The Nothingness แดนสวรรค์ของผู้หลงลืม

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 การพบกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ส.ค. 56

     วันนี้เป็นวันที่อากาศดีอีกวันหนึ่ง ลมแรงๆพัดให้ผ้าม่านสีเหลืองในห้องนอนของฉันปลิวสะบัด ทำให้แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบตาฉัน ทำให้ฉันต้องลุกจากที่นอน วันนี้ฉันจะต้องนำชาไปส่งให้กับคุณลุงเบอนาร์ด ช่างตัดผมประจำ The Nothingness สถานที่สำคัญต่างๆของที่นี่จะมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น อย่างเช่นฉัน ที่มีหน้าที่ดูแลไร่ชา ซึ่งเป็นไร่ชาเพียงแห่งเดียวในThe Nothingness โรงพยาบาล ก็จะมีคุณหมอเซบาสเตียนเป็นผู้ดูแล แม้แต่โบสถ์เองก็มีเพียงแห่งเดียวและมีท่านสาธุคุณอเล็กซ์เป็นผู้ดูแล ฉันเองก็ชักไม่แน่ใจว่าการที่มาที่นี่และ ได้รับผิดชอบในตำแหน่งสำคัญๆเช่นนี้ มันดีหรือไม่ดีกับฉันกันแน่? แต่อย่างรีเบคก้า ที่มีตำแหน่งเป็นเพียงสาวใช้ของฉันก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อหน้าที่ของตนแต่อย่างใด ตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่นี่ ฉันก็ยังไม่เคยเห็นการแก่งแย่งชิงดีกัน หรือการอิจฉาริษยากันในตำแหน่งหน้าที่เลย ทุกคนล้วนพอใจในสิ่งที่ตนเองมี และตั้งใจทำหน้าที่ของตนเอง นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ The Nothingness แตกต่างจากโลกแห่งความเป็นจริง ผู้คนที่มาที่นี่แล้วไม่ว่าจะหนีเรื่องอะไรมา ก็มีแต่จะไม่อยากกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงทั้งนั้น เพราะที่นี่เปรียบเสมือนดินแดนสวรรค์ของพวกเขานั่นเอง รวมถึงตัวของฉันด้วย

 

     "เตรียมรถเรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านหญิง"

     เอียน คนขับรถประจำคฤหาสน์เดินเข้ามาตามฉันที่เพิ่่งจะรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ฉันรีบผละออกจากเก้าอี้ หยิบกล่องชาที่รีเบคก้าเตรียมไว้ และไปขึ้นรถทันที เพราะไม่อยากให้คุณลุงเบอนาร์ดแกรอนาน รถยนต์คันสีขาวที่ติดเครื่องรอไว้ มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง ไร่ชาของอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ไกลนัก แต่ก็ต้องใช้เวลากว่าจะเดินไปถึงร้านของคุณลุงเบอนาร์ด ฉันให้เอียนจอดรถรอฉันอยู่แถวๆนั้น ก่อนจะลงจากรถ และ เดินผ่านเขตชุมชนเพื่อไปส่งชาให้แก่คุณลุงเบอนาร์ด

 

     กิ๊ง~ ก่อง~ เสียงกระดิ่งหน้าร้านตัดผมดังขึ้น เมื่อฉันก้าวเข้าไป

     “อ้าวท่านหญิง แอนนาเบล ไม่น่าต้องลำบากนำชามาให้ลุงด้วยตัวเองเลยครับ"

คุณลุงเบอนาร์ดกล่าวทักทายอย่างเกรงอกเกรงใจ

     “อย่าได้เกรงใจเลยค่ะ คุณลุงเบอนาร์ด เป็นหน้าที่ของหนูอยู่แล้ว หากหนูไม่นำมาให้คุณลุงด้วยตัวเอง หนูคงต้องอุดอู้อยู่ที่บ้านทั้งวัน"

     ฉันตอบคุณลุงอย่างเช่นเคย และยื่นกล่องชาให้กับคุณลุง เพราะด้วยตำแหน่งท่านหญิงของฉัน จึงทำให้ผู้คนที่มีบรรณาศักดิ์ต่ำกว่ารู้สึกเกรงใจเสมอ เมื่อฉันนำชาไปส่งให้ด้วยตัวเอง

     “แล้วท่านหญิงจะกลับเลยหรือครับ"

     “ยังหรอกคะ หนูคิดว่าจะไปพบ ท่านสาธุคุณอเล็กซ์ สักหน่อยน่ะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ"

     ฉันเอ่ยลา คุณลุงเบอนาร์ด ก่อนเดินออกจากร้าน ท่านสาธุคุณอเล็กซ์ก็เป็นอีกหนึ่งผู้รับฟังที่ดีสำหรับฉัน เพราะเราไม่ต้องมาเกรงใจกันในเรื่องของตำแหน่ง ท่านเป็นชายหนุ่มผิวขาว หน้าตาหล่อเหลา ซึ่งในความคิดของฉัน หากท่านไม่ได้เป็นบาทหลวง คงมีหญิงสาวไม่น้อยที่จะมาหลงใหลในตัวของท่าน ท่านสาธุคุณอเล็กซ์ อยู่ที่นี่มาก่อนฉันหลายสิบปี เขาจึงรู้จักผู้คนหลากหลาย และรู้เรื่องราวต่างๆมากมายเกี่ยวกับที่นี่ ซึ่งนั่นเองทำให้ฉัน และอีกหลายๆคนมักจะแวะเวียนมาพูดคุยกับท่านอยู่เสมอ ฉันเดินลัดเลาะมาตามถนน ผ่านร้านค้าต่างๆมาจนถึงจัตุรัสใจกลางเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์นั่นเอง ฉันเปิดประตูโบสถ์อย่างช้าๆ เพื่อไม่เป็นการรบกวนคนอื่นๆ จังหวะเดียวกันนั้นท่านสาธุคุณคงสังเกตเห็นฉันพอดี จึงเดินมาเพื่อกล่าวทักทาย

     “สวัสดี ท่านหญิงแอนนาเบล ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ"

     “สวัสดีค่ะท่านสาธุคุณอเล็กซ์ ช่วงนี้ในเมือง เป็นอย่างไรบ้างคะ ฉันอยู่ที่ไร่ ไม่ค่อยได้ข่าวอะไรเลย"

     “ก็สงบเรียบร้อยเหมือนๆที่เคยแหละครับ"

     ท่านสาธุคุณเอ่ยตอบ และก็เดินนำฉันไปนั่งคุยกันที่ห้องทำงานของท่านเหมือนทุกๆครัง

     “ช่วงนี้มีคนใหม่ๆ เข้ามาที่นี่บ้างไหมคะ"

     ฉันเอ่ยถามถึงสมาชิกใหม่ใน The Nothingness ซึ่งจะมีเข้ามาอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ฉันมักจะเข้าไปทำความรู้จักกับผู้คนที่เพิ่งมาถึงที่นี่ เพราะ ฉันไม่ได้เข้ามาในเมืองบ่อยนัก และคฤหาสน์ลุค ก็ตั้งอยู่นอกเขตเมือง หากตำแหน่งของผู้มาใหม่ไม่ได้ใหญ่โต หรือเด่นอะไรมากมาย ฉันก็คงพลาดที่จะได้รู้จักกับเขา

     “ตั้งแต่ที่ท่านหญิง มาหาพ่อครั้งล่าสุด พ่อก็ยังไม่ทราบข่าวว่ามีใครเข้ามาเลยนะครับ"

     ท่านสาธุคุณตอบฉัน ก่อนจะหน้านิ่วเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง และครู่หนึ่งเขาก็ทำท่าทางเหมือนนึกอะไรได้

     “เหมือนวันนี้ท่านคณบดีวิลสัน จะบอกว่าเขาเพิ่งได้บุคคลากรระดับหัวกะทิมาใหม่คนหนึ่งน่ะครับ แต่พ่อเองก็ยังไม่ทราบรายละเอียดอะไรนะครับ เอาไว้หากท่านหญิงมาคราวหน้า พ่อจะบอกให้ทราบนะครับ"

     “ค่ะ ฉันเองก็อยากจะแวะไป'มหาวิทยาลัยน็อธธิงเนส'อยู่เหมือนกัน กับท่านคณบดีก็ไม่ได้พบกันนานเหลือเกิน สงสัยฉันคงต้องไปหาความรู้ที่นั่นบ้าง"

     ท่านสาธุคุณหัวเราะออกมาเล็กๆ กับคำพูดของฉัน

มหาวิทยาลัยน็อธธิงเนสก็เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวของที่นี่ และ คณบดีวิลสัน คอนเนอร์ ก็เป็นผู้ดูแลของที่นั่น ฉันได้พบเขาอยู่บ่อยๆ เพราะก่อนหน้านี้ฉันชอบแวะไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดของมหาลัยอยู่เป็นประจำ

     “ช่วงนี้ท่านหญิงได้พบกับกษัตริย์อีธานบ้างไหมครับ ได้ข่าวว่าช่วงนี้งานของท่านยุ่งมาก"

     เป็นที่รู้กันในหมู่ผู่ที่มีตำแหน่งสูงๆ ว่าฉันและกษัตริย์อีธานนั้นสนิทกัน จึงไม่แปลกหากจะมีใครเอ่ยถามถึงเขาเมื่อคุยกับฉัน

     “เพิ่งได้พบกันเมื่อวานนี้เองค่ะ งานของเขาดูยุ่งมากจริงๆ เพราะเราได้คุยกันเพียงครู่เดียวเขาก็ต้องไปจัดการงานต่อแล้วล่ะค่ะ ระยะนี้กษัตริย์อีธานไม่ได้มาพบท่านสาธุคุณเลยหรือคะ"

     ฉันเอ่ยถามขึ้นหลังตอบคำถามของท่าน ถึงจะเป็นที่รู้กันว่าฉันสนิทกับกษัตริย์อีธาน แต่เมื่อเอ่ยถึงเขาต่อหน้าคนอื่น ฉันก็ยังคงต้องให้เกียรติต่อตำแหน่งของเขา

     “ท่านไม่ได้มาพบพ่อนานแล้วครับ ช่วงนี้พ่อเองก็ไม่ได้ไปที่พระราชวังเลย"

     “ระยะนี้คงมีเป็นเรื่องของท่านฟรานเชส ผู้ดูแลการเกษตร เพราะระยะหลังมานี้ ฝนไม่ค่อยตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารจึงเจริญงอกงามได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดีที่ไร่ชาของฉันไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย"

     ฉันนั่งคุยสัพเพเหระ กับท่านสาธุคุณอยู่นาน จนเวลาล่วงเลยมาจนใกล้เที่ยง ฉันจึงต้องกล่าวลาท่านท่านสาธุคุณ เพราะ ก่อนออกมา รีเบคก้าบอกจะทำมื้อเที่ยงไว้รอเมื่อฉันกลับ เธอคงกลัวว่าฉันจะไปเถลไถลอยู่ที่อื่นนานเกินไป ฉันเดินออกจากห้องทำงานของท่านสาธุคุณผ่านห้องโถงใหญ่ซึ่งมีผู้คนหลากหลายวัย กำลังนั่งขบคิดและทำจิตใจของตัวเองให้สงบ ฉันจึงต้องเดินอย่างช้าๆ และลดเสียงฝีเท้าของตัวเองลง เพื่อไม่เป็นการรบกวนพวกเขา

     ฉันเดินเอื่อยๆมาจนถึงประตูโบสถ์ ทันใดนั้นเองบานประตูก็เปิดออกก่อนที่ฉันจะได้ทันจับลูกบิด ชายร่างสูงโปร่งผิวสีไข่ไก่ เดินสวนเข้ามาจากด้านนอก ผมสีนำเงินเข้มของเขาดูยุ่งเล็กน้อย เหมือนเพิ่งวิ่งมาที่นี่ ดวงตาสีเทาอ่อนที่แฝงไปด้วยความเศร้าจ้องมองมาที่ฉัน เขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยคำว่า

     “สวัสดีครับ"

     “สวัสดีค่ะ"

     ฉันรีบตอบกลับคำทักทายของเค้า ก่อนที่เขาจะวิ่งหน้านิ่วเข้าไปในโบสถ์ ฉันมั่นใจว่าฉันไม่เคยพบกับเขามาก่อน บางทีเขาอาจจะเป็น คนที่ท่านสาธุคุณพูดถึง ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกัน แต่เมื่อพบเขา และ เพียงคำว่า"สวัสดี"ที่เขาเอ่ย กลับทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บางทีอาจเป็นเพราะความตื่นเต้นที่ได้พบคนแปลกหน้า นั่นสินะ ฉันยืนครุ่นคิดอยู่นานหลังจากประตูโบสถ์ปิดลง

     ฉันรีบวิ่งกลับมาที่รถ ที่เอียนจอดคอยอยู่ เมื่อเขาเห็นฉันจึงรีบติดเครื่องรถ และมาเปิดประตูให้ฉัน ระหว่างที่รถแล่นกลับคฤหาสน์ฉันได้แต่คิดถึงเรื่องที่โบสถ์วันนี้ แต่ความคิดของฉันก็ถูกหยุด เมื่อรีเบคก้าเดินออกมาจากบ้านเพื่อมารับฉัน และดุฉันนิดหน่อยที่กลับมาเกือบไม่ทันเวลาอาหารเที่ยง เมื่อฉันได้ยินเรื่องอาหาร สมองของฉันก็หยุดคิดเรื่องอื่นๆทันที ฉันรีบตรงรี่ไปที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะลงมือกินอาหารที่รีเบคก้าจัดไว้ให้อย่างไม่รีรอด้วยความหิว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     

0 ความคิดเห็น