V I C I O U S

ตอนที่ 2 : Chapter 02 ― Coldness

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 304
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    26 พ.ค. 63

 

Chapter 2

Coldness

 

 

รูคเป็นลาฉลาด...

มันรู้จักภูเขาไฟเมานาโลอาดีพอๆ กับคอกตัวเอง

ตรงไหนมีน้ำสะอาด ตรงไหนมีชะง่อนหินไว้หลบฝน ตรงไหนแห้งพอจะนอนพัก มันรู้ทุกอย่าง รู้แม้กระทั่งว่าป่าแห่งนี้ไม่มีสัตว์ร้ายใดน่ากลัวไปกว่ามังกรที่หลับใหลอยู่ใต้ผืนพิภพ

ล่วงเข้าวันที่สองหลังออกจากหมู่บ้านสนแดง ลาหนุ่มยังคงแบกเด็กน้อยกับสัมภาระหนักอึ้งอย่างอดทน ปากขยับเคี้ยวหญ้าใบยาวที่เล็มได้จากข้างทางไปเรื่อย ขณะค่อยๆ เดินไต่ไหล่ผาสูงชันเข้าสู่ป่าลึก

หากซาซุมมีดวงตาเป็นปกติ เด็กชายจะได้เห็นปากปล่องภูเขาไฟเมานาโลอาที่ปรากฏอยู่ไกลลิบๆ เหนือทิวเมฆหนาทึบ มันเป็นยอดเขาสูงที่รายล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนราวเขาวงกต มองเผินๆ ดูคล้ายปราการสีเขียวเข้มขนาดมหึมาที่กักขังมังกรไว้ให้ห่างไกลจากทุกสรรพสิ่ง

เวลานี้ซาซุมกำลังนั่งนิ่งเป็นเด็กดีอยู่บนหลังลา เท้าน้อยๆ จะได้แตะพื้นดินก็ต่อเมื่อรูคหยุดเดิน แต่นอกจากช่วงพลบค่ำก่อนตะวันตกดินแล้ว เจ้าลาจอมทรหดก็แทบไม่ยอมหยุดพักเลย

ลาสีดำตัวใหญ่เดินไปเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้าแต่สม่ำเสมอ จังหวะการเดินเอื่อยเฉื่อยของรูคทำให้ตัวของเด็กชายโยกไปมาตลอดเวลา ซาซุมรู้สึกเหมือนกำลังนอนอยู่ในเปลผ้าที่แกว่งเบาๆ จึงง่วงทั้งวัน

ตอนนี้ก็ง่วง...

หนูน้อยหาวหวอดจนน้ำตาซึม เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้น ร่างน้อยดึงผ้าขนสัตว์หนาหนุ่มมาห่อตัวจนกลายเป็นก้อนกลม ก่อนจะก้มลงกอดคอรูคแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น

รูคลัดเลาะไปตามเนินเขาสูงๆ ต่ำๆ ข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่า จากป่าโปร่งที่ยังพอมีร่องรอยของมนุษย์อยู่บ้างไปจนถึงป่ารกทึบที่เงียบสงัดและมืดครึ้ม ใช้เวลานานเจ็ดวันจึงเจอถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึกกลางป่า

ปากถ้ำที่ตั้งตะหง่านตรงหน้ามันมีขนาดใหญ่มหึมา ทว่าแสงสว่างด้านนอกกลับไม่อาจสาดส่องเข้าไปได้ไกลนัก รูคเห็นเพียงหินขรุขระแหลมคมและหาดทรายที่ทอดลงสู่แอ่งน้ำขัง ถัดจากนั้นไปคือความดำมืดที่เข้มข้นยิ่งกว่าอะไรทั้งมวล

มาถึงตรงนี้ รูคไม่อยากเดินต่อแล้ว

บรรยากาศแถวนี้เย็นยะเยือกและวังเวง ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง ไม่มีแม้กระทั่งเสียงลมยามใบไม้เสียดสีกัน มันเงียบจนน่ากลัว ซึ่งนั่นทำให้รูครู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย

เจ้าลาส่งเสียงร้องอย่างกระวนกระวาย สี่เท้าย่ำถี่ๆ อยู่กับที่ ใบหูยาวพับลู่ไปด้านหลังอย่างหวาดกลัว สัญชาตญาณของมันรับรู้ถึงอันตรายที่รออยู่ในถ้ำมืดสนิท

ซาซุมขยี้ตาหลังตื่นเพราะเสียงของรูค

อยู่กันมาเจ็ดวัน เด็กกับลาเริ่มคุ้นเคยกันดี รูคกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็ก กลางวันพาเดินป่า กลางคืนนอนกก ตื่นเช้ามาก็เลียหน้าเลียตาปลุก มันคอยสื่อสารกับซาซุมเสมอ บางครั้งใช้เสียง บางครั้งใช้การกระทำ ทำซ้ำๆ จนซาซุมเข้าใจมัน

การหยุดเดินคือให้ซาซุมลงจากหลังมันได้ ร้องสองครั้งแล้วยอบเข่าลงคือเรียกให้ขึ้นขี่ และถ้าเอาหัวมาดุนๆ ไถๆ พร้อมเลียที่มือ นั่นหมายถึงมันอ้อนขอกินผลไม้แห้งที่เป็นเสบียงของซาซุม

เห็นรูคหยุดเดินแล้ว ซาซุมจึงนึกว่าลงได้

เจ้าเด็กตัวจ้อยไถลก้นลงจากหลังลาตัวเขื่อง เท้าสัมผัสดินชื้นแฉะ จมูกไม่ได้กลิ่นอะไรนอกจากกลิ่นเขียวๆ ชื้นๆ ของป่าเขาและกลิ่นสาปจากตัวรูค โลกรอบตัวยังคงเป็นภาพมัวๆ สีเทาดำในสายตาซาซุมอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าจะต้นไม้ในป่า แสงแดดยามบ่าย ปากถ้ำ หรือลาตัวใหญ่ เกือบทุกสิ่งล้วนเป็นภาพพร่าเลือนในเฉดสีเทาดำขมุกขมัว

ยกเว้น…

เชือกสีแดงเส้นหนึ่งที่ถูกขึงข้างผนังถ้ำ

‘เมื่อไปถึงปากถ้ำ จงตามเชือกสีแดงไป’

สำหรับซาซุม คำพูดนี้ไม่มีความหมายใดๆ ต่อให้ยายเฒ่าราบันไม่กำชับให้ตามเชือกไป ยังไงซาซุมก็ต้องเดินเข้าหามันเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟอยู่แล้ว เพราะทุกสิ่งที่เป็นสีแดงดึงดูดความสนใจของเด็กน้อยได้เสมอ

ซาซุมเดินเตาะแตะไปหาเชือกสีแดง สองแขนยื่นไปข้างหน้า ท่าทางดูคล้ายคนตาบอดที่สิ้นไร้ไม้เท้ายามก้าวเดิน

เจ้าลารูคเหลือกตามองเด็กชายที่ทำท่าจะเดินเข้าถ้ำ มันรีบปรี่ไปงับชายเสื้อเก่าขาดของซาซุมแล้วดึงรั้งไว้ ก่อนจะส่งเสียงแหลมสูงยาวๆ เป็นการเตือน

ไอ้หนูอย่าไป มันอันตราย!

ซาซุมไม่เข้าใจจึงรั้นจะเดินต่อ คิดแต่จะไปหาเชือกสีแดงราวกับตกอยู่ใต้อำนาจล่อลวงจิตใจ ทั้งไต่ทั้งปีนลงไปตามทางหินคมขรุขระ กระทั่งได้สัมผัสเชือกเส้นหยาบที่อยู่สูงจนเกือบสุดเอื้อม

เชือกเส้นนี้มีขนาดใหญ่พอๆ กับต้นไม้อายุหนึ่งปี มันถูกตรึงติดผนังถ้ำด้วยหมุดโลหะสีทองแดงอันยักษ์ทุกๆ ห้าเมตร นับตั้งแต่ปากถ้ำจนทอดหายเข้าไปในความมืดอนธกาล

หนูน้อยตามเชือกไปโดยที่ไม่รู้ว่าปลายทางนั้นสิ้นสุดที่ใด

เห็นแบบนั้นเจ้ารูคจึงเริ่มกระสับกระส่าย มันเขี่ยกีบเท้าหน้ากับพื้นแรงๆ อย่างสับสน สัญชาตญาณสัตว์เตือนให้มันรีบหนี แต่สมองส่วนที่ฉลาดกลับบอกว่าพี่เลี้ยงเด็กที่ดีไม่ควรทิ้งเด็กไว้ตรงนี้ตามลำพัง

บางทีนี่อาจจะเป็นเรื่องโง่ที่สุดเท่าที่รูคเคยทำ

มันตัดสินใจเดินตามซาซุมเข้าไปในถ้ำ…

 

 

 

เด็กน้อยกับลาเดินจนไม่รู้วันเวลา

เชือกสีแดงพาทั้งคู่ดิ่งลึกลงสู่ใต้ดิน แทนที่โถงถ้ำจะแคบลงเรื่อยๆ ยิ่งเดินเข้าไปไกลเท่าไร ทางเดินกลับยิ่งกว้างมโหฬารมากขึ้นเท่านั้น ดูราวกับซาซุมเป็นแค่มดตัวเล็กจ้อยที่หลงเข้าไปในโพรงของหมีตัวโตไม่มีผิด

ถึงแม้สิ่งที่ซาซุมเห็นจะเป็นความมืดสนิทไปเสียเยอะ แต่จริงๆ แล้วสภาพด้านในถ้ำเปลี่ยนไปไม่ซ้ำตลอดเส้นทางอันยาวไกล ถ้ำบางจุดเป็นโพรงที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย บางจุดลาดชันจนรูคแทบไม่กล้าไปต่อ บางจุดมีแม่น้ำใต้ดินขนาดใหญ่ไหลผ่านจนต้องลอยคอข้ามไปเป็นวันๆ บางจุดเพดานถ้ำถล่มลงมาจนเกิดเป็นปล่องเปิดกว้าง มองทะลุสูงขึ้นไปจนเห็นท้องฟ้าสีแดงเข้มด้านบน บริเวณพื้นถ้ำที่แสงอาทิตย์ส่องถึงจึงกลายเป็นป่าดงดิบ เหนือยอดไม้ขึ้นไปมีเมฆหนาลอยอยู่ภายในปล่องผาที่ปกคลุมด้วยต้นมอสเขียวขจี และต่ำลงมาอีกหน่อยก็มีสายหมอกบางเบาลอยระเรี่ยอยู่บนผิวดิน

เห็นได้ชัดว่าอุณหภูมิในถ้ำค่อนข้างหนาวเย็น ซาซุมมีเพียงเสื้อเก่ากับผ้าขนสัตว์ชื้นๆ คลุมกายจึงหนาวจนปากสั่น เล็บกลายเป็นสีน้ำเงิน สิ่งที่ช่วยให้ไม่หนาวตายมีเพียงแค่ตัวอุ่นๆ ของรูคเท่านั้น หรือไม่...บางทีสายเลือดพ่อมดในตัวก็อาจจะมีส่วนช่วยด้วย หนูน้อยถึงได้ทั้งถึกทั้งทนมากกว่าคนปกติหลายเท่า หากเป็นลูกหลานชาวบ้านถูกส่งมาทรมานแบบเดียวกัน เกรงว่าเข้าถ้ำมาได้ไม่ถึงสองวันก็คงหนาวตายกันหมด

ทว่าซาซุมอยู่ในถ้ำมานานเจ็ดวันหกคืนแล้ว...

เสบียงอาหารสำหรับกินนานหนึ่งเดือนหมดเกลี้ยง ซาซุมหิวโหยและเหนื่อยล้า อาจเพราะเดินอย่างตรากตรำมาหลายวัน เท้าเล็กๆ ขาวซีดจึงมีแผลแตกเลือดไหลซิบ ไหนจะโดนเส้นเชือกสีแดงสากหยาบบาดมือจนถลอกปอกเปิดไปหมดอีก ในแต่ละก้าวที่เดินไปโดยไม่รู้จุดหมายมีแต่ความเจ็บปวด แต่กระนั้นสีแดงของเชือกก็ยังดึงดูดใจให้เด็กชายฝืนไปต่อ

นานเข้าก็มาถึงจุดที่ร่างกายเริ่มทนไม่ไหว หนูน้อยง่วงซึมใกล้หมดแรง ถึงขั้นหลับตาเดินต้วมเตี้ยมช้าเหมือนเต่า

ไอ้หนู หยุดพักก่อนเถอะ

รูคตวัดลิ้นเลียแก้มมอมแมมของซาซุม

หนทางในถ้ำไม่ราบลื่น มันจึงแบกเด็กขึ้นหลังไม่ได้ ไหนจะยังมีอุปสรรคด้านการมองเห็นอีก ลาหนุ่มทำได้แค่เดินอยู่ข้างๆ คอยเตือนให้หยุดพักและเป็นหมอนอุ่นให้ซาซุมซุกยามนอน

เลิกเดินได้แล้วน่า…

เจ้าลาส่งเสียงเตือนเบาๆ อีกที

ตอนนั้นเองที่ซาซุมหยุดเดินเตาะแตะ

ไม่ใช่เพราะรูค แต่เป็นเพราะเส้นเชือกสิ้นสุดลงพอดี

ทางเดินที่ใหญ่โตโอฬารอยู่แล้วนำมาสู่ห้องโถงที่ใหญ่มหึมายิ่งกว่า ถ้ำด้านในนั้นมืดสนิท สูงจนไม่เห็นเพดานด้านบน กว้างจนมองไม่เห็นผนังด้านข้าง พื้นที่ขนาดนี้น่าจะสามารถบรรจุกระท่อมและเรือกสวนไร่นาทั้งหมดของหมู่บ้านสนแดง บวกรวมกับหมู่บ้านข้างๆ อีกสี่ห้าแห่งให้เข้ามาอยู่ข้างในนี้ได้สบาย

ซาซุมก้าวเท้าต่อไปในความมืด แต่รูคกลับยืนขาแข็งเมื่อจมูกได้กลิ่นอันตราย มันรีบคาบหลังคอเสื้อซาซุมไว้ ไม่ยอมให้เด็กชายไปต่อโดยเด็ดขาด

ทว่าซาซุมที่ง่วงเต็มแก่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

หนูน้อยดิ้นหนีอย่างงอแงจนเจ้ารูครั้งไว้ไม่อยู่ ร่างเล็กใต้ผ้าคลุมขนแกะเปื้อนดินกระดำกระด่างคลานต้วมเตี้ยมหาที่นอน ถึงตาจะไม่ดีและซื่อๆ บื้อๆ แต่เรื่องการหาที่นอนอุ่นๆ ซาซุมไม่เคยพลาด

จากดินแห้งผากสู่บันไดหินสีดำเยียบเย็น พ้นบันไดสูงชันขึ้นไปไม่กี่ขั้นจึงเจอพื้นราบเรียบ ซาซุมจับไปตรงไหนก็เจอแต่พื้นเย็นจัดเหมือนน้ำแข็ง หนูน้อยเลยคลานดุ่มๆ ไปเรื่อยจนเจออะไรบางอย่างในความมืด

มันใหญ่และแข็งยิ่งกว่าหิน…

ทว่าอุ่นจนร้อนยิ่งกว่าไฟกองไหนๆ

ซาซุมไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ตนเจอคืออะไร รู้แต่ว่ามันอุ่นดีเลยทรุดลงนอนขดข้างๆ แล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น

ส่วนรูคน่ะหรือ…

ลาหนุ่มผู้น่าสงสารเหลือกตามองสิ่งที่ซาซุมนอนซุกอยู่ มันกลัวจนฉี่แทบราด กลัวจนไม่กล้าหายใจแรง แข้งขาพาลจะหมดแรงเอาเสียดื้อๆ ถ้าหากลาพูดภาษามนุษย์ได้ รับรองว่ารูคคงสบถคำหยาบออกมายกใหญ่เป็นแน่

เวรเอ๊ย นอนตรงไหนไม่นอน

เอ็งนี่มันวอนตายเก่งจริงๆ โว้ยไอ้หนูโง่!

 

 

 

บางตำนานเล่าว่า...

มหาบิดรมีบริวารรับใช้เป็นมังกรสี่ตน

มังกรทั้งสี่มิได้เกิดจากไข่หรือครรภ์มารดา ทว่าเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นระหว่างมหาบิดรสร้างโลกและสิ่งมีชีวิต

มังกรดินเอราเมสเกิดจากเศษดินที่มหาบิดรใช้ปั้นผืนพิภพคาโฮเกีย มังกรน้ำอความารีนเกิดจากหยดน้ำที่มหาบิดรพร่างพรมลงบนแผ่นดิน มังกรลมอโดเนสเกิดจากลมหายใจของมหาบิดรที่พ่นเป็นอากาศให้มวลมนุษย์

และสุดท้าย…มังกรไฟที่มีนามว่าอมารันท์

อมารันท์ถือกำเนิดจากไฟที่มหาบิดรจุดขึ้นเป็นแสงตะวันให้สรรพชีวิต สะเก็ดไฟร้อนบรรลัยกัลป์นั้นกระเด็นไปต้องอุ้งมือของจ้าวนรกจนเกิดบาดแผล เลือดที่หยดรินผสมสะเก็ดไฟได้กลายเป็นมังกรที่ทรงพลังและดุร้ายอย่างยิ่งยวด

มังกรหนุ่มตัวใหญ่เกือบเท่าภูเขาไฟเมานาโลอา ทว่ารูปร่างกลับดูแข็งแรงปราดเปรียวมากกว่าทึบตันเทอะทะ กะโหลกศีรษะประดับด้วยเขาแหลมสีดำถึงหกเขา ตั้งแต่แผงคอยาวลงไปตามสันหลังจรดถึงปลายหางมีพงหนามที่แข็งและคมยิ่งกว่าปลายหอก ปีกหนังที่กว้างขวางจนแทบปิดแผ่นฟ้ามีสีดำมะเมื่อม เช่นเดียวกับลำตัวที่ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำขลับมืดมิด ต่างเพียงแค่เกล็ดสีดำเงาบนกายจะเกิดประกายสีแดงงดงามเหมือนเปลวไฟยามเมื่อถูกแสงตกกระทบ

อมารันท์เป็นมังกรตัวโปรดของมหาบิดร เป็นน้องเล็กสุดในบรรดามังกรทั้งสี่ แม้แต่จ้าวนรกยังมอบความเมตตาให้มากกว่าใคร เพราะมีแต่คนรักใคร่คอยตามใจมากมาย อมารันท์จึงดื้อรั้นเป็นที่สุด

หลายพันปีก่อนมังกรหนุ่มดอดหนีออกจากวิหารของมหาบิดร แอบมาเที่ยวเล่นซุกซนในดินแดนคาโฮเกีย ทำให้เกิดเรื่องราวร้ายแรงที่นำมาสู่การถูกจองจำอันยาวนานตราบจนปัจจุบัน

ภูเขาไฟเมานาโลอาคือกรงขังขนาดใหญ่ของอมารันท์

ลึกลงไปมิใช่ชั้นดินที่มีหินหลอมเหลวเดือดปุดรอวันปะทุ หากแต่เป็นโพรงกว้างที่ลึกสุดหยั่งจนแสงตะวันสาดส่องลงไปไม่ถึง ตรงกลางยกเป็นแท่นสูงรายล้อมด้วยบันไดแปดทิศ เหนือแท่นมีบัลลังก์สีดำสนิทประดับรูปปั้นมังกรตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ส่วนอาณาบริเวณที่เหลือในห้องถูกถมเต็มด้วยทรัพย์สมบัติมหาศาลกองสุมสูงเป็นภูเขาเลากา

ใจกลางกองสมบัติคือมังกรหนุ่มที่หลับใหลอย่างสงบ ขนดหางขนาดใหญ่ขดล้อมรอบบัลลังก์สีดำ ราวกับกำลังปกป้องไว้ด้วยความหวงแหน บนคอของมังกรสวมตรวนสีดำเก่าคร่ำ ซึ่งตรึงไว้ด้วยโซ่ที่ทอดยาวจนลับหายไปในความมืด

ความเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในถ้ำทำให้อมารันท์ลืมตาตื่น ดวงตาสีแดงฉานที่มีสีเหลืองทองแซมปนเล็กน้อยเหลือบมอง เขาเห็นบางสิ่งที่เล็กจ้อยกำลังคลานดุ๊กๆ ต้วมเตี้ยมมาหาตน มันจับๆ คลำๆ สีข้างของเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนขดตัวนอนซุกอยู่ตรงนั้นอย่างไม่กลัวตาย

อะไรกันนี่…

นอนเบียดไม่พอ ยังกรนใส่ด้วย

มังกรหนุ่มพ่นไฟมนตราสีแดงอมส้มราวลาวาไปที่คบเพลิงสี่ทิศรอบแท่นบัลลังก์สีดำ

ทันทีที่เปลวไฟขับไล่ความมืดให้ห่างออกไป อมารันท์ก็ได้เห็นผู้บุกรุกที่คุกคามการนอนของตน ตัวของมันเล็กกว่าปลายเล็บนิ้วก้อยของเขาเสียอีก แขนขาสั้นปุ๊กลุกไปหมด ยามขดตัวนอนคุดคู้เลยดูเหมือนก้อนกลมๆ

ตัวอะไร

ศีรษะขนาดใหญ่เคลื่อนเข้าไปใกล้ จมูกวางใกล้ร่างน้อยแล้วสูดลมหายใจตื้นๆ เพื่อดมกลิ่น

อะไรกันเนี่ย

เขามั่นใจว่านี่ไม่ใช่กลิ่นมนุษย์ ไม่ใช่กลิ่นคนแคระ และไม่ได้ใกล้เคียงกับกลิ่นของสิ่งมีชีวิตใดๆ แม้แต่นิด

กลิ่นนี้ช่างคล้ายกับ...กลิ่นดินชื้น

กลิ่นที่ครั้งหนึ่งจมูกเขาเคยคุ้นเป็นอย่างดี

“บาบัค” อมารันท์เรียกหาบริวารรับใช้ของตนเอง

กิ้งก่าหนามตัวหนึ่งกระโดดผลุงออกมาจากกองสมบัติ มันมีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือมนุษย์ รูปร่างป้อมกลมสีน้ำตาลอ่อนเหมือนทราย ตัวสั้น หางสั้น และมีหนามเล็กๆ รายล้อม ตั้งแต่ส่วนหัวกับตัวไปจนถึงปลายหาง

บาบัคค้อมศีรษะให้มังกรอย่างนอบน้อม

“ขอรับท่านอมารันท์”

“นี่ตัวอะไร คนแคระรึ” อมารันท์จ้องเจ้าก้อนเขม็ง

เจ้ากิ้งก่าหนามวิ่งเข้าไปดูใกล้ๆ อย่างกระตือรือร้น พอเห็นว่าเด็กน้อยยังหลับสนิท มันก็ปีนป่ายขึ้นไปบนร่างที่นอนขดกรนฟี้ๆ เบียดอยู่ตรงสีข้างของมังกรไฟ สำรวจดูผิวตามแขนขา สังเกตลักษณะใบหู แหกดูซี่ฟันในปาก พบว่าเจ้าหนูไม่มีเขี้ยวแบบออร์ค หูไม่แหลมแบบเอล์ฟ และผิวไม่หยาบสากแบบพวกคนแคระ

“ไม่ใช่ขอรับ ดูท่าจะเป็นลูกมนุษย์”

“เด็กหรอกหรือ” อมารันท์ประหลาดใจ

“ขอรับ เด็กผู้ชาย” บาบัครายงานอย่างมั่นใจ “คงจะถูกส่งมาเซ่นสังเวยให้ท่านเหมือนเคย”

มังกรหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเป็นเปลวไฟสีแดง ท่าทางเบื่อหน่ายและรำคาญใจกับพวกมนุษย์ยิ่งนัก จริงอยู่ที่อมารันท์ไม่เคยปฏิเสธเหยื่อที่เข้ามารนหาที่ตายถึงในรังตน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะยินดีกินของบรรณาการที่ไร้ศีลธรรมเช่นนี้ นึกอย่างไรพวกมนุษย์ถึงส่งเด็กเล็กๆ มา จิตใจมิหยาบช้าเกินไปหน่อยหรือ

“ทำไมหรือขอรับ ท่านไม่พอใจตรงไหน” บาบัคไถ่ถาม

“มันตัวแค่นี้ ข้าจะไปอิ่มอะไร” อมารันท์ทำเป็นบ่น

“เด็กอร่อยนะขอรับ เคี้ยวกรุบๆ กระดูกไม่แข็ง”

“มันผอมไป”

“ไม่ผอมขอรับ แค่ตัวเล็กเฉยๆ เนื้อนุ่มด้วยหนา”

อมารันท์ขี้เกียจเถียงเลยแยกเขี้ยวใส่อย่างรำคาญใจ

“ผอมก็ผอมขอรับ” บาบัคแสร้งหดคอหนีทั้งที่กำลังกลั้นยิ้ม

มังกรหนุ่มจ้องมองเด็กชายตัวน้อยที่กำลังหลับใหลไม่รู้เรื่องรู้ราว เขาเป็นมังกรไฟของมหาบิดร เกล็ดกับหนามมิได้มีไว้ประดับร่างเฉยๆ ทุกส่วนบนตัวเขาล้วนแฝงด้วยอันตราย ควรให้เด็กอยู่ห่างๆ จากเขาหน่อยจะดีกว่า

อมารันท์ดุนเด็กออกห่างด้วยสันจมูกอย่างนุ่มนวล ทว่าดันออกไปได้ไม่นาน มันก็กลิ้งกลับมาหาอีก

ดูเหมือนจะหนาว...

ตัวเขาคงจะอุ่นดีกระมัง เจ้าหนูเลยอยากนอนซุก ไม่ได้เกรงกลัวมังกรร้ายในตำนานอย่างเขาบ้างเลย

อมารันท์ค่อยๆ ใช้ปลายหางเขี่ยเด็กออกห่างอีกครั้ง

หนนี้ซาซุมไม่ยอมให้ตัวเองถูกทิ้งไว้กลางพื้นหนาวเหน็บ มือเท้าเล็กๆ คว้าหางมังกรไปกอดหมับ แก้มขาวนุ่มๆ นิ่มๆ ย้วยแนบอยู่บนเกล็ดแข็งอบอุ่นขณะนอนหลับอย่างสบายใจ

อมารันท์หมดอารมณ์จะช่วยเหลือแล้ว วอนตายนักก็นอนไป โดนเกล็ดแหลมๆ ทิ่มก็อย่ามาร้องงอแงก็แล้วกัน

“รอมันตื่น เจ้าค่อยพามันกลับออกไป”

“สรุปว่าจะไม่กินมันหรือขอรับ” บาบัคเซ้าซี้

อมารันท์เมินใส่บริวารรับใช้แล้วหลับตานอนต่อ

กิ้งก่าหนามอมยิ้ม รู้ดีว่านายตนปากแข็งเป็นที่หนึ่ง ถึงอมารันท์จะแกล้งทำเป็นไม่สนใจแต่บาบัคไม่จำเป็นต้องไว้ท่ามากขนาดนั้น ศีรษะสั้นกลมป้อมเอียงซ้ายเอียงขวาขณะพินิจมองใบหน้าของหนูน้อย

“หน้าตาจิ้มลิ้มเอาเรื่องเลยนี่นา” บาบัคชม “ขนตางี้หนาเป็นแพ แก้มก็นุ่มน่าดู จับอาบน้ำเสียหน่อยคงน่าเอ็นดู”

“บาบัค”

“เนื้อนุ่มๆ นี่คงอร่อยแน่”

“…”

“ขอข้ากัดชิมสักคำ—”

“บาบัค” อมารันท์ดุเสียงเข้ม

“ขอรับ ข้ารู้แล้วขอรับ ไม่ชิมก็ได้” บาบัคขำคิกคักทั้งที่เพิ่งถูกดุมาหมาดๆ ร่างที่มีหนามน้อยๆ ตามตัววิ่งปรู๊ดไปนอนหมอบคอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ

เมื่อเสียงเงียบลง ถ้ำก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

ถึงคราวที่เจ้าลาสีดำซึ่งซ่อนอยู่หลังกองสมบัติเริ่มขยับตัว มันทำใจกล้าแอบย่องเข้าไปดึงเสื้อซาซุมยืดๆ หวังจะปลุกเด็กน้อยให้ตื่นแล้วรีบเผ่นหนีไปด้วยกัน

ทางฝั่งบาบัคได้ยินเสียงกีบสัตว์กระทบพื้น มันเห็นรูคแล้วแต่ไม่คิดใส่ใจ แค่นอนเฉย รอดูเรื่องน่าสนุกอยู่เงียบๆ

กลิ่นสาปสัตว์จางๆ ของรูคลอยไปถึงจมูกแสนว่องไวของอมารันท์ที่นอนหลับตาอยู่ ทันทีที่รับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมใกล้ตัว มังกรหนุ่มก็ลืมตากว้าง หันขวับไปคำรามลั่นถ้ำอย่างดุร้าย

ลมหายใจที่เป็นไฟร้อนผ่าวพวยพุ่งแผดเผาไปทั่วโถงกว้าง รูคก้มหลบพ้น ทว่าอานุภาพของเสียงคำรามเพียงครั้งเดียวทำให้ภูเขาสั่นสะเทือนจนเกิดแผ่นดินไหว ชาวยักษ์ในแดนเหนืออาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่ชาวมนุษย์ในแดนกลางและเหล่าคนเถื่อนในแดนใต้จะสะดุ้งตื่นกลางดึก เพราะเสียงคำรามและแรงสั่นสะเทือนนี้

รูคล้มหงายหลังเมื่อพื้นสั่นโคลงเคลงไม่มั่นคง ย่ามสัมภาระที่พาดอยู่บนหลังมันขาดร่วง เช่นเดียวกับกองสมบัติในถ้ำที่คว่ำครืนลงมากระจัดกระจายไปทั่วพื้น

เสียงดังที่เกิดขึ้นรอบตัวปลุกซาซุมจนตื่น หนูน้อยนั่งจุมปุ้กกอดหางมังกรขณะขยี้ตาอย่างงัวเงีย ไม่ทันไรก็โดนลาพี่เลี้ยงคาบแขนเสื้อแล้วลากถูลู่ถูกังไปตามพื้น

“ตามไปไหมขอรับ” บาบัครีบถาม

อมารันท์หรี่ตามองตามแต่ไม่คิดขยับตัว

“ท่านจะปล่อยเจ้าหนูเนื้อนุ่มไปแบบนี้หรือขอรับ”

“แล้วทำไมข้าต้องสนใจมันด้วย” อมารันท์ย้อนถาม

“ก็แหม เจ้าเด็กนั่นเป็นเครื่องสังเวยของท่านนะขอรับ”

“บอกแล้วไงว่ามันตัวเล็กไป ข้าไม่กิน มันจะไปไหนก็ช่าง ไม่เกี่ยวกับข้า” มังกรหนุ่มสะบัดหางอย่างหงุดหงิด ก่อนวางคางเกยขาหน้าของตัวเองแล้วปิดเปลือกตาลง เตรียมงีบหลับไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น

“ไม่กินก็ไม่กิน ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยวขอรับ” เจ้ากิ้งก่าหนามรับคำ ทั้งที่ดวงตายังเฝ้ามองเด็กน้อยอย่างกังวล

จะไปกันรอดไหมล่ะนั่น...

ลาหนุ่มที่ตื่นกลัวกำลังลากซาซุมหนีแบบตาหูเหลือก เจ้าหนูที่ยังไม่ตื่นดีได้แต่วิ่งเตาะแตะตาม เดี๋ยวก็สะดุดหงาย เดี๋ยวก็หน้าคะมำ หกล้มหกลุกอยู่ในกองสมบัติเกิดเสียงดังโคร้งเคร้งไปตลอดทาง

เมื่อเห็นทั้งคู่วิ่งไปถึงบันได มันก็ใจหายแวบ

“ระวังบันได!” บาบัครีบร้องเตือนแต่คงช้าเกินไป

อาจเพราะหวาดกลัวมาก รูคเลยเผ่นหนีแบบไม่ลืมหูลืมตา มันลากซาซุมโดยไม่ทันคิดว่าหนูน้อยตาไม่ดี ทำให้มองไม่เห็นขั้นบันได เท้าน้อยๆ เหยียบลงสู่อากาศว่างเปล่า ก่อนที่ร่างเล็กจะหล่นวูบจากระดับความสูงน่าหวาดเสียว

บาบัคไม่กล้ามองเหตุการณ์ต่อจากนั้น ชะตากรรมของซาซุมคงหนีไม่พ้นเลือดตกยางออก ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแน่

แต่ทว่า...

แทนที่จะร่วงตกจากบันไดลงสู่พื้นหินตามคาด หนูน้อยกลับหล่นจมลงในความนุ่มที่แสนอบอุ่นเหมือนปุยเมฆอาบแสงแดด หรือก็คืออ้อมกอดของใครบางคนที่ปรี่มารับได้ทันท่วงทีนั่นเอง

 

“เกือบไปแล้วนะ เจ้าตัวเล็ก”

 

 

--- พูดคุยติดแท็ก #วิกเชียส น้า ---

 

talk.

เขาเจอกันแล้วววว เล่าเรื่องมานานเจอกันสักที อิอิ หวังว่าจะชอบกันนะคะ ป่านนี้บาบัคคงเอามืออุดปากกรี๊ดอยู่ “ท่านอมาร๊านนนนท์ ไหนว่าไม่สนใจน้อนนนน” 55555

อนึ่ง เรื่องนี้เค้าเขียนเล่นๆ แก้เครียดเน้อ พยายามไม่ให้เกิน 5-7 หน้าจะได้สั้นๆ อ่านสบายๆ (ปกติเขียนทีบทละ 12 หน้า++ ค่ะ ฮ่าๆๆๆ) เวลาเครียดๆ ก็หนีมาแต่งเรื่องนี้ ฮีลหัวใจดีจ้ะ มาช้าบ้างอย่าว่ากันน้า ;-;

ถ้าเอ็นดูน้องซาซุมคนซื่อกับพี่มังกรคนพี่คนซึนๆ ก็อย่าลืมคอมเมนต์หรือกดหัวใจให้เค้าหน่อยน้า เค้าจะได้รู้ว่ามีใครรออ่านอยู่ไหม เดี๋ยวจะแอบอู้เรื่องหลักที่ซุ่มเขียนอยู่ สลับมาเขียนเรื่องนี้บ้างจ้า :)

 

ขอบคุณค้าบ รักๆ

ฝนมกรา.

 

ทิ้งท้ายด้วยรูปบาบัค กิ้งก่าหนาม(Horned lizards)นะคะ

ภาพจากเว็บวิกิพีเดียค่ะ กลมๆ ป้อมๆ น่าบีบบบ

(Cr. https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=9896034)

 

ภาพจากเว็บสวนสัตว์สิงคโปร์ค่ะ น่ารักไหม

(Cr. https://www.wrs.com.sg/en/singapore-zoo/animals-and-zones/regal-horned-lizard.html)

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น

  1. #12 Ranbow24 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 10:36
    เขินตรง เกือบไปแล้วนะเจ้าตัวเล็ก ยห่หนหกาไสๆยหวบหฟ ปากไม่ตรงกับใจเก่งงง //เป็นกำลังใจให้นะคะ <3
    #12
    1
    • #12-1 (จากตอนที่ 2)
      14 กันยายน 2562 / 15:10
      ขอบคุณมากนะคะ :)
      #12-1
  2. #11 14february2 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 05:49
    มาต่อไวไวนะคะ ติดเรื่องนี้มากกก เขียนเรื่องยาวเลยก็ดี สัญญาจะซื้อค่ะ ฮืออ
    #11
    2
    • #11-1 14february2(จากตอนที่ 2)
      14 กันยายน 2562 / 05:49
      ชอบน้องลาล้วนๆเลย
      #11-1
    • #11-2 (จากตอนที่ 2)
      14 กันยายน 2562 / 08:46
      ขอบคุณมากค่า แง้ 55555555555
      ดีใจที่ชอบนุ้งรูคคค พี่เลี้ยงเด็กเฉพาะกิจนะคะ
      #11-2
  3. #10 Bamdy_NK (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 22:31
    แหมมมมม ทำเปงไม่สนใจจจจจจ แต่รีบเข้ามารับน้องเลยน้าาา
    #10
    1
    • #10-1 (จากตอนที่ 2)
      14 กันยายน 2562 / 08:45
      ทำมาเปง ทำมาเปงงงงเนอะ อิอิ
      #10-1
  4. #9 pure1000 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 22:08
    ฮือ พี่ต้องอ่อนโยน น้องตัวนิดเดียวเองนะคะพี่
    #9
    1
    • #9-1 (จากตอนที่ 2)
      14 กันยายน 2562 / 08:44
      แงงงง น้อนตัวเท่าปลายนิ้วก้อยยยย
      #9-1
  5. #8 phechrNana_22 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 20:45
    แต่งให้จบนะค่ะไรท์ เราจะติดตามสู้ๆ
    #8
    1
    • #8-1 (จากตอนที่ 2)
      13 กันยายน 2562 / 20:53
      ขอบคุณนะคะ ^^
      #8-1