Detective my dear มาสืบรักที่ร้านเสริมสวย (YAOI)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 390 Views

  • 1 Comments

  • 34 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    15

    Overall
    390

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 ตกงาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    29 พ.ย. 61

บทที่ 2 ตกงาน

ไม่รู้ว่าช่วงนี้ผมดวงตกหรือเพราะว่าเป็นคนไม่มีดวงตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะทำอะไรก็พลาดไปหมด ถึงขั้นตอนแรกแม่ใหญ่มาแก้ปัญหาให้ ผมต้องโดนหนักแน่ๆ สำหรับงานนี้เพราะทั้งสองบริษัทต่างก็เป็นลูกค้า VIP ทั้งคู่ แบบนี้ไม่ว่าจะเสียทางไหน ก็มีค่าเท่ากัน

ตอนนี้ทุกอย่างสงบสติลงบ้าง รอเวลาแม่ใหญ่มาเพราะผมเองก็ตัดสินใจคนเดียวไม่ได้

ตึก ตึก ตึก

จังหวะเสียงฝีเท้าของแม่ใหญ่เดินมาพร้อมกับพนักงานคนสนิทอีกสองคน ท่านเดินมาเปรียบเสมือนเพชฌฆาตที่รอตัดสินกับชีวิตของผมอยู่ ทุกคนให้ความเคารพแม่ใหญ่ไม่เว้นแม้แต่ผม ถึงจะเป็นลูกชายแต่ที่นี่ คือเวลาทำงาน

“ขอโทษแทนลูกน้องด้วยนะคะที่ทำงานพลาดไป” แม่ใหญ่พูดจาอ่อนอ้อมให้กับผู้บริหารทั้งสองบริษัท

“ไม่เป็นไรค่ะ คุณรัตน์ของแบบนี้มันมีพลาดกันได้” เขาหันมามองผมก่อนจะหันไปคุยกับแม่ใหญ่อีกรอบ แววตาป้าแกโคตรจะน่ากลัว ถ้าเขากินหัวผมได้เขาคงกินไปแล้ว “ว่าแต่ ห้องประชุมยังไงดีคะ”

“เช่นทั้งสองท่านทางนี้ค่ะ”

อยู่ๆ ก็ไปคุยกันแบบลับๆ ทำเอาพนักงานที่เหลืออยู่ พากันงงเป็นใบ้เป็นด้านนอก ไม่รู้ว่าวันนี้ผมจะโดนอะไรบ้างแต่ขอให้แม่ใหญ่อย่าตัดเงินเดือนทั้งเดือนผมเลย ช่วงนี้ใช้เงินเปลืองอยู่ด้วยสิ

ไม่นานบุคคลผู้ไม่ธรรมดาก็เดินออกมาจากห้องที่แม่ใหญ่เชิญไปคุย ดูท่าแล้วจะเคลียร์กันได้ แล้วแม่ใหญ่ก็เรียกพนักงานคนสนิทไปคุยจากนั้นสองคนที่เรียกไปคุยก็มุ่งหน้าไปทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย แล้วผมล่ะ คงจะโดนอะไรแปลกๆ อีกเป็นแน่

ตึก ตึก ตึก

แม่ใหญ่เดินมาทางผมและมองด้วยสายตาที่มันบ่งบอกว่าคำตัดสินอยู่ในแววตานั้นเรียบร้อยแล้ว

“พีท โด่ง มีเรื่องจะคุยด้วย” เขาหยุดพูดก่อนจะ มองผ่านหลังผมและพีทไปและพูดกับพนักงานคนอื่นๆ “คนอื่นไปทำงานตามที่ กิ๊ก สั่งได้แล้ว”

“จะได้อะไรไหมพี่โด่ง” พีทกระซิบถามผม

“พี่เนี้ยจะโดน ไม่ใช่เรา” จริงๆ พูดแบบนี้มันก็เหมือนให้กำลังใจน้องมันด้วยนะ แต่ไอ้ตัวเราเองเนี้ยหมดหวังตั้งแต่แม่ใหญ่มาแก้ปัญหางานให้แล้ว

ผม พีท แม่ใหญ่และเลขาส่วนตัวอยู่ภายในห้องทำงานของแม่ใหญ่ ทุกอย่างเงียบสงบจนได้ยินเสียงของเครื่องปรับอากาศทำงานอย่างเบาที่สุด บรรยากาศชวนขนลุกชิบหายเลย และผมก็อาจจะชิบหายต่อจากนี้ด้วยก็เป็นได้

“รู้ใช่มั้ย ว่าทำงานพลาด” แม่ใหญ่เริ่มพูดเปิดประเด็น

“ครับ คือว่าผม..”

“ไม่ขอฟังคำแก้ตัว แม่ใหญ่รู้ทุกเรื่องหมดแล้ว พีทรับคิวอีกบริษัท แต่ไอ้ลูกตัวดีมันรับงานปากเปล่าไม่มีการจนบันทึกแม้กระทั่งตัวเองมันก็จำไมได้ มีปัญหาด้านความจำหรือไง”

“แม่ใหญ่ค่ะ คือเรื่องนี้ก็เป็นความผิดของพีทด้วยเหมือนกัน” พีทพยายามพูดช่วยผม แต่ดูเหมือนว่า มันจะไม่เป็นอย่างที่เขาหวังเท่าไหร่นัก

“พีทไม่ผิดนะลูก... แต่ไอ้บ้าที่เมาเช้าเมาเย็นแบบลูกแม่มันพลาดของมันเอง”

“...” ผมไม่สามารถแก้ตัวอะไรได้เพราะมันคือตัวผมแบบที่แม่ใหญ่พูดมาทั้งหมด

“รู้อะไรไหม ว่างานนี้ต้องเสียเงินไปเท่าไหร่ ลูกค้ารายหนึ่งเขาไม่ยอมไปใช้ห้องอีกห้องที่ไม่ใช่ VIP แล้วที่แม่ทำได้คือ ให้เขาใช้ห้องประชุม 1 วันเต็มๆ เพื่อชดเชยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทั้งสองบริษัท รู้อะไรหรือเปล่าว่ามันเสียเงินไปเท่าไหร่ มันไม่ใช่แค่หลักแสน แต่มันเป็นหลักล้าน ไหนจะหุ้นอีก เฮ้อ”

ซวยของแท้เลยผม คิดว่าปัญหาจะถูกแก้ไขไปได้ด้วยดี แต่มันแย่ลงเพราะผม

“แม่ใหญ่ตัดเงินเดือนโด่งเลยก็ได้นะ..”

“เรื่องตัดเงินเดือนมันตัดอยู่แล้วไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้น” แม่ใหญ่พูดแทรกผม

นั้นไงครับ โดนตัดเงินเดือนของแท้แน่นอน ทีนี้คงจะออกเที่ยวไปเป็นเดือนเลย

“พีท ต่อจากนี้ไป 3 เดือนต่อจากนี้ไปทำหน้าที่แทนโด่งทั้งหมด หักเงินเดือน 10% ของทั้งเดือน โทษฐานไม่เช็กคิวงานรองที่สองส่วนแก..”

เดี๋ยวก่อนนะครับ ให้พีทมาทำหน้าที่แทนผม ผมโดนตัดเงินเดือน แล้วจะให้ผมไปทำหน้าที่ส่วนไหนกัน พนักงานทำความสะอาดเหรอ นี่มันชักจะแย่กันไปใหญ่แล้วนะ

“แม่ ให้พีททำงานตำแหน่งผม แล้วผมล่ะจะไปทำอะไร อยู่เฉยๆ โดนตัดเงินเดือน 1 เดือนเหรอครับ” ผมถามแม่ใหญ่เพื่อความแน่ใจ แต่กลับได้ความชัดเจนขึ้นมา

“ใครบอกว่าจะตัด 1 เดือน ฉันจะพักงานแก 3 เดือนพร้อมกับตัดเงินเดือน 4 เดือน และที่พักที่อยู่ชั้นบนของที่นี้ห้ามใช้ ห้ามกลับไปนอนที่บ้าน..ส่วนเรื่องบัตรเครดิตจะระงับทุกใบ ตอนนี้มีเงินติดตัวเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น”

“อะไรนะแม่ แล้วผมจะไปอยู่ไหน” เรื่องที่ผมกังวลมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของเงินในกระเป๋าตอนนี้มากกว่า ผมรีบเปิดกระเป๋าสตางค์ดูพบว่ามันมีติดตัวแค่ 1 หมื่นบาท แต่ผมต้องอยู่ 4 เดือน กับเงินหนึ่งหมื่น มันเป็นไปไม่ได้

“มีหมื่นเดี๋ยวจะพอได้ไงอะแม่ ขอไปกดเงินก่อนได้มั้ย” ผมว่าพลางจะเดินออกจากห้อง

“จะบอกว่าบัตรแกถูกอายัดหมดแล้ว กดเงินไม่ได้หรอกนะ”

“แม่ว่าไงนะ! ” ทุกอย่างมันกะทันหันและเกิดขึ้นรวดเร็วมาก นี่ผมตกงานบวกกับไม่มีเงินใช้ ที่ซุกหัวนอนก็ไม่มีนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี้ย แต่ว่าที่บ้านใหญ่น่าจะมีเงินเก็บอยู่มั้ง “งั้นผมขอไปเก็บของที่บ้านใหญ่”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ขออนุญาตครับท่าน”

พี่ซีพนักงานคนสนิทรูปหล่อสถานะโสดเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั้งโรงแรม แต่ก็อย่างว่าครับ เขาชอบผู้ชาย พี่ซีเดินเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางที่แพ็คของเรียบร้อย

“อืม แม่จะบอกว่า ซีไปเก็บของให้แกแล้ว พร้อมแล้วนิ ไปได้แล้ว ทั้งสองคน”

ผมถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อพี่ซีเอากระเป๋ายื่นให้ผมก่อนที่จะเชิญผมออกจากห้อง ผมต้องฝันไปแล้วแน่ๆ

ผมใช้เวลาคิดทบทวนเงินในกระเป๋ากับสภาพผมตอนนี้เหมือนนักท่องเที่ยวร่อนเร่ พีทเองก็พยายามปลอมใจผมว่าจะหาทางช่วยช่วง 4 เดือนนั้นแต่ก็ไม่อยากให้น้องมันเพิ่มภาระให้กับตัวเอง ไหนจะโดนแม่ใหญ่เพ่งเล็งอยู่ยิ่งมาช่วยอะไรผมมากๆ แม่ใหญ่จะไม่ชอบเอา

เพื่อนทั้งหลายไงอาจจะช่วยเราได้ ผมได้แต่ค้นหาชื่อไซน์ในเฟสบุ๊คแค่นั้นก็ทำให้ผมอดหมั่นไส้ไม่ได้ เล่นหากันไปเที่ยวที่ฝรั่งเศส สวีทกันอยู่สองคนแถมยังลืมรูปถี่จนคนอื่นเหม็นความรักกันหมด

จะเป็นไรไป ติดต่อไปบ่นให้มันฟังสักหน่อยก็ยังดี

ว่าแล้วผมก็ต่อสายไปหาไซน์

/ว่าไงมึง/

“ไอ้ไซน์ กูจะทำไงดี มึงกูจะทำไงดี กูไม่รู้จะทำไงแล้ว ช่วยกูหน่อย” ผมรีบพูดจนอาจจะฟังดูไม่รู้เรื่องจริงๆ ผมฟังเองผมก็ยังไม่รู้ว่าที่มาที่ไปของประโยคคืออะไร

/มึง ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูด มีเรื่องอะไร/

“มึง แม่กูสั่งพักงานกู 3 เดือน....”

ผมเล่ารายละเอียดที่เกิดขึ้นตั้งแต่จนถึงล่าสุดยกเว้นเรื่องผมที่พลาดไปมีอะไรกับโฟนอันนั้นคงเล่าให้มันฟังตอนนี้ไม่ได้จริงๆ คงบอกไปได้แค่ว่าเราพลาดเพราะตัวเราเอง อาจเป็นเพราะตอนนี้ผมยังไม่พร้อมกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้

แต่ในตอนนี้เรื่องโฟนคงไว้คิดทีหลังเพราะตอนนี้เรื่องที่สำคัญมากที่สุดคือตกงาน 3 เดือน ให้ตายเหอะ เงินหนึ่งหมื่นผมใช้แค่ 2 อาทิตย์ก็หมดแล้วเผลอๆ อาทิตย์เดียวก็ไม่เหลือจะให้อยู่ตั้งสามเดือนด้วยเงินแค่นี้เป็นไปได้ยากสำหรับผม

/มึงนี่สร้างเรื่องได้ตลอดเลยนะ เอางี้รอกูกลับถึงไทย มึงค่อยมาคุยกับกูอีกที/

“มึงๆ ๆ แล้วกูจะทำไงดีว่ะ คือกูเก็บของออกมาหมดแล้ว มึงจะมาถึงไทยเมื่อไหร่”

/อีก 12 ชั่วโมงถึง/

“เดี๋ยวมึงเดี๋ยว..”

/นี่ถ้ามึงยังโทรข้ามประเทศแบบนี้ มึงเสียตังเพิ่มแน่ ตังยิ่งไม่ค่อยมีอยู่นิ/

“เชี่ย” จริงของไอ้ไซน์มัน ยิ่งโทรยิ่งเสียตังเพิ่มอีกอย่างคนโทรคือผมไม่ใช่เขา พอนึกขึ้นได้ผมก็รีบกดวางสายทันที แล้วไอ้ 12 ชั่วโมงผมจะไปอยู่ที่ไหนเนี้ย ที่ให้ไปก็ไม่มีจะไปพึ่งใครได้บ้างเนี้ย

ผมได้แต่ตามทางเท้าไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมายใดๆ ตอนนี้ที่ใช้เวลาไปโง่ๆ ก็ 2 ชั่วโมงได้ ผมหยุดนั่งอยู่ตรงม้านั่งก่อนจะมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาระหว่างทาง ตอนนี้ผมเหมือนคนไร้จุดหมายใด นึกขึ้นได้ถ้ามีที่อยู่ได้นานๆ คงจะหนีไปไหนไม่พ้นนอกจากร้านเกม แล้วร้านที่ไม่ทำให้เราต้องเสียเงินเพิ่มก็คงเป็นร้านของปราบกับพราว

พอมีความคิดอะไรดีๆ ก็ตรงไปยังเป้าหมายทันทีร้านที่ปราบไปเปิดอยู่ย่านที่มีแต่ร้านแบบเดียวกันเยอะพอควร และรวมถึงศูนย์คอมพิวเตอร์ครบวงจร

ผมไม่ค่อยได้มาแถวนี้สักเท่าไหร่ ครั้งล่าสุดที่มาก็มาฉลองวันเปิดร้านใหม่ของไอ้ปราบมัน

แต่แล้วความคิดที่พักพิงของผมต้องพังทลายเมื่อหน้าร้านของปราบถูกติดป้ายไว้ว่าปิด 1 วัน ผมว่าเจอแบบนี้ผมคงต้องไปทำบุญแล้วมั้ง คนบ้าอะไรจะดวงซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้ได้ตลอด ที่ผมทำได้ตอนนี้คือเดินคอตกเป็นหมาหัวเน่าพร้อมกับกระเป๋าที่ตอนนี้เป็นทุกอย่างของผม

“เมื่อกี้เล่นได้โอเคเลยนะเฟิร์ส ฝึกอีกหน่อยเก่งกว่าไอ้เจนแน่”

“บ้า แตงก็พูดเกินไป”

ตุบ

ผมว่าผมคงไปเดินชนใครเข้าสักคนเป็นผู้ชายร่างใหญ่สูง หล่อระดับคุณชาย แต่แววตาโคตรจะไม่เป็นมิตรเลยแถมยังเดินมากัน 6 คนอีก

“เอ่อ ขอโทษครับ”

เขามองผมด้วยท่าทางจะเอาเรื่อง ซวยซ้ำครั้งที่สามรึไง

“คิว อย่าเลยเรามีซ้อมต่อ ไปกันเถอะ” หญิงสาวมาดเท่เป็นผู้นำแสงสว่างมาให้ผมเมื่อหล่อนห้ามเพื่อนตัวเองไม่ให้มีเรื่องกับผมได้ ไอ้ผู้ชายคนนั้นประจำเดือนมันมาหรือยังไงกันนะทำไมดูโมโหอะไรแบบนี้

พอเดินโง่ๆ จนเกือบมีเรื่องก็เดินมาถึงหน้าร้านเกมเก่าๆ ร้านหนึ่ง

“ร้านเกมอินซอก?” อืมเข้าไปนั่งเล่นสัก 2 ชั่วโมงคงไม่เสียเงินมากเท่าไหร่หรอกมั้ง

ผมเดินเข้าไปในร้านพร้อมกับหาที่นั่งจับจอง ร้านค่อนข้างเงียบและเก็บเสียงอาจจะเป็นเพราะช่วงเช้าเด็กนักเรียนไปเรียน ทั้งร้านเลยมีแค่ผมคนเดียวเจ้าของร้านที่ดูเหมือนจะเป็นคนเกาหลีใช้ คนเกาหลีเขาดูแลและบริการผมดีมากจริงๆ แต่ที่สะดุดตามากที่สุดก็คือ รูปที่ติดอยู่ผนังร้าน รูปของผู้หญิงที่เธอเพิ่งจะช่วยผมไม่ให้ถูกกลุ่มเพื่อนเขาหาเรื่องผม

ผมว่าอะไรๆ ก็ไม่ควรจะถามเก็บเงียบและพิจารณาเองดีกว่า แต่อย่างว่าละเนอะ โลกมันกลมและมักจะผลัดพาคนที่เราควรจะเจอและจากไปเหมือนใครบางคน

ผมใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงกว่าๆ ในร้านเกม ไม่ใช่ว่านั่งเล่นเกมแต่อย่างใด เหมือนมานั่งดูหนังมากกว่า แต่ที่ผ่านๆ มาผ่านมาแค่ 5 ชั่วโมงเอง ที่เหลืออีก 7 ชั่วโมง แถมยังต้องลากกระเป๋าไปไหนมาไหนอีก ร้านไอ้ปราบก็ไม่เปิด

โฟน

บ้าไปแล้วอยู่ๆ ในหัวก็นึกถึงชื่อนี้ขึ้นมา จะไปพึ่งไอ้นักสืบงี่เง่าแบบหมอนั้นเนี้ยนะ ไม่มีทางถ้าเผลอไปรอบที่สองคงได้พลาดของพลาดของวันนี้จนนับไม่ถ้วน

ออกจากแหล่งขุมทรัพย์คอมพิวเตอร์และร้านเกม ผมก็เตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ หาอะไรทานไปพลางๆ ซึ่งตามจริงผมควรหาอะไรแดกข้างทางสำหรับเงินเท่านี้ที่มีอยู่ แต่..ทานข้าวไปมื้อเดียวผมหมดไป พันกว่าบาท ให้ตายเหอะ นิสัยใช้เงินเปลืองมันแก้ไม่หายจริงๆ ใช่มั้ยเนี้ย

“เฮ้อ”

ผมหยุดและนั่งเก้าอี้ที่สวนสาธารณะที่เดิม สุดท้ายก็ วนลูปกลับมาที่เดิมต่างกันแค่เวลา และความรู้สึกที่เจอ

“การงานไม่รู้จักทำ” ผมว่าเสียงที่คุ้นและเสียงเสียดสีผมตั้งแต่รู้จักกันมา ไอ้บ้านักสืบโฟน นี่เขาจะพูดดีๆ กับผมสักครั้งเป็นบ้างมั้ย เขาพูดเสร็จก็หันหน้ามาหาผม บังเอิญจริงที่ม้านั่งผมมันมีให้นั่งสองฝั่งแล้วไอ้บ้าโฟนมันก็ดันมานั่งอีกฝั่งกับผม

“เรื่องของคนอื่นเนี้ย ไม่รู้สักเรื่องจะได้มั้ย”

นี่มันวันบ้าอะไรของผมเจอแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ละเรื่องดีๆทั้งนั้น ต้องเข้าวัดทำบุญแล้วสินะ ใครจะทนนั่งอยู่ที่เดิมได้กันล่ะครับ ไปรอไอ้ไซน์ที่สนามบินตอนนี้ก็ได้ว่ะไหนๆ สภาพก็เหมือนคนพร้อมเดินทางอยู่แล้ว

“หนีออกจากบ้านมารึไง”

ไม่หนีออกจากบ้านตอนนี้ก็เหมือนว่าหนีมาอยู่ดี ผมเลี่ยงที่จะไม่พูดคุยกับเขา ให้ตายยังไงผมก็ไม่หันหลังไปแน่นอน

ใช่ผมหนีเขาได้ ไม่สิ ผมออกจากสถานที่ที่ไม่ควรอยู่ตั้งแต่แรก ใช้เวลานานพอสมควรเลยกับบรรยากาศรถที่ติดแบบนี้ กว่าจะมาถึงสนามบินแถมค่าโดยสารที่แพงชิบหาย ไม่รู้จะเก็บแพงอะไรนักหนา ถ้าไม่ติดว่ามีรถใช้คงไม่ง้อพวกนี้ ใครจะไปรู้ว่าแม่ใหญ่จะตัดทุกอย่างแม้กระทั่งรถขับยังไม่ให้ใช้

พอนับๆ ดูแล้วตอนนี้ก็เหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมงที่พวกนั้นจะมาถึง และตอนนี้ก็ดึกมากแล้วด้วย นั่งรออีกสักหน่อยอาจจะได้ไปอาศัยบ้านไซน์นอนสักคืนก็ได้

“หนีเก่งนักนะ”

เฮือก

ไอ้นักสืบบ้านี่มันต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ผมแค่ไม่ตอบคำถามมันแค่นั้นมันตามผมมาถึงสนามบินเลยหรือไง ขณะที่ผมเงียบและกำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เจอ โฟนก็ถือโอกาสนั่งลงอยู่ข้างๆ ผม และผมจะบอกว่าเวลานี้คนแม่งไม่มี แต่มันเสือกมานั่งข้างผม

ตึก ตึก ตึก

เต้นเชี่ยไรว่ะ หัวใจเต้นเพราะโมโหต่างหาก จริงๆ

“นี่เป็นสต๊อกเกอร์หรือไง ตามอยู่ได้” ผมขยับไปนั่งอีกทีเพื่อเว้นที่ว่างระหว่างผมกับเขา

แต่เขาก็ยังขยับมานั่งข้างผมอีก ใครก็ได้เอามีดมาแท่งผมที

“ผมเปล่า ผมมาธุระของผม ..ว่าแต่คุณเถอะ หอบข้าวหอบของจะหนีไปไหน” นอกจากนิสัยหมอนี้ที่ชอบตามแล้วยังขี้เสือกอีก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเป็นนักสืบที่หมอชินจ้างเป็นสิบๆ ปี เพราะขี้เสือกแบบนี้เองสินะ

“เสือก!”

ผมพูดคำเดียว บทสนทนาทุกอย่างหยุดลงเหลือแต่ความเงียบงั้น ผมเองก็นั่งมองอะไรไปเรื่อย บ้างก็หยิบมือถือตัวเองมาเล่นบ้าง แล้วก็แอบมองให้บ้าโฟน เชื่อผมเถอะมันตามผมอยู่ เพราะทุกทีที่ผมมองไปทางเขา สายตาของหมอนั้นกลับจ้องมองมาทางผม แบบนี้จะให้คิดว่ามาทำธุระได้ยังไงกัน มันมาตามกันชัดเลยนิ

“มองเชี่ยไรนักหนาว่ะ ไหนธุระไม่ไปทำละ มาจ้องหน้ากูทำไม”

“ก็คุณไงธุระของผม”

“ว่าไงนะ”

ผมว่าผมฟังไม่ผิดหรอก หูผมไม่ได้เพี้ยนและผมก็ได้ยินชัดเจนทุกคำพูด มันบอกว่าผมคือธุระของมัน ไม่จริงนะ มันตามผมจริงๆ ด้วย

พอคิดได้แบบนั้นจะอยู่ต่อทำไมกันล่ะครับ ขณะที่ผมกำลังจะลุกและเดินหนีจากตรงนั้น

หมับ

โฟนจับเข้าที่แขนผม แล้วผมเป็นบ้าอะไรยืนแข็งทื่ออยู่ได้ สะบัดสิโว้ย

“ปล่อยนะเว้ย” ทำไมกูทำตัวเป็นนางเอกละคร ช่วยหนูด้วยแม่ใหญ่

“ไอ้โด่ง” ผู้ช่วยชีวิตคนที่สองสำหรับวันนี้มาแล้ว ไอ้ไซน์มาแล้ว ส่วนไอ้โฟนที่จับแขนผมแบบไม่ขออนุญาตก็ยอมปล่อยแต่โดยดี

“มึง กูจะทำไงๆ ๆ”

“นี่ไง ตัวช่วยมึง” ไซน์ชี้ไปทางโฟน ช่วยโฟนก็ยักคิ้วให้ผมทีก่อนที่ผมจะหันไปมองหน้าไปคุยกับไอ้ไซน์อีกที

“เชี่ย มึงอย่ามาล้อเล่นนะ”

“คืองี้นะโด่ง เราสองคนปรึกษาเรื่องงานของโด่งกันแล้ว และโฟนเนี้ยก็กำลังหาพนักงงานใหม่เข้าร้านพอดี”

“คือพวกมึงจะให้กูไปทำงานกับไอ้..กับโฟน” ไม่อยากจะเชื่อและเหลือเชื่อ สองผัวเมียที่เพิ่งกลับมาจากการท่องเที่ยวสุดประทับใจพยักหน้าพร้อมกัน อันนี้คือความช่วยเหลือหรือความซวยกันแน่ว่ะเนี้ย วันนี้ทั้งวันเจอแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้

“ก็บอกแล้วใช่มั้ยว่าไม่ได้ตาม แต่มาลากคนไปทำงาน” เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ มันต่างจากการตามคนอื่นยังไงวะ ลากคนไปทำงานเนี้ยนะ

“แม่ง ไอ้ไซน์ คืนนี้กูไม่มีที่นอนขอไปนอนคอนโดมึงนะ..”

สองคนนั้นมองหน้ากันก่อนจะหันไปหาโฟน

“อ่าว โฟนไม่ได้บอกเหรอว่าไปทำงานกับโฟน มีที่พักให้สำหรับพนักงานที่ร้าน”

คุณอยากฟังเรื่องตลกสองบรรทัดมั้ยครับ เรื่องมีอยู่ว่าผมตกงานและงานใหม่ของผมมีนายจ้างเป็นอดีตคู่นอนโดยไม่ได้ตั้งใจ และที่เลวร้ายที่สุดคือกินนอนที่ร้าน...

เอามีดด้ามที่สองมาแท่งผมที..

“ยังไงก็ฝากด้วยนะคุณโฟน พวกเราไปก่อน ดูแลเพื่อนไซน์ด้วยนะครับ” ว่าแล้วสองคนจอมวางแผนก็เดินลับตาผมปล่อยทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่เหลือแค่ผมกับนายจ้างคนใหม่

วันนี้จะมีเรื่องดีๆ เข้ามาสักเรื่องมั้ยนะ เหอะ งานใหม่...ร้านเสริมสวยเนี้ยนะ ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เอาเถอะว่ะแค่สามเดือนถึงตอนนั้นค่อยชิ่งหนีแล้วกัน

***********************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

0 ความคิดเห็น