เสน่หานิรมิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 671 Views

  • 1 Comments

  • 10 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    62

    Overall
    671

ตอนที่ 6 : บทที่ 5 แรกสบตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 88
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    22 ก.พ. 62

           ตอนนี้บัวรู้สึกว่าตัวเองหลับตาอยู่นานเกินไปแล้ว ถึงแม้ไม่รู้ว่ารอบตัวคืออะไรกันแน่ แต่เราคงต้องยอมลืมตาเผชิญความจริงเพราะหากมัวแต่กลัวคงจะไม่ได้ลืมตาแน่ๆ ที่สำคัญตอนนี้ก็อยากรู้เหมือนกันว่าสิ่งที่ได้ยินก่อนนี้เป็นความจริงหรือความฝันกันแน่ และแล้วสาวร่างบางก็ค่อยๆขยับมือเบาๆพร้อมกับค่อยๆลืมตาขึ้นมา ทำให้ภาพที่เห็นจากลางๆค่อยๆชัดขึ้น บัวค่อยๆลุกขึ้นนั่งพร้อมกับอาการหนักอึ้งในหัว  แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้บัวรู้สึกสนใจมากกว่า นั่นคือภายในเป็นห้องภายในปราสาทหินที่ตกแต่งอย่างวิจิตรราวกับเป็นห้องของผู้สูงศักดิ์สมัยโบราณ อีกทั้งยังเต็มด้วยข้าวของเครื่องใช้เครื่องสำริดลายประณีต และด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนมาคงตอบได้ไม่ยาก นี่มันน่าจะเป็นศิลปะสมัยทวารวดี! แล้วเอ่อ ทำไมเราแต่งตัวแบบนี้ล่ะ ผ้าพาดอกแล้วนุ่งผ้าเข้ากับยุคสมัยที่ตื่นมาเจออีกด้วย เราไปใส่เอาตอนไหนเนี่ย หรือใครแอบเปลี่ยนให้เรา!’ บัวขยี้ตาสองข้างอีกครั้ง หรือว่าที่นี่คือเมืองสิริมันตราปุระ เหมือนกับที่ได้ยินตอนหลับตาจริงๆ เมืองที่ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อ เมืองที่ต้องมาตามคำสัญญากับเด็กสาวคนนั้น แล้วตอนนี้ทุกคนไปไหนกันหมดล่ะบัวลุกขึ้นนั่งมองภายในห้องอย่างหวั่นๆ และทันใดนั้น!

"องค์หญิงปทุมวดีทรงฟื้นสติแล้วหรือเพคะ"ภาพที่ปรากฏหน้าเป็นหญิงสาวสองคน แต่งกายด้วยผ้าพาดอกและผ้าถุงสีพื้นประดับด้วยเครื่องประดับพองาม กำลังวิ่งเข้ามาอย่างมีสีหน้าตระหนกปนดีใจ

"เอ่อ..."บัวกำลังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนตอนนี้ทำอะไรไม่ถูก

"ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ หม่อมฉันทั้งสองคิดถึงแต่องค์หญิง ตั้งแต่องค์หญิงหายไปพวกเราก็เฝ้ารอวันที่องค์หญิงจักกลับมา แล้ววันนี้ก็มาถึง หม่อมฉันดีใจมากๆเลยเพคะ" หญิงสาวคนหนึ่งเข้ามานั่งข้างเตียงแล้วเอามือลูบเท้าของหญิงสาวผู้ที่ตนนับถือเหนือเกล้า

"องค์หญิงทรงเจริญพระชันษามากขึ้น ทรงพระสิริโฉมมากเพคะ เห็นทีสิริมันตราปุระจักกลับมามีความปิติสุขกันอีกคราแล้ว"หญิงสาวอีกคนก็เอามือมาลูบเท้าองค์หญิงที่ตนเองเทิดทูนเช่นเดียวกัน

"เอ่อ พอแล้ว พี่ทั้งสองหยุดก่อนเถอะ คือบัวไม่ใช่...เอ่อ..."บัวเกือบจะหลุดปากออกไป ถ้าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริงสิ่งที่เด็กสาวคนนั้นบอกเอาไว้คือเรามาที่นี่เพื่อเป็นองค์หญิงแห่งสิริมันตราปุระ แต่เราไม่รู้อะไรเลย ทำไงดีล่ะ...เอาล่ะไหนๆก็ไหนๆ ลองดูวิธีนี้ละกัน

"เอ่อ ขอถามพี่ทั้งสองคนก่อนได้ไหมจ้ะ พี่ทั้งสองคนเป็น…"บัวถามค้างไว้

"องค์หญิงปทุมวดีจำเราสองคนไม่ได้กระนั้นหรือเพคะ พวกเราคือพระพี่เลี้ยงขององค์หญิงอย่างไรเล่าเพคะ"เทวิตาหนึ่งในพระพี่เลี้ยงได้เอ่ยตอบ

"เอ่อคือ..."บัวไม่รู้จะตอบยังไงดีจึงได้แต่ทำท่าอ้ำอึ้ง ตอนนี้ใครก็ได้ช่วยที

"พวกเจ้านะ ลูกเราได้สติแล้วไม่ยอมเรียกกันเลย"เทวีผู้สิริโฉมพร้อมทรงเครื่องประดับงามวิจิตรเอ่ยขึ้นมาจากประตูห้อง

"ขออภัยเพคะองค์อินทุเทวี หม่อมฉันทั้งสองคนมัวแต่ดีใจ"อินทุเทวีโบกมือบอกไม่ถือโทษพร้อมเดินเข้ามาหาคนที่กำลังทำหน้าตาตื่นอยู่บนแท่นบรรทม แล้วทรงแย้มโอษฐ์กว้างด้วยความปลาบปลื้มดีใจ ในที่สุดเราก็ได้พบกันลูกแม่

"ท่านคืออินทุเทวีหรือคะ"บัวเผลอเรียกออกไป

"แม่ของลูกอย่างไรเล่า จำแม่ไม่ได้หรือ ไหนลองมาให้แม่กอดหน่อยสิ"อินทุเทวีโอบกอดพระธิดาองค์น้อยอย่างหวงแหน จนบัวก็ต้องโอบตอบโดยปริยาย แต่ในใจก็เฝ้าแต่คิด เราจะทำยังไงดีเนี่ย คนก็เข้ามาเยอะขึ้นกว่าเดิมอีก ไม่รู้จักใครเลยด้วยซ้ำ’ 

"ดูเหมือนกลับมาครานี้องค์หญิงจำอะไรไม่ค่อยได้เพคะ"ดาราผู้เป็นหนึ่งในพระพี่เลี้ยงสังเกตเห็นท่าทีแปลกๆขององค์หญิงของตนได้ จึงเอ่ยทูลอินทุเทวีอย่างเป็นห่วง

"เช่นนั้นหรือลูก"

"เอ่อ ค่ะ"บัวก้มหน้าตอบ ตามนั้นไปก่อนละกัน

"หรือเป็นเพราะได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ใครก็ได้ไปตามหมอหลวงมาที"อินทุเทวีออกคำสั่งไปยังพระพี่เลี้ยง

              ไม่นานหมอหลวงก็เข้ามาในห้องปราสาทตามพระบัญชาของอินทุเทวี...

"ครานี้องค์หญิงเพิ่งฟื้นจากเหตุศีรษะกระแทกหิน ถ้ากระแทกแรง เป็นไปได้ว่าอาจจะส่งผลถึงความทรงจำได้พระเจ้าค่ะ"หมอหลวงคาดคะเนตามความเป็นไปได้

"เช่นนี้เอง ไม่เป็นไรค่อยเป็นค่อยไปนะลูก วันพรุ่งแม่จักพาเจ้ากลับไปหาพ่อ แลพี่น้องของเจ้า"อินทุเทวีกอดลูกสาวอย่างหวงแหนอีกครั้ง

งั้นเอาเป็นว่าใช้มุขนี้ละกัน สูญเสียความทรงจำไปก็เป็นทางรอดที่ดูเข้าท่าเหมือนกัน ขอบคุณนะคะหมอหลวงที่ช่วยชีวิตเรา ฮิฮิ บัวแอบดีใจแต่ก็แอบหนักใจไปในคราวเดียวกัน แม้ว่ามีทางเอาตัวรอดแล้ว แต่จากนี้คงต้องแอบหาทางทำให้เนียนกว่านี้ ทั้งคำพูดคำจาที่ไม่คุ้น ไหนจะเรื่องการวางตัวเป็นองค์หญิงอีก งานใหญ่เลยนะเนี่ยเรา

*********************

"เจ้าองค์อินทร์ลูกแม่ ลูกทำอันใดอยู่หรือ"อินทุเทวีเอ่ยทักพระโอรสองค์รองที่ยืนอยู่คนเดียวกับม้าตัวโปรด

"ลูกกำลังให้อาหารอาชาไนยพระเจ้าค่ะ"องค์ชายอินทระตอบพลางป้อนหญ้าให้กับม้าคู่พระหทัย

"แม่จักมาบอกลูกว่า น้องของลูกได้สติแล้ว"

เมื่อได้ยินดังนั้น องค์ชายอินทระถึงกับวางมือที่กำลังป้อนหญ้าม้าคู่พระหทัย แล้วยิ้มกว้างแสดงอาการดีใจออกมาแจ่มชัดพี่อยากเจอเจ้าแล้วเจ้าปทุมวดี เราพรากกันมานานเหลือเกินน้องพี่

"ลูกจักไปที่ใดหรือ"อินทุเทวีทักองค์ชายอินทระที่ดูรีบเร่งเดินไปทางปราสาทที่พักของเจ้าปทุมวดี

"ลูกจักไปหาเจ้าปทุมวดีพระเจ้าค่ะ" 

"ครานี้น้องได้สติแล้ว แม่เข้าใจว่าลูกอยากเจอน้อง แต่แม่อยากให้ลูกเร่งไปแจ้งเรื่องนี้กับท่านพ่อก่อน วันพรุ่งแม่จักพาน้องไปหาทุกคนที่สิริมันตราลัย"องค์ชายอินทระชะงักตามคำเอ่ยของพระมารดา นั่นสินะ เรายังมีเพลาที่จักได้เจอกันอีกมาก แล้วพี่จักไปแจ้งข่าวดีให้ทุกคนทราบเรื่องของเจ้าเพื่อจักได้ต้อนรับเจ้า เจ้าปทุมวดีขนิษฐาของพี่

"ลูกน้อมรับพระบัญชาพระเจ้าค่ะ"องค์ชายอินทระคำนับเคารพพระมารดา แล้วรีบขึ้นหลังม้าและออกเดินทางสู่สิริมันตราลัยในทันที

*********************

              แล้วก็ถึงวันที่บัวต้องเดินทางไปยังสิริมันตราลัย จากที่เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะมัวแต่ตื่นเต้น เช้านี้ก็ตื่นเต้นไปใหญ่อีก ชีวิตจากนี้เราจะเป็นยังไงนะ บัวได้แต่นั่งนึกไปเรื่อยถึงภาพอนาคตของตัวเอง จากนี้ไปยังต้องเจอคนอีกหลายคน รวมถึงผู้ชายคนนั้นที่เคยได้ยินเสียงตอนแกล้งหลับตา แค่เสียงที่กังวานทรงอำนาจน่าเกรงขามก็ทำให้เห็นภาพเจ้าตัวเลยว่าคงรูปหล่อไม่เบา ชายคนนั้นที่เป็นพี่ชายขององค์หญิงปทุมวดี แค่ฟังเสียงก็รู้ได้ทันทีเลยว่าพี่ชายคนนั้นคงรักองค์หญิงขนิษฐาองค์นี้ไม่น้อย ว่าแต่ตอนนี้เขาไปไหน ตื่นมาก็ยังไม่เห็นว่าใครจะมีวี่แววเป็นผู้ชายคนนั้นได้เลย

"มองหาอันใดหรือลูก"อินทุเทวีที่กำลังนั่งเสลี่ยงเคียงข้างเอ่ยทักเมื่อเห็นธิดากำลังกวาดสายตาไปทั่ว

"เปล่าค่ะ....เอ้ย ไม่ได้มองหาอันใดเพคะ"บัวตอบอย่างลืมตัว แต่ก็นึกได้ว่าต้องทำตัวให้เนียนจึงพูดแก้ตัว   อีกครั้ง อย่างน้อยเอาคำง่ายๆไปก่อนแล้วกัน ที่เหลือค่อยๆปรับไป หวังว่าคราวนี้หนังจักรๆวงศ์ๆที่เคยดูหรือนิยายที่เคยอ่าน รวมทั้งคำสำเนียงที่เคยได้ยินจากองค์หญิงปทุมวดีตัวจริง คงจะช่วยได้บ้างนะเจ้าบัวบัวปลอบตัวเองในใจ

"ครานี้เราเดินทางมาใกล้สิริมันตราลัยแล้ว แม่ให้เจ้าองค์อินทร์มาส่งข่าวกับทางนี้ก่อน ทุกคนคงเตรียมรับลูกกลับคืนสิริมันตราลัยแล้ว"

"เจ้าองค์อินทร์ ? ใครเหรอเพคะ"บัวถามอย่างสงสัยใครเหรอเจ้าองค์อินทร์ โผล่มาอีกคนแล้ว

"เจ้าองค์อินทร์หรือองค์ชายอินทระเป็นพระเชษฐาที่ลูกสนิทที่สุด คอยดูแลลูกมาตลอดเมื่อครั้งยังเยาว์ ทั้งสองเล่นด้วยกันสนิทกันมาก อีกทั้งเจ้าองค์อินทร์ก็เป็นผู้ที่พบลูกตอนบาดเจ็บในป่าแล้วพาลูกกลับมาหาอกแม่อย่างไรเล่า"พระมารดาเล่าให้ธิดาองค์เล็กฟังอย่างแจ่มแจ้ง

 "ครานี้พระเชษฐาแลพระขนิษฐาจักได้พบกันแล้ว หม่อมฉันดีใจมากเพคะ"หนึ่งในพระพี่เลี้ยงเอ่ยขึ้นมาเสริม

               เมื่อได้ฟังมา บัวก็ได้นั่งนึกในใจอยู่เงียบๆคนเดียว  เจ้าองค์อินทร์งั้นเหรอ? ชายคนที่เราได้ยินเสียงอันทรงเสน่ห์ของเขาสินะ ชักอยากเห็นหน้าล่ะสิ เป็นพี่ชายคนสนิทขององค์หญิงปทุมวดีซะด้วย เราคงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเยอะแน่ๆ ตัวจริงจะเป็นยังไงนะ?’

*********************

            ตอนนี้ขบวนเสด็จของอินทุเทวีและธิดาองค์เล็กกำลังเคลื่อนสู่สิริมันตราลัย สองข้างทางก็เต็มไปด้วยผู้คนมากมายต้อนรับ อีกทั้งยังมีการโปรยด้วยบุปผาชาติหลายชนิดตลอดทางเข้าสู่ปราสาท บัวได้แต่นั่งมองบรรยากาศรอบๆด้วยความตื่นเต้น ทุกอย่างช่างดูตระการตาราวกับฝัน เราเป็นองค์หญิงจริงๆกับเขาแล้วนะบัว จนกระทั่งขบวนเสด็จเข้ามาถึงปราสาทใหญ่ที่บัวรู้สึกคุ้นตา ทำให้บัวรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นอีก เฮ้ย! นี่มันปราสาทหินกลางป่า ที่สุดท้ายก่อนที่เราจะมาที่นี่นี่นา! มันต้องใช่แน่ๆ ต่างกันก็แค่ตอนนี้ปราสาทที่เห็นตรงหน้ากลับมีชีวิตเพราะมีผู้คน

"เจ้าปทุมวดีลงมาสิลูก ครานี้ได้ถึงสิริมันตราลัยของเราแล้ว"อินทุเทวีเรียกธิดาลงจากเสลี่ยงทอง

"เพคะ แล้วเราจะไปไหนกันเหรอเพคะ" 

"ไปกันเถิดลูก เราไปไหว้องค์พระพุทธศิลาปฏิมากรพระประจำนคราของเราก่อน แล้วแม่จักพาเจ้าไปพบทุกคน"

            บัวในนามขององค์หญิงปทุมวดีค่อยๆก้าวเดินตาม พระมารดาเข้าไปยังห้องพระ เส้นทางในปราสาทในความทรงจำหวนกลับมาใช่แล้ว ทุกอย่างใช่แน่ๆ รวมทั้งห้องพระห้องนั้นที่เราเคยฝันและเคยเห็น จะต้องเป็นที่เดียวกันแน่ๆ สุดท้ายภาพตรงหน้าคือองค์พระศิลาสลักองค์เดียวกัน! บัวจึงได้แต่ยืนจ้ององค์พระศิลาด้วยความรู้สึกตกตะลึง นี่ก็แสดงว่าภาพที่เคยเห็นที่ผ่านมาทั้งในฝันและปราสาทที่เราเคยไปคือที่นี่ สิริมันตราลัย!’

มานี่สิลูก มาไหว้พระท่านเพื่อเป็นสิริมงคลก่อน เจ้าปทุมวดีรู้หรือไม่ว่าตั้งแต่วันที่ลูกจากแม่ไป แม่ภาวนาที่นี่ทุกวันคืนเพื่อให้ลูกได้กลับมา แล้วลูกก็กลับมาหาแม่จริงๆ" พระมารดาโอบกอดธิดาตรงหน้าอย่างเอ็นดู   

โถ ท่านคงรักลูกท่านมากจริงๆสิ่งตรงหน้าทำเอาบัวเริ่มมีน้ำปริ่มตา มันทำให้บัวคิดถึงแม่ของบัวจริงๆขึ้นมา

 หลังจากนั้นอินทุเทวีได้พาธิดากราบไหว้สักการะองค์พระศิลาใหญ่พระจำนครเพื่อความเป็นสิริมงคล แล้วจึงพาออกมาจากปราสาทหินเพื่อได้ไปพบเจอกับเครือญาติที่กำลังรอการกลับมาขององค์หญิงปทุมวดีแห่งสิริมันตราปุระ

"ต่อไปแม่จักพาลูกไปหาท่านพ่อ พี่ๆ รวมถึงคนที่กำลังรอลูกนะ"

จากนั้นอินทุเทวีพาธิดาองค์เล็กเดินไปยังปราสาทกลางท้องพระโรงของสิริมันตราลัย บัวก็เดินไปด้วยใจเต้นระรัวไปด้วยเพราะเธอกำลังจะได้เจอโลกใหม่ในยุคทวารวดี

"มาแล้วหรือลูกพ่อ มาหาพ่อสิ"บัวเดินเข้ามาสู่ท้องพระโรงซึ่งมีคนหลายคนยืนรออยู่ ในจำนวนนั้นก็มีชายหนุ่มและหญิงสาวที่แต่งองค์อย่างสูงศักดิ์ พร้อมทั้งคนที่แต่งกายเหมือนพระพี่เลี้ยงนั่งหมอบตัวรายรอบ 

"ไปหาท่านพ่อสิลูก"อินทุเทวีเอ่ยบอกให้ธิดาองค์เล็กที่ยืนข้างๆเดินออกไปหาผู้ยืนรออยู่ที่สูงที่สุดบนพระที่นั่ง

"เจ้าเจริญชันษาขึ้น โฉมงามจนแปลกตา"เจ้าเมืองสิริมันตราปุระยิ้มให้พระธิดาอย่างรู้สึกยินดี ก่อนจะหันมาประกาศก้องในท้องพระโรง

"บัดนี้เจ้าปทุมวดีลูกของเรากลับมาแล้ว เราจักให้มีพิธีต้อนรับในอีกเจ็ดราตรีข้างหน้า ขอให้ทุกคนไปเตรียมการจัดฉลองอย่างยิ่งใหญ่" 

"พระเจ้าค่ะ/เพคะ"ข้าบริพารในท้องพระโรงขานรับพระบัญชาพร้อมเพรียง

"ทุกคนได้ต้อนรับเจ้าปทุมวดีอย่างพร้อมเพรียงแล้ว เพลานี้เราจักอยู่กับลูกของเราให้คลายคะนึงหา ขอให้ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ของตนเถิด"

สิ้นเสียงเจ้าเมืองสิริมันตราปุระแล้ว บรรดาเหล่าเชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพารก็ทยอยออกจากท้องพระโรง จนตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่คน บัวได้แต่ยืนเฝ้าสังเกตอยู่เงียบๆนอกจากคนที่จะต้องเรียกว่าพ่อ ก็ยังมีอีกสองคนอยู่ใกล้ๆ เขาเป็นใคร หรือว่าจะเป็นพี่น้องขององค์หญิงปทุมวดี?’

"เจ้าปทุมวดี พี่คิดถึงเจ้ามาก มาสิพี่จักกอดเจ้าให้ชื่นใจสักครา"องค์หญิงจิตราวดีดึงธิดาองค์เล็กที่เพิ่งกลับมาสู่นคร มากอดอย่างหวงแหน

"พวกเจ้ากอดกัน ไม่ได้เกรงใจพี่อย่างเราเลยนะ ฮ่าๆ เราก็คิดถึงเจ้าเหมือนกันเจ้าปทุมวดี"องค์ชายวัชระก็ไม่ยอมน้อยหน้า ตรงเข้าไปโอบผู้เป็นขนิษฐาแน่น บัวเองก็โอบตอบอย่างงงๆในฐานะองค์หญิงปทุมวดี

"เจ้าปทุมวดี เหตุใดจึงทำหน้าตื่นเช่นนั้น เจ้าจำพี่ๆไม่ได้หรือไร"องค์หญิงจิตราวดีเอ่ยทักเมื่อเห็นคนตรงหน้ามีสีหน้าแปลกไป

"เอ่อ..บัวไม่รู้ว่าจะตอบไปยังไง บัวจึงเลือกหันไปมองอินทุเทวีอย่างต้องการความช่วยเหลือ

"เจ้าปทุมวดีได้รับบาดเจ็บศีรษะกระแทกหินตอนเจ้าองค์อินทร์ไปพบ ด้วยเหตุนั้นความทรงจำที่มีจึงหายไป จากนี้ไปคงต้องช่วยกันดูแลเจ้าปทุมวดีอย่างค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะ"อินทุเทวีอธิบายบอกทุกคน

"เช่นนั้นเองหรือลูกพ่อ"

"โถ น้องพี่ ช่างน่าเวทนานัก"องค์หญิงจิตราวดีจับมือปลอบผู้เป็นขนิษฐา บัวในร่างองค์หญิงปทุมวดียิ้มรับในความห่วงใยนั้น แม้ว่าบัวไม่ใช่องค์หญิงปทุมวดี แต่บัวก็รับรู้ได้ถึงสายตาห่วงใยอย่างบริสุทธิ์ใจนั้นได้เพคะ

"แล้วเจ้าองค์อินทร์ไปไหนเล่าถึงไม่ยอมมารับน้อง"อินทุเทวีเอ่ยขึ้นเมื่อมองไปก็ไม่เห็นโอรสองค์รอง เสียงทักนี้ทำเอาบัวต้องละความสนใจจากทุกอย่างเพื่อฟังเรื่องของคนที่ชื่อเจ้าองค์อินทร์

"ก่อนนี้ไม่นานข้ายังเจออยู่เลยท่านแม่ แต่ไม่ทราบว่าบัดนี้เจ้าองค์อินทร์ไปไหนเสียแล้ว"องค์ชายวัชระเอ่ยตอบ

"เช่นนั้นก็ช่างเถิด ประเดี๋ยวเจ้าองค์อินทร์คงจักมาหาเจ้าปทุมวดีเอง เพลานี้พ่อว่าพาเจ้าปทุมวดีไปพักผ่อนก่อนเถิด คงเดินทางมาเหนื่อยพอดู"เจ้าเมืองสิริมันตราปุระบอกกับทุกคน

*********************

              ช่วงใกล้ค่ำ บัวในนามองค์หญิงปทุมวดีได้ออกมาเดินเล่นชมเมืองเพื่อสร้างความคุ้นเคย บัวเดินคิดเพลินจนตอนนี้เดินออกมานอกปราสาทด้านหลัง โอ้โห มีที่สวยงามแบบนี้ด้วยหรือนี่ ภาพความสวยงามหลังปราสาททำให้บัวกลับมาเพลินตากับสิ่งที่เห็นแทน ในบริเวณนี้มีสระบัวที่มีทั้งดอกบัวสัตตบุษย์ สัตตบงกช ที่แข่งกันชูช่อไสวมีดอกไม้ที่บัวชอบซะด้วย ออกดอกเยอะมากๆ เดินไปดูใกล้ๆหน่อยดีกว่า

              สุดท้ายความเพลิดเพลินกับสระบัวก็ทำเอาหญิงสาวไม่ทันได้สนใจอะไร จนเวลาผ่านไปจึงได้รู้ตัวว่าเริ่มมืด เราคงต้องกลับแล้วสินะ บัวตัดสินใจเดินกลับท่ามกลางแสงไฟอันน้อยนิด  ประคบไฟก็มีอยู่ห่างๆกัน แต่ก็ยังมีแสงจันทร์ส่องลงมาบ้าง แต่แล้วบัวก็เดินหลงทางจนได้ มาโผล่ที่ไหนกันเนี่ย แล้วนั่นใครน่ะ

              บัวเห็นเหมือนหญิงสาวคนหนึ่งกอดพลอดรักกับชายหนุ่ม มากอดกันตรงนี้ไม่อายใครเลยเหรอบัวคิดในใจพลางค่อยๆเดินหลบไปยังหลังพุ่มไม้เพื่อแอบมองดูคนท่ามกลางแสงเดือนและแสงคบไฟ แม้จะไม่ได้ยินเสียงพูดชัดเท่าไหร่ แต่ดูอาลัยอาวรณ์กันซะจริง ดูท่าจะรักกันมากนะเนี่ย ว่าแต่ผู้ชายคนนั้นหล่อดูดีมากเลยราวกับเทพบุตร ผู้หญิงคนนั้นก็ปานเทพธิดา

"ไปพักก่อนเถิดเจ้าบุษบัน เราต้องไปแล้ว"องค์ชายอินทระเอ่ยเรียบๆพร้อมกับเอามือขององค์หญิงบุษบันออกจากเอวตนที่ตอนนี้โอบไว้แน่น

"เจ้าพี่มาหาข้าอีกนะเพคะ ท่านพ่อของข้าไม่สบาย ข้าอยากให้เจ้าพี่อยู่ข้างๆข้า"องค์หญิงบุษบันมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเว้าวอน

"เอาเถิด แล้วเราจักมาอีก เจ้ารีบกลับเถิด มืดแล้ว" องค์ชายอินทระตอบเสียงเรียบเช่นเดิม จากนั้นองค์หญิงบุษบันก็ยอมเดินจากไป ไม่นานหญิงสาวคนนั้นก็ลับตาไป

"นั่นใครแอบมองเรา"องค์ชายอินทระเอ่ยเสียงดังทำเอาคนที่แอบมองต้องสะดุ้งเฮือก ไปดีกว่า ซวยแล้วเรา ทันใดบัวจึงหันหลังวิ่งเพื่อจะหลบไปไกลๆ

"หยุดนะ เราบอกให้หยุด"องค์ชายอินทระวิ่งตามหญิงสาวร่างบางมาติดๆ

"โอ๊ย"สุดท้ายบัวก็สะดุดก้อนหินหกล้มจนได้ 

"หึ เจ้าเป็นผู้ใดกัน ถึงกล้าเข้ามาในเขตอุทยานส่วนเชื้อพระวงศ์ในเพลานี้ได้"องค์ชายอินทระเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งกุมข้อเท้าหันหลังให้

"เอ่อ คือ..."บัวนั่งกุมข้อเท้าอย่างใจสั่นระรัว เอาไงล่ะทีนี้เรา ซวยแล้วมั้ยนะบัวเอ้ย

"แล้วสะดุดล้มแรงเช่นนั้น ยังลุกไหวอยู่ไหมนั่น" องค์ชายอินทระเห็นหญิงสาวตรงหน้าเอามือกุมข้อเท้าอย่างเจ็บปวดจึงได้เอ่ยถามสำทับไป

บัวยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมตอบอะไรออกมา แต่ระหว่างนั่นบัวก็ค่อยๆพินิจไปด้วย ว่าแต่เสียงนี้ ยิ่งฟังก็ยิ่งคุ้น จะใช่เขารึเปล่านะ...เจ้าองค์อินทร์

เมื่อองค์ชายอินทระเห็นว่าคนตรงหน้าเอาแต่นั่งเงียบอมพะนำ องค์ชายอินทระจึงได้เอ่ยถามซ้ำออกไป...

"จักให้เราช่วยประคองหรือไม่"

"เอ่อ ไม่ต้อง ข้าช่วยตัวเองได้"สุดท้ายบัวก็ตัดสินใจพยายามลุกขึ้น แต่ด้วยขาที่เจ็บทำเอาบัวทรงตัวได้ไม่นาน และแล้วบัวก็เซทำท่าจะล้มลงพื้น ทันใดนั้นก็มีแขนแกร่งมาโอบรับร่างบางจากทางด้านหลัง

"ไม่ระวังก็เป็นเช่นนี้แล แล้วเจ้าจักยังปฏิเสธความช่วยเหลือจากพี่อีกหรือไม่"

สิ้นเสียงขององค์ชายอินทระแล้ว บัวก็ตัวลอยจากพื้นอย่างง่ายดาย จากนั้นองค์ชายอินทระก็เผยยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนให้หญิงสาวในอ้อมแขน พี่รู้ตั้งแต่เจ้าวิ่งหนีพี่แล้ว เจ้าปทุมวดี พี่จำได้ไม่ลืม หญิงสาวร่างบางเจ้าของใบหน้างามดั่งอัปสร งามเช่นนี้มีเจ้าเพียงคนเดียว พี่จำวงหน้าแบบนี้ได้มันตรึงใจตั้งแต่พี่เจอเจ้าที่น้ำตกแล้ว พี่ถึงได้เข้ามาอุ้มไว้เช่นนี้อย่างไรเล่า ขนิษฐาของพี่ หึ

เมื่อบัวเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อ ทำให้บัวเริ่มประหม่าทันที บัวจึงพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดจากวงแขนของคนหน้าหล่อ

"ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ ข้าเดินเองได้"

"หึ จักดิ้นไปไยเจ้าปทุมวดี พี่อุ้มเจ้าไปส่งที่ปราสาทมันไม่ดีหรือไร"ยิ่งคนในอ้อมแขนดิ้นมากขึ้นเท่าไหร่ องค์ชายอินทระกลับกอดรัดแน่นขึ้น

"ท่านรู้จักข้าด้วยหรือ ท่านคือ?"บัวในนามองค์หญิงปทุมวดีถามอย่างสงสัยบัวคิดว่าเจ้าของเสียงทรงเสน่ห์นี้คือเจ้าองค์อินทร์ แต่ขอคำยืนยันหน่อยเถอะ

"เจ้าจำพี่ไม่ได้หรอกหรือ พี่ก็เป็นเจ้าพี่องค์อินทร์ของเจ้า อย่างไรเล่าเจ้าปทุมวดี"องค์ชายอินทระมองหน้าของขนิษฐาอย่างสงสัย ห่างหายกันแค่สิบปี เจ้าลืมพี่ไปหมดแล้วกระนั้นหรือ

"เจ้าพี่องค์อินทร์!"บัวยังรู้สึกตกใจจนไม่รู้จะตอบกลับยังไง ตอนนี้จึงได้แค่มุดหน้าต่ำทั้งที่ยังอยู่ในอุ้มแขน

"ว่าอย่างไรเล่าขนิษฐาของพี่ เจ้าลืมพี่ไปหมดแล้วกระนั้นหรือ"องค์ชายอินทระเค้นเสียงดังขึ้น

"คือ..."บัวได้แต่มองตามปริบๆ เธอรับรู้ได้ว่าตอนนี้องค์ชายอินทระกำลังไม่พอใจมาก

"หึ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องเอ่ยอันใดแล้ว เราจักไปส่งเจ้าที่ปราสาทของเจ้าเอง"

องค์ชายอินทระไม่อยากเค้นถามต่ออีก องค์ชายอินทระจึงอุ้มขนิษฐากลับปราสาทอย่างเงียบๆทั้งที่ในใจก็คิดถึงท่าทีแปลกของคนในอ้อมแขน เหตุใดเจ้าปทุมวดีถึงแปลกไปเช่นนี้ ดูเหินห่างราวกับเราไม่เคยรู้จักกัน

ตลอดเส้นทางกลับปราสาทจึงมีแต่เสียงเงียบของคนสองคน จนบัวเองก็เริ่มรู้สึกหวั่นๆกับเจ้าองค์อินทร์คนนี้จะทำไงต่อไปดีนะบัว ดูแล้วองค์ชายเจ้าของใบหน้าหล่อราวเทพบุตรท่าจะโกรธมากด้วย เอาไงดี

สุดท้ายก็เดินทางมาถึงในปราสาทที่เป็นเรือนนอนขององค์หญิงปทุมวดี องค์ชายอินทระถึงยอมเอ่ยปากพูดออกมาได้...

"ครานี้ถึงเรือนนอนเจ้าแล้ว จงพักเสียเถิด"องค์ชายอินทระวางเจ้าปทุมวดีในอ้อมแขนลงบนแท่นบรรทมแล้วไม่หันมามองอีก

"ขอบพระทัยเพคะเจ้าพี่องค์อินทร์"บัวเอ่ยด้วยเสียงหวาดหวั่น แค่ได้เจอกันครั้งแรก เราก็ทำเขาฉุนเฉียวซะแล้ว แล้วถ้าอยู่ไปนานๆจะรอดเหรอเนี่ย

องค์ชายอินทระเดินออกจากห้องไปโดยไม่ได้สนใจสิ่งที่บัวบอก แต่องค์ชายอินทระก็ไม่ลืมที่จะสั่งพระพี่เลี้ยงที่กำลังเดินเข้ามา

"ฝากดูแลองค์หญิงของพวกเจ้าด้วย เราจักไปแล้ว"

สิ้นเสียงบอกพระพี่เลี้ยง องค์ชายอินทระก็เดินจากไปด้วยพระพักตร์นิ่งเฉย จนพระพี่เลี้ยงถึงกับต้องแปลกใจ

"เกิดกระไรขึ้นหรือเพคะ เหตุใดเจ้าองค์อินทร์ทรงดูนิ่งเฉยนัก"พระพี่เลี้ยงเอ่ยถามองค์หญิงปทุมวดีด้วยความเป็นห่วง ด้วยเพราะผิดวิสัยขององค์ชายอินทระที่แสดงต่อพระขนิษฐาที่สนิทสนมยิ่ง

"ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ ตอนแรกเจ้าพี่ช่วยข้าที่หกล้มแล้วทักข้า แต่ข้าก็จำไม่ได้ แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ" 

"ถ้าเช่นนั้น เป็นไปได้ว่าเจ้าองค์อินทร์คงยังไม่รู้ว่าองค์หญิงสูญเสียความทรงจำเพคะ พระองค์ถึงทรงพิโรธที่องค์หญิงจำพระองค์ไม่ได้เพคะ"พระพี่เลี้ยงเอ่ยความคิดเห็นออกมา

"แล้วข้าต้องทำยังไงล่ะ"บัวคิดไม่ตก

"องค์หญิงคงต้องไปบอกความที่องค์หญิงจำความไม่ได้ให้เจ้าองค์อินทร์ได้รู้ แลทำองค์ให้เหมือนเดิมเพคะ"

"เหมือนเดิม?"

"เช่นนั้นเพคะ องค์หญิงจักต้องให้ความสนิทสนมกับเจ้าองค์อินทร์เช่นเดิม ด้วยจากเดิมทั้งสองพระองค์ทรงใกล้ชิดกันมากเพคะ แลเหตุที่ทรงพิโรธครานี้คงด้วยผิดหวังที่องค์หญิงทรงทำเหมือนคนไม่รู้จักมักคุ้นเป็นแน่แท้เพคะ"

"เช่นนั้นเหรอ งั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปง้อ เอ้ย ข้าจะไปหาเจ้าพี่แล้วกันนะ"บัวพยายามหาคำอธิบายที่ง่ายที่สุดของคำว่าง้อบอกให้พี่เลี้ยงฟัง

"เพคะ ไม่นานเจ้าองค์อินทร์ก็จักกลับมาเป็นองค์เดิมเพคะ ด้วยเจ้าองค์อินทร์ทรงรักองค์หญิงมากเพคะ"  พระพี่เลี้ยงกล่าวให้ท้าย

บัวพยักหน้าตอบรับพระพี่เลี้ยง ก่อนจะนั่งนึกถึงเรื่องที่ต้องไปง้อองค์ชายหน้าหล่อคนนั้น ถึงแม้บัวยังไม่รู้ชัดว่ามาที่นี่แล้วต้องทำอะไรบ้าง แต่หากบัวมาที่นี่แล้วจะช่วยเติมเต็มทุกคนได้ บัวก็ยินดี ส่วนเรื่องที่ต้องไปง้อคนหน้าดุ แม้บัวยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จรึเปล่า แต่บัวก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดก็แล้วกันแล้วเจอกันนะคะพี่ชาย


จบตอนจ้า

เจอหน้ากันครั้งแรกก็งอนใส่ซะแระ 

บัวของเราจะง้อเจ้าองค์อินทร์ยังไงนะ

มาเอาใจช่วยนางเอกของเรากันนะคะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

0 ความคิดเห็น