ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    [Fic GOT7] Your life ไม่อยากได้ฉันขอนะ {MarkJack Markson}

    ลำดับตอนที่ #8 : Your life ไม่อยากได้ฉันขอนะ :: Chapter 7

    • อัปเดตล่าสุด 27 เม.ย. 57


    MINOR

    Chapter 7





    ผมถ้าจะบ้าไปแล้ว เหอะๆ บ้ามาก


     

    ตอนแรกก็นึกตั้งนานว่าเมื่อคืนฝันถึงอะไร แต่พอนึกได้ก็อายชะมัด ที่ดันฝันว่าเขามานอนข้างๆ แถมยังได้จับมือกันอีก ทั้งๆที่ความจริงเขานอนกอดแบมแบมอยู่


     

    แต่ว่านะ ความอบอุ่นยังติดอยู่เลย ผมบ้าไปแล้วจริงๆฝันบ้าอะไรมันจะไปมีความรู้สึกได้


     

    ร่างกายของผมตอนนี้มันระบมไปหมด ผมไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว แค่นี้มันก็ปวดตุ้บๆไปหมดแล้ว แย่จริงๆ TT


     

    “อ่าวนาย ตื่นแล้วหรอ” ใครบางคนที่ผมไม่รู้จักเดินเข้ามาทัก มือบางถือแก้วเซรามิกสีเรียบที่มีควันพวยพุ่งออกมา กลิ่นของมันหอมตลบอบอวนจนผมต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความอยากกิน

     

    “ค คุณเป็นใคร” ไม่อยากจะเชื่อว่าเสียงตัวเองมันจะแหบขนาดนี้

     

    “ฉัน จินยอง เพื่อนมาร์ค แล้วนายล่ะ” เขาลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียงแล้วจ้องหน้าผมเพื่อรอคำตอบ

     

    “อ เอ่อ ผมแจ็คสัน”

     

    “ขอนามสกุลด้วย”

     

    “หวัง แจ็คสัน หวัง”

     

    “เป็นแฟนมาร์คหรอ” คำถามที่ตรงไปตรงมานั่นเล่นเอาผมแทบสำลักอากาศ


     

    ถ้าให้ผมเป็นแฟนเขาผมยอมอดอาหารตายเลยดีกว่า


     

    “ผ ผมไม่ใช่แฟนเขานะ”

     

    “แล้วเป็นอะไร”

     

    “เป็นคนของฉัน และนายก็เลิกสงสัยได้แล้ว ปาร์ค จินยอง” เสียงทุ้มที่ผมคุ้นเคยอย่างดีพูดขึ้นทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่


     

    ส่วนจินยองมีท่าทางหงุดหงิดหลังจากได้ยินคำตอบแบบนั้น เขากระดกของเหลวในแก้วรวดเดียวเพื่อระงับอารมณ์แล้วเดินตึงตังออกไป


     

    “คุณ…………

     

    “ถ้ามันถามอีกก็ไม่ต้องตอบอะไร หรือไม่ก็ตอบว่าเป็นผู้อาศัยพอ”

     

    “หิวแล้ว” บอกความต้องการออกไปเขาจึงเบิกตาโพล่งทันที

     

    “เมื่อกี้ที่ฉันพูดได้ฟังมั๊ย” ถามเสียงแข็ง

     

    “ฟัง แต่หิวแล้ว ปวดหัวแล้วก็เจ็บแผลด้วย”

     

    “อือ เดี๋ยวบอกจินยองให้” เขาปล่อยมือจากผมก่อนจะลุกออกไป



     

    เดี๋ยวนะ..



     

    ปล่อยมือจากผม..



     

    แสดงว่าเมื่อคืน..



     

    -///////////-

     








     

    “อือ .. ฮึก ฮือออออ แงงงงง ง๊ ฮึกๆ” เด็กน้อยข้างตัวผมสะดุ้งตื่นขึ้นก่อนจะเริ่มเบะปากร้องไห้เสียงดังลั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ร้องสะอึกอื้นตัวโยนอย่างน่าสงสาร

     

    ผมยอมขยับตัวลุกแม้มันจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม ก่อนจะกัดฟันรวบตัวเด็กน้อยมาไว้ในอ้อมกอด ผมลูบแผ่นหลังเล็กและตบตูดเด็กน้อยเบาๆอย่างปลอบประโลมอย่างที่อาม่าเคยทำเมื่อผมร้องไห้

     

    “เงียบนะครับเด็กดี โอ๋ๆไม่ร้องนะ” น้ำมูกน้ำตายังไหลออกมาไม่ขาดสาย สะอึกสะอื้นจนหายใจแทบไม่ทัน เสียงแหลมเล็กก็ยังคงหวีดร้องลั่นจนผมกลัวคอเล็กนั้นจะอักเสบ ขนาดผมเป็นผู้ใหญ่ผมยังทนเจ็บแทบไม่ได้ แต่นี้เด็กน้อยจะเจ็บมากขนาดไหน

     

    “หนูแบ อึก จ เจะ ฮืออออออ ฮึกๆ เจะมาก เลย ฮือออ แงงง” บอกแทบไม่เป็นภาษา ผมกดหัวเล็กให้ลงมาซบอก พรางพร่ำบอกให้เจ้าตัวเงียบไม่ขาด


     

    และอยู่ๆก็มีลมเบาๆเป่าลงบนแผลของเด็กน้อยทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมาดูอย่างสงสัยทั้งน้ำตา

     

    “ฮึกๆ นาย ทำ อึก ฮึก อ ไร”

     

    “ก็เป่าช่วยรักษาแผลให้หายไวๆไง เพี้ยงง ง หายเจ็บนะ ฟู่ววววว” พอยิ่งเป่าก็ดูเหมือนเสียงสะอื้นก็เงียบลงเรื่อยๆจนทั้งห้องกลับมาเงียบดังเดิม ผมจึงละจากการตั้งหน้าตั้งตาเป่าแผลมามองเด็กน้อยที่จ้องมองผมอยู่เช่นกันแทน

     

    “ชอบ อึก หนูแบชอบให้ทำแบบนี้ อึก” แม้จะหยุดร้องแล้วแต่ก็ยังติดสะอื้นอยู่บ้าง ผมจึงยิ้มให้แล้วปาดน้ำตาออกจากใบหน้าเล็กอย่างเบามือ

     

    “เลิกร้องได้แล้วนะ ไหนใครเคยบอกหว่าว่าเป็นแผลก็ไม่เคยร้องแหกปาก” เอ่ยอย่างล้อๆ

     

    “ก็มันไม่เหมือนกัน อึกๆ หนูแบไม่เคย อึก ถูกยิง จริงๆนะ”

     

    “ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” ผมวางแบมแบมลงข้างเตียงเหมือนเดิม ก่อนจะหลับตาลงเพื่อข่มความเจ็บ... เหมือนมันจะเจ็บมากกว่าเดิมด้วย

     

    “นายเป็นไร”

     

    “ป ป่าว แค่ง่วง” โกหกคำโตเพื่อให้อีกคนสบายใจ


     

    ง่วงอะไรล่ะ เจ็บขนาดนี้นอนไม่ลงหรอก


     

    “ทำเป็นพูดดี” เสียงเรียนดังมาจากทางประตูห้องทำให้ผมต้องลืมตาขึ้นมามองอีกครั้ง

     

    “คุณ ….โอ้ยยยย!” เขาแตะลงมาที่แผลบนขาของผมทำเอาสะดุ้งโหยง เจ็บจนต้องชักขาออก แต่เขาก็จับมาไว้อย่างเดิมแล้วมองสำรวจ

     

    “เลือดซึม อย่าขยังให้มันมาก”

     

    “ก็จะจับทำไมเล่า” บ่นออกมาเบาๆพรางจับๆบริเวรณแผลที่ถูกยิงไปด้วย

     

    “ข้าวเสร็จแล้วออกไปกินข้างนอก เจ้านั้นมันไม่ชอบให้กินบนเตียง”  

     

    ผมหันไปเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าจะให้เดินออกไปสภาพนี้จริงหรอ แต่เขาไม่ได้ตอบอะไรแล้วเอื้อมมือไปอุ้มแบมแบมให้ลงจากเตียงแทน


     

    อ่าว แล้วผมล่ะ?


     

    ผมพยายามช่วยตัวเองลงมาจากเตียง แค่ขาแตะพื้นมันก็สั่นไปหมดแล้ว ไม่อยากจะคิดว่าถ้าลุกยืนจะเป็นไง หรือจะคลานไปดี


     

    ..แต่สุดท้ายก็นับหนึ่งถึงสามในใจแล้วลองยืนดู


     

    “โอ้ยยย ย!” ยืนยังไม่ทันเต็มขาก็ต้องทรุดฮวบลง แต่โชคดีที่อ้อมแขนแข็งแรงรับไว้ได้ทัน ไม่งั้นคงได้จูบพื้นแน่ เกือบไปแล้ว

     

    “รีบหรอ รอแปปนึงไม่ได้รึไง กำลังช่วยแบมแบมอยู่ หรือมันหิวขนาดนั้นเลย”

     

    “ก็ป่าว ก็คิดว่า….” เขาพยุงผมให้นั่งบนเตียงก่อนจะหันหลังแล้วย่อตัวให้

     

    “ขึ้นมา” ผมลังเลเล็กน้อยว่าจะขึ้นดีหรือไม่ แต่พอเขาส่งเสียงเร่งมาผมจึงยอมโถมตัวลงไปแต่โดยดีและเกร็งตัวไว้ไม่ให้ทิ้งน้ำหนักมากเกินไปกลัวเขาจะแบกไม่ไหว

     

    เมื่อมาถึงโต๊ะก็พบข้าวต้มหมูกลิ่นหอมกลุ่นลอยตลบอบอวลเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี เขาวางผมลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับจินยอง ก่อนจะเดินอ้อมไปนั่งข้างเพื่อนร่างผอม

     

    ตั้งแต่ผมถูกแบกมาจนนั่งลงตรงข้ามจินยองก็ยังจ้องผมไม่หยุด ถ้าเปรียบดวงตาคู่นั้นเป็นมีดผมคงโดนแทงจนพรุนไปหมดแล้วมั้ง บอกตรงๆเลยว่าจินยองน่ากลัวกว่าคนที่แบกผมมาซะอีก

     

    “เดี๋ยว!” เจ้าของเรือนผมสีแดงกำลังจะตักข้าวเข้าปากก็ถูกขัดขึ้นโดยมือเล็กของคนข้างๆ เขาจึงวางช้อนลงแล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างเซ็งๆ

     

    “อะไรอีก” ร่างสูงถามกลับไปอย่างเซ็งๆ

     

    “แจ็คสัน หวัง เป็นใครกันแน่ทำไมเจอว่าข้อมูลในอำเภอถูกปกปิดทับซ้อน” ตอนแรกกะจะไม่สนใจอะไรแต่พอมีชื่อผมอยู่ในนั้นจึงหูผึ่งทันที


     

    อะไรคือข้อมูลของผมถูกปกปิดทับซ้อน


     

    “แล้วใครคือ แจ็คสัน หวัง” เขาถามกลับทำให้อีกคนขมวดคิ้วทันที

     

    “ก็นายนี่ไง อย่าบอกนะว่านายโกหกชื่อกับฉัน” ร่างผอมเปลี่ยนเป้าหมายมาทางผมทันที แววตาดุดันตวัดหันมามองมันน่ากลัวจนผมต้องหลบตา

     

    “นายนี่ไม่ได้โกหกหรอก แต่ตอนอยู่ด้วยกันฉันไม่ได้ถามชื่อ”

     

    “ห๊ะ! จะบ้าตาย พวกนายอยู่ด้วยกันได้ยังไงเนี่ย”

     

    “เลิกถามมากได้แล้ว แค่เขามากับฉันเขาก็น่าไว้ใจแล้ว”

     

    “จะให้ฉันไว้ใจได้ยังไงในเมื่อฉันรู้ว่านายไม่ชอบมีพันธะกับใคร สำหรับแบมแบมฉันพอจะรู้เรื่องบ้างแล้ว แต่สำหรับนายนี่ฉันไม่รู้อะไรเลย ที่ฉันทำไปเพราะฉันเป็นห่วงนายนะเว้ย”

     

    “ขอบใจที่ห่วง แต่ไม่ต้อง ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไร” เขาจับมือเล็กที่ยังคงจับข้อมือเขาอยู่ออกก่อนจะเริ่มลงมือกินข้าว และป้อนแบมแบมไปด้วย

     

    จินยองกอดอกฉับอย่างไม่พอใจคนข้างๆเล็กน้อยแล้วหันมาจิกตาใส่ผมอีกครั้งทำให้ผมไม่กล้ายกช้อนตักข้าวกิน อยากถามจริงๆว่าผมผิดอะไร เฮ้ออ

     

     

     

     

     






















     


     

    “พวกนั้นหลับแล้วหรอ” ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเจ้าของเรือนผมสีแดงนั่งลงข้างๆขณะที่ตนยังคีย์ข้อมูลในคอมพ์ ตัวอักษรแปลกๆที่มาร์คไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรแต่พอจะเดาได้ไม่ยากว่าคนๆนี้กำลังพยายามหาข้อมูลของผู้บาดเจ็บที่นอนอยู่บนเตียง

     

    “อืม” เขาครางตอบในลำคอ ดวงตาว่างเปล่าจ้องมองไปยังจอคอมพ์ข้างหน้านิ่ง เขาอยากจะรู้จริงๆว่าคนข้างๆจะหาสิ่งที่ตัวเองต้องการเจอมั๊ย

     

    นิสัยที่มีความพยายามสูงอย่างหมอนี้มันก็เป็นข้อดีนะ แต่บางทีมันก็น่าเบื่อและน่ารำคาญไป ทั้งๆที่เขาบอกไปแล้วว่ามันไม่มีอะไร

     

    “หาไปก็เท่านั้น”

     

    “ถ้าฉันไม่ห่วงกลัวเป็นแบบตอนนั้นฉันก็ไม่คอยระแวงให้หรอก ฉันเป็นหนี้บุญคุณนายอยู่ฉันก็อยากตอบแทนโดยการดูแลนายให้ดีที่สุด”

     

    “ถ้าไอบ้านั้นมาได้ยินนายคงไม่ได้ดูแลฉัน” หัวเราะในลำคออย่างขบขันเมื่อนึกถึงแฟนหนุ่มของเพื่อนที่ถึงแม้จะใจเย็นเหมือนน้ำที่นิ่งสงบแต่ก็ขี้หึงเป็นบ้า

     

    “อย่าพูดถึงดิ่ยิ่งคิดถึงอยู่ ..เออว่าจะถามนานแล้ว ไอที่โดนถล่มคอนโดอ่ะไปทำอีท่าไหนล่ะถึงถูกตามเจออ่ะ” ละสายตาจากหน้าจอคอมพ์มามองอีกคน มือบางหยิบแก้วกาแฟที่พร่องไปเกือบครึ่งขึ้นมาดื่มต่อขณะรอคำตอบ

     

    “พวกนั้นเห็นแจบอมคุยกับฉันก็แค่นั้น” คำตอบฟังดูกำกวมทำให้คนฟังขมวดคิ้วแน่น

     

    จะมีครั้งไหนมั๊ยที่ไอเพื่อนคนนี้มันจะอธิบายแบบเต็มๆให้เขาเข้าใจ ถึงจะฉลาดแค่ไหนก็มิอาจจะตรัสรู้ตีความหมายในประโยคสั้นๆนั้นถูกนะเว้ย

     

    “เอาแบบละเอียดๆดิ” เพื่อนร่างสูงหันมามองหน้านิดนึงก่อนจะลุกออกไป “กลับมานี่นะเว้ย ฉันไม่เคลียร์”

     

    “นั้นเรื่องของนาย”

     

    “จริงๆเลยไอบ้านี่!” โอ้ยหงุดหงิด ไม่น่ามีเพื่อนนิสัยแบบมันเลย


     

     

    “ฮัลโหลบี๋ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

     

    “ไม่คุยก็เลิกเว้ย แค่นี่!

     

     

     









     

     













     

    ขณะที่ผมกำลังจะเคลิ้มหลับอยู่นั้นก็มีใครบางคนเปิดประตูเข้ามา ผมพยายามเงี่ยหูฟังเต็มที่ว่าเขาเข้ามาทำอะไรทั้งๆที่แกล้งหลับตาอยู่ แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าสักนิด ฟังอยู่นานทนไม่ไหวผมจึงตัดสินใจลืมตาขึ้นมามอง

     

    “ฮ เฮ้ยยยยย!! โอ้ย” สะดุ้งสุดตัวจะสะเทือนไปถึงแผล เมื่อลืมตาขึ้นมาเจอหน้าอกเปลือยของใครบางคน เขาดูเหมือนจะตกใจเช่นกันรีบยืนขึ้นเต็มความสูงแล้วมองผมด้วยสายตาหงุดหงิด

     

    “จะร้องทำไม……….แล้วทำไมยังไม่หลับ” เขาถามพรางจับๆดูที่แผลบนขาของผมเพราะเมื่อกี้ผมร้องสะลั่น

     

    “แล้วคุณ เอ่อ ท ทำอะไร ทำไมไม่ใส่เสื้อ”

     

    “ฉันเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มให้แบมแบม” เขาหยิบเสื้อยืดสีดำที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาใส่ ก่อนจะคลุมด้วยแจ็คเก็ตหนังอีกที

     

    “อ อ๋ออ”

     

    “หลับซะ แผลจะได้หายไวๆ ขี้เกียจดูแล …..เอ้อ เดี๋ยวฉันไปธุระข้างนอก ใครเคาะห้าม เอ้ออ ลืม นี่ไม่ใช่บ้านตัวเอง” เขาพึมพำอะไรบ้างอย่างกับตัวเองซึ่งเขาไม่ค่อยแสดงกริยาแบบนั้นสักเท่าไรทำให้ผมแอบอมยิ้ม


     

    อย่าได้หลุดขำเชียว เชื่อสิ ไม่เลือดกลบปากก็คอหักชัวร์


     

    “แล้วคุณจะไปไหนล่ะ”

     

    “ธุระ”

     

    “ธุระอีกแล้ว เพิ่งหลบจากกระสุนมาเมื่อวานวันนี้ก็จะไปอีกแล้วไม่กลัวตายรึไง”

     

    “ฉันไม่ได้โง่ปล่อยให้ตัวเองโดนยิงหรอก”

     

    “อะไร คนเค้าอุตส่าห์เป็นห่วง”

     

    “ห่วงตัวเองก่อนเหอะ”

     

    “ก็ที่ต้องเป็นห่วงคุณเพราะห่วงตัวเองนั้นแหละ เดี๋ยวไม่มีใครทำแผลให้ ผมไม่ให้จินยองทำหรอกนะ น่ากลัว”

     

    “ฉันน่ากลัวตรงไหน ..แล้วนายจะไปไหนมาร์ค” เสียงเย็นๆดังมาจากทางประตูทำเอาผมสะดุ้งเฮือก

     

    “ไปช่วยแจบอมจบงาน” เขามุดลงไปใต้เตียงก่อนจะหยิบกระเป๋าใบใหญ่สีดำออกมา มือหนาปลดล็อคมันออกเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในมันมีลักษณะคล้ายปืนถูกแยกชื้นส่วน และมีกระสุนวางอยู่ด้านข้าง

     

    “ค คุณ นี่มันอะไร” ผมถามเสียงสั่น ซึ่งเขาก็หันมายิ้มมุมปากให้ ..เหมือนโรคจิตชะมัด

     

    “ลูกรักฉันเอง ไปล่ะ” เขาปิดกระเป๋าไว้อย่างเดิมแล้วออกไปเลยทิ้งความสงสัยไว้กับผมที่คิดจนสมองจะระเบิด

     

    “นี่นายไม่รู้จริงๆหรอว่ามาร์คเป็นอะไร” คนที่ผมกลัวที่สุดในตอนนี้ค่อยๆก้าวเข้ามาหาผม ก่อนจะทรุดลงบนเก้าอี้ตัวเดิม

     

    “ผมจะไปรู้ได้ไงในเมื่อเขาไม่เคยบอก”

     

    “งั้นยืนหมูยื่นแมว ฉันจะบอกนายเกี่ยวกับเขา ส่วนนายต้องบอกมาว่ารู้จักมาร์คได้ยังไง”

     

    “ผมเป็นแค่ผู้อยู่อาศัย” ผมตอบไปตามที่เขาเคยสั่งไว้เป๊ะ

     

    “ฉันไม่เคลียร์”


     

    ถ้าผมบอกจินยองเขาจะโกรธผมมั๊ย แต่ถ้าผมไม่บอกผมก็สงสัย บอกไปเหอะในเมื่อมันไม่ได้มีอะไรเสียหาย


     

    “มาร์คขอชีวิตผมไว้ตอนจะกระโดดตึก เพื่อให้มาดูแลแบมแบม เรื่องของผมกับเขามีแค่นี้”

     

    “แน่ใจนะว่าแค่นี้” เขาถามอย่างจับผิด

     

    “อืม แค่นี้”

     

    “นายไม่ได้เป็นคนที่อีกฝ่ายส่งมาเพื่อแก้แค้นใช่มั๊ย”

     

    “แก้แค้นอะไร?”


     

    และไม่รู้ว่าเป็นเพราะหน้างงๆของผมรึเปล่าที่เขามองผมด้วยแววตาที่อ่อนลง ผมจึงหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น


     

    “ฉันไม่สามารถบอกนายได้ทุกเรื่องหรอกนะ เอาเป็นว่ารู้แค่



     

    จินยองก้มลงมากระซิบที่ใบหูของผม

     


     

    …………มาร์คเป็นสไนเปอร์หน่วยคิลก็พอ”

     



     

    ติดตามเรื่องนี้
    เก็บเข้าคอลเล็กชัน

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น

    ×