V I C I O U S

ตอนที่ 4 : Chapter 04 ― Caterpillar

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 331
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    26 พ.ค. 63

 

Chapter 4

Caterpillar

 

 

จะทำอย่างไรดี

อมารันท์ก้มลงมองเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขนอย่างสับสน

มหาบิดรขอให้เขาปรานีมัน แล้วแบบไหนเล่าถึงจะเรียกว่าปรานี แค่ไว้ชีวิตนับว่าเพียงพอแล้วหรือไม่ หรือเขาจะต้องเลี้ยงดูเด็กคนนี้ต่อไปด้วย

ไม่สิ ข้าทำแบบนั้นไม่ได้

ดวงตาสีแดงคมกริบกวาดมองทั่วโถงถ้ำ

สถานที่แห่งนี้คือกรงขังชั่วนิจนิรันดร์ของเขา นอกจากบัลลังก์สีดำที่ตั้งเด่นอยู่บนแท่นสูงและทรัพย์สมบัติมหาศาลที่กองสุมท่วมหัว ภายในถ้ำกว้างขวางก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก มันมืดสนิท เงียบเหงา และหนาวเย็น กลางวันไม่ต่างกับกลางคืน ไม่มีแสงอาทิตย์ ไม่มีพืชหรือสัตว์ ซึ่งหมายถึงไม่มีอาหารสำหรับการดำรงชีวิตด้วย

เด็กเล็กๆ ในวัยเจริญเติบโตควรได้อยู่กับพ่อแม่ อาศัยในกระท่อมที่อบอุ่น ได้กินเนื้อกินนมจนพุงกาง ได้วิ่งเล่นกลางทุ่งกว้างภายใต้แสงแดดเจิดจ้า มิใช่มาอาศัยอุดอู้อยู่ในถ้ำมืดไม่เห็นเดือนเห็นตะวันกับมังกรต้องสาปเช่นเขา ดังนั้นการส่งตัวเด็กกลับคืนสู่หมู่บ้านจึงเป็นความปรานีเดียวที่เขาพอจะมอบให้มันได้

เพียงแต่...เขาไม่รู้ว่าบ้านของมันอยู่ที่ใด

อมารันท์ประคองเท้าที่มีแผลขึ้นมาพิจารณา

เทียบกันแล้วฝ่าเท้าน้อยๆ นี่ยังยาวไม่พ้นมือเขาเลย ขนาดตัวมันก็เล็กกระจ้อยร่อยเท่าลูกหมา เห็นทีเจ้าหนูนี่คงอายุไม่เกินขวบหรือสองขวบ ไม่น่าจะรู้ความพอให้ถามไถ่ได้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน

แม้หมู่บ้านต่างๆ รอบภูเขาไฟเมานาโลอาจะส่งของเซ่นสังเวยมาขอความเมตตาจากเขาทุกร้อยปี แต่ก็ใช่ว่าเขาจะจำแนกแยกแยะมนุษย์พวกนั้นได้ละเอียดเสียเมื่อไหร่ เขาพอรู้เลาๆ แค่ว่าพวกมันมีผมแดงดกหนา กรามใหญ่ และรูปร่างท้วมหนาเหมือนๆ กันหมด สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนเห็นจะมีแค่เสื้อผ้าบนร่างกายเท่านั้น

พวกชาวบ้านตามป่าเขาไม่มีตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าจากต่างแดนเหมือนในเมืองใหญ่ เครื่องแต่งกายจึงเป็นของที่ทำเองใช้เองไม่ได้มีไว้ค้าขาย วัสดุที่ใช้ล้วนหาได้ในป่าละแวกใกล้เคียง ดังนั้นหมู่บ้านแต่ละแห่งจึงมีเอกลักษณ์ของเสื้อผ้าแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย

หากอมารันท์จำไม่ผิด หมู่บ้านผาหิมะที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือในเขตหนาวเย็น ชาวบ้านมักล่าสัตว์เอาหนังมาตัดเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่ม หมู่บ้านสนแดงที่อยู่ในเขตที่อบอุ่นและอุดมสมบูรณ์กว่า ชาวบ้านมักเลี้ยงหนอนไหมนำเส้นใยมาทอผ้าและย้อมสีสันด้วยแก่นของต้นอะคาเซียให้ผ้าเป็นสีน้ำตาลเข้ม ส่วนหมู่บ้านทรายขาวที่ตั้งอยู่ใกล้ทุ่งหญ้า ชาวบ้านเลี้ยงแกะแพะเป็นส่วนใหญ่ พวกมันจึงทำเสื้อผ้าจากขนแกะสีขาวนวลโดยไม่แต่งเติมสีสันใดๆ

ส่วนเจ้าตัวเล็กนี่...

อมารันท์แหวกผ้าขนสัตว์ที่ห่มคลุมตัวเด็กออกเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวเกี่ยวชายเสื้อเก่าๆ ที่มีรอยปะชุนโชกโชนออกมาดู พบว่าเนื้อผ้าที่บางจนน่าใจหายมีสีน้ำตาลซีดจางจนแทบจะกลายเป็นสีเทาอยู่รอมร่อ

“สมัยก่อนเสื้อตัวนี้คงเคยเป็นสีน้ำตาลเข้มสินะ ถ้าใช่ เจ้าคงมาจากหมู่บ้านสนแดงกระมัง” อมารันท์คาดเดา

หมู่บ้านสนแดงเป็นหมู่บ้านแรกที่ริเริ่มส่งเครื่องสังเวยมาให้เขา อีกทั้งยังเป็นหมู่บ้านเดียวที่ส่งอาหารว่างมาให้เขาเคี้ยวเล่นไม่เคยขาด ปีนี้ไม่รู้นึกชั่วอะไรถึงส่งเด็กหนึ่งคนมากับลาหนึ่งตัว...

จริงสิ ยังมีเจ้าลาตัวนั้นอยู่มิใช่รึ

เมื่อนึกถึงลา อมารันท์จึงนึกอะไรดีๆ ออก

พวกมนุษย์ฝึกสัตว์เอาไว้ใช้งานมาแต่ไหนแต่ไร นกพิราบสื่อสาร ม้าลากเทียม รวมไปถึงลาแบกหาม พวกมันต่างถูกสอนให้หาทางกลับบ้านได้เสมอ เจ้าหนูก็มากับลาของมันไม่ใช่หรือ ถ้าให้กลับไปกับลาตัวนั้นเสีย มันก็น่าจะกลับคืนสู่หมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย

“บาบัค” อมารันท์เรียกกิ้งก่าหนามที่ตนเตะหายไปไหนไม่รู้

“ขอรับ” บาบัควิ่งสี่ขากลับมาหาเขาอย่างกระตือรือร้น

“ไปตามหาลาของเจ้าตัวเล็กกลับมาให้ข้าที”

“ท่านจะส่งเด็กกลับหมู่บ้านหรือขอรับ”

มังกรหนุ่มไม่ได้เร่งรีบตอบคำถามในทันที ดวงตาคู่งามคมกริบราวใบมีดเลื่อนมองต่ำ จับจ้องไปยังกลีบดอกไม้สีขาวบอบบางที่เรืองแสงอ่อนๆ อยู่กลางหน้าผากเกลี้ยงเกลาของหนูน้อย ตำแหน่งที่อยู่อย่างพอเหมาะพอเจาะนี้ ช่างชวนให้คิดเสียจริงว่ามันถูกใครบางคนจับวางไว้อย่างจงใจ

“มหาบิดรบอกให้ข้าปรานีมัน ข้าก็จะละเว้นมันสักครั้ง”

“เอ๋” บาบัคแสร้งส่งเสียงอุทานใสซื่อแล้วเอียงคออย่างฉงน “ไม่ใช่ว่าท่านละเว้นให้เจ้าตัวเล็กนี่ นับตั้งแต่มันคลานดุ๊กๆ ไปนอนซุกพุงอุ่นๆ ของท่านแล้วหรือขอรับ”

อมารันท์รู้สึกรำคาญเหลือทนเลยง้างเท้าจะเตะบาบัคไปให้พ้นหูพ้นตาตนอีกรอบ

“โอ๊ะ อย่าขอรับ ปรานีข้าด้วย ขอแค่สักเศษเสี้ยวที่ท่านปรานีเจ้าตัวเล็กก็ได้ขอรับ!”

“บาบัค” มังกรหนุ่มกัดฟันกรอด เปลวไฟในคบเพลิงด้านหลังลุกโหมพึ่บพั่บอย่างเกรี้ยวกราดในทันใด

บาบัครู้ตัวว่าจี้ใจดำมังกรปากแข็งเข้าให้แล้ว หลังหัวเราะร่วนจนเกล็ดท้องกระเพื่อมเหมือนคลื่นในทะเล ร่างกลมป้อมก็รีบเคลื่อนกายหลบหลีกเท้าเจ้านาย ก่อนจะวิ่งปรู๊ดหนีหายไปในความมืดอย่างว่องไว

คล้อยหลังเจ้ากิ้งก่าหนามตัวยุ่งไป อมารันท์จึงหมุนกายเดินลากชายผ้าสีแดงเข้มไปตามพื้นหินสีดำ ร่างสูงโปร่งอุ้มเด็กน้อยไว้ด้วยแขนซ้ายเพียงข้างเดียว สายตาสอดส่ายหาที่ทางเหมาะๆ ให้เด็กนอน แต่แถวนี้ก็ใช่ว่าจะมีเตียงนุ่มให้ใครนอนเสียเมื่อไหร่

เกือบสามพันปีมานี้อมารันท์อยู่ในร่างมังกรตลอด มังกรหนุ่มมักนอนขดตัวล้อมรอบแท่นบัลลังก์กลางโถงถ้ำ รอบกายมีเพียงสมบัติแวววาวกองสุมรายล้อม ไม่มีหมอน ไม่มีผ้าห่มใดๆ รองรับยามนอนบนพื้นหินที่เย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง ขืนให้เจ้าตัวเล็กนอนบนพื้น เดี๋ยวได้หนาวตายกันพอดี

บางทีแถวนี้น่าจะมีอะไรดีๆ ที่พอใช้การได้

อมารันท์ครุ่นคิดพลางเดินเข้าไปใกล้กองสมบัติ เห็นแก้วแหวนเงินทองส่องประกายล้อแสงไฟ ข้างๆ กันคือกองอาวุธนานาชนิดถูกสุมรวมกันสูงเป็นภูเขา แต่ท่ามกลางข้าวของเลอค่ามีย่ามสกปรกใบใหญ่ตกปะปนอยู่ เนื้อผ้าที่ทอหยาบจนสากระคายมือมีกลิ่นสาปสัตว์และขนลาสีดำติดอยู่ประปราย คาดว่าย่ามนี่คงมาพร้อมเด็กกับลาตัวนั้น

มือขาวซีดหยิบถุงย่ามมาเทของข้างในออกดู...

สิ่งของที่ร่วงกระจัดกระจายลงมามีทับทิมเม็ดใหญ่ ผ้าไหมสีแดงเพลิง และซากดอกกล้วยไม้ป่าสีน้ำตาลเหี่ยวเฉา ทว่าไม่มีวี่แววของน้ำผึ้งป่าและแอปเปิ้ลที่ถูกตระเตรียมมาด้วย เพราะพวกมันกลายเป็นเสบียงยามยากระหว่างเดินทางของซาซุมไปเรียบร้อยแล้ว

มังกรหนุ่มนำทับทิมมาหมุนส่องไฟดูสองสามที เห็นว่าน้ำงามไม่เลวจึงวางไว้ในหม้อทองคำใกล้ๆ มือ ส่วนดอกไม้เหี่ยวๆ กลับถูกเมินใส่อย่างไม่ไยดี เพราะอมารันท์หันไปสนใจผ้าไหมสีแดงเพลิงเสียแล้ว เขาสะบัดผ้าแรงๆ สองสามทีไล่เศษฝุ่นผง หารู้ไม่ว่าเผลอรบกวนการนอนของเจ้าตัวเล็กเข้าเสียแล้ว

มือเท้าน้อยๆ ในอ้อมแขนอมารันท์เริ่มเคลื่อนไหว ดวงตาง่วงงุนฉ่ำน้ำเปิดปรือ ดูท่าจะตื่นเต็มตาในไม่ในช้า อมารันท์คิดว่าตนรับมือเด็กร้องโยเยไม่ไหวแน่จึงรีบเอ่ยปลอบเป็นพัลวัน

“ชู่วๆ เด็กดี นอนต่อเถิด ข้าไม่กวนเจ้าแล้ว”

แหมมมม เด็กดี เรียกว่าเด็กดีงั้นรึ เ-ด็-ก-ดี!

บาบัคอยากจะร้องแหมมมดังๆ ให้ลั่นภูเขาเสียจริง

เจ้ากิ้งก่าหนามแอบดูอยู่นานแล้วบนภูเขาสมบัติใกล้ๆ

มันจด มันจ้อง คอยมองเจ้านายคนงามของตนตาไม่กะพริบ เห็นอมารันท์กำลังลูบลูกผมสีดำนุ่มนิ่มบนหน้าผากเด็กน้อยพลางโยกตัวซ้ายขวาเบาๆ ทั้งกล่อมทั้งโอ๋อย่างอ่อนโยนจนหนูน้อยหลับปุ๋ยคาอกไปอีกรอบแล้วนั่น

เอ็นดูเด็กถึงเพียงนั้น ไม่รู้จะปากแข็งไปเพื่ออะไร...

ใครๆ เขารู้กันทั่วว่าท่านอมารันท์ของมันน่ะรักเด็กจะตายไป

ย้อนไปหลายพันปีโน้นสมัยเผ่ามังกรเกิดใหม่บนผืนพิภพคาโฮเกีย พวกลูกมังกรน้อยๆ ที่เพิ่งคลานออกจากไข่ก็คลานเข้าไปซุกอิงแอบอยู่ใต้ปีกมังกรไฟอมารันท์มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าอมารันท์อยู่แห่งหนไหน พวกมังกรตัวกระจ้อยฝูงใหญ่ก็คอยบินตามกันเป็นพรวน เป็นที่น่าเอ็นดูในสายตามหาบิดรยิ่งนัก

ไหนจะท่านวิกเชียสอีกล่ะ

ครั้งหนึ่งในอดีตอันไกลโพ้น บาบัคเคยแอบมองอมารันท์กับเด็กอีกคนจากที่ไกลๆ อย่างที่กำลังทำอยู่เวลานี้

ทว่าคนที่อมารันท์อุ้มชูไว้ในอ้อมแขนตอนนั้นมิใช่เด็กชาวป่าชาวเขา แต่เป็นเด็กชายที่ถือกำเนิดจากดินยูว์ของจ้าวนรกผสมรวมกับเลือดเนื้อและลมหายใจของมหาบิดร

ไม่รู้เป็นยังไงมายังไงกันแน่ หลายร้อยปีให้หลังอมารันท์นายมันกลับตกเป็นฝ่ายโดนเด็กอุ้มไปเสียอย่างนั้น

ถ้าท่านวิกเชียสยังอยู่ ป่านนี้ก็คง...

เจ้ากิ้งก่าหนามหยุดคิดแล้วสะบัดหัวไปมา วันเวลาที่ล่วงผ่านไปแล้ว มิอาจย้อนกลับคืน มานึกเสียดายอะไรเอาตอนนี้มีแต่จะทำให้หดหู่ไปเปล่าๆ ดังนั้นเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วกันไปเถิด

ว่าแต่...ตอนนี้เถอะ นายข้าหาอะไรอยู่หรือนั่น

บาบัคคืบคลานเข้าไปดูใกล้ๆ ว่าอมารันท์จะทำอะไรกันแน่

ขณะนั้นมังกรหนุ่มกำลังขุดคุ้ยหาของด้วยมือข้างเดียวอย่างขะมักเขม้น พบเจอพับผ้าห่อใหญ่ ขนสัตว์อย่างดีในหีบทอง และพรมผืนหนาจากแดนเหนือที่ทออย่างละเอียดลออ ทุกอย่างที่ว่าถูกโยนมากองรวมกันที่กลางลาน ไม่รู้ทำไมยิ่งมองนานๆ บาบัคก็ยิ่งนึกถึงพฤติกรรมของแม่มังกรที่เตรียมทำรังฟักไข่ขึ้นมา

ท่านอมารันท์ของข้ากำลังเตรียมตัวเป็นหม่าม้าสินะ!

กิ้งก่าหนามแอบปิดปากขำคิกคัก ถ้างั้นคงถึงเวลาแล้วที่มันต้องปล่อยให้อมารันท์ทำรัง เอ๊ย! ง่วนกับการเลี้ยงดูเด็กโดยไม่มีตัวจุ้นอย่างมันคอยรบกวนให้ระคายใจ

ชั่วขณะที่บาบัคเร้นกายหายไปในความมืดมิด ทางฝั่งอมารันท์ไม่รู้ไม่เห็นว่ามีใครแอบมองอยู่ เพราะกำลังยุ่งกับการหาทวนยาวสี่ห้าด้ามนำมาขึ้นโครงสูงแล้วมัดไว้ให้แน่นหนาด้วยเชือกทองคำหรูระยับ ก่อนคลุมทับด้วยผ้าสีขาวปักลายทองสลับซับซ้อนจนได้กระโจมขนาดย่อมๆ ต่อมาก็ก้มตัวมุดเข้าไปปูพรมรองพื้นแล้ววางทับด้วยขนสัตว์หลายผืน

เมื่อพึงพอใจกับผลงานของตนเองแล้ว หนูน้อยที่หลับปุ๋ยก็ถูกวางลงบนขนหมีสีน้ำตาลปุกปุย

อมารันท์คิดจะห่มผ้าให้เจ้าก้อนนุ่มนี่แล้วรีบๆ ออกไปข้างนอกเสียที แต่กลับต้องรั้งอยู่ต่อนานขึ้น เมื่อบังเอิญสัมผัสพบความชื้นบนเสื้อผ้าเด็กเสียก่อน

จะป่วยไหมนี่...

เพราะดันกังวลไม่เข้าท่าขึ้นมาเสียได้ ผ้าไหมสีแดงเพลิงผืนนั้นจึงถูกหยิบมาใช้ในเวลานี้เอง

อมารันท์พับทบผ้าจนได้ความยาวที่พอเหมาะกับตัวเด็ก ก่อนจะห่มห่อร่างน้อยด้วยวิธีที่คนโบราณใช้นุ่งห่มผ้าผ่อนที่ไร้การตัดเย็บ ไม่นานเจ้าหนอนบุ้งก็กลายเป็นดักแด้อ้วนกลมแสนอบอุ่น

ทันทีที่เสร็จธุระ อมารันท์คิดจะมุดออกจากกระโจมไป

ทว่า...ชายเสื้อยาวรุ่มร่ามของเขากลับถูกนิ้วน้อยๆ กำไว้แน่น แกะเท่าไรก็แกะไม่ออก มือเล็กจ้อยเกาะเขาไว้แน่นเหนียวราวตีนตุ๊กแกเกาะฝาผนังเลยทีเดียว

“เอาเถิด หน้าที่ข้าคือปรานีเจ้าอยู่แล้วนี่”

มังกรหนุ่มถอนหายใจพลางเหน็บชายขอบกระโจมมิให้ลมเข้า มือขาวซีดตวัดเส้นผมกับโซ่ล่ามคอที่เกะกะวุ่นวายข้ามบ่าไปอย่างไม่ใส่ใจ ขณะนั่งลงข้างๆ เจ้าดักแด้สีแดงเพลิงที่เริ่มขดตัวนอนสั่นระริกอย่างหนาวเหน็บ

ในนี้หนาวนัก...

มหาบิดรอุตส่าห์ขอชีวิตมันไว้ หากมันหนาวตายคงไม่ดี

อมารันท์บอกตัวเองก่อนช้อนตัวเด็กน้อยขึ้นมานอนบนตัก ใต้ผิวกายขาวซีดคือเลือดมังกรไฟที่เปี่ยมไปด้วยมนตรา กองไฟหรือผ้าห่มใดๆ ก็ไม่อาจมอบความอบอุ่นได้เท่าตัวเขา ดังนั้นเขาจึงกกกอดเจ้าหนูไว้ ปล่อยให้แก้มของมันแปะเกยอยู่บนแผ่นอกของตนอย่างไม่ถือสา

หลับสบายจริงนะ

มังกรหนุ่มเอียงคอมองเงียบๆ อยู่พักใหญ่ เห็นเนื้อแก้มที่ดูหนั่นนุ่มและกลมขาวเหมือนก้อนเมฆเลยลองจิ้มดูเบาๆ

ทำไมนุ่มจัง...

เขาขมวดคิ้ว ลองจิ้มๆๆ อีก

เกือบได้ยินเสียงดึ๋งๆ ออกมาเลยแฮะ

ไหนๆ บาบัคก็ไม่อยู่ ไม่มีใครยื่นปากมาแซว อมารันท์จึงแอบบีบๆ บี้ๆ แก้มนิ่มย้วยอย่างมันเขี้ยว ส่วนเจ้าตัวเล็กก็ยังหลับสบายไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่เช่นเดิม

“หลับปุ๋ยเชียว ชักอิจฉาเจ้าแล้วสิ”

อมารันท์แตะจมูกเล็กๆ ด้วยปลายนิ้ว รู้สึกง่วงแสนง่วง อยากล้มลงตัวลงนอนเต็มแก่ แต่จำต้องฝืนทนเอาไว้ เขาจะหลับไม่ได้เด็ดขาด...อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้ เขาต้องส่งเจ้าตัวเล็กออกจากถ้ำไปเสียก่อน

เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าครั้งหน้าที่เขาตื่น ถ้ำแห่งนี้จะกลายเป็นขุมนรกไปหรือไม่

 

 

 

ยามเช้ามาเยือนแล้ว...

แม้ไม่เห็นดวงตะวันเคลื่อนผ่านท้องฟ้า แต่อมารันท์รับรู้วันเวลาได้แม่นยำจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในถ้ำ

เมื่อยามค่ำคืนผ่านพ้น ความหนาวเหน็บเสียดกระดูกจะเริ่มจางลงแต่ไม่ได้หายไปไหน มันแค่กลายเป็นความเย็นเยือกเจือไอน้ำหนาแน่นจนหายใจไม่สะดวกไปแทน ความชื้นที่แฝงกำซาบอยู่ในอณูอากาศทำลายความแห้งผากของผ้าคลุมกระโจมไปจนสิ้น อีกทั้งเปลวไฟบนแท่นคบเพลิงสี่ทิศที่ถูกจุดไว้หลายชั่วโมงก็สลัวโรยลงจนแทบไม่เหลือแสง

“กลับมาแล้วขอรับ”

อมารันท์ขยับกายเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเจื้อยแจ้ว กิ้งก่าหนามมุดเข้ามาในกระโจมผ้าผ่านรอยแยก บนลำตัวกลมป้อมมีละอองน้ำเกาะเป็นหยดๆ อยู่ตามเกล็ดสีทราย

ครั้นเห็นศีรษะที่รายล้อมด้วยหนามสั้นทู่ก้มโค้งให้อย่างนอบน้อม มังกรหนุ่มจึงพยักหน้ารับอย่างเกียจคร้านหนึ่งที

เขานั่งอยู่ที่เดิมในกระโจมมาทั้งคืน ไม่ได้หลับได้นอน ไม่ได้ขยับตัวไปไหน เหน็บกินแขนขาจนต้องเลิกอุ้มเจ้าหนอนบุ้งแล้วปล่อยให้มันนอนบนตักแทน ตอนนี้เลยไม่มีอารมณ์จะสนทนากับใครเท่าไร

“เพิ่งตื่นหรือขอรับ” บาบัคกะพริบตาปริบๆ

“อืม” อมารันท์ปดตัดรำคาญ “หาลาไม่เจอหรือ”

“ยังไม่เจอลาตัวนั้นขอรับ แต่คิดว่าเจ้าหนูน่าจะหิว เลยไปหาอาหารแล้วกลับมาก่อน” บาบัครายงาน

อมารันท์เลิกชายผ้าขึ้นแล้วมองออกไปด้านนอก เห็นปลาตัวใหญ่สองตัวดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในถาดทองคำ จะไม่ถามหรอกนะว่าบาบัคคาบพวกมันกลับมายังไงในร่างกิ้งก่าตัวเท่าฝ่ามือ แต่เห็นว่าบริวารทำหน้าที่ได้ดีจึงต้องชมเชยสักหน่อย

“ดีมาก”

ไม่ชมแค่ปากเปล่า อมารันท์เกาคางให้เจ้ากิ้งก่าด้วย

บาบัคทำหน้าเคลิ้มตามแรงเกาจากเจ้านายอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อมือขาวซีดร้อนจัดดั่งลาวาเดือดละจากไป มันก็ปีนป่ายขึ้นไปเกาะก้อนดักแด้กลมๆ บนตักชายหนุ่มอย่างสงสัยใคร่รู้

“เจ้าตัวเล็กยังไม่ตื่นอีกหรือขอรับ”

“ยัง เจ้าดูมันไว้แล้วกัน ข้าจะไปดูกองไฟเสียหน่อย”

มังกรหนุ่มอุ้มเด็กน้อยวางลงบนพรมผืนหนาอย่างระวัง ร่างสูงโปร่งเคลื่อนกายออกจากกระโจมผ้า ทิ้งให้บาบัคนอนหมอบเฝ้าเด็กอยู่ตามลำพัง

ทว่าคล้อยหลังอมารันท์จากไปได้ไม่ถึงอึดใจ กระโจมผ้าหลังน้อยที่เคยอบอุ่นก็หนาวเยือกในฉับพลัน

ซาซุมถูกอากาศเย็นเฉียบกระโจนเข้าตะครุบจนสะดุ้งตื่น ฟันหน้าซี่เล็กจิ๋วเหมือนฟันกระต่ายกระทบกันดังกึกๆ หนูน้อยหนาวสั่นเข้าขั้นทรมานแทบขาดใจ ไม่อาจทนนอนต่อได้อีก

“อ้าว ตื่นแล้วหรือเจ้าหนู”

ซาซุมเอียงหูฟังเสียงที่ไม่คุ้นเคย หันซ้ายหันขวามองไม่เห็นตัวคนพูด โลกสีเทาดำขมุกขมัวในสายตาหนูน้อยมีเพียงความสลัวรางและพร่าเลือน

ยกเว้นสิ่งเดียวที่เปล่งประกายงดงามอยู่

สีแดง...

สีแดงที่ว่าคือชายผ้ายาวลากพื้นที่กำลังจะผลุบหายไปต่อหน้าต่อตา เด็กน้อยรีบคลานต้วมเตี้ยมไล่ตาม ตั้งหน้าตั้งตาจะไขว่คว้าเนื้อผ้าที่ทิ้งรอยอุ่นจางๆ ไว้ตามพื้นที่เคลื่อนผ่าน

บาบัคได้รับคำสั่งให้เฝ้าดูเด็กไว้ ครั้นเห็นหนอนบุ้งอ้วนกลมของเจ้านายคลานกระดึ๊บๆ จะไปไหนไม่รู้ มันก็ตาลีตาเหลือกกระโดดเข้าขวาง

“จะออกไปไหนรึ ยังเช้ามืดอยู่นอนต่อเถิ—แอ๊ก!”

ซาซุมตาไม่ดีมองไม่เห็นตัวอะไรไม่รู้ที่ปรี่มาขวางทาง เข่าของหนูน้อยทับลงกลางหลังกิ้งก่าหนามเข้าอย่างจัง ลำตัวอ้วนป้อมถูกกดจนแบนราบจมหายลงไปในพรมขนหมี

เอื้อ...!

บาบัครู้สึกเหมือนไส้เกือบไหลออกทางปาก แต่อุบัติเหตุเล็กน้อยนี้หยุดยั้งซาซุมไว้ไม่ได้ หนูน้อยยังคงสนใจแต่อะไรสีแดงๆ ไม่เปลี่ยน ร่างเล็กลุกขึ้นเดินต้วมเตี้ยมมุดฝ่าออกไปนอกกระโจมผ้า พอเห็นว่าชายผ้าสีแดงขยายใหญ่อยู่ตรงหน้าก็โผเข้ากอดไว้แน่นเป็นลูกลิง

“หืม?”

อมารันท์งุนงงเมื่อถูกจู่โจมจากด้านหลัง ครั้นหมุนๆ ตัวแล้วก้มลงมองจึงพบว่าเป็นเจ้าลูกมนุษย์ตัวจ้อย มันกอดขาเขาแล้วมุดๆ ซุกๆ หาไออุ่นจากอาภรณ์ที่เขาสวมใส่

แล้วนี่อะไรกัน แค่ปล่อยไว้ครู่เดียว มือน้อยๆ นี่เย็นเจี๊ยบไปหมด แม้แต่แก้มขาวที่เคยอุ่นก็เย็นจัดไปด้วย

“หนาวหรือ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถาม

เงียบ...

ซาซุมพูดไม่ได้ ทว่าอมารันท์ไม่รู้เรื่องนี้ เห็นเด็กเอาแต่นิ่งเงียบ เขาจึงนึกกังวลว่ามันจะหวาดกลัวตน

“กลัวข้าหรือเปล่า” มังกรหนุ่มถาม

หนูน้อยจ้องมองเขาด้วยดวงตาใสแจ๋ว นัยน์ตาสีดำส่องประกายวิบวับเหมือนดวงดาวที่กระจายเกลื่อนฟ้ายามดึก อมารันท์พยายามมองหาความกลัวที่สะท้อนมาจากก้นบึ้งของหัวใจ...แต่ไม่พบ เขาเห็นแค่ความประหลาดใจ ความสับสน และความงุนงงจากเจ้าตัวเล็ก ราวกับเกิดมามันไม่เคยพบเคยเห็นอะไรอย่างเขามาก่อน

ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ซาซุมไม่เคยเห็นอะไรอย่างอมารันท์มาก่อน ไม่ได้พูดในแง่ว่าอมารันท์เป็นมังกรหรือชายหนุ่มรูปงาม แต่หนูน้อยโตมากับอาการตาพร่ามัวตั้งแต่เกิด มองเห็นชัดแค่สิ่งของที่มีสีแดง สีสันอื่นใดล้วนเป็นภาพสีเทาดำไม่กระจ่างแจ้ง

ทว่า…

ทุกสิ่งบนตัวอมารันท์กลับชัดแจ๋วในสายตาซาซุม

สีดำขลับของเส้นผม สีแดงปลั่งของริมฝีปากหยักสวย สีซีดขาวของผิวกาย และความงามชวนต้องมนตร์บนใบหน้า ทุกอย่างชัดเสียยิ่งกว่าชัด...ชัดยิ่งกว่าสีแดงใดๆ ที่หนูน้อยเคยเห็นมาทั้งชีวิต ผิดกับสิ่งอื่นๆ รอบตัวอมารันท์ที่ยังคงพร่าเลือนอยู่เหมือนเดิม

สีสันมากมายที่พุ่งเข้าใส่ในคราวเดียว ทำให้หนูน้อยแสบตาและมึนงงไปหมด ไม่รู้ว่าควรจะดีใจ กลัว หรือตกใจ แต่ที่แน่ๆ ซาซุมรู้สึกไม่อยากกะพริบตาเลย เพราะกลัวว่าภาพที่เห็นจะหายวับกลับสู่ความหม่นมัวอีกครั้ง

เจ้าหนูน้อยตัวจ้อยเขย่งเท้าแล้วยกมือขึ้นสูง

อมารันท์มองมือน้อยที่กำๆ แบๆ อย่างน่ารักน่าชัง ท่าทางคล้ายเด็กชายกำลังร้องขออะไรบางอย่างจากเขา

ร่างสูงโปร่งโน้มตัวลงต่ำ เส้นผมเงางามยาวเหยียดทอดผ่านลาดบ่าบอบบางลงไปถึงพื้นราวกับน้ำตกสีดำสนิท สายโซ่สีดำที่เชื่อมต่อกับตรวนคอส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ ยามร่วงไหลลงไปกระทบพื้นแข็ง

“เจ้าจะเอาอะไร อยากให้ข้าอุ้มงั้นหรือ”

อมารันท์คิดว่าน่าจะใช่เลยอุ้มซาซุมขึ้นแนบอก ตัวหนูน้อยอบอุ่นขึ้นทันตาเห็น บางทีซาซุมอาจจะหาวหวอดและหลับไปแล้ว หากไม่ได้เห็นดวงตาสีแดงเจือแต้มด้วยสีเหลืองทองแสนสวยเสียก่อน

สีแดง

จ๋วย

ใคร...?

เนื่องจากสายตาไม่ดีมาตั้งแต่เกิด แม็กนีจึงสอนให้หลานชายเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยอวัยวะอื่นที่ไม่ใช่ดวงตา ขอแค่จดจำรูปร่าง รสชาติ กลิ่น หรือเสียงของสิ่งรอบตัวได้บ้าง ชีวิตในภายภาคหน้าก็คงไม่ลำบากนัก

ซาซุมจำที่ตาจ๋าสอนได้ มือเล็กยื่นไปจับๆ คลำๆ สำรวจใบหน้างดงามไปทั่ว เริ่มตั้งแต่หน้าผาก เปลือกตา โหนกแก้ม สันจมูก ริมฝีปากล่าง คาง ลากยาวไปถึงใบหู ผิวของอมารันท์เรียบตึงและร้อนผ่าว แตกต่างกับผิวเหี่ยวย่นของแม็กนีลิบลับ และไม่เหมือนผิวที่ปกคลุมด้วยขนหยาบๆ ของรูค

ไม่เหมือนตาจ๋า ไม่เหมือนยู้ค

เจ้าหนูคว้าเส้นผมสีดำยาวที่มีกลิ่นหอมจางๆ มาดม กลิ่นหอมลึกลับที่จมูกน้อยๆ รับรู้ ไม่เหมือนกลิ่นผัก ไม่เหมือนกลิ่นดอกไม้ ไม่เหมือนกลิ่นซุปเนื้อ ไม่เหมือนกลิ่นยาขมบนตัวตาจ๋า ไม่เหมือนกลิ่นเหม็นเขียวของหญ้าบนขนรูค และไม่เหมือนกลิ่นอะไรที่ซาซุมรู้จักเลยสักอย่าง

หอม

จาจุมชอบ

จับก็แล้ว ดมก็แล้ว เหลือแต่ชิมรส...

แม็กนีสอนย้ำหนักหนากับหนูน้อยซาซุม ให้จับ ให้ดม และให้ชิม จะได้รู้พืชผักสมุนไพรแล้วไม่อดตายตอนโต

ดังนั้นสีแดงจ๋วยๆ นี่จึงไม่ใช่ข้อยกเว้น

ว่าแล้วเจ้าตัวเล็กก็งับหมับเข้าที่แก้มอมารันท์

ส่วนรสชาติน่ะหรือ...

เจ้าหนูน้อยทำตาโตชอบอกชอบใจ เพราะรสหวานปะแล่มติดปาก ทำให้คิดถึงยาน้ำเชื่อมในหม้อต้มของตาจ๋า

อะหย่อย!

“เอ่อ เจ้าหิวหรือ”

อมารันท์เริ่มปั้นหน้าไม่ถูกเสียแล้ว จะจับตรงไหน จะดมอย่างไร เขาก็ใจดีไม่ถือสาทั้งนั้น ซ้ำยังยืนเฉยให้สำรวจได้ตามใจชอบด้วย แต่การชิมรสแล้วทิ้งน้ำลายใสๆ ไหลยืดเคลือบไว้ให้ดูต่างหน้าบนแก้มเขานี่มันยังไง ไม่เกินไปหน่อยรึ

“ดีนะที่บาบัคไม่เห็น ไม่งั้น...”

“ไม่ทันไรก็โดนเด็กกินแล้วหรือขอรับ”

ใครว่าบาบัคไม่รู้ไม่เห็นคงคิดผิดถนัดแล้ว มันแอบมองมาตั้งแต่มังกรหนุ่มโดนเด็กพุ่งเข้ากอดหลังแล้วต่างหาก!

อมารันท์ทนสายตาล้อเลียนที่ทำให้แสบร้อนไปทั้งหน้าไม่ไหว เขาปล่อยเด็กลงพื้นแล้วยืดกายขึ้นเต็มความสูง ทำทีเป็นขยับเสื้อคลุมให้เข้าที่อย่างไว้ท่างามสง่า ก่อนปรายตามองบริวารอย่างเข้มงวด

“อย่ามัวโอ้เอ้อยู่ รีบไปตามหาลาตัวนั้นได้แล้ว”

“ท่านจะส่งมันกลับจริงๆ หรือขอรับ” บาบัคย้ำถาม มันรู้ว่านายตนถูกกักขังมานานคงเหงาไม่น้อย ถ้ามีเด็กเล็กๆ สักคนให้ได้เลี้ยงดู ชีวิตอันยาวนานในกรงขังจะได้ไม่ว่างเปล่าและแห้งแล้งจนเกินไป

“ข้าจะส่งมันกลับ” อมารันท์ยืนยันเสียงแข็ง มือขาวซีดสัมผัสตรวนสีดำต้องสาปที่ล่ามตรึงบนลำคอ ใบหน้างดงามหยิ่งทะนงไม่เปลี่ยน ทว่านัยน์ตาสีแปลกกลับสั่นระริกวูบไหว “ใกล้ครบรอบร้อยปีแล้ว ข้ามิอาจฝืนคำสาป เจ้าก็รู้”

“โอ คำสาป” บาบัคลืมสนิทเลย

ตกดึกคืนนี้หรือไม่เกินเช้าวันรุ่งขึ้น ภูเขาไฟเมานาโลอาจะปะทุแล้ว!

 

 

--- พูดคุยติดแท็ก #วิกเชียส น้า ---

 

talk.

จาจูมมาแล้ววว

หายไปไหนมานานมากเลย ขอโทษนะคะ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์ไว้ให้นะคะ ดีใจจัง แหะๆ

 

ฝนมกรา.

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น

  1. #37 Love SinB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 20:18
    คนน้องก็แบบน่ารักมากก
    ส่วนอิพี่ก็ปากแข็งละมุน555
    #37
    1
    • #37-1 ฝนมกรา.(จากตอนที่ 4)
      9 มีนาคม 2563 / 08:07
      อิอิ ขอบคุณน้า
      ฝากเอ็นดูจาจูมด้วยนะคะ
      #37-1
  2. #36 chananart081698 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:25
    เอาอีกเอาอีก
    #36
    1
    • #36-1 (จากตอนที่ 4)
      17 พฤษภาคม 2563 / 08:37
      อาทิตย์หน้ามาเพิ่มน้า 55555
      #36-1
  3. #35 tmridkwhy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:59
    ฮืออออ น่ารักมากกกกกกกก จะรอนะคะ
    #35
    1
    • #35-1 (จากตอนที่ 4)
      8 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:53
      ขอบคุณนะคะ ช่วงนี้ติดงานจริงๆ หลังวันที่ 9 ว่างแล้วจ้า /น้ำตาไหลยยย์
      #35-1
  4. #33 meitoneko (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 20:26

    โอ้ยยยยยยยยยยเจ้าก้อนจาจูมมมมมมมมมมมมมมมมแงงงงงงงงงงงงงง-ต้าวเด่ะน้อยพูดไม่ชัดดดดด -หนอนบุ้งฉีเเดงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง//เขมือบลงท้องล้าวววว

    #33
    1
    • #33-1 ฝนมกรา.(จากตอนที่ 4)
      16 ธันวาคม 2562 / 21:04
      5555555555555555555555555555555555555 เห็นคอมเมนต์ละเอ็นดู
      #33-1
  5. #32 janjirasuso (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 04:36
    สนุกมาก
    #32
    1
    • #32-1 (จากตอนที่ 4)
      14 ธันวาคม 2562 / 09:17
      ขอบคุณน้าาาา ^^
      #32-1
  6. #31 pure1000 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 23:51
    น้องซาซุมไร้เดียงสามาก ฮือออ อยากให้น้องมีชีวิตที่ดีกว่าก่อนหน้านี้
    #31
    1
    • #31-1 (จากตอนที่ 4)
      14 ธันวาคม 2562 / 09:17
      รอดูนะคะว่าพี่จ๋าจะใจอ่อน ยอมเลี้ยงไว้ไหม 55555
      #31-1
  7. #30 madeleineprry (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 23:40
    แงงงง เจ้าจาจูม เนียนมากเลยนะแอบชิมท่านอมารันท์เนี่ย เด็กคนนี้ร้ายเงียบไหมน้าๆ
    #30
    6
    • #30-4 (จากตอนที่ 4)
      14 ธันวาคม 2562 / 13:29
      อนาคตพี่จ๋าจะโดนกินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว คิกค๊ากกกกกกกก
      #30-4
    • #30-6 (จากตอนที่ 4)
      14 ธันวาคม 2562 / 21:09
      รอดูเลยค้าบ อิอิ
      #30-6