V I C I O U S

ตอนที่ 5 : Chapter 05 ― Feast

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    26 พ.ค. 63

 

Chapter 5

Feast

 

 

แม็กนีลืมตาตื่น...

ไม่สิ ต้องบอกว่าตื่นแต่ลืมตาไม่ขึ้นมากกว่า

เปลือกตาเหี่ยวย่นของแม็กนีบวมแดงจนแทบปิดสนิท รอบเบ้าตามีแผลช้ำสีม่วงเข้มวงใหญ่ รอยช้ำเลือดช้ำหนองนั้นลามไปถึงโหนกแก้มที่แตกร้าวจนบิดเบี้ยวผิดรูป เอ็ดกับคนหนุ่มในหมู่บ้านต่อยตีชายแก่จนบาดเจ็บสาหัส พวกมันจงใจเล่นงานศีรษะและใบหน้า หมายให้แม็กนีตายคามือเสียตั้งแต่ในป่า ชั่วแต่ว่าตาเฒ่าหนังเหนียวกว่าที่คิด

แม้จะเจ็บหนักปางตาย แม็กนีก็ยังรอดชีวิตมาได้

ร่างผอมแห้งนอนระบมอยู่บนเตียงไม้ที่ปูรองด้วยฟูกเก่า ห่มไว้ด้วยผ้าไร้ความหนาที่ไม่อาจกันลมหนาว แขนซ้ายขยับไม่ได้และไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง ในขณะเดียวกันทุกคราวที่หายใจเข้าปอด กระดูกชายโครงที่หักกลับเกิดปวดแปลบขึ้นมาจนคนเจ็บน้ำตาเล็ด

ใช้เวลาอยู่นานทีเดียว กว่าสติแม็กนีจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง

ชายชราเพ่งมองหลังคากระท่อมที่อาบไล้ด้วยแสงจากเตาไฟ นึกสงสัยว่าตนกลับมานอนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เขาถูกซ้อมจนสลบไปในป่าไม่ใช่หรือ ไอ้พวกเลวระยำนั่นคงไม่เมตตาพาเขากลับบ้านแน่ แล้วไหนจะหยูกยาและการรักษาพวกนี้อีก

มือเหี่ยวย่นป้ายใบสมุนไพรบดละเอียดที่พอกอยู่บนโหนกคิ้วมาดม จมูกที่ยังมิได้เลอะเลือนไปตามวัยได้กลิ่นฉุนของยาสมานแผลถูกต้องตามตำรับยาชาวบ้าน แขนซ้ายที่คาดว่าน่าจะหักก็ถูกดามไว้ในเฝือกไม้เรียบร้อย ในเมื่อเอ็ดต้องการให้เขาตาย มันคงไม่ใจดีลากเขากลับมาส่งถึงกระท่อมแล้วนั่งทำแผลให้ด้วยกระมัง

ใครกัน...

สงสัยได้ไม่นาน เสียงรองเท้าไม้กระทบพื้นก็ดังขึ้นแผ่วๆ ฟ้องว่ายามนี้มีใครบางคนอยู่ในกระท่อมกับเขาด้วย

แม็กนีพยายามฝืนลุกขึ้นนั่ง เสียแต่ว่าร่างกายไม่ฟังคำสั่ง คอยแต่จะล้มแผละกลับลงเตียงอยู่ร่ำไป ไหนจะมีพิษไข้ที่ทำให้ศีรษะหนักอึ้งราวกับถูกใครยัดก้อนหินใส่ไว้จนเต็มอีก แค่คิดจะโงหัวขึ้นก็ยากพอๆ กับการเข็นหินขึ้นภูเขาแล้ว

“ฟื้นแล้วหรือ” เจ้าของสำเนียงแปร่งหูเอ่ยทัก

ตาเฒ่าเพ่งผ่านรอยแยกเล็กๆ ของเปลือกตาที่ปูดบวม เห็นคนแปลกหน้าผู้หนึ่งปรี่เข้ามาประคองตนลุกขึ้นนั่ง

อีกฝ่ายเป็นเพียงชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา ดูซื่อๆ โง่ๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ดั้งจมูกคดตรงกลาง ผิวขาวตกกระมีรอยไหม้แดด ผมยาวสีทองหม่นเหมือนเปลือกข้าวโพดถูกมัดเป็นเปียหลวมๆ พาดอยู่บนบ่ากว้าง ร่างสูงกำยำที่อุดมด้วยมัดกล้ามสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากหนังสัตว์ บนลำคอมีสร้อยที่ทำจากเชือกถักสีน้ำตาลเข้มห้อยด้วยเขี้ยวเสือซี่ใหญ่

แม็กนีไม่รู้จักชายคนนี้ ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนก็ว่าได้ เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ของคนหมู่บ้านสนแดงแน่นอน

“รีบดื่มยาก่อนเถิด ตาจะได้หายไข้ไวๆ”

มือหยาบกร้านประคองถ้วยยามาให้เขาอย่างเก้ๆ กังๆ ท่าทางดูคล้ายไม่เคยปรนนิบัติพัดวีให้ใครมาก่อน

ของเหลวสีน้ำตาลเข้มเหมือนยางไม้ส่งกลิ่นเหม็นเขียวลอยกรุ่น หมอสมุนไพรเก่าอย่างแม็กนีสูดดมทีเดียวก็ทราบ นี่คือยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดไข้แก้ปวด เขาจึงยอมดื่มยาจนหมดแต่โดยดี

“ขอบใจเจ้ามากพ่อหนุ่ม” ชายชราส่งถ้วยยาว่างเปล่าคืน ก่อนจ้องมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย “เจ้าเป็นใครมาจากไหน มาช่วยไว้ข้า ไม่กลัวคนในหมู่บ้านเขม่นเอารึ”

คนแปลกหน้ากะพริบตาพาซื่อ ดวงตาสีฟ้าซีดไร้ความโดดเด่นคู่นั้น ดูอย่างไรก็เป็นแววตาของคนซื่อบื้อคนหนึ่ง ซึ่งกำลังไม่เข้าใจว่าการดูแลคนแก่บาดเจ็บเกี่ยวข้องอะไรกับคนในหมู่บ้านด้วย

“ข้าชื่อดาซส์ มาจากผาหิมะ”

ชายแปลกหน้าพูดภาษาแดนกลางด้วยสำเนียงขึ้นจมูกนิดๆ ตามแบบฉบับชาวเหนือ มือแกร่งวางถ้วยยาแล้วก้มลงอุ้มแมวดำตัวอ้วนกลมหน้าตาเบื่อโลกตัวหนึ่งขึ้นมา

“ส่วนนี่คือธูริรี่ หวานใจของข้า”

หวานใจบ้านเจ้าสิ... แมวดำคิด นัยน์ตาสีแดงเงาวับแลดูเย่อหยิ่ง มันใช้อุ้งตีนนุ่มๆ ยันคางชายหนุ่มที่ทำท่าจะจูบหอมมันออกไปห่างๆ อย่างรังเกียจรังงอน

พ่อหนุ่มทาสแมวไม่โกรธเคืองซ้ำยังหัวเราะร่วน เขาปล่อยแมวอ้วนลงพื้น ก่อนลุกไปกวนหม้อซุปที่กำลังเดือดไม่ให้ก้นไหม้ เมื่อเห็นว่าหัวมันสีเหลืองทองนิ่มเปื่อยดีแล้วจึงตักซุปข้นใส่ชามไม้สองใบ นำกลับมาส่งให้เจ้าของบ้านชามหนึ่ง

ระหว่างกินซุปร้อนๆ ตาเฒ่าแม็กนีกับดาซส์พูดคุยกัน ไถ่ถามไปมาจนได้ความว่าชายตาฟ้าเป็นนายพรานมาจากหมู่บ้านห่างไกลบนหน้าผาที่ปกคลุมด้วยหิมะ หลายปีมานี้หมู่บ้านตามชายแดนทิศเหนือถูกพวกยักษ์รุกรานหนัก เดิมทีสภาพความเป็นอยู่ในภูมิอากาศหนาวเย็นก็แร้นแค้นมากพอแล้ว ครั้นมีภัยคุกคามที่รุกคืบเข้ามาหมายจะครอบครองอาณาเขตก็ยิ่งอาศัยอยู่ไม่ได้ ดาซส์จำต้องพาครอบครัวอพยพลงใต้ น่าเศร้าที่ลูกเมียของพรานหนุ่มป่วยตายไประหว่างทาง เหลือแค่แมวตัวเดียวทิ้งเอาไว้ให้เขาเลี้ยงดูต่างหน้า

เมื่อสิ้นไร้ครอบครัว เป้าหมายที่จะเดินทางลงใต้ไปตั้งรกรากทำกินก็จบลงด้วย ผ่านไปราวครึ่งปีดาซส์กับแมวดำธูริรี่ยังคงเดินทางรอนแรมไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย เหนื่อยก็พัก หิวก็ล่าสัตว์มากิน บางคราก็เก็บของป่าขาย หรือไม่ก็ใช้แรงกายแลกข้าวไปวันๆ บังเอิญพบแม็กนีนอนสลบอยู่ในป่าจึงพากลับมากระท่อมและช่วยดูแลคนเจ็บอย่างที่เห็น

แม็กนีรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของคนแปลกหน้ามาก ดังนั้นจึงไม่อาจปล่อยให้ดาซส์ต้องเผชิญเคราะห์ร้าย ทั้งจากคนในหมู่บ้านสนแดงและจากมังกรไฟใต้ภูเขาเมานาโลอาได้

“เจ้าไม่น่าเสียเวลาช่วยข้าเลย รีบหนีเถิด ตอนนี้ก็ยังทัน”

“หนี? ให้ข้าหนีอะไรหรือ” ดาซส์ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ

“ภูเขาไฟเมานาโลอาใกล้จะระเบิดแล้ว”

“ภูเขาไฟงั้นรึ”

“ใช่ ภูเขาไฟเมานาโลอา อย่ามัวชักช้า รีบไป” ตาเฒ่าเอ่ยเร่ง “หนีไปให้ไกลที่สุด อย่าเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่”

“แล้วตาไม่หนีหรือ” พ่อพรานหนุ่มคนซื่อไถ่ถาม

“ข้าไปไหนไม่ได้ ครอบครัวของข้าอยู่ที่นี่” แม็กนีปฏิเสธ เมียและลูกหลานของเขาถูกฝังอยู่ใต้ร่มเงาของป่าแห่งนี้ ชายชราวัยไม้ใกล้ฝั่งอย่างเขาไม่ปรารถนาจะลาจากครอบครัวไปแดนไกล

ไหนจะซาซุมอีกเล่า...

สักวันหลานข้าอาจกลับมา

“เจ้ารอก่อน ข้ามีเนื้อตากแห้งอยู่ เจ้าเอาไปใช้เป็นเสบียงระหว่างเดินทางนะ ถือว่าเป็นของตอบแทนจากข้าแล้วกัน”

ตาเฒ่าพยายามจะลุกจากเตียง แต่ด้วยพิษไข้และอาการบาดเจ็บรุมเร้าจนฝืนยืนไม่ไหว เดินไปไม่ทันพ้นสามก้าว ร่างผ่ายผอมมีแต่กระดูกก็ทรุดฮวบ หัวทิ่มลงพื้นไปอีก

“ตาสลบไปตั้งสามวัน อย่าเพิ่งฝืนออกแรงเลย พักก่อนเถิด” ดาซส์ประคองคนเจ็บกลับไปที่เตียงอีกรอบ

แม็กนีนั่งลงข้างเตียงไม้ มือกดนวดชายโครงที่ปวดแปลบพลางทบทวนคำพูดพรานหนุ่มที่ได้ยิน

“เจ้าบอกว่าข้าสลบมากี่วันแล้วนะ”

“สามวัน”

“สามวันหรือ” ชายชรานับนิ้วเหี่ยวย่น

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ภูเขาไฟควรจะระเบิดในวันที่สิบห้าหลังชาวบ้านส่งเครื่องเซ่นสังเวยไป วันที่แม็กนีถูกพวกเอ็ดทำร้ายเป็นวันที่สิบสี่...นับจากวันที่ซาซุมถูกส่งไปถ้ำมังกร

ภูเขาไฟควรจะระเบิดไปตั้งแต่เมื่อสองสามวันก่อน

ตำราโบราณว่าไว้ มังกรไฟผู้ร้ายกาจไม่เคยพลาดโอกาสก่อกรรมชั่ว คำสาปที่กักขังมันไว้เที่ยงตรงยิ่งกว่าดวงตะวันที่ขึ้นและตกในทุกเมื่อเชื่อวัน มันจะตื่นลืมตาทุกๆ หนึ่งร้อยปี สร้างเภทภัยคร่าชีวิตผู้คนอย่างโหดเหี้ยมไร้ปรานีได้ตรงเวลาเสมอ

เหตุใดภูเขาไฟเมานาโลอาจึงไม่ระเบิด...

ดวงตาฝ้าฟางทอดออกไปนอกบานหน้าต่างที่เปิดอ้ารับลม เนื่องจากกระท่อมหลังนี้ตั้งอยู่บนที่โล่งริมชายป่า เมื่อมองจากที่นี่ออกไปย่อมไม่เห็นสิ่งใดนอกจากแมกไม้ในป่าและท้องฟ้ามืดดำ

ทำไมกัน แม็กนีครุ่นคิด พลันได้ยินเสียงกลองแว่วมาจากทิศที่ตั้งของหมู่บ้านสนแดง ทำนองเพลงคึกคักสนุกสนานดังทะลุป่ารกมาถึงกระท่อมน้อยแสนเงียบสงบของพ่อหมอสมุนไพร

“พวกชาวบ้านฉลองอะไรกัน” แม็กนีสงสัย

สามวันที่เขาสลบไปดูท่าคงมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น บางทีอาจเป็นงานแต่งงานของหนุ่มสาวสักคู่ในหมู่บ้าน ไม่สิ ในเวลาแบบนี้มีแค่เรื่องเดียวที่ทำให้ชาวบ้านยิ้มออก นั่นก็คือการที่ภูเขาไฟเมานาโลอาไม่ระเบิด

บางที...

มังกรไฟคงพอใจกับเครื่องสังเวยที่หมู่บ้านส่งไปให้

และป่านนี้ซาซุม หลานชายของเขาก็คง...ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว

ความคิดสิ้นหวังนี้ทำให้ตาเฒ่าล้มทรุดลงบนเตียงอย่างหมดแรง ความเจ็บปวดที่ปะทุทั่วร่างไม่อาจสู้ความเจ็บปวดจากหัวใจที่แหลกสลาย ตลอดชั่วอายุที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบแปดสิบปี เขาสูญเสียภรรยา ลูกสาว และหลานสาวไปแล้ว สุดท้ายเหลนชายที่เฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูมากับมือก็จากไปอีกคน

น้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะอย่างเงียบงัน แม็กนีไม่มีกำลังพอจะทำสิ่งใดนอกจากโศกเศร้าและโทษตัวเอง เขาน่าจะพาซาซุมหนีไปตั้งแต่นีลชาตาย ไม่น่าดันทุรังอยู่ที่หมู่บ้านนี้ต่อจนเด็กน้อยถูกส่งไปตายเช่นนี้เลย

พรานหนุ่มยืนนิ่งเฉยอยู่ข้างเตียง แววตาอ่อนแสงลงอย่างเมตตา เขาเงียบ ไม่พูดไม่จา ไม่เอ่ยปลอบ เพียงแค่ก้มลงห่มผ้าให้ชายแก่อย่างนุ่มนวล กลิ่นไม้หอมที่รวยรินออกมาจากอกเสื้อ ทำให้คนแก่บนเตียงผล็อยหลับไปราวต้องมนตร์

ดาซส์เดินลากรองเท้าไม้ไปที่หน้ากระท่อมหลังเล็ก

เพิ่งผ่านพ้นคืนเดือนมืดมาได้ไม่นาน จันทร์เสี้ยวเล็กกระจิดดูเหมือนก้างปลาสีขาวโพลนที่ถูกแขวนลอยบนท้องฟ้า ดวงตาสีฟ้าซีดมองสูงขึ้นไปเหนือดวงจันทร์อย่างเศร้าสร้อย

ราวกับรับรู้ถึงอารมณ์ของเขาได้ แมวดำหน้าตาเบื่อโลกตัวเดิมที่เคยรังเกียจรังงอนเขาหนักหนา บัดนี้กลับยอมลดตัวเดินมาเคล้าแข้งเคล้าขาคลอเคลีย มันไถศีรษะกลมๆ ทิ้งเส้นขนไว้บนหน้าแข้งเขาเป็นหย่อมๆ

ดาซส์อมยิ้มแล้วโอบอุ้มมันขึ้นมากอดแนบอก

ธูริรี่ไม่สนใจนิ้วยาวๆ ที่พยายามเกาคางเอาอกเอาใจมัน ใบหน้ากลมป๊อกหันมองไปทางทิศที่มีเสียงกลองแว่วมา เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเกลียดชังและความชั่วร้ายลอยอบอวลปะปนอยู่ด้วยกันคละคลุ้ง หางยาวสีดำก็พลันกวัดตีไปมาแรงๆ ซ้ายทีขวาทีอย่างรำคาญใจ

เมี้ยว...

ธูริรี่ส่งเสียงเบาๆ เป็นเชิงสั่งให้วางมันลงที่พื้นเดี๋ยวนี้

แน่นอนว่าพรานหนุ่มคนซื่อต้องตามใจเจ้านายอยู่แล้ว มือแกร่งจับมันวางลงที่พื้นอย่างนุ่มนวล ทันทีที่อุ้งเท้านุ่มทั้งสี่แตะลงบนหญ้าชุ่มน้ำค้าง เจ้าเหมียวอ้วนก็ย่างเท้าออกห่างจากชายร่างกำยำไปโดยไม่บอกลาสักคำ

“ธูริรี่” ดาซส์เอ่ยเรียกเสียงเข้ม

แมวดำหูตั้งหางชี้ เหลียวกลับมามอง

“อย่าไปไกลนัก แถวนี้อันตราย ข้าเป็นห่วง”

ธูริรี่ตัวอ้วนเดินแบกพุงกลมๆ กลับมาถูไถขาคน เสียงครางเครือเบาๆ ในคอบ่งบอกว่ามันพอใจยิ่งที่ถูกห่วงใย หลังทิ้งกลิ่นไว้แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเรียบร้อย ร่างกลมก็เดินนวยนวดเร้นกายหายไปในเงามืดทันที

 

 

 

นานทีปีหนหมู่บ้านสนแดงจะมีงานฉลอง

ชาวบ้านมารวมตัวกันที่ลานกว้างกลางหมู่บ้าน หนนี้พวกเขาไม่ได้มาเพื่อคุกเข่าสวดอ้อนวอน ทว่ามาเพื่อกินเลี้ยงเฉลิมฉลอง ต่างคนต่างดีใจที่บ้านเรือน เรือกสวน และเล้าสัตว์ของตนยังอยู่ดีมีสุข ไม่มีสิ่งใดถูกลาวาสีแดงฉานกลืนกิน ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย ไม่มีเหตุร้ายใดๆ อย่างที่ถูกเล่าฝังหัวให้กลัวกันมาตั้งแต่เกิด

พวกเขาช่วยกันปูขนสัตว์รองพื้น ก่อนนำโต๊ะตัวเตี้ยมาตั้งล้อมกองไฟขนาดใหญ่กลางลาน เอ็ดขนถังเบียร์ที่หมักไว้ในห้องใต้ดินออกมาแจกจ่าย หลายคนเอาพืชผลและวัตถุดิบที่กักตุนไว้สำหรับกินในฤดูหนาวมาจากบ้าน เนื้อแห้งจำนวนหนึ่งกลายเป็นกับแกล้ม แกะผอมๆ หลายตัวถูกเชือด เนื้อที่แล่มาสดๆ ต้มรวมกับหัวผักกาดแดง มะเขือเทศ หัวมัน และใบกระวานในหม้อใบใหญ่ยักษ์จนกลายเป็นสตูว์เนื้อแกะส่งกลิ่นหอมฉุย ชามไม้ที่บรรจุสตูว์จนล้นปรี่ถูกแบ่งสรรไปสู่มือทุกคนอย่างทั่วถึง

เสียงหัวเราะครื้นเครงดังเคล้าทำนองเพลงแปลกหูจากวงดนตรีบ้านป่าที่มีเครื่องเล่นไม่กี่ชิ้น บริเวณพื้นที่ว่างมีเด็กน้อยสองสามคนกำลังร้องเล่นเต้นระบำด้วยเท้าเล็กๆ เปลือยเปล่า ถัดไปไม่ไกลมีคู่หนุ่มสาวขยับกายตามจังหวะพลางส่งสายตาเกี้ยวพาราสีกัน มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความสุขและความโล่งอกโล่งใจ

มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอายุขัยไม่ยืนยาว...

เมื่อรอดพ้นจากมหันตภัยของมังกรไฟครั้งนี้ไปได้ ชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเขาก็นับว่าสุขสบายไปจนตายแล้ว

“ดื่ม!” เอ็ดตะโกนเสียงดังอยู่กลางกลุ่มชายมีอายุ มือหยาบยกเหยือกไม้ขึ้นสูงแล้วหัวเราะร่า หลังชนเหยือกไปรอบๆ วงก็กระดกน้ำเมาสีน้ำตาลเข้มขึ้นดื่มอั่กๆ ฟองฝอยสีขาวหกพรวดท่วมหนวดเครา

แม่เฒ่าราบันส่ายหน้าช้าๆ เมื่อพวกผู้ชายเริ่มเมาเอะอะ นางนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมหนังหมีอย่างสงบ แม้จะมีท่าทีนิ่งเฉยไม่ยินดียินร้าย แต่สายตาเข้มงวดของนางที่มองไปรอบๆ กลับดูผ่อนคลายกว่าทุกวัน

ปีนี้ราบันอายุหนึ่งร้อยสี่ปีแล้ว

นั่นหมายความว่าตอนอายุสี่ขวบ ราบันเคยผ่านช่วงที่ภูเขาไฟเมานาโลอาระเบิดมาก่อน

แม้จะผ่านมาเนิ่นนาน ภาพความทรงจำของนางกลับไม่เคยซีดจาง ราบันไม่เคยลืมว่าหมู่บ้านเก่าของนางถูกทำลายอย่างไร เหตุวิปโยคครานั้นเกิดขึ้นในยามดึก แผ่นดินไหวรุนแรงมาพร้อมลาวาเดือดปุดที่ไหลแรงยิ่งกว่าน้ำป่า หมู่บ้านเล็กๆ ไร้นามของนางถูกกลืนหาย ไร่นาและคอกสัตว์ล้วนถูกทำลายสิ้น พ่อแม่ของนางหายไปกับหินร้อนหลอมเหลว เหลือเพียงนางกับพี่ชายที่เหลือรอด สองพี่น้องยืนจับมือกันเหม่อมองบ้านเรือนถูกทำลายทั้งน้ำตา

หลังจากนั้นหมู่บ้านนางก็ล่มสลายไม่มีวันฟื้น คนที่ยังมีชีวิตอยู่จำต้องเร่ร่อนไปขอที่พึ่งพิงตามหมู่บ้านใกล้ๆ แม่หมอประจำหมู่บ้านสนแดงรับเลี้ยงนางไว้ ในขณะที่พี่ชายนางถูกคนอีกหมู่บ้านรับตัวไป สองพี่น้องไม่เคยได้เจอะเจอกันอีก

เมื่อคิดถึงวันคืนอันน่าหวาดหวั่นในอดีต สายตาราบันที่ทอดมองหมู่บ้านในเวลานี้จึงปรากฏประกายครึ้มอกครึ้มใจเป็นพิเศษ นางยินดีที่ได้เห็นบรรยากาศรื่นเริงปัดเป่ากลิ่นอายความหวาดกลัวไปจนสิ้น ผิดกับหลายวันก่อนลิบลับ

สามวันที่แล้ว ชาวหมู่บ้านสนแดงคุกเข่าอยู่กลางลานหมู่บ้าน มีนางนำสวดภาวนาอย่างหนักหน่วง ไม่มีขาดตอน หัวใจพวกเขาหวาดหวั่น ตาจับจ้องไปที่ปากปล่องเมานาโลอาในความมืด

ยิ่งล่วงเข้าเที่ยงคืน ทุกคนยิ่งกระสับกระส่าย แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างตึงเครียด ไม่มีใครกล้าละสายตาจากยอดเขาสูงลิบแห่งนั้น ด้วยเกรงว่าเทพแห่งความตายจะแผลงฤทธิ์ทันทีหากเผลอกะพริบตา

ทว่า…

จนแล้วจนรอดกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ไม่มีแผ่นดินไหว ไม่มีเสียงคำรามของมังกรชั่ว ไม่มีแรงระเบิดอย่างเกรี้ยวกราด ไม่มีฝุ่นเถ้าหรือควันพิษหนาคลุ้งปกคลุมท้องฟ้า และไม่มีหินร้อนหนืดไหลท่วมป่าเป็นทะเลเพลิงด้วย

ไม่มีอะไรเลย…ไม่มีทั้งนั้น

ยามเช้ามาเยือนอย่างสงบสุข ท้องฟ้าสว่างไสวและแสงแดดสดใส งดงามราวภาพฝัน กระทั่งล่วงสู่ยามบ่ายจนเกือบเย็นก็ยังไม่มีเภทภัยใดๆ เกิดขึ้น ทั้งที่ในตำราโบราณของหมู่บ้านไม่เคยมีบันทึกถึงเหตุคลาดเคลื่อนเช่นนี้มาก่อน

หลังงุนงงอยู่นานครึ่งค่อนวัน ราบันก็หยุดสวดภาวนา เอ็ดประคองนางลุกขึ้นยืน ชาวบ้านมองหน้ากันด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน สายตาอิดโรยแสดงความหวาดกลัวและสับสน แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ค่อยๆ ส่งยิ้มให้แก่กัน

“ภูเขาไฟไม่ระเบิดแล้ว!”

ใครบางคนตะโกนขึ้นอย่างลิงโลด ชาวบ้านที่เหลือจึงเริ่มดีอกดีใจตามกันยกใหญ่ เสียงโห่ร้องอย่างยินดีดังก้องไปทั่วหุบเขา หลายคนเริ่มพูดถึงการส่งเครื่องสังเวยที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ในอดีตมังกรไม่เคยพอใจกับสิ่งใดที่มนุษย์ส่งไปให้ ครานี้ส่งเด็กไปคนเดียว มังกรไฟกลับปรานีไม่ออกอาละวาด นี่นับว่าเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่เลยมิใช่หรือ

“มาฉลองกันเถอะ!” เอ็ดชูกำปั้นขึ้นฟ้าอย่างฮึกเหิม

ในเมื่อไม่มีภัยร้ายมาแผ้วพานหมู่บ้าน พวกเขาจึงขนอาหารที่เก็บถนอมไว้ออกมากิน งานเฉลิมฉลองดำเนินมาสามวันสามคืนแล้ว ทุกคนสนุกสนาน อิ่มหนำ และเมามาย ทำนองสูงๆ ต่ำๆ ของกลองและเครื่องสายผสานเสียงกู่ร้องอย่างสรวลเสเฮฮาดังลั่นไม่หยุดมาถึงปัจจุบัน

ไม่มีใครคิดถึงซาซุม

ไม่มีใครสนใจหัวอกแม็กนี

ไม่มีใครสักคนสลดต่อบาปที่จงใจก่อ

อาจเพราะเติบโตมากับความหวาดกลัว ถูกปลูกฝังให้ยำเกรงภัยร้ายที่ไม่อาจต้านทาน และถูกความยากจนแร้นแค้นหล่อหลอมมาให้เป็นเช่นนี้ ชาวป่าที่อาศัยอยู่รอบภูเขาไฟเมานาโลอาจึงมีนิสัยชั่วช้าและเห็นแก่ตัว นอกจากเอาตัวเองให้รอดแล้ว ใครจะเป็นจะตายอย่างไร ล้วนไม่เกี่ยวกับตนทั้งนั้น

ในยามนี้พวกเขามีความสุขบนความทุกข์ของแม็กนี คิดว่าดีแล้ว สมควรแล้ว นี่คือบาปกรรมที่ครอบครัวชายแก่ก่อไว้กับคนในหมู่บ้าน ดังนั้นแม็กนีกับซาซุมจึงต้องชดใช้กรรม

ส่วนในอีกร้อยปีข้างหน้า เด็กน้อยบ้านไหนจะดวงดีถูกส่งไปเป็นเครื่องเซ่นสังเวยก็ค่อยว่ากันอีกที คิดเสียว่ายอมสละเด็กคนเดียวเพื่อคนหมู่มาก ยอมทำเรื่องชั่วร้ายแค่ครั้งเดียว เพื่อแลกกับความสงบสุขไปอีกร้อยปี...เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

มนุษย์หนอมนุษย์

ช่างใจดำ...

แมวดำตัวอ้วนซุ่มมองอยู่ด้วยสายตาเฉยชา หางยาวกวัดไปซ้ายทีขวาทีอย่างไม่สบอารมณ์ ไอเย็นเยียบราวน้ำแข็งมฤตยูจากร่างกลมป้อมของมัน แปรสภาพน้ำในบ่อให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง พืชพรรณที่มันย่างผ่าน ล้วนแห้งเหี่ยวกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ สัตว์ในคอกที่มันเดินลัดเลาะใกล้ ล้วนหนาวจนแข็งตายเกลื่อนกลาด

ธูริรี่กระโดดขึ้นไปนอนหมอบบนหลังคาบ้านหลังหนึ่ง ขณะที่เฝ้ามองผู้คนในงานเลี้ยง ดวงตาสีแดงเลือดของมันสะท้อนแสงจากกองไฟ ประกายวูบไหวนั้นดูโหดเหี้ยมและชั่วร้ายราวกับไฟนรก

เอ็ดเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นมัน...

เสียงหัวเราะของเขาหยุดค้างอยู่กลางลำคอ รู้สึกหนาวยะเยือกจนขนลุกเกรียว ชาวบ้านเชื่อกันว่าแมวดำเป็นสัตว์เลี้ยงของจ้าวนรก พวกมันคือลางร้ายที่โผล่หน้ามาแจ้งเตือนก่อนถึงคราวหายนะ

วูบหนึ่ง...

เอ็ดเห็นแมวดำยกยิ้มเหี้ยมเกรียม

ทว่าพอขยี้ตา แมวตัวนั้นก็หายไปแล้ว

 

 

--- พูดคุยติดแท็ก #วิกเชียส นะคะ ---

 

talk.

ตอนนี้ไม่มีจาจุมมมม ตอนหน้ามียาวๆ น้า เผอิญบทที่ 5 มันยาวเลย 12 หน้า จะตัดเนื้อหาอะไรออกก็ไม่ได้เพราะทุกจุดสำคัญหมด นัทเลยแบ่งครึ่งค่ะ เอาพาร์ทท้ายของจาจุมไปไว้อีกบทแทน

ส่วนบทที่ 6 มาสัปดาห์หน้านะคะ เขียนจบแล้วค่ะ ^^

เอาละ ตอนหน้าเดือดแล้วนะ เดือดจริง เดือดจัง

อะไรเดือด?

ซุปในหม้อของอมารันท์ค่ะ ไม่ใช่ภูเขาไฟเดือด สรุปภูเขาไฟไม่ระเบิดสักที นี่ก็จะพาไปดูน้อนจาจุมกินข้าวอีกแล้ว ฟีลกู้ดชิลๆ จริงๆ เล้ย LOL

 

ขอบคุณค่า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น

  1. #42 Yoru rin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 23:08
    คิดว่าความสุขคงไม่อยู่กับพวกคุณอีกต่อไปแล้วล่ะ / อ่านช่วงที่ไรท์บรรยายความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นี้ เราขนลุกเลยอ่ะ ไรท์เขียนเก่งมากๆเลยยยย
    #42
    1
    • #42-1 ฝนมกรา.(จากตอนที่ 5)
      17 พฤษภาคม 2563 / 07:58
      ขอบคุณมากนะคะ เขินจัง

      สำหรับชาวบ้านคือ...สุขกันให้พอแล้วรอชดใช้กรรม 555

      จะรีบอัพตอนหน้านะคะ ว่างๆ อย่าลืมแวะมาอ่านอีกน้า ขอบคุณค่า
      #42-1
  2. #41 Moriza2355 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 22:54

    อยากรู้เลยว่าชาวบ้านยังจะมีความสุขอีกไหม จัดการเลยธูริรี่!

    คิดถึงไรท์มากเลยค่ะ ไม่ได้เจอกันนาน
    #41
    1
    • #41-1 ฝนมกรา.(จากตอนที่ 5)
      17 พฤษภาคม 2563 / 07:56
      ธูริรี่ : ตัวแทนแห่งดวงจันทร์จะลงทัณฑ์แกเอง!

      คิดถึงคนอ่านเหมือนกันนน เวลาไม่ได้อัพนิยายชีวิตจะเหงาๆ หน่อย ขอบคุณมากนะคะที่ยังไม่ลืมน้อนจาจุมกับเค้า ;;w;;
      #41-1
  3. #40 องค์หญิงแอ๊บแบ๊ว (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 22:15

    สนุกมากกกกกกกก มาอัพบ่อยๆนะคะไรท์
    #40
    1
    • #40-1 ฝนมกรา.(จากตอนที่ 5)
      17 พฤษภาคม 2563 / 07:54
      ขอบคุณน้าาาา จะพยายามนะคะ ช่วงนี้ไม่มีงานเร่งด่วนเลยมีเวลาแต่งนิยายมากขึ้นค่ะ อิอิ
      #40-1
  4. #39 Patjungy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 22:04

    รอตอนต่อไปนะคะ
    #39
    1
    • #39-1 ฝนมกรา.(จากตอนที่ 5)
      17 พฤษภาคม 2563 / 07:53
      ขอบคุณนะคะ ตอนหน้ามาสัปดาห์หน้าจ้า ^^
      #39-1
  5. #38 Thimaphon (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 21:41

    ไรท์กลับมาแล้ววววว เย้!!!!!
    #38
    1
    • #38-1 ฝนมกรา.(จากตอนที่ 5)
      17 พฤษภาคม 2563 / 07:53
      คัมแบ็กชั่วคราวจ้า 55555
      #38-1