V I C I O U S

ตอนที่ 6 : Chapter 06 ― Vegetable

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    26 พ.ค. 63

 

Chapter 6

Vegetable

 

 

สามวันแล้ว ยังไม่มีวี่แววของรูคแม้แต่เงา

ถ้ำใต้ภูเขาเมานาโลอากว้างยาวราวไร้จุดสิ้นสุด บางแห่งเป็นเหวลึก บางแห่งมีน้ำผ่าน อากาศไหลวนเวียนไม่เคยหยุดนิ่ง ซ้ำยังคดเคี้ยววกวนยิ่งกว่าวงกต ยากจะตามร่องรอยใดๆ ให้ต่อเนื่อง

ยิ่งนานวัน บาบัคก็ยิ่งร้อนใจ จิ้งเหลน จิ้งจก และกิ้งก่าน้อยใหญ่ที่อาศัยในถ้ำถูกส่งไปช่วยตามหาเจ้าลาสีดำอีกแรง ในขณะที่ตัวมันไม่สามารถออกไปไหนได้ เพราะต้องคอยจับตาดูเจ้านายอย่างใกล้ชิด

ท่านอมารันท์ของมันกำลังแย่...

ภายใต้ชายกระโจมผ้าที่ถูกตลบขึ้นสูง มังกรหนุ่มกำลังเอนหลังพิงกองผ้าหนานุ่ม ร่างงามทอดกายเอกเขนกแลดูผ่อนคลายระคนเกียจคร้าน ทว่าเมื่อยกถ้วยทองคำแวววาวขึ้นจิบน้ำอุ่น มืออ่อนแรงข้างนั้นกลับสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด

กิ้งก่าหนามตัวป้อมคืบเข้าไปใกล้ สังเกตเห็นวงหน้าซีดขาวแทบไร้สีเลือด นัยน์ตาคู่สวยอิดโรยและแดงก่ำ ริมฝีปากแห้งแตกเหมือนดินหน้าแล้ง สภาพเหนื่อยล้าคล้ายจะทนไม่ไหวอยู่รอมร่อ

สาเหตุก็ไม่ใช่อะไร…

เป็นเพราะตามหาลาตัวนั้นไม่เจอ เด็กชายที่ถูกส่งมาเป็นเครื่องสังเวยจึงยังไม่ได้กลับบ้าน อมารันท์มิอาจปล่อยให้เด็กตัวเล็กจิ๋วต้องประสบเคราะห์ร้ายที่นี่ได้ สุดท้ายจึงฝืนทนไม่ยอมหลับยอมนอนอยู่อย่างนี้

“ทนไหวไหมขอรับ ท่านอมารันท์”

อมารันท์หลับตาลงแล้วพยักหน้าช้าๆ

ตอนนี้ยังไหว แต่นานกว่านี้...เขาไม่แน่ใจ

ในตำนานเล่าขานอันเก่าแก่เกี่ยวกับมังกรไฟ พวกมนุษย์กล่าวหาว่าเขาทำเรื่องชั่วช้า ท้ายที่สุดจึงถูกพ่อมดข้างกายราชาวิกเชียสจองจำไว้ หลังตกอยู่ใต้อำนาจคำสาปจึงหลับลึกและตื่นขึ้นมาอาละวาดทุกๆ ร้อยปี

ใครเล่าจะรู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร

อมารันท์ถูกคำสาปจองจำเป็นเรื่องจริง เพียงแต่มิได้ถูกสาปให้หลับใหล เขาตื่นเมื่ออยากตื่น นอนเมื่ออยากนอน ยกเว้นเมื่อถึงเวลาอันสมควร คำสาปนั้นจะเข้าครอบงำ บีบบังคับให้เขาไร้สติสัมปชัญญะไปชั่วขณะ แล้วก็…บู้ม!

เวลานี้คำสาปกำลังออกฤทธิ์อยู่ มันทำให้เขารู้สึกง่วงงุนและอ่อนล้า คล้ายต้องการยึดครองสติของเขา หากไม่ต้านทานไว้ให้ดีแล้วเผลอหลับไป ภูเขาเมานาโลอาคงไม่แคล้วกลายเป็นนรกบนดิน

อมารันท์รู้ดี การอดทนอดกลั้นนี้ซื้อเวลาได้เพียงชั่วคราว ร่างกายเขาใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มที อีกไม่นานคำสาปจะทำให้เขาหมดแรงแล้วผล็อยหลับไปแน่

“ถ้าข้าหลับ…”

“ไม่ต้องห่วงขอรับ” บาบัครีบเอ่ย “ทันทีที่ท่านหลับ ข้าจะส่งสัญญาณเตือนให้บริวารในถ้ำรีบหลบหนี จากนั้นจะพาเจ้าตัวเล็กหนีไปยังที่ปลอดภัยขอรับ”

“อืม”

เมื่อเห็นบาบัครู้งานดี ความกังวลของเขาจึงคลายลง

มังกรหนุ่มรูปงามขยับกายเล็กน้อย ชะเง้อคอมองหาศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมสีดำยุ่งเหยิง เห็นเด็กชายขลุกอยู่กลางกองสมบัติใกล้ๆ ไม่ได้หายไปไหนไกลสายตา อมารันท์จึงเอนหลังลงแล้วพักผ่อนอย่างเกียจคร้านตามเดิม

ทางฝั่งซาซุม...

หนูน้อยกำลังสนุกสนานได้ที่ ท่ามกลางข้าวของระเกะระกะ ร่างกลมป้อมไล่ตะครุบอะไรบางอย่างบนพื้น

ในสายตาของซาซุม ‘มัน’ เป็นเงาสีดำสนิท ไม่มีรูปร่างแน่ชัด ประเดี๋ยวยาวเหยียดเหมือนงูเลื้อย ประเดี๋ยวเป็นก้อนกลมคล้ายลูกสัตว์ ประเดี๋ยวกลายเป็นอะไรไม่รู้ตัวใหญ่ยักษ์ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่ซ้ำแบบ

ที่แน่ๆ ‘มัน’ กำลังหยอกเย้าซาซุมอยู่

เมื่อเด็กชายไล่ตาม มันจะแกล้งถอยหนี พอซาซุมเหนื่อย มันก็เข้ามาอวดโฉมใกล้ๆ ในระยะเอื้อมถึง ทันทีที่ซาซุมหลงกลยื่นมือไปจะไขว่คว้า มันกลับสลายตัวออก เหมือนเม็ดทรายสีดำถูกลมหวดจนกระจัดกระจาย แต่ไม่นานก็หวนมารวมตัวกันใหม่ และเริ่มชักชวนหนูน้อยเล่นไล่จับต่อ

หนนี้ก็ไม่ต่างกัน...

‘มัน’ เลียนแบบรูปร่างของลูกสุนัข หมอบนิ่ง รอให้ซาซุมกระโดดมาตะครุบ แต่ด้วยความเชื่องช้าซุ่มซ่าม หนูน้อยจึงสะดุดชายเสื้อยาวรุ่มร่ามของตัวเองแล้วล้มหน้าคะมำไปเสียก่อน

เจ้าเงาสีดำปริศนาไม่รอช้า มันเปลี่ยนรูปร่างเป็นฝ่ามือคู่หนึ่ง ยื่นมารองรับศีรษะซาซุมไว้อย่างนุ่มนวล

แทนที่เด็กชายจะหัวร้างข้างแตก หน้าผากหนูน้อยกลับจมลงสู่มวลความชื้นเย็นเหมือนม่านหมอกยามเช้า ได้กลิ่นจางๆ อ่อนโยนราวสายฝน และสัมผัสได้ถึงตัวตนของ ‘มัน’ อย่างแจ่มชัด

นุ่มและชื้น…เหมือนดินอันอุดมสมบูรณ์

ความรู้สึกพิเศษบางอย่างบอกให้ซาซุมคว้าจับ ‘มัน’ ไว้ แต่ดูเหมือนจะสายเกินไป เพราะเมื่อลุกขึ้นได้อีกครั้ง เจ้าเงาดำปริศนาก็หายไปแล้ว

ซาซุมมึนงง มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร รอบตัวมีเพียงกองสมบัติกับอากาศหนาวยะเยือกที่ทำให้ร่างน้อยเริ่มสั่น

“ฮัดชิ้ว!” เด็กชายจามลั่น

บาบัคได้ยินเสียงเลยรีบวิ่งมาตาม

“จามใหญ่แล้ว รีบกลับไปผิงไฟเร็วเจ้าหนู”

หนูน้อยแสนว่าง่ายเดินเตาะแตะกลับไปที่กระโจม

สามสี่วันที่ติดอยู่ในถ้ำแห่งนี้ ซาซุมถูกเลี้ยงดูอย่างดี นอกจากจะกินอิ่มนอนหลับแล้ว หนูน้อยยังได้รับอิสระ สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ตามใจ จะหยิบสมบัติชิ้นไหนมาเล่นก็ไม่มีใครห้าม หากรู้สึกหนาวก็กลับไปนอนซุกตักอมารันท์

เมื่อเห็นซาซุมกลับมา อมารันท์ก็รู้หน้าที่ มือขาวซีดเปิดชายผ้าผืนหนาที่คลุมท่อนขาตัวเองขึ้น รอให้หนูน้อยคลานดุ๊กๆ มุดเข้ามานั่งซุกในโพรงผ้าอุ่นนุ่มหนีหนาว

พอเห็นแก้มขาวเปรอะเปื้อนดินมอมแมม อมารันท์จึงถาม “ดูหน้าเจ้าสิ มอมจนดูไม่จืด ไปเล่นอะไรมา”

จาจุมเย่นกะเพื่อน

หนูน้อยตบมือชอบใจแล้วยิ้มแป้นร่าเริง

ฉะหนุกมาก!

อมารันท์เห็นเด็กดูมีความสุขดีจึงไม่ว่าอะไร เด็กเล็กกับการเรียนรู้เป็นของคู่กัน ถึงจะสกปรกเลอะเทอะไปบ้างก็ไม่จำเป็นต้องดุว่า ขอแค่เจ้าตัวยุ่งไม่ทำอะไรเสี่ยงอันตรายก็พอแล้ว

เขาเรียกหาผ้าและน้ำอุ่นจากบริวารรับใช้ จากนั้นจึงเช็ดแก้มมอมด้วยผ้าชุบน้ำ ปากก็เอ่ยเตือนไปด้วยสักเล็กน้อย

“อย่าซนจนได้เรื่องเจ็บตัวล่ะ”

เห็นซาซุมไม่หือไม่อือ อมารันท์เลยพูดต่อ

“ถ้าร้องไห้งอแงขึ้นมา ข้าไม่ปลอบเจ้าหรอกนะ”

อมารันท์เอาจริงไม่ได้ขู่ นอกจากเลี้ยงดูตามสมควรแล้ว เขาไม่ได้ใจดีกับเด็กน้อยมากนัก เพราะอีกไม่นานก็ต้องส่งมันกลับคืนสู่หมู่บ้าน ซึ่งคงจะดีกว่า หากเขาไม่สร้างความผูกพันกับมันมากเกินไป หรือไม่มีความทรงจำใดๆ ให้มันหวนคิดถึง

จะหาว่าใจร้ายใจดำก็ได้ นั่นคือความจริง

ทุกวันนี้ที่คอยดูแลมันก็เป็นเพราะมหาบิดรขอไว้ เขาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียและไม่คิดอยากได้อะไรตอบแทนด้วย หวังแค่ว่าเมื่อเด็กกลับบ้านไปแล้ว มันจะลืมเรื่องถ้ำแห่งนี้ เติบโตอย่างปลอดภัย และใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขก็เท่านั้น

ใช้เวลาเช็ดถูไม่นาน ผิวซาซุมก็สะอาดดังเดิม เมื่อเห็นน้ำใสในอ่างทองคำกลายเป็นสีโคลนขุ่น เขาจึงให้บริวารนำน้ำไปเปลี่ยน ระหว่างนั้นก็ยกมือเท้าของเจ้าหนูมาตรวจดูอย่างละเอียด

ตอนมาถึงที่นี่ใหม่ๆ มือและเท้าของเด็กชายมีบาดแผลจากการเดินทางอย่างทรหด ทว่าผ่านมาสามสี่วัน แผลที่ดูน่ากลัวกลับสมานหาย เหลือเพียงริ้วสีแดงจางๆ ที่ไม่น่าจะทิ้งตำหนิไว้บนผิวขาว

แปลก...

อมารันท์ขมวดคิ้วงุนงง

เด็กคนนี้มีอะไรประหลาดเยอะเสียจริง

นอกจากแผลที่หายเร็วผิดปกติราวกับไม่ใช่มนุษย์ ดวงตาสีดำที่ใสแจ๋วเหมือนผิวน้ำก็ดูท่าจะไม่ค่อยดีนัก บาบัคผู้โชคร้ายจึงถูกเหยียบแบนไปหลายที แต่เขาคิดว่าเด็กไม่ได้ตาบอดสนิท ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เห็นว่ามันชอบสิ่งของสีแดงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเสื้อผ้าสีแดงที่เขาสวมใส่อยู่นี่ เจ้าตัวเล็กชอบคว้าไปกอดนักละ

อีกอย่าง...อยู่ด้วยกันมาหลายวัน เขาไม่เคยได้ยินเสียงมันสักแอะ เด็กน้อยไม่พูด ไม่ร้องไห้ ไม่หัวเราะ แต่ไม่น่าจะหูหนวก เพราะทุกครั้งที่เขาพูดคุยด้วย มันก็ดูเข้าใจดี เลยไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรตรงไหนกันแน่

“ข้างนอกมืดแล้วนะขอรับ” กิ้งก่าหนามโผล่หน้ามาแจ้ง

อมารันท์เองก็รู้สึกมาสักพักแล้วว่าอุณหภูมิในถ้ำลดต่ำลง ดวงอาทิตย์ข้างนอกคงตกดินไปแล้ว นั่นหมายถึงได้เวลาอาหารค่ำของเด็กเช่นกัน

“หิวหรือยัง” เขาถาม

หนูน้อยจับพุงตัวเองแล้วพยักหน้า

“งั้นไปหาอะไรกินกัน เจ้าจะได้รีบเข้านอน”

อมารันท์ตวัดผ้าที่คลุมอยู่บนร่างออกแล้วลุกขึ้นยืน ซาซุมเองก็ลุกตามแต่ยืนได้ไม่แข็งแรงนัก พอเห็นเจ้าตัวเล็กโอนเอนเจียนจะล้ม เขาจึงพยุงไว้จนร่างน้อยยืนได้ด้วยตัวเอง จากนั้นค่อยปล่อยมือ

“เดินดีๆ” เขาเอ่ยเตือนแค่นั้นแล้วเดินนำไป

ซาซุมเดินต้วมเตี้ยมตามชายผ้าสีแดงยาวลากพื้น บริเวณใกล้ๆ กระโจมมีกองไฟกองหนึ่งถูกจุดทิ้งไว้ พรมขนแกะที่ปูรองอยู่รอบๆ กองไฟถูกอาบไล้ด้วยแสงสีส้มอมแดงอันอบอุ่น

หนูน้อยนั่งรออยู่บนขนแกะหนานุ่ม ดวงตาจ้องมองเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ โทนสีแสดแดงที่อาบเคลือบไปทั่วบริเวณ ทำลายความมืดสลัวในสายตาซาซุม ภาพพร่าเลือนรอบตัวชัดขึ้นเล็กน้อย ทั้งหม้อใบใหญ่ ควันไฟ แก้วน้ำ และกิ้งก่าหนามที่ปีนขึ้นมาเกาะบนท่อนแขน ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีสิ่งใดชัดเจนและงดงามไปกว่าสีแดงจ๋วยๆ ของมันอีกแล้ว

อมารันท์นั่งคุกเข่าอยู่ข้างกองไฟ โซ่ล่ามคอส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งทุกครั้งที่ร่างสูงโปร่งเคลื่อนกาย ผมสีดำยาวทอดคลุมเรือนร่างสะโอดสะองราวกับสายน้ำตก อาภรณ์สีแดงเข้มขยับไปมายามที่มังกรหนุ่มกำลังก้มๆ เงยๆ ง่วนกับอาหาร

“ล้างมือหรือยังเจ้าหนู” บาบัครีบทัก

ซาซุมมองมือตัวเอง ไม่รู้ว่าล้างหรือยังจำไม่ได้

เจ้ากิ้งก่าหนามเห็นท่าทางนั้นเลยคิดเอาเองว่ายัง มันกวักอุ้งเท้าหน้าอย่างไว้ท่า กิ้งก่าคอแดงตัวหนึ่งจึงรีบกุลีกุจอคาบผ้าสะอาดมาส่ง ตามด้วยเต่าน้ำสองตัวช่วยกันหามอ่างทองบรรจุน้ำมาให้ซาซุมจุ่มมือลงไปล้าง

“เก่งๆ” บาบัคชม “ว่าง่ายน่ารักแบบนี้ น่าเลี้ยงไว้นานๆ นะขอรับ”

อมารันท์ไม่ได้พูดอะไร แค่เหลือบมองบริวารด้วยสายตาคมกริบ

“ไว้ขุนให้มันโตและอ้วนกว่านี้หน่อย เนื้อคงเยอะ อร่อยแน่—”

ยังพูดไม่ทันจบ บาบัคก็โดนจับโยนเข้าไปกองไฟเสียแล้ว

“ท่านอมาร๊านนนท์!” เจ้ากิ้งก่าหนามโวยวายเสียงหลง

หากเป็นกิ้งก่าธรรมดาตามป่าเขาคงไหม้เกรียมแล้ว แต่บาบัคกลับคลานออกมาเฉยๆ เหมือนไม่ทุกข์ร้อน ร่างที่มีหนามล้อมรอบสะบัดตัวแรงๆ ให้ไฟดับ ขี้เถ้าสีเทาหลุดร่อนออกจากเกล็ดเป็นผงๆ

“แหม ข้าแค่หยอกเล่นนิดหน่อยเองขอรับ”

มังกรหนุ่มยกยิ้มไม่ต่อความแล้วหันไปคุยกับเด็ก

“คราวหน้าอยากลองกินกิ้งก่าย่างดูไหม เจ้าตัวเล็ก”

ซาซุมมองเงาตะคุ่มๆ ของสัตว์เลื้อยคลานในบริเวณนั้น กิ้งก่าคอแดงสะดุ้งเฮือกรีบหลบตา ส่วนเต่าน้ำสองตัวก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พวกมันรีบแยกย้ายกันหนี ทิ้งกิ้งก่าหนามตัวอ้วนเอาไว้ตามลำพัง

พูดถึงกิ้งก่าย่าง ซาซุมก็เกิดท้องร้องขึ้นมา น้ำลายเกือบไหลหยดด้วยความหิว หนูน้อยเลยพยักหน้าแรงๆ

กิง!

“โอ๊ะโอ่…” บาบัคเริ่มรู้สึกได้ถึงลางร้ายตงิดๆ

อมารันท์อารมณ์ดีขึ้นเมื่อเห็นกิ้งก่าหนามหยุดพูดสักที มือขาวซีดช้อนตัวบาบัคออกไปให้พ้นทาง ก่อนดึงกล่องไม้เตี้ยๆ มาวางเตรียมไว้ตรงหน้าเด็กใช้โต๊ะกินข้าว ขณะเขากำลังยุ่งๆ กับอาหาร เจ้าหนูกลับหาวหวอด มือน้อยคว้าชายผ้าสีแดงของเขาไปกอด ก่อนเอนตัวลงนอนบนพรมหนาแล้วหลับตาพริ้ม

มังกรหนุ่มหันมองด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม มองเผินๆ แลดูเย็นชาและไม่แยแส ทว่าดวงตาคู่งามที่คมกริบดุดันอยู่เสมอกลับฉายประกายอ่อนโยนยามทอดมองเจ้าหนอนบุ้ง

“ง่วงแล้วรึ รอกินข้าวก่อน เดี๋ยวค่อยนอน”

อมารันท์ดึงชายชุดยาวรุ่มร่ามของตนคืนเบาๆ แทนการปลุก ซาซุมเด็กดีจึงยอมลุกขึ้นนั่งโดยไม่อิดออดงอแง

เมื่อช่วงบ่ายบริวารนอกถ้ำจับกระต่ายอ้วนปี๋มาได้ตัวนึง อมารันท์จัดการถลกหนัง หมักรสด้วยน้ำผึ้ง เกลือสมุทร ใบโรสแมรี่ และใบไธม์ เมื่อถึงเวลามื้อค่ำจึงนำมาย่างจนสุกกลายเป็นสีน้ำตาล ส่วนกระดูกกระต่ายที่เหลือเขาไม่ได้ทิ้งให้เสียเปล่า หลังแล่เอาเนื้อออกก็นำไปใส่หม้อใบใหญ่ ผัดกับผักและสมุนไพรให้หอมแล้วเติมน้ำจนท่วม เคี่ยวนานหลายชั่วโมงจนน้ำงวดเป็นสีเข้มจึงตักทุกอย่างออก เหลือไว้แค่น้ำเข้มข้นที่จะนำไปทำอาหารต่อ เขาใส่หัวผักกาดแดง หัวมัน หัวหอมใหญ่ มะเขือเทศ ถั่วลันเตา ฝักถั่ว และเมล็ดข้าวโพดหวานๆ ที่เหล่าบริวารเก็บมา ต้มต่อสักระยะจนกลายเป็นซุปผักสีสันน่ากิน

กลิ่นอาหารหอมฉุยไปทั่วโถงถ้ำ อมารันท์ตักซุปที่เคี่ยวนานจนผักนุ่มใส่ถ้วยทองคำ เนื้อกระต่ายย่างน้ำผึ้งถูกวางไว้บนจานเงินเงาวับ บาบัคคาบช้อนที่ประดับทับทิมแวววาวมาวางไว้ให้ ระหว่างที่เขายกคนโทรินน้ำใส่แก้วทองคำขาว ดูไปดูมา เจ้าตัวเล็กมีมื้อค่ำที่หรูหราร่ำรวยยิ่งกว่าราชาในแดนกลางเสียอีก

“กินได้แล้ว” อมารันท์เอ่ย

ซาซุมลงมือทันทีที่ได้รับอนุญาต มือจ้อยคว้าเนื้อกระต่ายชิ้นใหญ่เข้าปาก เคี้ยวหงุบหงับคำโตจนแก้มโย้ไปข้างอย่างเอร็ดอร่อย ปากกับมือเปรอะคราบมันแผลบเลอะเทอะจนบาบัคต้องส่ายหัว

มังกรหนุ่มปล่อยเด็กกินไป ไม่คิดช่วยเหลือ

ระหว่างนั้นเขาคว้าลูกพลัมมาปอกเปลือกด้วยมีด คิดจะเตรียมของหวานล้างปากไว้ให้มันกินปิดท้ายมื้อค่ำ พลัมที่ได้มาสุกจัดจนนุ่มนิ่มไปทั้งลูก เขาเลยต้องค่อยๆ ลอกเปลือกสีม่วงอมดำออกอย่างเบามือ ก่อนตัดแบ่งเนื้อสุกหวานสีเหลืองด้านในเป็นขนาดพอดีคำ โดยไม่ลืมเฉือนเอาเม็ดแข็งออกให้เพราะรู้ว่าเจ้าตัวเล็กตาไม่ค่อยดี

ขณะทำงานเพลินๆ มือขาวซีดกลับสั่นเทาหนักขึ้น

อมารันท์เริ่มมึนหัว ตาพร่าลาย รู้สึกคล้ายจะหมดแรง ก่อนจะได้วูบหลับไปจริงๆ เขารีบกัดลิ้นตัวเองอย่างแรงจนได้รสเลือด ดึงสติที่เลือนรางกลับคืนมาได้ทันท่วงที

โชคดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็นอาการผิดปกติของเขา เพราะบาบัคกำลังคะยั้นคะยอให้เด็กชายลองชิมซุปผักอยู่ เห็นอย่างนั้นเขาเลยเช็ดมือกับผ้าจนสะอาดแล้วเลื่อนถ้วยซุปไปใกล้ๆ มือเด็กบ้าง

“กินผักด้วยสิ”

ซาซุมยื่นปากยู่ใส่ถ้วยใบนั้น ท่าทางไม่ชอบใจ

เด็กชายอาศัยอยู่ในครอบครัวยากจนมาตั้งแต่เกิด ทำให้ไม่มีโอกาสเลือกกินอาหารมากนัก แม็กนีหาอะไรมาได้ก็ต้องกินไปเพื่อประทังชีวิต อาหารที่ตกถึงท้องส่วนใหญ่ หากไม่ใช่ผักปลาก็เป็นเห็ด แต่บ่อยสุดเห็นจะเป็นอย่างแรก ซึ่งแม็กนีทำไม่อร่อยเอาเสียเลย ดังนั้นพอมีเนื้อย่างนุ่มๆ แสนอร่อยอยู่ตรงหน้า ผักก็เลยถูกซาซุมยี้ใส่เป็นธรรมดา

“ไม่ชิมหน่อยหรือ ลองสักคำไหม ให้ข้าป้อนก็ได้”

อมารันท์หยิบช้อนมาตักซุปคำเล็กๆ ยื่นไปถึงปาก ไม่นึกว่าเจ้าตัวเล็กแสนว่าง่ายจะมาดื้อใส่เขาเอาตอนนี้

บู้...

ซาซุมส่ายหน้ายิกๆ

จาจุมไม่จ้อบ ไม่กิงผัก

“เจ้าไม่อยากกินจริงๆ หรือ” มังกรหนุ่มทำทีเป็นน้อยใจ “กว่าจะเคี่ยวจนผักนุ่มได้ขนาดนี้ ข้าตั้งใจทำมากเลยนะ”

ซาซุมไม่อยากให้สีแดงจ๋วยๆ เสียใจ แต่ก็ไม่อยากกินซุปผักด้วย เจ้าหนูเอียงแก้มนุ่มแนบหลังมือขาวร้อนผ่าว ดวงตากลมโตใสแจ๋วกะพริบปริบๆ อ้อนขอความเมตตา

คิ้วสีเข้มของอมารันท์ถึงคราวกระตุก...

เมื่อครู่เขาเป็นฝ่ายเล่นบทน้อยอกน้อยใจไม่ใช่หรือ ไฉนตอนนี้ชักอยากจะเทซุปผักทิ้งเสียแล้วก็ไม่รู้

“ตามใจ ไม่ชอบก็ไม่ต้องกิน”

“อั๊ยย่าห์ ไม่กินผักไม่ได้นะขอรับ” บาบัคเต้นผางอยู่ข้างถ้วยซุป “ผักดีต่อร่างกาย ต้องกินผัก จะได้โตไวๆ”

คนงามขมวดคิ้ว “...ข้าก็ไม่กินผัก”

“ท่านเป็นมังกร ไม่ใช่วัว ไม่ใช่กระต่าย ไม่กินผักก็ย่อมได้ แต่เจ้าตัวเล็กเป็นลูกมนุษย์ ยังไงก็ต้องกินนะขอรับ”

เห็นท่าทางขึงขังไม่ยอมอ่อนข้อของบาบัค อมารันท์ก็อดเบะปากไม่ได้ ไม่รู้ใครเป็นนายใครเป็นบ่าวกันแน่

“ได้ยินหรือยัง กินเถอะ ก่อนข้าจะโดนบ่นจนหลับ”

บู...

ซาซุมเบือนหน้าหนี พาลไม่ยอมกินอย่างอื่นต่อด้วย

เห็นอย่างนี้คนป้อนเลยจนใจ ได้แต่หันไปยักไหล่ใส่บาบัค

“ช่างเถิด ในเมื่อมันไม่ยอมกิน จะให้ข้าบังคับมันก็กระไรอยู่”

มังกรหนุ่มดูท่าจะถอดใจเลิกตื๊อแล้ว ช้อนซุปถูกวางลงในถ้วย มือขาวซีดเบี่ยงไปหยิบลูกพลัมขึ้นมาป้อนหนูน้อยแทน

“กินนี่ดีกว่า อ้าม”

อ้ามมม

พอซาซุมอ้าปากกว้าง ชิ้นผลไม้ก็เลื่อนเข้าไปใกล้ แต่สิ่งที่ถูกป้อนเข้าปากกลับกลายเป็นช้อนตักซุปผักแทน

หงึ...

แก้มขาวพองเป็นปลาปักเป้าเมื่อรู้ว่าถูกหลอก

“หลอกง่ายจริง” อมารันท์อมยิ้มเอ็นดู “ไหนๆ ก็เข้าปากไปแล้ว ลองเปิดใจกินสักคำเถิด บริวารของข้าที่ออกไปหาพืชผักมาให้เจ้าจะได้ดีใจกัน”

ได้ยินเจ้าของถ้ำพูดอย่างนั้น สัตว์เลื้อยคลานน้อยใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ จึงพากันเยี่ยมหน้าออกมาดู ซาซุมมองไม่เห็นพวกมันหรอก เพียงแต่ตาจ๋าสอนให้เด็กชายเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ

ซุปถ้วยนี้สีแดงจ๋วยๆ อุตส่าห์ทำให้มันกิน

แล้วไหนจะพืชผักที่ใครๆ ก็อุตส่าห์ไปหามาอีก

ทุกคนใจดีกับซาซุม ซาซุมก็ควรเป็นเด็กดี ห้ามดื้อด้วย

จากที่อมอาหารไว้ในแก้มเฉยๆ ซาซุมก็เริ่มขยับฟันเคี้ยว กินไปกินมาถึงได้รู้ว่าซุปผักวิเศษกว่าที่คิด ผักในซุปนุ่มเปื่อยจนแทบละลายในปาก รสชาติเข้มข้นจากน้ำซุปกระดูกแทรกซึมอยู่ในผักทุกชิ้น ทำให้แทบไม่มีกลิ่นและรสเดิมๆ ของผักเหลืออยู่เลย เพราะอย่างนี้ดวงตาใสแจ๋วเหมือนลูกแก้วจึงเกิดประกายระยิบระยับอย่างมีความสุขขึ้นมา

“อร่อยละซี่” บาบัคกลั้นขำ

ซาซุมพยักหน้า

อะหย่อย!

“ถ้าอร่อยก็กินให้อิ่มๆ ล่ะ”

อมารันท์คืนช้อนให้ซาซุมแล้วปอกผลไม้ต่อ ขณะขยับมีดอย่างชำนาญไปตามแนวโค้งของผลพลัม หางตาเขาเหลือบเห็นจิ้งเหลนสีเทาเดินวนไปวนมาอยู่ไกลๆ แต่ยังไม่ทันออกปากอะไร บาบัคก็ปรี่เข้าไปพูดคุยกับทางนั้นแล้ว

คอยไม่นาน เจ้ากิ้งก่าขี้บ่นก็วิ่งดุ๊กๆ กลับมาแจ้งข่าว

“บริวารในถ้ำส่งข่าวมาว่าเจอลาตัวนั้นแล้วขอรับ ตอนนี้กำลังพามันมาที่นี่ น่าจะมาถึงเช้าวันพรุ่งนี้ขอรับ”

ข่าวนี้ทำให้สีหน้าของอมารันท์ดูดีขึ้นทันตา

“ดีจริง เจ้าตัวเล็กจะได้กลับบ้านสักที”

“ใช่แล้วขอรับ” บาบัคย่ำเท้าอย่างตื่นเต้น

ซาซุมหันมองคนพูดซ้ายทีขวาทีอย่างไร้เดียงสา ไม่รู้ว่ามังกรกับกิ้งก่าดีใจอะไรกัน หนูน้อยก้มหน้ากินมื้อค่ำต่อ อิ่มจากของคาวก็ตามด้วยผลไม้เป็นของหวาน จานชามว่างเปล่า พุงน้อยๆ กลับพองกลมเป็นพุงหมู

พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน...

ซาซุมหาวหวอด ง่วงจนลืมตาไม่ขึ้น บาบัคยังไม่ทันได้ส่งผ้าชุบน้ำให้เช็ดไม้เช็ดมือ ร่างน้อยก็ล้มปุลงบนตักอมารันท์แล้วหลับไปเสียเฉยๆ ทำให้กิ้งก่าหนามเจ้าระเบียบต้องคาบผ้าเช็ดมือไปส่งให้เจ้านายตนแทน

“อะไรกัน นอนอีกแล้วรึ” เขาบ่นอย่างไม่จริงจังนัก ขณะเช็ดคราบผลไม้เหนียวๆ บนแก้มกับมือเด็กให้สะอาด

“เด็กเล็กๆ ก็แบบนี้แหละขอรับ กินแล้วก็นอน”

“ประเดี๋ยวจากหนอนบุ้งจะได้อ้วนเป็นลูกหมูน่ะซี”

“อ้วนเป็นลูกหมูก็น่ารักดีขอรับ”

“หึ” อมารันท์ยิ้มเย็น “ไม่เห็นจะน่ารัก”

“ขอรับๆ ไม่น่ารักก็ไม่น่ารักขอรับ” บาบัคอมยิ้ม

มังกรหนุ่มอ่อนเพลียเกินกว่าจะต่อสนทนาไร้สาระ เขาอุ้มเจ้าตัวน้อยที่หลับปุ๋ยกลับไปวางไว้ในกระโจม ห่มผ้าผืนหนาให้ แล้วดูให้แน่ใจว่ามือเท้าน้อยๆ ซุกอยู่ในผ้าอันอบอุ่นดีแล้ว ก่อนจะถดตัวออกมาพักเอาแรงเสียหน่อย

อมารันท์เอนกายลงพิงกองผ้าหนานุ่มอย่างเชื่องช้า อาการเหนื่อยล้าจากการฝืนคำสาปกำลังทวีความรุนแรงขึ้น

ความง่วงงุนโจมตีอย่างหนักหน่วง เปลือกตาเขาไม่อาจฝืนต้านแรงโน้มถ่วง เช่นเดียวกับร่างกายที่ไม่อาจทรงตัวให้นั่งตรงๆ ได้ เขารู้สึกว่าโลกเอียงวูบเทไปทางซ้าย แต่แท้จริงแล้วเป็นเขาเองต่างหากที่ทรุดคว่ำไปด้านข้าง

อมารันท์ขยับร่างกายไม่ไหว แขนขาสิ้นพลัง ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะดันตัวกลับขึ้นไป เส้นผมยาวเหยียดแผ่สยายอยู่บนร่างที่ล้มตะแคงราวม่านน้ำตกสีนิล วินาทีที่ดวงตาหรี่ปรือลงทีละน้อย เขารู้แล้วว่าสติตนกำลังจะเลือนหาย

อย่า! อดทนไว้...

ต้องรอให้เจ้าตัวเล็กออกไปจากถ้ำก่อน

มังกรหนุ่มขบริมฝีปากตัวเองแรงๆ จนเลือดหยดซึม แต่ความเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ ไม่อาจดึงรั้งสติเขาไว้ได้อีกต่อไป เปลือกตาขาวซีดปิดพริ้ม ทว่าความคิดสุดท้ายของเขายังคงดิ้นรนอย่างไม่ยอมแพ้

อดทน…

ขออีกแค่… คืนเดียว... เท่า…นั้น

สุดท้ายอมารันท์ก็ผล็อยหลับไปอย่างมิอาจฝืน

 

 

 

ดาสซ์เกาคางแมวเหมียวในอ้อมแขน

พรานหนุ่มกับธูริรี่ยืนมองภูเขาไฟอยู่ที่หน้ากระท่อม ส่วนแม็กนี...รายนี้อาการค่อนข้างน่าเป็นห่วง ชายชราตรอมใจอย่างหนัก เอาแต่นอนซม ไม่ยอมตื่นมาพูดคุยอะไรกับพวกเขาอีก อาหารเมื่อคืนวานก็ไม่ยอมแตะสักคำ ภายในเวลาสั้นๆ แม็กนีดูแก่เฒ่าลงไปอีกสิบปี ดวงตาที่เหม่อลอยมองเพดาน ชวนให้คิดว่าร่างซูบผอมที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเป็นเพียงภาชนะว่างเปล่าเก่าๆ ที่รอวันหมดลมหายใจไปเท่านั้น

“ถึงเวลาแล้วกระมัง”

ดาซส์เงยหน้ามองฟ้าด้วยสายตาเศร้าสร้อย

ห่างไกลออกไปทางทิศเหนือ มังกรไฟกำลังคำรามลั่น เสียงนั้นฟังคล้ายเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดมากกว่าโกรธแค้น แผ่นดินเริ่มไหวสะเทือน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงอาเพศ เมฆดำลอยมาปกคลุมเหนือเทือกเขาเมานาโลอาจนมืดฟ้ามัวดิน

มังกรดินเอราเมสที่หลับใหลอยู่ใต้เทือกเขาพิเรนีส มังกรน้ำอความารีนผู้จำศีลอยู่ใต้มหาสมุทรทะเลใต้ และมังกรลมอโดเนสที่นิทราอยู่บนมวลเมฆาทางทิศตะวันตก มังกรบริวารทั้งสามถูกปลุกให้ตื่น พวกมันได้ยินเสียงร่ำไห้ของน้องชายร่วมอุทร ทั้งสามจึงพร้อมใจกันส่งเสียงขานรับ ทำให้ผืนพิภพคาโฮเกียสั่นสะเทือนหนักข้อขึ้นยิ่งกว่าเดิม

ยามเดียวกัน ราชายักษ์ในแดนเหนือลืมตาโพลง เสียงมังกรคำรามปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ฝันอันทารุณ ร่างใหญ่หนาสมกับเป็นยักษ์ผุดลุกขึ้นนั่ง ผิวกายสีฟ้าอ่อนดูมืดคล้ำภายใต้แสงสลัว มือแข็งแกร่งเกร็งหมัดแน่นขณะมองฟากฟ้าสีแดงจัด ความเคืองแค้นระคนสะใจเต้นระยับอยู่ในดวงตาเหี้ยมเกรียม

คล้อยต่ำลงมาหน่อย ราชาแห่งแดนกลางกำลังเปลือยกายนัวเนียอยู่กับบรรดาสาวงามในซ่อง ครั้นได้ยินเสียงมังกรก็ตกใจสะดุ้งโหยง เขาหวาดกลัวจนหัวหดหมดอารมณ์ใคร่ ร่างขาวเผือดรีบมุดลงซ่อนใต้เตียงอย่างขลาดเขลา

ห่างไปไกลถึงแดนใต้ พ่อมดดำตะโกนแข่งเสียงคลื่นลมสั่งให้ลูกเรือเร่งหาที่ยึดเกาะ เพราะทันทีที่ได้ยินเสียงมังกรร้องขานตอบกัน มหาสมุทรก็พลันปั่นป่วนคล้ายมีคนเขย่าน้ำในถ้วยจนกระฉอก เรือโจรสลัดลำใหญ่ของเขาโคลงเคลงไปมาจนเกือบอับปาง ร่างสูงใหญ่โผไปเกาะกราบเรือข้างหนึ่ง ใบหน้าคร้ามคมมีรอยแผลเป็นหันมองทางทิศเหนือ ใจร้อนรุ่มเมื่อรู้ว่าหมู่บ้านชาวป่าแห่งหนึ่งตกอยู่ในอันตราย สถานที่แห่งนั้นคือบ้านเกิดของใครบางคน

ณ หมู่เกาะลึกลับเอโอเลียนที่ตั้งอยู่ในม่านหมอกกลางทะเล ราชาผู้ปกครองเผ่ามังกรขยับปีกร่อนจากฟากฟ้าลงสู่ผาหินสูงชัน เกล็ดขาวบริสุทธิ์เป็นประกายเลื่อมมุกภายใต้แสงจันทร์ริบหรี่ เขาเงี่ยหูฟังเสียงคำรามหวนไห้ของคนคุ้นเคย พลันรู้สึกปวดในอกเหมือนหัวใจถูกฉีกทึ้ง ศีรษะที่ประกอบด้วยเขาทั้งสี่แหงนเงยส่งเสียงเพรียกหาอีกฝ่ายจากสถานที่ไกลแสนไกล

กลับมาที่กระท่อมหลังน้อยริมชายป่า...

ดาซส์ยังคงอุ้มแมวดำยืนมองทุกสิ่งอย่างสงบ ผิดกับอารมณ์ปั่นป่วนของผู้คนทั่วดินแดนที่หมุนคลั่งราวพายุร้าย ในฐานะผู้เฝ้ามองความเป็นไปของผืนพิภพนี้ เขาไม่อาจยินดียินร้ายกับสิ่งใด

ทว่าในฐานะพ่อผู้ให้กำเนิด เขารู้สึกเศร้ามากกว่าปกติ ซึ่งในความเศร้านั้นมีความผิดหวังกับความโกรธแค้นปะปนอยู่อย่างเข้มข้น และเป็นเพราะตัวเขาไม่อาจปล่อยวาง บทลงทัณฑ์นี้จึงต้องดำเนินต่อไป

 

ตราบนานเท่านาน…

 

 

--- พูดคุยติดแท็ก #วิกเชียส นะคะ ---
 

talk.

อัพแน้วววววจ้า

ขอบคุณที่แวะมาอ่านกันนะคะ

ตอนต่อไปไม่ขอสัญญาว่าจะเสร็จทันเสาร์หน้าไหมนะคะ มันยาวอีกแล้วสิ 555555 แต่จะพยายามนะๆๆๆ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น

  1. #46 pure1000 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 08:56
    สงสารอมารันต์ แงง ;-; น้อนโตไว ๆ นะจะได้มาดูแลสีแดงจ๋วย ๆ ได้
    #46
    4
    • #46-1 (จากตอนที่ 6)
      28 พฤษภาคม 2563 / 14:01
      จะรอดตายจนได้โตไหมนะ... /เหม่อ

      อุ๊บส์ เผลอสปอยล์รึเปล่า 55555555555

      เอาใจช่วยสีแดงจ๋วยๆ กะจาจุมด้วยน้า ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ ^^
      #46-1
    • #46-4 ฝนมกรา.(จากตอนที่ 6)
      28 พฤษภาคม 2563 / 17:45
      ล้อเล่นๆ รอดค่ะรอดดดด นี่นิยายฟีลกู้ดดดดด 555555555555
      #46-4
  2. #45 tmridkwhy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 07:01
    อือหือออ ตอนนี้ตัวละครออกมาเยอะมากค่ะ จะรอตอนต่อไปนะคะ<3
    #45
    1
    • #45-1 ฝนมกรา.(จากตอนที่ 6)
      26 พฤษภาคม 2563 / 07:10
      แหะๆ ช่วงท้ายตัวละครเยอะจริงค่ะ ทุกคนที่ออกมาช่วงท้ายนี้สำคัญหมดเลย เพราะจะมีบทบาทสำคัญในอนาคตค่ะ 555555

      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์น้า แต่เสาร์นี้เค้าคงปั่นมาลงไม่ทันแน่เลย เพราะสัปดาห์นี้เค้าไม่ค่อยว่าง ขออภัยล่วงหน้านะคะ ฮือๆๆ
      #45-1
  3. #44 Moriza2355 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 10:26
    เอ็นดูจาจุมกินนอนหลับพริ้มเลยยย อมารันท์จะเป็นอะไรไหมน่าเป็นห่วง โลกปั่นป่วนแล้ววว
    #44
    1
    • #44-1 (จากตอนที่ 6)
      24 พฤษภาคม 2563 / 08:24
      จาจุมเป็นหนอนน้อยยย กินอิ่มแล้วก็นอน 5555
      เอาใจช่วยอมารันท์กันนนน

      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ ^^
      #44-1