Detective my dear มาสืบรักที่ร้านเสริมสวย (YAOI)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 767 Views

  • 5 Comments

  • 54 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    340

    Overall
    767

ตอนที่ 12 : บทที่ 11 ขอแค่ให้เชื่อใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    22 ธ.ค. 61

​บทที่ 11 ขอแค่ให้เชื่อใจ

[DONG]

คำถามจากปากเพื่อนสนิททำไมให้ผมไปต่อไม่ถูก ไม่คิดมาก่อนว่าเรื่องมันจะมีคนรู้เร็วขนาดนี้แล้วจริงๆ ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดเรื่องนี้กับไอ้ไซน์หรอกแต่มันหาโอกาสบอกไม่ได้มากกว่า

“ยังไง” ไซน์เดินกอดอกพร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วตรงมายังผมที่นั่งอยู่โซฟาราวกับว่ากำลังสืบสวนนักโทษอยู่ไม่มีผิด ให้ตายสินี่เพื่อนหรือผู้คุมขังกันแน่

“เอ่อ คือว่ากูไม่ได้ตั้งใจจะปิดมึงหรอกนะ แต่แค่...หาโอกาสบอกไม่ได้” ผมบอกเขาไปตามตรงไม่รู้ว่ามันจะมีเหตุผลอีกแบบหรืออยากได้ยินคำตอบอีกแบบ ใช่สิมันถามว่าผมกับโฟนได้กันกี่ครั้งบ้าสิใครจะไปกล้าตอบวะ

“หึ กูให้มึงมาทำงานชั่วคราวร้านคุณโฟน” มันเว้นช่วงพูด “แต่นี่มึงเอาเจ้าของร้านเป็นผัวเลยอะนะเพื่อนกูแม่ง เจ๋งวะ แบบนี้ต้องเอาไปบอกทุกคนในกลุ่มแล้ว ไอ้โด่งมีผัวแล้วโว้ย” ไซน์พูดลากเสียงพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อเตรียมจะส่งข้อความที่ว่า

“เฮ้ย ไอ้ไซน์ เดี๋ยวก่อนมึง...” ผมห้ามเพื่อนตัวเองไว้ จริงๆ ผมไม่ได้จะปิดบังเรื่องนี้กับทุกคนหรอก แต่ผมคิดว่ามันยังเร็วเกินไปถ้าเกิดมันรั่วไปถึงหูแม่ผมแล้วมันจะเกิดเรื่องอะไรใหญ่ๆ ขึ้นแน่ หรือไม่ก็ผมอาจจะถูกตัดออกจากกองมรดกเลย แย่จริงๆ

“มึงนี่นะ กูไม่บอกใครก็ได้...กูเข้าใจมึงนะเล่าให้กูฟังได้จุดจุดนั้นกูผ่านมาแล้ว” ไซน์ยิ้มให้ผม

“ขอบใจนะมึง”

“แต่มึงมีอะไรวันหลังต้องเล่าให้กูฟัง ตกลงมั้ย กูสังเกตตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าแม่งมึงกับคุณโฟนแปลกๆ ไปแอบได้กันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” โดยคำถามแรกที่มันถามผมตั้งแต่มันก้าวย่างเข้ามาในห้องนี้ และคำถามนี่ก็หลอกหลอนผมอีกรอบ

“เอ่อ งานแต่งงานมึงอะ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบากับประโยคข้างหลัง

“เชี่ย มึงนี่ร้ายไม่เบานะสัส เขาเป็นไงวะแซ่บปะ” ไซน์พูดพร้อมกับหัวเราะออกมา จริงๆ น้ำเสียงที่มันพูดออกมามันสื่อในเชิงแซวๆ มากกว่าแต่ไม่รู้ทำไมอดรู้สึกหวงไม่ได้

“ไอ้สัส ผัวกู!”

“โอ๊ย เพื่อนกูพัฒนาแล้วโว้ย เขาขอมึงเป็นแฟนยังอะ”

“...”

คำถามที่จุกรอบที่เท่าไหร่ผมก็ไม่รู้ เอาตามความจริงสถานะของผมกับเขามันก็ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่และผมจะหวังอะไรได้ว่าความสัมพันธ์ของผมกับโฟนมันจะเป็นเรื่องจริงหรือเขาแค่เล่นๆ กับผมไปวันๆ

ขณะที่ผมคิดอะไรเพลินๆ และสติรวมถึงใจมันก็ล่องลอยออกไปไหนต่อไหน ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะเอายังไงกับคนโง่ๆ อย่างผม

“กูแนะนำนะ มาถึงขั้นนี้แล้วอ่อยเท่านั้นครองโลก” ไซน์พยักหน้าพลางโน้มน้าวให้ผมเห็นดีเห็นงามกับคำแนะนำของมัน อ่อย เนี่ยนะแต่ปกติแล้วผมก็มักจะมีแค่คำด่าหรือไม่ก็แขวะกันไปมาไอ้เรื่องความโรแมนติกหรืออะไรก็ตามที่เลี่ยนๆ ไม่ค่อยจะมีให้เจอเท่าไหร่นอกจาก...เรื่องบนเตียง

“เชื่อกู มึงเชื่อกู”

แล้วมันก็ยังกล่อมผมเรื่อยๆ จน กระทั่งไซน์กับหมอชินกลับไปทิ้งให้ผมอยู่กับโฟนสองคน

ผมมองหน้าโฟนหลังจากที่ประตูห้องถูกปิดลง และในหัวผมก็มีแต่ความคิดของไอ้ไซน์ที่ถูกยัดเข้ามาในหัวผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ่อยโฟน งั้นเหรอแล้วต้องทำอะไรยังไงบ้างวะและมันก็เป็นจังหวะเดียวกับการที่ผมจ้องหน้าโฟนไปพร้อมกับคิดอะไรบ้าๆ

“จ้องหน้าแบบนี้ อยากท้องหรือไง”

และเมื่อโฟนเอ่ยปากพูดออกมาทำให้ ความคิดบ้าๆ หลุดออกจากหัวไป

“ปะ...เปล่า”

หรือว่าแม่งควรอ่อยผู้ดีวะ

นี่ผมจะกลายร่างจากหนุ่มโสดผู้ครองโสดมานานกลายเป็นหนุ่มแรด อ่อยผัวตัวเองเหรอวะ แต่เดี๋ยวก่อนอ่อยผัวตัวเองไม่ได้แรด..มันก็แค่แรดกับผัวคนเดียว

“ฟะ..โฟน” ผมเรียกชื่อโฟนด้วยเสียงสองเอ่อก็เสียงสองนั่นแหละ พอเรียกชื่อก็ตามด้วยการจับชายเสื้อของเขา

“อยากได้อะไร หึ” ผลที่ได้คือเขาแสยะยิ้มให้ผมอย่างกับคนเจ้าเล่ห์ ให้ตายสิ ผมเอาตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเสื่อหนุ่มเลือดพุ่งพลานหรือไงนะ

“...” แล้วจะตอบกลับไปว่าอะไรละเนี่ย ผมได้แต่ยืนมองหน้าเขาพร้อมกับกลืนน้ำลายไปหลายอึก

“ทำไม หิวเหรอ?” เอ่อไอ้เรื่องหิวมันก็หิวอยู่หรอกแต่จะขออะไรทั้งทีไม่ใช่เรื่องนี้หรือเปล่าวะ

“อยากไปข้างนอกบ้าง”

พอผมขอออกไปนอกร้านสิ่งที่ผมได้กลับมาคือสีหน้าของโฟนที่เปลี่ยนไป ผมไม่รู้หรอกว่ามันเรื่องอะไรแล้วก็ไม่รู้เหตุผลด้วยว่าทำไมทุกคนที่ร้านถึงห้ามผมไม่ให้ออกนอกร้านขนาดขายื่นออกนอกร้านไม่ถึงเมตรทุกคนก็พากันห้ามผมไม่ให้ออกนอกร้านเลย

“...”

โฟนยังคงเงียบไม่ตอบคำขอร้องผมได้แต่เม้มริมฝีปากพลางหันหน้าหนีผมไปทางอื่น

“ไม่ได้เหรอ” ผมยังคงอ้อนเขาต่อไปไม่รู้มันจะได้ผลมั้ยแต่ผมไม่เคยทำอะไรกับไอ้บ้าโฟนแบบนี้ เขาจะรู้มั้ยว่ามันยากแค่ไหนกว่าจะพูดออกมาได้แบบนี้

“ได้” เขาตอบผมพร้อมกับลูบหัวผมไปด้วยเสมือนคุยกับเด็กน้อย เฮ้ยนี่ผมโตแล้วนะเว้ย

“พรุ่งนี้นะ”

“ไว้พร้อมจะบอก” อะไรคือไว้พร้อมจะบอก อย่าบอกผมนะว่าเขาจะไม่ให้ผมออกไปไหนคนเดียวแล้วเขาต้องตามผมไปด้วย หายนะที่สุด

“หมายความว่าไง” ผมถามเขาเพื่อความชัดเจน

“จะออกไปข้างนอก ต้องมีผมออกไปด้วยนะหนุ่มน้อย” เขาก้มลงมาคุยกับผมจนระดับความสูงเท่ากันและก็ใช้มือมาบีบที่แก้มผมทำอย่างกับผมเป็นเด็กไปได้ มันน่าโมโหจริง นี่ผม 26 แล้วนะ

แต่ก็เราจะไปขัดอะไรได้ก็เขาใหญ่ ผมหมายถึงอำนาจอะนะไม่ใช่ อะไรอย่างว่าหรอก ก็อารมณ์ว่าใหญ่ที่สุดในร้านเสริมสวยที่ใหญ่มาก

ทุกอย่างดำเนินจากวันที่ไซน์รู้เรื่องผมกับโฟนมันก็ผ่านมาสองวันแล้วและไอ้บ้านักสืบมันก็ยังไม่หาผมไปข้างนอกเลย แล้วสองวันนี่เขาก็หายหัวไปไหนไม่รู้เขาไม่กลับร้านมาสองวันพอถามคนอื่นๆ ที่ร้านต่างก็บอกว่าไม่รู้ๆ ถามเจเจไอ้คนที่สนิทที่สุดของโฟน เจเจก็ตอบผมมาว่ามีธุระด่วนที่ต้องไปจัดการหรือเขาอาจจะไปเจอคดีอะไรที่มันใหญ่มากๆ ก็ได้ละมั้งถึงได้หายหน้าหายตาไป หรือเขามีคู่นอนคนใหม่

“บ้าดิ”

ผมสถบคำพูดอยู่คนเดียวพร้อมกับส่ายหัวไปมาขณะกำลังเช็ดโต๊ะทำความสะอาดในตอนเช้า

“มึงสิบ้าพูดคนเดียวจะเป็นชั่วโมง” ผมพูดคนเดียวก็จริงแต่ก็ไม่ได้ตั้งใจให้ใครมาฟังแต่คงจะห้ามความเสือกของไอ้เฉาไม่ได้

“อย่าสนกูเลย ทำงานมึงไป” ผมพูดตัดบทเขาก่อนจะเดินไปหลังร้านเพื่อเข้าห้องน้ำ ก็เข้าไปทำความสะอาดเช่นเคย

ห้องน้ำก็ไม่ได้สภาพแย่เท่าที่ควร ผมจัดการกับห้องน้ำทุกส่วนในแต่ละหลังทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย จริงๆ งานล้างห้องน้ำมันมีเวรที่ผลัดกันอยู่ผมเองก็ไม่ได้ทำความสะอาดตลอดเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน แต่พอได้ทำงานที่ใช้กำลังอะไรแบบนี้ ความคิดความกังวลที่มีต่อโฟนมันก็ไม่หายสักที

“แม่งคิดอยู่นั่นแหละ ออกไปสิโว้ย” ผมบ่นไปพร้อมกับเปลี่ยนแกนกระดาษชำระไปด้วย อยู่ถึงในห้องน้ำแบบนี้คงไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอกแถมร้านก็ยังไม่เปิด

“ไปไหนของแม่งวะ ไอ้พี่บ้า ไอ้โฟนไอ้นิสัยไม่ดี ไปไหนทำไมแม่งไม่บอกวะ กลับมาละจะบ่นให้หูแฉะเลย” ผมบ่นกับกระดาษชำระที่ถูกเปลี่ยนเรียบร้อยจริงๆ ก็แอบใส่อารมณ์กับมันเล็กน้อยจนแกนกระดาษชำระที่ถูกบีบด้วยแรงของผมจนไม่เหลือเค้าโครงเริ่มแรก

เฮือก

ในขณะที่ผมกำลังจะหันหลังเอาแกนกระดาษชำระไปทิ้ง สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อชายร่างสูงยืนกอดอกอยู่ข้างประตูทางเข้าห้องน้ำ โฟน แม่งเขามาตอนไหนไม่รู้แต่ที่รู้คือผมไม่อยากให้เขามาเห็นผมในช่วงที่กำลังบ่นถึงโฟนอยู่ แม่งสมชื่อนักสืบในตำนานจริงๆ สินะ

“ได้ยิน...อะไรหรือเปล่า” ผมถามคนที่ยืนยิ้มและเอนหลังพิงอยู่หน้าประตูห้องน้ำ

“เปล่านิ” เขาตอบได้หน้าตายมาก

“กะ...ก็ดี”

ผมพูดพร้อมกับเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดและกำลังจะเดินออกจากห้องน้ำแต่ก็ถูกสกัดกั้นไว้โดยโฟน เอ่อไอ้บ้าจอมเผด็จการ ไอ้คนผิดสัญญาไม่ยอมให้ผมออกนอกร้านเนี่ยแหละ

หมับ

เขาจับเข้าที่แขนผม

“อะไรอีกละ ถอยไปจะไปทำงานต่อ” ผมพูดกับเขาด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยจริงๆ ก็ปั้นหน้าประชดแล้วกัน

แล้วอยู่ๆ เขาเอาของในมือผมวางลงที่พื้นห้องน้ำและถอดผ้ากันเปื้อนผมออก

“ไปข้างนอกกัน” ผมบอกแล้วโฟนมันจอมเผด็จการใครขัดใจเขาได้ที่ไหน พอเขาสั่งเสร็จก็ลากผมออกจากห้องน้ำสภาพที่ยังไม่ได้ใส่ชุดทำงานหรอกเพราะเจ้ตาลยังตัดชุดให้ผมไม่เสร็จแต่เขาจะใจร้ายให้ผมไปทั้งสภาพที่เพิ่งล้างห้องน้ำเสร็จแบบนี้จริงๆ น่ะเหรอ

“เดี๋ยวขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” ผมพยายามแกะมือหนา ที่เขาจับแขนและลากผมไว้แน่

“ให้เวลา 5 นาที”

“บ้าดิ 5 นาทีใครจะไปเสร็จ” ผมดันอกเขาพร้อมกับเดินหันหลังและตรงขึ้นไปยังห้องตัวเองทันที

“ก็เห็นเสร็จเร็ว” ไอ้นักสืบหื่นกามเอ๊ย ผมหันหลังกลับไปมองค้อนอีกคนก่อนจะรีบขึ้นไปชั้นสองเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

รู้สึกดีในรอบหลายวันที่ได้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์นอกร้าน แต่มันก็ถูกขัดทุกทีเวลาที่อยู่ที่ไหนนานๆ โฟนก็จะลากผมออกมาจากตรงนั้นทุกที เห็นว่าที่ได้ออกมาเพราะมีงานต้องทำด้วยเพราะร้านที่สั่งขนมเค้กมาไว้ที่ร้าน ลูกค้าที่ร้านบ่นว่าอยากได้แบบอื่นโฟนเลยต้องออกมาหาร้านเค้กร้านใหม่

“ร้านนี้ๆ” ผมสะกิดโฟนและชี้ไปยังร้านที่ตกแต่งด้วยต้นไม้และดอกไม้เกือบทั้งร้าน แต่ไม่ใช่ร้านขายดอกไม้นะ มันคือร้านเบเกอรี่ที่มีขนมเค้กว่างโชว์อยู่หน้าร้านแล้วดูสีหน้าเค้กแล้วน่ากินทุกชิ้น

“ไม่น่าสน” ผมแนะนำร้านเบเกอรี่ที่อยู่ในย่านเดียวกันสามร้านแต่โฟนก็เลือกที่จะไม่เข้าสักร้าน

“ชิ ให้เข้าร้านไหนก็ไม่เข้าอย่างนี้จะพาออกมาด้วยทำไม” ผมบ่นอยู่คนเดียวโดยจงใจให้อีกฝ่ายที่เดินอยู่ข้างๆ ได้ยิน

“ร้านนี้” แล้วโฟนก็ลากแขนผมให้ตรงไปยังร้านที่แต่งด้วยกระจกใสทั้งร้าน อย่าบอกนะว่าเขาชอบอะไรแบบนี้ กระจกทั้งร้าน

“เอาคาปูชิโน่ร้อน แล้วก็เค้กมะพร้าวอ่อนไขมันต่ำครับ” ผมสั่งเมนูจากพนักงานของร้าน ที่ทั้งร้านมีแต่เด็กผู้ชายที่มาบริการ

ทั้งผมและเขาต่างสั่งเมนูเพื่อลองชิมและนำไปลงไว้ที่ร้าน และก็ใช้เวลาไม่นานเมนูที่สั่งก็มาสั่งถึงโต๊ะ กลิ่นหอมของกาแฟแตะจมูกผมชวนน่ากินพร้อมกับความหอมของเค้กมะพร้าวอ่อนที่ได้รสสัมผัสที่ดีไม่เลี่ยนจนเกินไปถือว่ากำลังพอดี ส่วนโฟนก็เอาแต่จิกกาแฟที่ตัวเองสั่งโดยไม่สั่งแม้แต่ของหวานและเขาก็เอาแต่ทำท่าทางกังวลตลอดเวลาและมองออกไปนอกร้านเสมอ

“มาดูร้านเค้ก แต่นั่งจิบกาแฟไม่สนเค้กนุ่มๆ หน่อยเหรอ” ผมว่าพลางตักชิ้นเค้กเข้าปากและทำหน้ายั่วเขา

“ดูคุณกินก็อิ่มแล้ว”

อึก

เค้กที่ไม่ถูกย่อยจากน้ำย่อยในปากถูกกลืนลงคอทันทีที่ได้ยินโฟนพูดเช่นนั้นออกมา

“หึ” เขาแสยะยิ้มให้ผมอีกแล้วเขาจะรู้ตัวบ้างมั้ยว่าเขาทำแบบนี้ทำให้ผมหัวใจล้มเหลวได้

ผมนั่งชิมขนมเค้กหลายๆ แบบ จริงๆ นะผมแค่ชิมแต่มันกินไปกินมาแค่หมดจานเฉยๆ และที่ผมสังเกตเห็นโฟนยังคงนั่งมองผมกินเค้กตลอดสลับกับนอกร้านไม่รู้เขากังวลอะไร

“ร้านนี้เป็นยังไง” เขาถามผมขณะที่ผมกำลังจิบกาแฟ

“อืม อร่อยดี”

ผ่านไปสักพักไม่รู้ว่าเขาจะตัดสินใจเลือกร้านนี้หรือเปล่า เพราะโฟนไม่ได้สนใจเมนูที่อยู่ตรงหน้าเลยแล้วเขาจะให้ผมตัดสินใจงั้นเหรอ

“เมนูพิเศษสำหรับลูกค้าครับ” อยู่ๆ พนักงานหนุ่มปิดผ้ากันเปื้อนก็นำถ้วยกาแฟร้อนๆ มาเสริมให้กับโต๊ะผมเสมือนว่าเป็นของแถม

“ขอบคุณครับ” ผมจับหูถ้วยกาแฟขึ้นมาดมกลิ่นและกลิ่นค่อนข้างที่จะแปลกไม่เหมือนกับกาแฟทั่วไป

“อย่าดื่มถ้าไม่อยากตาย!”

ผมที่กำลังจะลองชิบแต่ก็ต้องหยุดชะงักด้วยคำเตือนของโฟน ทำไมกันถ้าผมดื่มจะต้องตาย ผมมองถ้วยกาแฟกลิ่นแปลกๆ สลับกับหน้าโฟน แล้วอยู่ๆ เจ้าจอมเผด็จการก็หยิบแบงก์พันมาหนึ่งใบวางบนโต๊ะพร้อมกับหยิบถ้วยที่ผมถือวางบนโต๊ะ จนเกิดเสียงกระทบระหว่างถ้วยแก้วกับโต๊ะขึ้นมาจากนั้นเขาก็เทกาแฟในถ้วยลงใส่ช้อนตักเค้กที่ผมกิน และภาพที่เห็นคือช้อนสเตนเลสก็เกิดการกัดกร่อนขึ้นมา

พอเห็นภาพแบบนั้นเขาก็ลากผมออกจากร้านทันที

“นี้ๆ เรื่องอะไรกัน โฟนไม่เอาเค้กแล้วเหรอ” ผมพยายามสะบัดแขนตัวเองให้ออกจากมือหนาของโฟนแต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด

“เชื่อผมหน่อยนะ วันนี้กลับร้านกันก่อน”

ผมไม่รู้ว่ามันเรื่องอะไรแต่สีหน้าของโฟนมันแสดงออกถึงความจริงจังและเขาไม่ได้พูดเล่นๆ หรือมีคนพยายามจะทำร้ายโฟน บ้าจริงนี่ผมเข้ามาเจอกับเรื่องคดีของโฟนเข้าหรือเนี่ย

“บอกหน่อยได้มั้ยว่าเรื่องอะไร” ระหว่างทางผมก็พยายามจะถามเขาว่าเรื่องน้ำกรดที่ถูกใส่ในถ้วยกาแฟมันคือเรื่องอะไร แต่ไม่ว่าจะพยายามถามกี่ครั้งเขาก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบแถมยังเหงื่อตกอีกขนาดอยู่ในรถและเปิดแอร์แล้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน

โฟนพาผมกลับร้านอย่างรวดเร็วที่สุดและสิ่งที่ผมทำได้คือทำตามในสิ่งที่โฟนบอกเท่านั้น พอถึงร้านเขาก็สั่งผมห้ามออกจากร้านเด็ดขาดอีกรอบ อีกแล้วสิ ผมกลายเป็นนักโทษไปแล้วหรือไงกัน จะโวยวายออกมาก็ไม่ได้เพราะยังอยู่ข้างล่างร้านที่ลูกค้าค่อนข้างแน่นผมเลยเลือกที่จะเดินตามเขาไปข้างหลังร้าน

“ไปเปลี่ยนชุดทำงานได้แล้ว”

“เดี๋ยวสิแล้วทำไมต้องห้ามออกนอกร้านด้วย” ผมถามเขาและทุกครั้งผมจะไม่ได้คำตอบแต่รอบนี้โฟนหยุดเดินและเดินตรงเข้ามายังผมในทางเดินหลังร้านไม่ค่อยมีคนเดินมาผ่านทำให้พื้นที่ตรงนี้มีแค่ผมกับเขา

“เชื่อใจผมนะ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”

ฟอด

เขาหอมแก้มผมทำไมต้องเล่นแบบนี้ทุกทีนะ พอเขาจัดการกับแก้มผมเสร็จก็ยิ้มหวานให้ผม ให้ตายสิหัวใจมันเต้นผิดจังหวะเพราะโฟน

แล้วเรื่องที่ผมอยากจะรู้แม่งหายไปหมด เหลือเพียงแค่ว่าผมต้องเชื่อใจเขา ด้วยสถานะที่ไม่ชัดเจนสินะ หึ

[DONG ENG]

[PHONE]

เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญและมันไม่ใช่ผลดีเท่าไหร่ เรื่องนี้มักชักจะเกิดกว่าที่ผมคนเดียว จะรับไว้ น้ำกรดในถ้วยกาแฟ...

ผมเรียกฝนเข้ามาถามความคืบหน้าเรื่องที่ผมให้เด็กมันสืบเรื่อง ไอ้มิกซ์

“พี่โฟน...”

ฝนมาถึงพร้อมกับเอกสารที่ถือมาวางไว้ให้ผมบนโต๊ะทำงาน มันคือเอกสารที่สืบเรื่องของมิกซ์มันทำให้รู้ว่าช่วงนี้พวกนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาลงลูกน้องส่วนใหญ่ถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายกันหมด ซึ่งถูกจับโดยฝีมือผม

“ผมว่าพวกมันแค้นที่พี่จับลูกน้องมันเข้าคุกจนตอนนี้มันไม่ค่อยมีใครให้ใช้งาน” ฝนอธิบายให้ผม

“แล้วคนที่สะกดรอยตามพี่วันนี้..”

“คนนี้ใช่มั้ยครับ”

ฝนนำรูปของชายฉกรรจ์ที่มีรอยสักเต็มตัวหน้าตาดูน่ากลัวตามแบบฉบับลูกน้องของไอ้มิกซ์ซึ่งมันเป็นคนเดียวกับคนที่ตามโด่งครั้งแรกและครั้งล่าสุดที่แม่งพวกมันเล่นกับน้ำกรดซึ่งมันเหมือนกับว่าคือคำเตือนเล็กๆ

“อืม ประวัติ?”

ผมซักประวัติของบุคคลในรูปซึ่งมารู้ตอนหลังว่า ชื่อไอ้พันธ์ เคยมีคดีลักทรัพย์รวมถึงคดีอื่นๆ และเคยติดคุกอยู่ห้าปีและเพิ่งออกจากคุกมาเมื่อไม่นานนี้ และเพราะออกจากคุกทั้งเมียและลูกต่างทิ้งไปทำให้ไม่มีที่พึ่ง เห็นว่าไอ้มิกซ์ช่วยเหลือมันเอาไว้มันกลายเป็นหมารับใช้ให้กับหัวหน้าใหญ่มัน

“เพิ่งออกจากคุกแท้ๆ ยังทำตัวเหมือนเดิม”

“ให้ผมจัดการให้มั้ยครับ” ฝนออกตัวทำงานให้กับผม ใช่ว่าเรื่องนี้ผมจะจัดการเองไม่ได้ทั้งการหาข้อมูลหรือจัดการวางแผนจับผิดเอาคนชั่วเข้าคุก แต่เพราะอยากจะฝึกเด็กในสังกัดเลยใช้ให้ทำงาน

“ยังก่อน ถ้ามีอะไรต้องทำจะบอก เตรียมตัวไว้ล่ะ งานนี้ยังอีกนาน”

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่ายังไงโด่งจะต้องไม่เป็นคนที่โดนเคราะห์ร้ายอีกและผมต้องกัดตัวเด็กของผมให้ห่างจากพวกเหี้ยๆ นั้น พวกมันยังโดนผมน้อยเกินไปสินะ ไอ้มิกซ์

************************

มาต่อแล้วจ้า ฝากกดติดตามด้วยจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

0 ความคิดเห็น