Detective my dear มาสืบรักที่ร้านเสริมสวย (YAOI)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 390 Views

  • 1 Comments

  • 34 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    15

    Overall
    390

ตอนที่ 14 : ​บทที่ 13 เหตุผลที่อยากได้ยิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

​บทที่ 13 เหตุผลที่อยากได้ยิน

โรงพยาบาล XXX

ชายหนุ่มร่างสูงเดินอย่างกระฉับกระเฉงไปยังห้องตรวจฉุกเฉินทันทีโดยไม่รีรอ ภาพตรงหน้าที่เขาเห็นหมอประจำห้องตรวจกำลังจัดการทำแผลให้เขา เด็กดื้อที่หนีออกนอกร้านโดยไม่ฟังคำสั่งเขา ใบหน้าคมเรียวของคนตรงหน้าทำเขาสติแตก

ใบหน้าของโด่งถูกปิดบาดแผลที่ช้ำมาด้วยผ้ากอซขาดสะอาด ยังดีที่เขาไม่ได้เจ็บมากโดนไปแค่นี้อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยของเขาที่คิดว่าสมัยก่อนที่ยังซ่าก็เจอเรื่องแบบนี้มาบ่อยๆ แต่สำหรับชายร่างสูงที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขามันไม่ใช่เรื่องปกติ

“โฟน” โด่งเรียกชื่อบุคคลที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตกใจพร้อมกับหันไปหาเจเจ

“ผมเรียกพี่โฟนมาเองแหละ แหะๆ” เด็กหนุ่มสารภาพพร้อมกับก้มหน้าหงอยไป

“...”

โฟนไม่ได้พูดอะไรได้แต่คว้าไปที่ข้อมือของโด่งก่อนจะหันไปบอกเจเจให้รีบกลับและดึงตัวอีกคนออกจากห้องฉุกเฉิน

ตลอดทางโด่งดื้อและพยายามจะแกะมืออีกคนสุดทางก่อนจะมาถึงที่รถ

“เจ็บ” พอได้ยินดังนั้นโฟนจึงเปลี่ยนจากจับแน่นเป็นจับแบบหลวมๆ พอให้อีกคนที่ดื้อสุดท้ายแกะมือตนออกได้

“ขึ้นรถ” ร่างสูงเปิดประตูรถพร้อมกับยัดตัวคนป่วยที่ดื้อได้ตลอดเวลาเข้าในรถ

ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันระหว่างทางทำให้ความอึดอัดปกคลุมภายในรถ โด่งมองหน้าคนขับรถที่ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม ไม่มองกลับมาแม้แต่คนข้างๆ เขาคิดอะไรของเขากันนะ

โกรธงั้นเหรอ***?***

ไร้บทสนทนาและเสียงเพลงในรถก็ถูกปิดความเงียบที่คืบคลานทำให้ได้ยินเสียงลมจากท่อแอร์เป็นระยะๆ ความสับสนมีมากพอๆ กับความสงสัยในตัวของโฟน

“นะ...”

“หิวมั้ย?”

แต่พอโด่งจะเอ่ยปากถามว่า ทำไมถึงห้ามตนนักหนาที่ไม่ให้ออกจากร้าน แต่กลับได้คำถามของโฟนสวนมาถามตัวเองว่าหิวมั้ย แปลกนะเพียงคำถามธรรมดาๆ แต่มันทำให้คนที่นั่งฟังข้างๆ รู้สึกหวิวๆ หัวใจที่เต้นปกติกลับเต้นแปลกๆ ผิดเพี้ยนไปหมด เกิดอะไรขึ้นกับเขา...

“ไม่” คำตอบมันตรงข้ามกับความจริงเสียมากกว่าตั้งแต่ที่โด่งแอบหนีออกมาเขายังไม่ได้แตะอะไรลงท้องเลย

ล้อหน้ารถทั้งสองล้อของรถเจ็ดที่นั่งคันโปรดของโฟนถูกจอดสนิทอยู่หน้าร้านเสริมสวยบิวตี้พีโมโน ลูกค้ายังคงคับแน่นเมื่อเดิม ทั้งสองคนยังไม่ได้ลงจากรถความเงียบที่เกิดขึ้นมาตลอดทางถูกเสียงปลดเข็มขัดนิรภัยของโฟนแทนที่ความเงียบ

โฟนไม่ได้พูดอะไร ได้แต่เอื้อมมือข้ามไปฝั่งคนนั่งและปลดเข็มขัดนิรภัยให้กับโด่งและกใช้ฝ่ามือหนาดันประตูเข้ามาก่อนที่โด่งจะเปิดประตูรถออกไป

ใบหน้าคมเรียวถูกจับจ้องด้วยแววตาที่ดูจริงจังของโฟน

“อะ...อะไร” โด่งถามอีกฝ่ายด้วยเสียงตะกุกตะกัก

“ถ้ายังดื้ออีกจะจับกดให้จมเตียง! เข้าใจที่พูดมั้ย” พูดเสร็จก็ปลดล็อกประตูรถและส่งสายตาให้อีกฝ่ายรู้ว่าลงรถได้แล้ว


[DONG]

ผมเกลียดความเผด็จการของเขา นึกอยากจะสั่งอะไรก็สั่ง นึกอยากจะให้พูดอะไรก็พูด ต้องได้ดั่งใจเขาไปซะทุกเรื่อง เหตุผลอะไรให้ก็ไม่มี

“ถ้ายังดื้ออีกจะจับกดให้จมเตียง! เข้าใจที่พูดมั้ย”

ผมเกลียดเขา

ปัง

ประตูกำลังจะเปิดแต่ผมดึงเข้าหาตัวเพื่อปิดอีกครั้งทำเอาคนตรงหน้าผมที่ห่างไม่ถึงหนึ่งเมตรมองหน้าผมด้วยความงง

“เอาแต่สั่งอยู่น่นแหละ เหตุผลบ้าบออะไรก็ไม่มี นี่มาเป็นลูกจ้างนะ ถูกจ้างมาทำงานไม่ได้มาเป็นนักโทษกักขังที่ทำความผิดจนต้องห้ามออกนอกเขตบริเวณ แล้วก็นะร้านเสริมสวยหรือคุกดีๆ กันแน่ ทำไมต้องคอยห้ามอยู่เรื่อยเลย”

ผมพูดในสิ่งที่ผมอยากจะพูดออกไปจนหมด ถึงแม้ว่าครั้งก่อนเขาจะบอกให้เชื่อใจก็เถอะ...

ความสับสนนี่มันอะไรกัน

“เคยได้ยินนิทานก่อนนอนมั้ย” อยู่ๆ เขาก็พูดเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาแถมยังพูดเรื่องที่ไม่ต่อเนื่องกันอีกด้วย

“ทำไม” ผมถามเขา

“มีคู่รักคู่หนึ่ง รักกันมากสามีทำงานนอกกฎหมายโดยที่ภรรยาตัวเองไม่รู้ เขามักจะบอกคนรักว่าให้เชื่อใจกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอเชื่ออย่างนั้นต่อมาสามีของเธอมักจะทำอะไรให้น่าสงสัยหรือระแวงตลอด แต่เพราะงานที่เขาทำมันเสี่ยงอันตรายต่อคนรักของตัวเองจึงเลือกที่จะไม่บอกความจริงให้รู้...”

“เธอโวยวายสินะ” ผมพูดแทรกเขา

“เปล่า เธอไม่ได้โวยวายแต่เธอเชื่อใจสามี เพราะความรักที่มีให้กันและกันไม่ว่าจะเจออะไรหรือเรื่องอะไรเธอเลือกที่จะเชื่อและไว้ใจ แม้ว่าสามีเธอจะควงหญิงอื่น..”

“แย่ที่สุด ผู้ชายแบบนี้ไม่ควรไปเชื่อใจตั้งแต่แรก” ผมหงุดหงิดกับเรื่องที่เขาเล่ามา

“ฟังให้จบก่อนสิคร้าบ” เขาบี้จมูกผมก่อนจะพูดจาออดอ้อนจนน่าตบ เพราะแม่งไม่เข้ากับหน้าตามันเล้ย

“อือๆ”

“เธอเลือกที่จะเชื่อใจคนรักของเธอไม่ว่าจะทำเรื่องไม่ดีกับตัวเองไว้แค่ไหน เธอยังคงคิดเสมอว่านั้นไม่ใช่ตัวตนของสามีเธอ...แต่ใครจะไปคิดละว่าผู้หญิงคนนั้นคือสายลับที่ทำงานกับสามีเธอและถูกใช้เป็นเป้าหมายที่ ศัตรูจ้องจะเล่นงานคนรักของเขาและเพราะสายลับที่ทำงานกับเขา เธอเลยไม่ตกอยู่ในอันตราย”

ผมฟังแล้วรู้สึกเหมือนโฟนพยายามจะสื่อถึงอะไรบางอย่างกับผมแต่พอฟังเรื่องราวนั้นแล้วร่างกายกลับร้อนขึ้นมาเสียอย่างนั้น รู้สึกวูบวาบท้องน้อยแปลกๆ

“ลงรถได้แล้ว” เขาเปิดประตูรถอีกรอบ “เดี๋ยว” เขาเรียกผม

“อะไรอีกละ” ผมถามเขาด้วยความหงุดหงิด

ผมหันหน้าไปตามเสียงเรียกของอีกฝ่ายและผมถูกมือหนาจับเข้าที่คางพร้อมกับโดนอีกฝ่ายประทับจูบเบาๆ เข้ากับริมฝีปากผมก่อนจะถอนจูบออกไปอย่างทะนุถนอม

“ถ้าดื้ออีกรู้นะว่าจะเจออะไร” เขาพูดพร้อมกับเอาจมูกมาแตะที่แก้มผมเบาๆ

ผมได้แต่อึ้งกับสิ่งที่เจอ จะอะไรนักหนากับคำว่าดื้อนะ ผมโตพอจะดูแลตัวเองได้แล้วนะเว้ยแต่รู้สึกดีแปลกๆ ผมไม่ได้ตอบกลับอะไรเขามา พอลงจากรถก็เดินตรงไปที่ร้านส่วนโฟนเองก็ขับรถออกไปทันที บ้าจริง

“คำก็ดื้อ สองคำก็ดื้อไอ้พี่บ้าเอ๊ย”

ผมรีบเดินเข้าร้านพลางด่าคนข้างหลังที่ขับรถออกไปด้วย

หลายวันมานี้ผมสิงอยู่ที่ร้านเสริมสวยทำงานมาก็เกือบเดือนกว่าแล้ว เริ่มจะชินกับหลายๆ อย่างแต่สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนไปคือโฟน เขาดูห่างเหินผมไม่ค่อยพูดคุยด้วยตั้งแต่วันนั้นผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่สิ่งที่เหมือนเดิมในทุกๆ วันคือผมโดนสั่งห้ามออกจากร้าน

“ครับพี่ ได้ๆ เดี๋ยวผมเอาไปให้”

/.../

“ที่ไหนครับ”

/.../

“ครับพี่โฟน”

ผมได้ยินเจเจคุยกับโฟน ซึ่งไม่รู้ว่าปลายสายอยู่ที่ไหนผมไม่เห็นเขาเข้าร้านชั้นสามที่ผมขึ้นไปเก็บเอกสารทุกวันไร้วี่แววเขากลับมานอน

“นี่ๆ เจเจ คุยกับพี่โฟนเหรอ แล้วจะออกไปหาเขาเหรอ ที่ไหน เมื่อไหร่ ไปด้วยได้มั้ย” ผมถามน้องมันแทบจะไม่ได้หยุดหายใจ

“ผมไม่ได้คุยกับพี่โฟน...เอ่อผมหมายถึงคนละโฟนน่ะ โฟนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องญาติห่างๆ ..อื้ม” เขาจะรู้ตัวมั้ยว่าเขาโกหกได้ไม่ค่อยเนียน

“งั้นหรอกเหรอ”

ว่าแล้วเจ้าเจเจก็วิ่งหายเข้าไปหลังร้านทันที ก็ไม่แปลกใจหรอกว่าหนีอะไร แล้วทำไมผมต้องถามถึงหมอนั้นด้วยนั้น บ้าจริงเขาจะไปไหนก็เรื่องของเขาสิอีกอย่างไม่มีโฟนอยู่ก็ไม่มีคนขวางตอนจะแอบออกไปไหน

ติ๊ด ติ๊ด

เสียงแจ้งเตือนข้อความส่งเข้ามาที่โทรศัพท์ผม

PMONO_Phone : ห้ามดื้อตอนผมไม่อยู่ ได้ข่าวว่าถามหาผม คิดถึง?

ไอ้พี่บ้าหลงตัวเองฉิบหาย คิดว่าตัวเองหล่อล้นฟ้าหรือไงกัน

DONG : ใครมันจะบ้าไปคิดถึงคนอย่างนาย ก็แค่อยากรู้ว่าตายหรือยังก็แค่นั้น

ฟู่ว

ทำไมยิ่งคุยแล้วเหมือนยิ่งถูกจับผิดตลอดเวลาเลยนะ ข้อความที่ส่งไปถูกอ่านแล้วแต่กลับไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใดหรือว่าผมจะพูดแรงไปนะ ช่างเขาสิอยากหายไปเอง

ช่วงเวลาพักเที่ยงลูกค้าที่จองคิวไม่ค่อยมี ซึ่งหลังจากนี้จะมากันมากๆ ก็คงจะเป็นตอนเย็นที่คิวลูกค้าจะแน่น ผมจึงใช้เวลาช่วงบ่ายไปทำความสะอาดและจัดเอกสารห้องทำงานโฟนชั้นสามจริงๆ แล้วเขาเอากุญแจสำรองมาทิ้งไว้ให้ผมพร้อมกับเขียนโน้ตเล็กว่าให้ขึ้นไปจัดเอกสารแถมพอผมไม่ทำก็จะมีเด็กที่ร้านก็หมายถึงเจเจนั่นแหละมาย้ำผมอีก

แต่เสียงแจ้งเตือนที่ดังก็หยุดผมที่ยืนอยู่หน้าห้องไว้ก่อน มันอดที่จะไม่เปิดอ่านไม่ได้จริงๆ สินะ

PMONO_Phone : ปากร้ายนักนะ อยากรู้จังถ้าโดนจับกดจมเตียงยังจะปากดีอยู่มั้ย

บ้าจริง นอกจากจะเผด็จการแล้วยังหื่นกามด้วยหรือไง แล้วทำไมในหัวต้องคิดภาพอะไรแบบนั้นด้วยวะเนี่ย ผมเลือกที่จะกดอ่านและไม่ตอบกลับไปขืนผมตอบกลับไปมีหวังบ่ายนี้ไม่ได้ทำงานแน่

ผมเก็บโทรศัพท์เจ้ากรรมลงกระเป๋าก่อนจะเข้าห้องโฟนเพื่อทำงานที่โดนสั่งงานซ้ำสอง

จัดการเก็บกวาดชั้นวางเอกสารทั้งหมด และก็ต้องมีที่แปลกใจกับเอกสารที่ถูกเขียนไว้ข้างหน้าว่า ‘ลับ’ คืออะไรกันนะ ผมควรที่จะเก็บมันไปอยู่กับส่วนอื่นๆ หรือควรจะปล่อยทิ้งไว้

คำว่าลับชวนให้เปิดอ่านเสียจริง

ผมตัดสินใจปล่อยเรื่องเอกสารลับที่ชวนน่าอ่านมันจะเป็นการดีถ้าหากผมไปอ่านเรื่องที่ไม่ควรรู้ พอคิดเรื่องอะไรป่วยหัวบวกกับข้าวเที่ยงที่ยังไม่ได้แตะถึงท้องจนตอนนี้ก็บ่ายแก่ๆแล้ว

“ไหนๆ เจ้าของห้องก็ไม่อยู่ ไว้จะซื้อมาคืนนะ”

ด้วยความเคยชินที่อยู่ห้องนี้ค่อนข้างบ่อย (?) ผมเดินไปหยิบของในตู้เย็นที่พอจะมาทำอะไรกินได้บ้าง แต่ก็ต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อเจอกับเค้กก้อนโตที่ถูกแช่อยู่

“ก็ไม่ได้ชอบหรอกนะ แต่คนมันหิว” ผมจัดการนำของหวานของจากความเย็นเพื่อให้เข้าสู่ระดับของอุณหภูมิห้อง

พอจัดการกินอะไรที่หลงเหลืออยู่ในตู้เย็นจนหมดจริงๆ ก็เหลืออยู่นิดหน่อย พอเริ่มอิ่มบรรยากาศก็เริ่มน่านอนเข้าไปทุกที ผมเปิดดูเวลาจากหน้าจอสีฟ้ามันเพิ่งจะบ่ายสองซึ่งเวลานี้ว่างเพราะไม่มีหน้าที่ผมต้องจัดคิวลูกค้า โดยส่วนใหญ่จะมีหน้าที่จนแทบไม่ได้นั่งคือช่วงสี่โมงเย็นเป็นต้นไป ดังนั้น..

“งีบสักพักแล้วกัน” ถือวิสาสะเข้าห้องเขาแล้ว เจ้าของห้องเองก็ไม่อยู่หนูร่าเริงได้ ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงที่ดูวี่แววแล้วไร้เจ้าของที่นอนมานอนหลายวัน คิดถึงเตียงแบบนี้ที่บ้านจัง เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ติดนอนแบบหรูอะไรมากแต่เตียงที่ห้องชั้นสองมันก็แข็งกว่านี้เยอะบอกตามตรงนอนเตียงของโฟนมันดึงดูดให้ไม่อยากลุกไปไหนเลยล่ะ

กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยกระทบจมูกผม ยิ่งดมเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกเหมือนใกล้เข้ามาทุกที แล้วนี่ผมฝันถึงของกินตอนเวลาหิวๆ แล้วนอนกลางวันอีกแล้วสินะ ไม่นานกลิ่นที่ว่าก็หายไปแต่มีบางอย่างแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากผม ความฝันแม่งโคตรเหมือนจริงมาก และแล้วกลิ่นชีสอ่อนผสมกับกลิ่นขนมปังปิ้งใช่แล้วมันต้องคือขนมปังปิ้งแน่ๆ

เมื่อมีอะไรมาโดนปากคล้ายกับว่าอยากให้ลิ้มลอง ผมอ้าปากรองรับบางอย่างเข้ามาในปากพร้อมกับเคี้ยว

“อือ”

แปลกจังทำไมในฝันถึงมีรสชาติที่สัมผัสได้แบบนี้กันนะ รู้สึกเหมือนจริงมากไปหน่อยหรือเปล่า ไม่สินี่ไม่ใช่ความฝัน

เฮือก!

ผมลืมตาขึ้นมาพร้อมกับเบิกตากว้าง ที่ผมเคี้ยวในปากมันไม่ใช่ความฝันที่ผมคิดว่าตัวเองหิวแล้วฝันว่าอยากกินอะไร มันคือเรื่องจริงแล้วไอ้คนที่ป้อนชิ้นขนมปังปิ้งชีสเยิ้มๆ ยัดเข้าปากผมคือ โฟน เขานอนตะแคงอยู่ข้างๆ ผมในมือก็ถือจานขนมปังอยู่ ให้ตายสิเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่

“มา..ตอนไหน” ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียงพร้อมกับควานหาโทรศัพท์มือถือเพื่อมาดูเวลา “กี่โมงแล้วเนี่ย แม่งโทรศัพท์อยู่ไหนวะ” ผมสถบกับตัวเองพร้อมกับหันซ้ายหันขวาตามหาโทรศัพท์เจ้ากรรม

“สองทุม” โฟนตอบแทนด้วยน้ำเสียงเรียบก่อนจะเลียนิ้วตัวเองที่เปื้อนเศษขนมปัง จริงๆ มันก็คงเป็นเรื่องปกติสำหรับหลายๆ คนมอง แต่ที่ผมมองคือ..เขาเลียนิ้วเรียวพร้อมกับส่งสายตาที่เปรียบเหมือนเสือจะตะครุบเหยื่อ

เดี๋ยวก่อนนะเขาบอกผมว่าสองทุม ฉิบหายแล้วไง

“เชี่ย ทำไมไม่ปลุกวะต้องลงไปข้างล่าง” ผมรีบร้อนพลางจะลุกออกจากเตียงแต่ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่ขา เชี่ยกางเกงหาย!

“ก็ปลุกแล้วไม่ยอมตื่น ถอดกางเกงก็แล้ว เล้าโลมก็แล้วไม่ตื่น เลยเอาขนมปังยัดปากปรากฏว่าเด็กมันตื่น หึ”

คนบ้าที่ไหนเขาปลุกด้วยการถอดกางเกงวะเนี่ย ไอ้บ้าโฟนเอ๊ยให้ตายสิเขาชักจะโรคจิตเข้าไปทุกวันแล้วนะ ผมเลี่ยงที่จะไม่ตอบเขาแต่กลับทำหน้ามุ่ยไม่พอใจใส่ไปแล้วก็หากางเกงเจ้ากรรม ดีที่มันไม่ถอดกางเกงในกู แย่ที่สุด

“ไม่ต้องลงไปข้างล่างแล้วมั้ง ร้านปิดแล้ว” เขาพูดอย่างกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นแหละ เฮ้โฟนนายพึ่งจะแอบถอดกางเกงเราตอนนอน

“บ้าจริง”

ผมจัดการแต่งตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะสายตาจะปรายตามองทางประตูห้องแต่ เขากลับดึงมือผมไว้

“จะไปไหน” โฟนถามผม

“ปล่อย จะกลับห้อง” ผมตอบคำถามเขาและพยายามมือที่จับผมไว้ แต่เขากลับลงจากเตียงและมายืนอยู่ข้างผมแทน

“ให้ขึ้นมาจัดเอกสารแต่แอบมานอนเตียงคนอื่น แถมยังกินเค้กในตู้เย็นจนหมด...”

อึก

ผมถึงกลับกลืนน้ำลายลงคอตอนแรกก็แค่จะกินนิดๆ หน่อยๆ และงีบแป๊บเดียวแต่แม่งมันเพลินอีท่าไหนไม่รู้ลากยาวเป็นครึ่งวันเลย แล้วใครจะไปคิดว่าโฟนจะกลับมาดื้อๆ แบบนี้ใครจะตั้งตัวทันกัน

“ดะ...เดี๋ยวซื้อเค้กมาคืนให้” ผมตอบเขาแต่มือโฟนเนี่ยเหนียวยิ่งกว่าตีนตุ๊กแกให้ตายสิแกะเท่าไหร่ก็ไม่ยอมออก

“แล้วทำไมต้องมานอนบนเตียงพี่ด้วยครับ คิดถึง?”

“เปล่า...แค่ง่วงๆ เห็นเตียงมันว่างเจ้าของมันไม่กลับมานอนกลัวมันเหงาเลยนอนเป็นเพื่อนเตียงก็...ก็แค่นั้น” เชี่ยข้ออ้างของมึงโคตรแย่อะไอ้โด่ง

“หึ ไหนๆ กลัวเตียงจะเหงาก็มานอนทั้งคืนเลยเป็นไง” มือหนาของโฟนที่ไม่เคยอยู่นิ่งได้เลยก็เลื่อยเข้ามาจับหมับเข้าที่เอวของผม

“นอนคนเดียวไปเถอะ”

ผมผลักอีกคนด้วยความเร็วและแรงที่มากกว่าเดิมจนหลุดออกจากพันธนาการของอีกคนได้ เมื่อต่อปากต่อคำเสร็จก็รีบเดินหนีออกจากห้องนั้นทันที ผมถอนหายใจหลังจากออกมายืนอยู่หน้าห้องของโฟน ให้ตายสินึกจะมาก็มาทันที ทำหัวใจแทบจะวาย

แสงไฟตามทางเดินยังคงส่องสว่างอยู่ ห้องนอนผมมีแสงไฟลอดออกมาจากพื้นห้อง คงจะเป็นเจเจสินะ

“อ่าว พี่ดีขึ้นแล้วเหรอเห็นพี่โฟนบอกพี่ไม่ค่อยสบาย”

เอาอีกแล้วไง ผมกลายเป็นคนป่วยง่ายทันทีหลังจากที่มาทำงานที่นี้ กลายเป็นคนป่วยง่ายขึ้นมาทันที

“ดีขึ้นแล้ว” สรุปกูเล่นไปตามน้ำเฉย

จะว่าไปอยู่ที่ร้านตลอดๆ มันก็เบื่อ ปกติผมเป็นคนเที่ยวแต่ผ่านมาตลอดเกือบครบรอบสองเดือนผมยังไม่ได้ออกเที่ยวเลย นอกจากออกไปกับคนคุมอะนะ (โฟน) ใจจริงก็อยากจะไปเที่ยวกับพวกเพื่อนๆ บ้าง

ติ๊ด ติ๊ด

ไม่ทันไรความคิดที่ว่าเร็วแล้วสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายยังไวกว่าเมื่อ ผมได้แจ้งเตือนจากเพื่อนจริงๆ มันก็เป็นกลุ่มที่ร้างมาหลายเดือนมาก กลุ่มพวกเพื่อนเก่าๆ สมัยเรียนวิศวะนั่นแหละ

เดียร์นะ ไม่ใช่กวาง : แดกเหล้ากัน

อยู่ๆข้อความที่อยากส่งไปหาเพื่อนมากที่สุดก็ได้ส่งมาหาผมก่อน ทั้งกลุ่มจริงๆ ก็มีไม่กี่คน ไอ้เดียร์ ไอ้คุณดอกเตอร์ต้าร์ที่ตอนนี้ก็แต่งงานกับอดีตเฮดว๊ากอย่างพี่ถังเบียร์ไปเรียบร้อย ส่วนไอ้ไซน์ก็ได้ผัวดีเป็นหมอศัลยแพทย์หัวใจ แล้วก็ไอ้ปราบเองก็แต่งงานกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ผมเคยไปหามันช่วงที่ตกงานแต่มันดันไม่เปิดร้าน ที่เห็นโสดๆ แล้วยังไม่แต่งงานก็เห็นจะมีแต่ผมกับไอ้เดียร์ละมั้ง

TarThung : เป็นเหี้ยไรเนี่ยอยู่ๆ ก็ชวนแดก

เดียร์นะ ไม่ใช่กวาง : อยากเจอเพื่อนบ้างไรบ้าง

ไอ้ต้าร์พิมพ์ตอบกลับไอ้เดียร์คนแรก

Parb : กูขอถามเมียก่อน นัดเวลามาเลยกูพร้อมไฟว์...

TarThung : ไฟว์กับเมีย?

Prab : เปล่า ไฟว์หนีออกจากบ้านไปเที่ยว 555

ผมก็นึกว่ามันจะพ่อบ้านใจกล้า ไม่กลัวเมียเสียอีก อยากไปกับเพื่อนในใจผมอยากไปมากแต่ในตอนนี้ดันตกอยู่ในสถานการณ์ที่โดยสั่งห้ามออกจากร้าน โคตรแย่ หรือว่าผมจะหนีไปแดกเหล้ากับพวกมันดีนะ

DONG : กูเอาด้วย

ผมกดตอบไปอย่างไม่ลังเล แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะแอบออกไปยังไงเพื่อไปเจอพวกมัน หรือผมต้องขอร้องอ้อนวอนโฟน บ้าจริง ใครจะไปกล้าทำแบบนั้นน่าอายเป็นบ้าเลย

Si’ Sine : เออๆ ไปด้วยลำไยผัว ออกไปเที่ยวบ้างก็ดี

ปกติแล้วไซน์มันจะไม่ค่อยทะเลาะกับหมอชินเท่าไหร่ วันก่อนที่มาหาผมยังดีๆ อยู่เลยสองคนนั้นทะเลาะกันอีกแล้วหรือไง

เดียร์นะ ไม่ใช่กวาง : ทำไมวะมึง ค่อยๆ คุยกันมึง

TarThung : ทะเลาะกับผัว มึงเคลียร์กับผัวมึงก่อนก็ได้มาเที่ยวกับพวกกูเดี๋ยวมีปัญหาเอาหรอก

ผมเองก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ไอ้ต้าร์มันบอกนะ ตอนแรกก็กะว่าจะโทรคุยกับไอ้ไซน์ว่ามันเป็นอะไรมากหรือเปล่า แต่มันดันส่งข้อความกลับเข้ามาในกลุ่มและค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อย

Si’ Sine : หมอมันทำการบ้านบ่อย แล้วกูก็อยากไปกับพวกมึงด้วย ช่างหัวหมอมันแม่ง

เออ ก็พอจะเข้าใจความหมายของไอ้ไซน์มันอยู่ที่ว่าการบ้านที่ทำบ่อยๆ มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอวะ อาจเป็นเพราะผมไม่เข้าใจด้วยแหละ

DONG : สัดไอ้คนอวดผัวววววววว

ผมกดแป้นพิมพ์ย้ำคำว่าผัวแล้วส่งไปในกลุ่ม

Si’ Sine : อย่าให้กูรู้ว่ามึงอวดผัว ค่าเหล้าจ่ายเองนะมึงไอ้โด่ง

เชี่ยแล้วไง ไอ้ไซน์แม่งจะทำความลับผมแตกได้ง่ายๆ เลย สุดท้ายในแชทกลุ่มก็กลายเป็นพื้นที่ในการเถียงของผมกับไอ้ไซน์โดยมีเหล่ากรรมการอย่างไอ้เดียร์และต้าร์ค่อยห้ามซึ่งก็ห้ามไม่ได้

แต่ไอ้เรื่องที่หนักกว่านั้นเนี่ย ผมจะแอบออกไปข้างนอกร้านยังไง เที่ยวก็อยากเที่ยว เพื่อนก็อยากเจอ ไอ้กลัวเจ้าของร้านยำเละบนเตียงก็กลัว ชีวิตผมแม่งโคตรแย่

********************

กราบขอโทษทุกคนอย่างสูง พอดีไรท์ติดโน้นติดนี้(ติดเตียงด้วย) เลยทำให้ไม่ได้มาอัพหายหน้าหายตากันไป บวกกับเปิดเทอมด้วยและติดงานวิ่งเลยไม่ได้เข้ามา และหลังไรท์อาจจะมาลงช้านะคะแต่จะพยายามมาลงให้ไม่ลืมกันเนอะ ยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น