Life After Death : Changeling ชีวิตหลังความตาย : เด็กหลง

ตอนที่ 4 : สำนักงานผู้เยียวยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 ก.ค. 61

 ก่อนทั้งสามจะออกเดินทางไปสถานสงเคราะห์เอลตันได้บอกไอลีนและโฮลเดอร์ว่าจะไปสำนักงานผู้เยียวยาก่อนเพื่อไปขอดูรายชื่อว่าพ่อแม่ของไอลีนตายตามมาด้วยไหมถ้าใช่จะได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจกันไม่ให้โดนกล่าวหาว่าไปลักพาตัวเด็กมาและจะได้แจ้งความเพื่อเอาผิดกับพ่อแม่ของไอลีนด้วย...ถ้าไอลีนยอมพูด
 เมื่อไอลีนได้ยินดังนั้นก็คิดจะพูดแย้ง


        อย่าให้พวกเขาจับได้
 

 แต่ก่อนจะได้พูดแย้งอะไรไปฉับพลับเด็กหญิงก็หวนนึกถึงเสียงหวานเสนาะหูที่เน้นย้ำคำๆนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเธอหลุดลอยออกจากร่าง
 เมื่อคิดได้ดังนั้นไอลีนได้แต่นิ่งเงียบแล้วเออออตามเอลตันไป







 
 
 ตึกสูงสองชั้นมีขนาดใหญ่ประมาณสองบล็อกตัวตึกมีสีขาวนวลตาส่วนหลังคามีสีนิลดูเผินๆเหมือนโรงแรมหรือไม่ก็หอพักปล่อยให้เช่าถ้าไม่มีป้ายเขียนว่าสำนักงานผู้เยียวยาติดอยู่
 พอเดินเข้าไปข้างในสิ่งแรกที่เจอคือชั้นล่างทั้งชั้นมีโต๊ะสีขาวเรียงต่อกันเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสตรงกลางห้องและแต่ละโต๊ะมีพนังงานยืนประจำอยู่บางคนก็มีลักษณะเหมือนคนปกติทั่วไปบ้างคนก็ไม่ใช่
 อย่างผู้หญิงที่ทั้งสามกำลังเดินไปติดต่อสอบถามต่อจากคุณยายแก่ๆคนหนึ่งป้ายบนโต๊ะของเธอเขียนว่าประชาสัมพันธ์
 เธอมีผมสีดำเหมือนขนของอีกาเธอมวยผมต่ำด้านข้างทักเปียเล็กน้อยเธอมีผิวสีขาวซีดราวกับซากศพตาสีขาวของเธอเปลี่ยนเป็นสีดำส่วนตาที่ควรเป็นสีดำกลับเป็นสีขาวเธอใส่เสื้อเชิ้ตสีแดงเลือดนกกางเกงสีดำและมีป้ายระบุชื่อพนักงานแขวนอยู่บนคอดูรวมๆแล้ว...น่ากลัวพิลึก


        " อ้าว...ไงเอลตันวันนี้นายขอลาหยุดไม่ใช่เหรอ? " เมื่อหญิงสาวฝ่ายประชาสัมพัญเห็นเอลตันก็เอ่ยทักขึ้นพร้อมเลิกคิ้วเล็กน้อย


        " ไงฟราย " เอลตันทักทายหญิงสาวเสื้อแดง


        " ....นายกับโฮลเดอร์ไปแอบมีลูกด้วยกันตอนไหนเนี่ย?แล้วก็ช่วยหยุดเรียกนามสกุลฉันซักทีได้ไหมนายกับฉันรู้จักกันได้เกือบยี่สิบปีแล้วนะ "  


        " ลูกเลิกอะไรผู้ชายด้วยกันทั้งคู่จะไปมีลูกด้วยกันได้ไง...และระหว่างฉันกับหมอนี่ไม่ได้มีอะไรกันสักหน่อย " เอลตันตอบเสียงเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรในก่อไผ่ทั้งนั้น


        " แล้วเรื่องเมื่อคืนล่ะ? " โฮลเดอร์ถามเสียงหงอยๆ


        " เรื่องเมื่อคืน? ฉันก็แค่ทำแผดให้นายกับคุยกันนิดหน่อย...ก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น " 


        " บ้างทีนายควรเขินบ้างนะ " มิสฟรายพูดออกมาด้วยความสงสารโฮลเดอร์จับใจเนื่องการกระทำของอีกฝ่ายที่พยายามทำให้เอลตันเขินแต่ก็ไม่สำเร็จ


        " แล้วมีอะไรให้ช่วยล่ะวันนี้? " 


        " อยากให้ตรวจสอบรายชื่อคนตายนิดหน่อยน่ะ "


        " แล้วนายจะตรวจสอบไปทำไม? ญาติพี่น้องนายก็ตายหมดแล้วไม่ใช่เหรอ? "


        " ไม่ใช่ฉันแต่เป็นเด็กนี้ต่างหาก " เอลตันว่าพลางชี้ไปที่ไอลีนที่ยืนอยู่ข้างๆ


        " ลูกนายกับโฮลเดอร์? ว่าไงคะคนเก่งมีอะไรให้ช่วยเหรอ? " มิสฟรายส่งยิ้มบางๆให้ไอลีน


        ยัง...ยังไม่หยุดอีก เอลตันไม่แต่บ่นในใจในความกวนส้นเท้าของอีกฝ่ายที่มีไม่น้อยไปกว่าน้องชายของอีกฝ่ายเลย...หรืออาจมากกว่า


        " อยากให้ตรวจสอบหน่อยน่ะค่ะว่าพ่อแม่ของหนูตายตามมาด้วยไหม? " 


        ถึงหนูจะรู้อยู่แล้วก็เถอะ
 

        " หนูชื่ออะไรคะ? " มิสฟรายเสกกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่นพอไอลีนได้เห็นก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเมื่อมิสฟรายเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู


         " กระดาษนั้นเอาไว้ใช่ทำอะไรเหรอค่ะ? " ไอลีนถามด้วยความสนอกสนใจจนไม่ได้ฟังคำถามของมิสฟราย


        " กระดาษนี้เขียนประวัติคนตายเอาไว้มันเขียนการกระทำทุกๆอย่างของคนๆนั้นตั้งแต่เกิดจนตายและมันยังบอกอีกว่าคนในครอบครัวใครตายไปแล้วบ้างเหมือน...สมุดบันทึกกรรมอะไรประมาณนั้นแล้วถ้าเกิดเราอยากรู้ประวัติของใครสักคนก็แค่นึกชื่อคนๆแล้วกวาดมือลงบนกระดาษแบบนี้ " มิสฟรายอธิบายให้ไอลีนฟันพลางกวาดมือลงบนกระดาษแสดงเป็นตัวอย่าง


        " ดังนั้นพี่ต้องรู้ชื่อของหนูก่อนถึงจะบอกได้ว่าพ่อแม่หนูตายรึยัง "


         " ...ดอว์น่า...ดอว์น่าวูล์ฟ... " เมื่อไอลีนได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนบอกชื่อจริงๆของตนเองออกไป


 มิสฟรายได้ยินดังนั้นก็กวาดมือลงบนแผ่นกระดาษสักพักลายมือแสนสวยสีดำก็ปรากฎขึ้น


        " ยังลายมือสวยเหมือนเดิม... " มิสฟรายพึมพัมบางอย่างเสียงเบาจนทั้งสามฟังไม่ได้ศัพท์ก่อนจะอ่านลายมือเหล่านั้น 


        " ... " มิสฟรายเบิกตากว้างเมื่อเริ่มอ่านได้ไม่นานซักพักเธอเริ่มเอามือมาปิดปากก่อนมองมาที่ไอลีนหรือดอว์น่าวูล์ฟแล้วเริ่มอ่านต่อจนเธอเจอคำตอบของคำถาม


        " ไม่...พ่อแม่ของหนูไม่ได้ตายตามมาด้วยยินดีด้วยนะ!!! " มิสฟรายเอ่ยขึ้นมาพร้อมเสกกระดาษแผ่นนั้นให้หายไปแล้วตบมือเสียงดังเพื่อแสดงความยินดีให้กับเด็กหญิงตรงหน้าจนคนแถวนั้นหันมามองเป็นตาเดียว


        " เปลี่ยนชื่อให้เธอได้ไหม? " โฮลเดอร์ถามขึ้นขัดการแสดงความยินดีของมิสฟราย


        " ได้สิ...แล้วหนูจะเปลี่ยนเป็นอะไรคะ? " 


        " ไอลีนค่ะ "


        " แล้วนามสกุลล่ะ? "


        " ...เอ่อ...คือ... " ไอลีนหันมามองหน้าเอลตันกับโฮลเดอร์สลับไปมา


        " เอา...เป็นวินเทอร์ไหม? " โฮลเดอร์เสนอความคิด


        " รอตั้งตอนที่มีคนมารับเธอเลี้ยงดีกว่าไหม? จะได้ไม่ต้องมาแก้ทีหลัง " เอลตันพูดขึ้นพร้อมจ้องเขม็งไปที่โฮลเดอร์


        " จริงอย่างเอลตันว่า...ไว้ค่อยมาตั้งทีหลังก็ได้ " มิสฟรายพูดเสริมขึ้นพร้อมหยิบกระดาษที่มีรูปถ่ายและข้อมูลส่วนตัวของไอลีนกับปากกาออกมาจากลิ้นชักใต้โต๊ะและเริ่มเขียนแก้ชื่อจากดอว์น่าเป็นไอลีนพอเขียนเสร็จกระดาษก็ติดไฟมันเผาไหม้กระดาษไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า


        " เอาละเสร็จเรียบร้อยแล้วมีอะไรให้ช่วยอีกรึเปล่า? " 


        " ไม่ล่ะมีแค่นี้...มิสฟราย " เอลตันดึงหมวกทรงสูงลงมานิดหน่อยเป็นเชิงบอกลา


        " ฝากสวัสดีซีซีลี่ด้วย " มิสฟรายบอกลาทั้งสาม


        " มิสฟราย/บาย " โฮลเดอร์และไอลีนบอกลา[1]มิสฟรายพร้อมเพรียงกัน



 เมื่อเดินออกจากสำนักงานผู้เยียวยาได้ไม่กี่ก้าวจู่ๆเอลตันก็ดึงแขนโฮลเดอร์ให้หยุดโฮลเดอร์รู้สึกงงงันเล็กน้อยกับการกระทำของร่างโปร่ง
 เมื่อโฮลเดอร์หันหน้ามาเพื่อถามไถ่เอลตันว่ามีปัญหาอะไรรึเปล่าเอลตันก็พูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองไม่พอใจอย่างมากว่า


        " อย่าได้เอาเด็กคนนั้นมาเป็นตัวแทนลูกของนาย " โฮลเดอร์เบิกตากว้างในคำพูดของอีกฝ่าย


 ว่าจบเอลตันก็รีบเดินไปหาไอลีนและทิ้งให้ร่างโปร่งนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นจนร่างนั้นตั้งสติได้ก็รีบเดินไปให้ทันไอลีนและเอลตัน








 สถานสงเคราะห์มันสวยอย่างที่เอลตันบอกกับไอลีนไว้ไม่มีผิดอาจมากกว่าเลยด้วยซ้ำสถานสงเคราะห์แห่งนี้มีขนาดใหญ่มากมันเหมือนโรงเรียนเสียมากกว่าเป็นสถานที่ๆพ่อแม่ทิ้งลูกๆของพวกเขาเอาไว้จะแบบตั้งใจหรือไม่ก็ตามไม่ว่าจะเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีลวดลายวิจิตรงดงามหรือสนามหญ้าที่กว้างขวางเอาไว้ให้พวกเด็กๆวิ่งเล่น


        นี้มันสถานสงเคราะห์หรือโรงเรียนประจำกันแน่เนี้ย!!!?  ไอลีนกู่ร้องในใจ


 ทั้งสามมุ่งหน้าไปที่อาคารหลังหนึ่งที่อยู่ตรงกับทางเข้าอาคารหลังนี้มีหอระฆังขนาดใหญ่อยู่ชั้นบนสุดของอาคาร
 
 ภายในทางเดินก่อนไปถึงตัวอาคารมีร่างโปร่งสองร่างยืนคุยกันอยู่ร่างหนึ่งมีหัวเป็นกระโหลกกวางตัวผู้แต่ทอนล่างตั้งแต่คอลงมาเป็นมนุษย์เพศชายใส่ชุดสูทพูกไทสีดำยืนคุยกับร่างที่ดูเหมือน มนุษย์เพศชายที่บอกว่าดูเหมือนมนุษย์เพราะโครงหน้าของเขามันดูกลมจนผิดธรรมชาติและเขาไม่มีหูหรือเส้นผมอยู่เลยเขาใส่ชุดสีดำแขนยาวกระโปรงยาวลากพื้นเขาสูงเท่าหัวไหล่ของหัวกระโหลกกวางคู่สนทนา
 
 เอลตันเดินตรงดิ่งไปหาร่างโปร่งใส่ชุดดำทั้งสองระหว่างทางหัวกระโหลกกวางตัวผู้เหลือบมาเห็นเอลตันซะก่อนทำให้การสนทนาระหว่างร่างโปร่งทั้งสองหยุดลงกลางคัน
 คู่สนทนาของหัวกระโหลกกวางตัวผู้เอี้ยวตัวเล็กน้อยเพื่อหันมาดูว่าใครใดกันที่เข้ามาขัดบทสนทนาของทั้งสอง
 
 นั้นทำให้เห็นลักษณะบนใบหน้าของร่างโปรงที่ยืนคุยกับหัวกระโหลกกวางตัวผู้มากขึ้นใบหน้าของเขาไม่มีปากไม่มีจมูกไม่มีคิ้วมีแต่ดวงตาขนาดใหญ่หนึ่งดวงอยู่ตรงกลางใบหน้า
 ดวงตาขนาดใหญ่สีน้ำเงินสวยแวววาวเมื่อจ้องมองมันเข้าไปแล้วก็ยากที่จะละสายตาราวกับว่าถูกดวงตานั้นสะกดไว้


        " เอลตัน...โฮลเดอร์...ลมอะไรหอบมาที่นี้ล่ะจ๊ะ? " เสียงหวานปานน้ำผึ้งชโลมใจเอ่ยออกมาจากร่างโปร่งที่มีดวงตาขนาดใหญ่อยู่บนใบหน้าดวงตานั้นดูเหมือนยิ้มๆให้กับเงาดำทั้งสอง


        " ซีซีลี่ " เอลตันและโฮลเดอร์กล่าวทักทายร่างโปร่งเจ้าของชื่อ


 ก่อนที่เอลตันจะได้พูดอะไรมากกว่านั้นซีซีลี่ก็หันไปสนใจเด็กหญิงร่างเล็กที่เดินมาพร้อมกับโฮลเดอร์และได้เอ่ยทักเธอด้วยเสียงอันอ่อนโยนของเธอ


         " สวัสดีจ้ะแม่หนูน้อย " 


         " ส...สวัสดีค่ะ " ไอลีนที่ยังตกตะลึงในดวงตาแสนสวยพูดตอบรับคำทักทายของอีกฝ่าย  


         " เอลตัน "  หัวกระโหลกกวางตัวผู้เรียกเงาดำสวมหมวกทรงสูงพลางกวักมือเรียกอีกฝ่ายให้เข้าไปหา


         " มีอะไร...จูสต์ " 

 














----------------------------------------------------------------------------------------------------------
[1]บางครั้งฝรั่งเขาจะเรียกชื่ออีกฝากเพื่อเป็นการบอกลา

ขอบคุณคนที่ติดตามและคนที่หลงเข้ามาอ่านด้วยนะคะ
สามารถคอมเม้นต์ติชมกันได้ตามสะดวกเลยนะ
ถ้าชอบก็อย่าลืมกดติดตามกันด้วยนะคะ



*ตอนนี้เราเพิ่มเนื้อหาขึ้นมาอีกหน่อยเพราะเรารู้สึกว่าเราตัดจบได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

4 ความคิดเห็น