านมู่หรง ข้าน้อยมาจากด่านซีหนิง ยามี้มีจดหมายเรียกตัวท่านแม่ทัพมู่หรงให้กลับค่ายเป็นการเร่งด่วน”สิ้นเสียงของขุนพล ภายในงานเริ่มสับสน


อ๋องแปดนิ่งงัน หันมองไปที่ ‘พระชายา’อย่างตกใจ ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นตัดสินใจรวดเร็วดึงเอาผ้าคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าได้รูป ดวงตาเรียว ไม่ทันได้พินิจอย่างถี่ถ้วน มู่หรงตั๋วซีก็หันไปก้มคำนับให้แก่บุพการีที่อยู่ทางด้านหน้า


“มีคำสั่งให้ข้ากลับไปประจำการ ยามนี้คงมีศัตรูโจมตีชายแดน ข้าขออภัยที่ต้องออกจากพิธีอภิเษกก่อนถึงช่วงยกน้ำชาและเข้าหอ”


“ได้ ข้าไม่ขัด”ท่านลุงลั่วเอ่ยแทน ขณะที่ผู้เฒ่าจากสกุลมู่หรงต่างยินดีให้ออกจากงาน หลี่เว่ยได้แต่ยืนงงงัน งานแต่งหนนี้ราวกับเป็นเรื่องตลก มู่หรงตั๋วซีหันมามองเขาอยู่ครู่ ชะงักร่างราวกับตัดสินใจไม่ถูก แต่ขุนพลเร่งรัดให้รีบเดินทาง จึงก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางหน้าประตูใหญ่


“เอาล่ะ อย่างไรถือว่าเป็นกรณีเร่งด่วน เราถือว่างานมงคลเสร็จสิ้น เริ่มงานเลี้ยงได้”ท่านลุงกล่าว อ๋องแปดได้แต่คล้อยตามเพราะไม่อยากเสียหน้า ขันทีคนสนิทเข้ามาเชิญไปร่วมงานเลี้ยงทั้งที่เขาไม่คิดอยากจะเฉลิมฉลอง


“ข้าอยากดื่มสุราให้เมาดับเดือนดับตะวัน”


“ท่านอ๋องอย่าหัวเสียพ่ะย่ะค่ะ อีกเดี๋ยวพวกเขาก็ลืมเลือนเรื่องนี้กัน”ขันทีโม่ปลอบใจ ขณะที่เขาได้แต่รับหน้าแขกเหรื่อในงาน บ้างก็เข้ามาแสดงความยินดี หลี่เว่ยเอ่ยจริงอยากร่ำสุราให้มึนเมาดับความอัปยศในวันนี้


มู่หรงตั๋วซีไปนำทัพเกือบเก้าวันเต็ม กระทั่งอีกฝ่ายมาถึงตำหนักก็ชักดาบออกมาเพื่อข่มขู่หลี่เว่ยถึงเตียง การกระทำอุกอาจเหลือเกิน  


หลังผ่าน‘การปรนนิบัติ’ชายาผู้อุจอาจจนปลอดโปร่ง เมื่อเรียกบ่าวรับใช้มาเก็บกวาดห้อง มู่หรงตั๋วซีเดินหายจากห้องนอน เดาได้ว่าคงไปชำระร่างกายให้สะอาด หลังฉากบังตาสูงท่วมศีรษะ อ๋องแปดหลี่เว่นเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ ผ้าแพรสบายตัวคลุมทับด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่ไร้ลายปัก ขันทีโม่ยื่นสายรัดผมมาให้


“ตั๋วซีอยู่ที่ใดแล้ว”


“กำลังแช่ตัวอยู่ในบ่อน้ำในสวนพ่ะย่ะค่ะ...ท่านอ๋องได้รับบาดเจ็บหรือไม่”


“ไม่…”หลี่เว่ยแค่นเสียง แค่รู้สึกว่าตนพลาดท่า ทำตัวเป็นสุนัขโง่งม ยกมือลูบปลายคางอย่างครุ่นคิด ว่าไปแล้วรสชาติของอีกฝ่ายยังติดอยู่ในปาก กลิ่นหอมบุรุษยังติดอยู่ปลายจมูก ต่อจากนี้ชีวิตหลังแต่งงานคงยากลำบากถูกกดขี่จากพระชายา อา...น่าละอายจริงๆ เขานึกภาพเหล่านั้นออก แม่ทัพผู้นั้นต้องเข้ามาควบคุมวังฉางจี๋และทำตัวเป็นใหญ่เหนืออ๋องเช่นเขา


นึกเดาจิตใจของแท่ทัพผู้นั้นไม่ออก น่ากลัว ๆ เป็นบุรุษที่อารมณ์ร้ายไม่น้อย


หลังมวยผมไว้ครึ่งศีรษะ สวมกวานเงินเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกจากฉากกั้น ห้องนอนสะอาดดีดังเดิม เตียงนอนถูกเปลี่ยนผ้าไปแล้ว กลายเป็นสีแดงมงคล ทั้งยังวางแจกันดอกไม้ข้างเตียง ไม่ทันจะอ้าปากถามสิ่งที่สงสัย ประตูห้องเปิดออก มู่หรงตั๋วซีเดินเข้ามาอย่างผ่าเผยราวกับเจ้าของตำหนัก อาภรณ์บนเรือนกายทำให้แปลกตา ผ้าไหมสีกลีบบัวอ่อนเงางาม คุมทับด้วยเสื้อคลุมสีม่วงปักลายเมฆา


“ข้าเดินทางมาหาเจ้าก็เพื่อสานต่องานอภิเษก กราบไหว้ฟ้าดิน บิดามารดาแล้วแต่มิทันได้ส่งตัวเข้าหอก็ถูกเรียกไปนำทัพเสียก่อน อย่างไรทำให้ถูกต้องถือว่าเป็นเรื่องดี ไม่เสียหายอะไร”มู่หรงตั๋วซียิ้ม ทว่าดวงตานิ่งสงบ ปรายตามองไปยังขันทีข้างกายของ‘สวามี’นิ่งๆ โบกมือให้ออกจากห้องไป


“งั้นหรือ...มิคิดว่าเจ้าจะเป็นคนละเอียดอ่อน”อ๋องแปดมีสีหน้ากระอักกระอ่อน เมื่อครู่ก่อนก็ผ่อนคลายไปแล้วมิใช่หรือ จ้องมองพระชายาอย่างละเอียด ดูไปก็ไม่เลว ทว่าฝักดาบที่คอยถือไว้ดังของล้ำค่านั้นชวนไม่สบายใจ


“ฮ่ะๆ ข้ามิได้ต้องการนอนร่วมหมอนกับท่านอ๋องนักหรอก ก็แค่...อยากหาอะไรสนุกสนานทำบ้าง ที่ค่ายทหารพวกเขาล้วนเร่งรัดให้ข้าเดินทางกลับเพื่อมาหาเจ้า เพราะเข้าใจอารมณ์ของบุรุษด้วยกันดี”มู่หรงตั๋วซีหัวเราะแปลกๆ อ๋องแปดหลี่เว่ยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีนิสัยยินดีในโชคร้ายของผู้อื่น เพียงแค่นึกสนุกเท่านั้น


“ตามใจเจ้าเถิดอยากทำอะไร ข้าไม่ขัดเจ้าหรอกตั๋วซีเอ๋อร์”อ๋องแปดเอ่ยเรียกอย่างสุภาพ แม่ทัพหนุ่มยกคิ้วสูง เพราะอายุที่มากกว่าหลายปีนัก แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อเจ้าตัวมีตำแหน่งเป็นพระชายา เขาไม่เรียก ‘น้องตั๋วซี’ก็ดีเท่าไรแล้ว ทั้งที่ใจจริงเขานึกอยากลองแกล้งเอ่ยเรียกดูบ้าง แต่อีกฝ่ายถือดาบอยู่จึงไม่เสี่ยงให้หัวหลุด


อ๋องแปดหลี่เว่ยเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวยาวสำหรับดื่มน้ำชา


“ข้ามีของฝากมาให้ท่านอ๋องด้วย แถวนั้นมีเครื่องประดับงามๆตั้งมาก”มู่หรงตั๋วซีเดินมานั่งข้างๆ ล้วงหยิบถุงผ้าเล็กๆในอกเสื้อออกมา หลี่เว่ยวางตัวไม่ถูกนัก เพราะยังคาดเดานิสัยใจคอของแม่ทัพผู้นี้ไม่ออก


“ข้ามิชอบของงามๆ...แต่ถ้าตั๋วซีเอ๋อร์ให้ ข้ายินดีรับ”อ๋องแปดแม้ไม่ยินดี แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้ม  จ้องมองอีกฝ่ายนำของฝากมาออกมา มู่หรงตั๋วซีเข้ามาคว้ามือของเขาและวางสร้อยข้อมือสีดำห้อยกระพรวนสลับกับหินหลากสี อ๋องแปดหลี่เว่ยจ้องมองสร้อยข้อมือในฝ่ามืออย่างฉงน แม้จะเป็นเครื่องประดับแต่ก็ไม่อ่อนหวาว เขาหยิบมาสำรวจอย่างใกล้ชิด


“เป็นงานฝีมือจากแคว้นหลู ถือว่าเป็นของขวัญจากชายาก็ย่อมได้”มู่หรงตั๋วซีกล่าวเรียบๆ สีหน้าไม่ปรากฏอารมณ์ใดอย่างเคย อ๋องแปดมองอย่างสังเกตนึกใคร่ครวญเกี่ยวกับอีกฝ่าย


“เจ้าต้องการอะไรจากข้ากันแน่”


“ข้าหรือ แม่ทัพเช่นข้าจะต้องการสิ่งใดจากท่านอ๋องได้ กระทำตามรับสั่งจากฝ่าบาท สมรสพระราชทานคิดว่าข้ายินดีรับมากหรือไร แต่ในเมื่อตอบรับราชโองการแล้ว แม่ทัพเช่นข้าคืนคำมิได้”


“เจ้าตอบรับราชโองการในฐานะแม่ทัพ”


“ถูก...แต่ยามนี้ข้ามาอยู่ในวังฉางจี๋อ๋องแล้ว ย่อมหมายถึงมู่หรงตั๋วซีผู้นี้ถือเป็นชายาท่านอ๋องและเจ้านายใหญ่ในตำหนักแห่งนี้”มู่หรงตั๋วซีจดจ้องบุรุษข้างกาย ท่านอ๋องผู้นี้ยังคงไม่คิดเชื่อใจไม่ต่างจากที่คาดเดาไว้ อย่างไรอ๋องแปดก็ไม่ใช่บุรุษโง่งมเพียงนั้น เขาเอ่ยความจริงที่รับราชโองการก็เพราะบัญชาจากฮ่องเต้หลี่เหวิน สิ่งเดียวที่ทำได้คือยินยอมแม้ไม่ยินดี


“อา...เจ้าเป็นชายาของข้า”อ๋องแปดเอ่ยย้ำให้แน่ชัด ขมวดคิ้วอย่างจริงจัง พินิจไปทั่วใบหน้าของมู่หรงตั๋วซี อีกฝ่ายไม่ใช่บุรุษหล่อเหลามากมาย เพียงแต่ว่าให้อารมณ์เด็ดขาดและดุดัน เฉกเช่นสายตาในยามนี้ แม่ทัพหนุ่มตวัดตามองแล้วค่อยผุดยิ้ม


“ถูกต้อง...หรืออยากให้ข้ารับตำแหน่งอื่น”มู่หรงตั๋วซีมีอารมณ์ขัน แววตาเป็นประกาย อ๋องแปดส่ายศีรษะโดยทันที รีบตอบคำ


“ไม่ ๆ อ๋องแปดเป็นสวามีของเจ้า ตั๋วซีเอ๋อร์เรียกข้าว่าอาเว่ยเถิด จะได้สนิทสนมกันมากขึ้น”


“เจ้าอายุน้อยกว่าข้า มองหน้าเจ้าที่ไรก็เห็นแต่เสี่ยวเว่ยทุกคราไป”แม่ทัพหนุ่มกล่าวราบเรียบ สายตาคมดังเหยี่ยวจ้องมองอยู่นานจนทำให้กระอักกระอ่วนไม่น้อย  


“ยามนี้ข้าเติบโตแล้ว...เจ้าเอ่ยราวกับว่าเคยเจอข้าบ่อย”อ๋องแปดนึกสงสัย เหลือบมองอย่างสังเกต มู่หรงตั๋วซีแค่โคลงศีรษะ ไม่ได้ตอบคำใด แค่เอื้อมมาสวมใส่สร้อยข้อมือให้ด้วยสีหน้าราบเรียบ


“สร้อยเส้นนี้ถือว่าเป็นของขวัญจากข้า…”


“ขอบคุณเจ้ามาก”อ๋องแปดเอ่ยด้วยความมึนงง ไม่เข้าใจอารมณ์ของแม่ทัพหนุ่มอย่างยิ่ง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดาใจมิถูก


“แต่งงานทั้งที ท่านอ๋องไม่เตรียมของให้ข้าบ้างเลยหรือ...”ดวงตาเรียวของมู่หรงตั๋วซีจ้องเขม็ง หลี่เว่ยจึงนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้จัดเตรียมของขวัญสักชิ้น เค้นสมองเพื่อโต้ตอบสักประโยคโดยให้ฝ่ายนั้นพึงพอใจ


“แล้วตั๋วซีเอ๋อร์ต้องการสิ่งใดหรือ...ข้าไม่ขัด”


มู่หรงตั๋วซียกคิ้วสูงอย่างประหลาดใจ ใช้เวลาครุ่นคิดถึงสิ่งที่ต้องการ


“ท่านอ๋องต้องรับปากข้าก่อน หากว่าข้าร้องขอท่านแล้วจะไม่คืนคำ”


คำตอบของอีกฝ่ายทำให้หลี่เว่ยเคร่งเครียด หากว่าเอ่ยโดยไร้ความคิดละเอียด อาจเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อมก็เป็นได้ เขามองหน้าแม่ทัพหนุ่มอยู่นาน ความเงียบทำให้ความเคลื่อนไหวในห้องนิ่งสนิท


“หากว่าคำร้องของตั๋วซีเอ๋อร์ไม่ทำร้ายข้า...ข้าก็ยินดีหามามอบให้เจ้า”


แม่ทัพหนุ่มเหลือบมองคู่สนทนาอย่างสนใจ ‘ทำร้าย’หรือ เขายังคิดไม่ออกว่ามีสิ่งใดจะทำร้ายอีกฝ่ายได้ นึกย้อนไปถึงพระบัญชาจากฮ่องเต้แล้ว ‘ข้าเพียงหวังแต่ว่าท่านแม่ทัพมู่หรง จะดูแลน้องชายข้าให้ดี ปราบเขาให้อยู่กับร่องกับรอยที’


อีกนัยหนึ่งคือ‘ดูแล’อ๋องแปดให้ดี สั่งสอนให้อีกฝ่ายอยู่ในกฎในกรอบ แม้ว่าที่ซีเจียงจะห่างจากวังหลวงเป็นพันเป็นหมื่นลี้ แต่ยังมีคนของฮ่องเต้คอยสอดส่องความคืบหน้า


“ยังคิดมิออก ไว้ถึงคราวที่ข้าคิดได้ ข้าจะทวงเอากับท่านอ๋องสักวัน”มู่หรงตั๋วซีกล่าว ก่อนจะเอื้อมไปหยิบปั้นชาออกมารินใส่ถ้วยเพื่อดื่มแก้กระหาย ขณะที่อ๋องแปดขยับกายเข้ามาใกล้ชิด จนร่างกายสัมผัสเสียดสีกันได้ แม่ทัพหนุ่มไม่ทันได้ดื่มชาหมดถ้วยต้องรีบวางลงกับโต๊ะตัวเล็ก


“อะไรของท่าน”


หลี่เว่ยเข้าไปจดจ้องสำรวจมู่หรงตั๋วซีด้วยใจนึกสนุก ยามนี้ฝักดาบยังวางแนบโต๊ะไม่ถูกหยิบจับ จึงกล้ากระทำเช่นนี้


“แปลกนัก ว่าไปแล้วเจ้าก็เคยอยู่ในราชสำนักมาก่อน ยามนั้นข้ายังอยู่ในวังหลวง ตั๋วซีเอ๋อร์เคยเจอข้ามาก่อนหรือไม่”อ๋องแปดเข้าไปรวบตัวอีกฝ่ายมากอด มู่หรงตั๋วซีมีท่าทีตระหนก ไม่ทันจะคว้าฝักดาบข้างโต๊ะนั่ง กลับถูกแขนของอ๋องแปดรวบไว้ไม่ให้ขยับได้ กลายเป็นว่าแม่ทัพหนุ่มตกอยู่ในอ้อมแขนอย่างขัดขืนไม่ได้ เรี่ยวแรงของท่านอ๋องมีมากไม่น้อย อาจมากกว่าที่คาดคะเนไว้เสียอีก


“ท่านอ๋องคงละเมออยู่กระมัง ยามนั้นข้าอยู่ในราชสำนักก็จริง แต่มิเคยเจอหน้าเหล่าองค์ชายสักหน”


“จริงหรือ...เห็นทีข้าต้องไปถามเอากับฝ่าบาท”หลี่เว่ยหัวเราะอย่างชอบใจ กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเริ่มออกแรงมากกว่าเดิม แม่ทัพผู้นี้แข็งแกร่งจริง ๆ


“ปล่อยข้า”


“อย่าใจร้ายกับข้านักเลย อย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยกันไปจนเฒ่าจนแก่”อ๋องแปดเอ่ยต่อ แกล้งดันจมูกเข้าใกล้ใบหน้าของอีกฝ่าย เมื่อร่างกายสะอาดสะอ้านดีหลังอาบน้ำ มู่หรงตั๋วซีมีกลิ่นหอมติดตัว


“หากมิอยากแขนขาดท่านอ๋องเลิกเล่นเสีย มิเช่นนั้นข้าเอาจริง”แม่ทัพหนุ่มกระซิบ หลี่เว่ยชั่งใจเล็กน้อย คลายอ้อมแขนลงช้าๆ ได้ยินอีกฝ่ายถอนหายใจยาวออกมา


มู่หรงตั๋วซีคว้าฝักดาบไว้ในมือ หันมองอย่างคาดโทษ หลี่เว่ยทำได้แค่ไหวไหล่ เอื้อมไปหยิบถ้วยชาของอีกฝ่ายที่ดื่มเหลือไว้อย่างไม่นึกรังเกียจ


แม่ทัพหนุ่มเม้มปากแน่น คิดอยากกระชากดาบออกมาฟันมือของอีกฝ่ายให้เลือดอาบ ได้แต่อดกลั้นอารมณ์


“ท่านอ๋องยังฝึกดาบฝึกขี่ม้าอยู่หรือไม่ เป็นถึงชินอ๋อง อย่างไรต้องเก่งกาจไม่ใช่หรือ”


อ๋องแปดนิ่งคิด “ข้าฝึกขี่ม้ายิงธนูยามว่างเท่านั้น มิได้สวมเกราะออกรบ”


“อืม...เห็นทีท่านอ๋องต้องขยันให้มากขึ้น หากถึงคราวกลับวังหลวง พิธีต้าเซ่อลี่**จะได้ไม่อายผู้อื่น”


หลี่เว่ยส่งเสียงในลำคอ งานพิธีเหล่านั้นไม่ทำให้คิดอยากกลับวังหลวงนัก แม้จะมีตำแหน่งเป็นชินอ๋องแต่ไม่ยินดีที่จะมีอำนาจในมือ อดทนยอมให้ผู้คนหัวร่องอหงายความไร้อำนาจบารมีของเขาไปเรื่อยๆ หลี่เว่ยก็มีความสุขดี เพิ่งอายุยี่สิบแต่งตั้งชายาเอกเข้าวังโดยไม่ทันร้องขอ นับเป็นวาสนาดีของเขาหรือไม่!


ก้มมองสร้อยบนข้อมืออย่างใคร่ครวญ หรือชายาเอกของเขาจะไม่เลวร้ายดังคำร่ำลือ อ๋องแปดนึกย้อนไปถึงวันที่ได้รับราชโองการจากฮ่องเต้ อ๋องแปดยังทำใจให้เชื่อได้ยากว่ามู่หรงตั๋วซีจะยินยอมเป็นชายาของเขาเพราะราชโองการ แต่ก้มมองสร้อยข้อมือแล้วเห็นความจริงใจของอีกฝ่าย


“เจ้าเป็นคนประเภทใดกันแน่”


“อยากให้ข้าเป็นเช่นไร แล้วแต่ท่านอ๋องจะปฏิบัติตัวต่อกัน”มู่หรงตั๋วซีตอบ เห็นอ๋องแปดจ้องมองอยู่นาน อีกฝ่ายอ่านง่ายยิ่งนัก แววตาแสดงความรู้สึกชัดเจน สมัยที่อ๋องแปดยังไร้ตำแหน่งชินอ๋อง ยามนั้นเป็นองค์ชายแปดที่โดดเด่นไม่เบา กระทั่งการสิ้นพระชนม์ของฉู่กุ้ยเฟยทำให้อีกฝ่ายเสียหลักไป


เป็นไปได้หรือไม่เล่า ที่องค์ชายผู้ปราดเปรื่องจะแปรเปลี่ยนเป็นอ๋องผู้โง่งมเช่นนี้


“อา เช่นนั้นข้าจะเป็นสามีที่ดี ถนอมน้ำใจตั๋วซีเอ๋อร์ให้มาก”อ๋องแปดยิ้มแย้ม รู้สึกผ่อนคลายลงมาก

“หึ ดี ข้าจะทำตามหน้าที่ของชายาให้ดี ควบคุมตำหนักแห่งนี้ให้เป็นระเบียบ เริ่มจาก...ท่านอ๋องเป็นอันดับแรก”มู่หรงปรายตามอง หลี่เว่ยย่นคิ้ว สีหน้างุนงงชัดเจน


“เจ้าจะทำอะไร”


“นับแต่นี้ ท่านอ๋องต้องเลิกไปเข้าหอสังคีต งดดื่มสุรา หันไปศึกษาตำราเสีย เป็นถึงชินอ๋องแต่กระทำตัวไม่น่านับถือเช่นนี้ ข้าจะไร้บารมีไปด้วย”


“เจ้าปากคอเราะร้ายอย่างยิ่ง ที่แท้ห่วงแต่หน้าตนเอง...”


ไม่ทันไร แม่ทัพหนุ่มก็แสดงแสนยานุภาพอีกครา กำฝักดาบในมือแน่น ขณะที่มืออีกข้างจับอยู่ที่ด้ามเตรียมจะชักออกมา อ๋องแปดผงะเล็กน้อย


“เลือกเอาอยากสู้กับข้าสักกระบวนท่าหนึ่งหรือไม่”มู่หรงตั๋วซีเอ่ยราบเรียบ แววตาดังเหยี่ยวจ้องเหยื่อ คิ้วของอีกฝ่ายเฉียงขึ้นขับให้ดุร้ายเหมือนสัตว์ป่า


ชายาของเขาดุดั่งสัตว์ป่า อ๋องแปดยินยอมง่ายดาย


“ตกลงๆ ข้าจะปฏิบัติตัวให้ดี”


แม้รู้สึกแปลกพิกลที่ถูกอีกฝ่ายข่มอำนาจ เสียงดาบเสียบกลับเข้าไปในฝักดังฉับ แม่ทัพหนุ่มลุกขึ้นยืนวางมือบนบ่ากดย้ำแน่น ก้มมองอ๋องแปดด้วยสายตาของผู้ชนะ นึกอยากทดสอบคนผู้นี้ดูอีกสักครา


“อย่างแรก ท่านอ๋องอายุน้อยกว่าข้า อย่างไรทำพิธียกน้ำชาอีกรอบ เคารพข้าจึงเป็นการดี”


“นี่เจ้าอยากจะสานต่อพิธีอภิเษกหรอกหรือ”อ๋องแปดถามทันที เงยมองแม่ทัพหนุ่มด้วยใจเต้นระทึก คิดนำหน้าไปถึงช่วงเข้าหอ ตั๋วซีเอ๋อร์เองก็ใช่ว่าจะบุรุษไม่รู้ประสีประสา เหตุการณ์เมื่อครู่ก่อนตอกย้ำได้ดีว่าอีกฝ่ายมีพิษสงไม่เบา


ทว่าฝ่ามืออุ่นเข้ามาแตะข้างแก้มเบาๆราวกับเตือนสติให้เลิกฟุ้งซ่าน


“แน่นอน ข้าเองก็อยากให้ท่านอ๋องได้สมปรารถนา ได้ยินว่าท่านเมาสุราทั้งวี่ทั้งวัน”มู่หรงตั๋วซีกระตุกยิ้ม ละมือจากแก้มของอ๋องแปด เดินไปนั่งที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามแทน


มิใช่เพราะตั๋วซีเอ๋อร์หรอก ที่ต้องร่ำสุราจนเมามาย เพราะความอดสูต่างหาก อย่างไรพิธียกน้ำชาก็ถือเป็นหนึ่งในพิธีอภิเษก การ ‘เคารพ’ภรรยาเป็นเรื่องที่ดี จากนั้นจึงสั่งให้ขันทีโม่เตรียมชาและผลไม้แห้งสำหรับชงชามาให้พร้อม ใช้เวลาเตรียมเครื่องใช้ไม่นาน ถาดน้ำชาถูกตั้งไว้ที่โต๊ะตัวยาว


“หวังว่ารสชาติจะดี”


“ชีวิตคู่ของเราย่อมหวานดังชาถ้วยนี้”อ๋องแปดยิ้มกริ่ม ทว่าในใจดุจมีไฟลุกไหม้ แม่ทัพผู้นี้คอยแต่วางอำนาจ เห้นเขาเป็นขุนพลในกองทัพหรือไร ถึงใจจะผรุสวาทต่ออีกฝ่าย ถาดน้ำชาวางอยู่ตรงหน้า ขณะที่มีสายตาของแม่ทัพหนุ่มมองตามอย่างตั้งใจ กลิ่นชาดิบลอยแตะจมูก สองมือของหลี่เว่ยกลับเคลื่อนไหวอย่างชำนาญ หลังลวกกาดินเผาด้วยน้ำร้อนจัด จากนั้นคีบใบชาใส่ลงไป ลวกน้ำชาไปหนึ่งรอบก่อนค่อยเททิ้ง แล้วเติมน้ำเพื่อชงชาอีกครั้ง


หลี่เว่ยคีบผลไม้แห้งใส่ลงไปในปั้นชาอีกใบ เพื่อให้ชามีรสหวานขึ้น และเพื่ออวยพรให้คู่สมรสมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิต เขาไม่รู้ว่ามู่หรงตั๋วซีชอบดื่มชาชนิดใด แต่เขาใส่ผลทูกท้อแห้งลงไป จากนั้นจึงรินใส่ถ้วยชาใบเล็ก


“เชิญ”อ๋องแปดยื่นถ้วยชาร้อนไปให้ กลิ่นชาผสมกับลูกท้อแห้งลอยกรุ่นทั่วห้อง มู่หรงตั๋วซีนั่งอยู่อีกฝั่งเพียงแค่จ้องมองนิ่งๆ สีหน้าเรียบเฉย ก่อนรับชาไปจิบ


“อืม...ค่อนข้างจะเข้มไปหน่อย แต่ถือว่าใช้ได้”มู่หรงตั๋วซีกล่าว ปรายตามองอ๋องแปดอย่างพิจราณา ฝีมือการชงชาถือว่าดี หลี่เว่ยเชี่ยวชาญด้านงานศิลป์ การเล่นดนตรีมากกว่าเก่งกาจด้านการเมือง และการทหาร


“เชิญท่านอ๋องดื่มชาร่วมกัน”จิบไปครึ่งเดียวก่อน ยกน้ำชาให้หลี่เว่ย อ๋องแปดรับถ้วยชามาจ้จองมองครู่เดียว ก่อนจะยกดื่มจนหมดถ้วย  ถือว่าดื่มชามงคลร่วมกันถือเป็นการอวยพรในชีวิตแต่งงาน เขาเหลือบไปมองฝ่ายตรงข้ามอย่างอดทนรอ หลังดื่มชาหมดแล้ว ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำสนทนา


“ก่อนจะถึงคืนเข้าหอ ข้าอยากทดสอบท่านอ๋องสักเรื่องหนึ่ง”


“เรื่องใดหรือ”อ๋องแปดใจเต้นขึ้นมา เมื่อได้ยินเช่นนี้


“ช่วยฝึกดาบกับข้าสักครึ่งชั่วยามได้หรือไม่ ถือว่าเป็นเกียรติแก่ชายาเช่นข้าก็แล้วกัน”มู่หรงตั๋วซียิ้ม เพียงครู่เดียวก็กลับมาตีหน้าเรียบเฉยดังเดิม ความนึกคิดเรื่องสนุกสนานของอ๋องแปดมลายหายไปโดยพลัน รอยยิ้มค้างเติ่งบนใบหน้า หลี่เว่ยหุบปาก ลูบคางอย่างครุ่นคิด เหตุใดชายาชองเขาต้องใช้วิธีโหดร้ายด้วย


“เห็นข้าเป็นขุนพลของเจ้าหรือ”


“เปล่า เพราะท่านอ๋องเป็นสวามีของข้า ข้าถึงได้อยากปะมือด้วยสักครั้ง มิได้หรือ...”แม่ทัพหนุ่มยกเลิ้วสูง สีหน้าราวกับผิดหวังอย่างแสร้งทำ ฝ่ายนั้นประสานมือเข้าหากันอย่างรอคอย หลี่เว่ยใตร่ตรองอยู่เงียบๆ อีกฝ่ายคิดเอาจริงหรือแค่อยากปะมือหาคู่ฝึกซ้อม


 หรือชายาของเขากำลังทดสอบอะไรบางอย่างงั้นหรือ พละกำลัง? อา...หลี่เว่ยเองก็มีพละกำลังแฝงตั้งมากมาย


“ได้ ข้าจะเป็นคู่มือปะดาบให้ตั๋วซีเออร์เอง”หลี่เว่ยยิ้ม ชีวิตหลังอภิเษกของเขาดูท่าจะแตกต่างจากผู้อื่น ทั่วร่างอาบไปด้วยความตื่นเต้น ตั๋วซีเอ๋อร์อาจมีความชมชอบแปลกๆก็เป็นได้





*ชายรักชาย

**เป็นพิธียิงธนูหลวง ในตำราอี๋หลี่ (儀禮) หรือตำราจรรยาพิธีกรรม เป็นหนึ่งในตำราทั้ง 3 ว่าด้วยพิธีกรรมและแนวทางมารยาทจรรยาของสำนักขงจื๊อ  ในพิธียิงธนูหลวงแต่เดิมฮ่องเต้และเจ้านายฝ่ายในจะเสด็จมาเป็นประธาน มีการขับมโหรีหลวงคลอไปตลอด หากใครยิงเข้าตรงเป้าจะได้รับพระราชทานรางวัล ใครยิงพลาดเป้าก็ยังจะได้รับน้ำจัณฑ์พระราชทาน

 


***************************
มาอัปบทที่1 ค่ะ หวังว่าจะสนุกกับตอนนี้นะคะ รู้สึกกังวลว่าจะแต่งออกมาแล้วไม่สนุก เรื่องนี้ไม่มีเรื่องซีเรียส ลึกลับซับซ้อนอะไร
ฝากเอาใจช่วยอ๋องแปดด้วยนะคะ แม่ทัพเป็นคนไม่อ่อนโยน 555 เราใช้แท็ก --> #ชายาของข้าเป็นแม่ทัพจริงหรือ เข้าไปหวีดกันได้ค่ะ
ขอบคุณค่า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #27 l'm The FLASH (@chiv_dk) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 01:10
    สนุกมากกกกกกค่ะ ติดตามเลยยย
    #27
    0
  2. #25 Weetaime (@Weetaime) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 23:35
    สาหนูกกกกกกก
    #25
    0
  3. #17 เพ่ยฮว๋า (@0876854069) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 18:32
    ฝึกดาบๆ
    #17
    0
  4. #12 -reader- (@-reader-) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 19:10
    ฝึกดาบอันไหนเหรอ?
    #12
    0
  5. #11 หมูหวาน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 19:09

    รอตอนต่อไปนะคะ เปิดเรื่องมาได้แปลกดีค่ะ เรื่องนี้ต้องสนุกแน่ๆ

    #11
    0
  6. #10 Pinkdao (@Pinkdao) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 17:49
    ฝึกดาบกันจะเป็นอย่างไรน้า
    #10
    0