เสน่หานิรมิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 676 Views

  • 1 Comments

  • 10 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    67

    Overall
    676

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 ปทุมวดี…องค์หญิงผู้สาบสูญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 79
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    18 ก.พ. 62

               ณ เพลานี้ บรรยากาศรอบๆภายในป่าลึกปกคลุมไปด้วยหมอกจนแทบไม่เห็นทาง ความหนาวเหน็บที่เริ่มย่างกรายเข้ามาได้สร้างความตระหนกให้กับอินทุเทวีผู้เป็นแม่เมืองแห่งสิริมันตราปุระ

"มีผู้ใดอยู่หรือไม่ มาหาเราที"อินทุเทวีค่อยๆเดินพร้อมเรียกหาผู้คนที่ตอนนี้ไม่เห็นแม้แต่เงาผู้ใด แต่ก็ได้สัมผัสแค่เสียงเงียบ

"มีผู้ใดอยู่หรือไม่ โอ๊ย"อินทุเทวีที่กำลังเดินเหมือนคนงมไม่เห็นทางสะดุดกับรากไม้ใหญ่ ทำให้ถึงกับล้มลงอย่างไม่เป็นท่า แต่แล้วเมื่ออินทุเทวีกำลังลุกขึ้น กลับมีมือน้อยยื่นเข้ามามือน้อยนี้ข้าคุ้นตานัก

อินทุวดีตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมอง และภาพที่เห็นคือเจ้าปทุมวดี ธิดาองค์เล็กที่เคยหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน ทำให้ผู้เป็นแม่โผเข้าไปโอบกอดอย่างดีใจ        

"เจ้าปทุมวดีลูกแม่ แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน"

"ข้าก็คิดถึงท่านแม่เพคะ"พระธิดาองค์น้อยกอดตอบผู้เป็นมารดาซึ่งนั่งโอบกอดตนอย่างแนบแน่นเนิ่นนาน.

"อีกไม่นานข้าจักกลับคืนสู่สิริมันตราลัย แล้วเราจักได้พบกันเพคะ"องค์หญิงปทุมวดีในร่างเด็กสาวคลายกอดพร้อมยิ้มหวาน 

"เป็นเช่นนั้นจริงหรือลูก แม่ดีใจเหลือเกิน"อินทุเทวีใช้มือนุ่มลูบหัวธิดาน้อยอย่างเอ็นดู

"แต่ครานี้ข้าต้องไปก่อน ไม่นานข้าจักกลับมาหาท่านแม่ ธำมรงค์ที่ท่านแม่เคยมอบให้แก่ข้าเพื่อสวมในวันที่เจริญชันษาขึ้นจักพาข้ากลับมาหาท่านแม่เพคะ"องค์หญิงปทุมวดียื่นฝ่ามือที่มีแหวนโบราณอยู่ในนั้นไปยังอินทุเทวีอินทุเทวีจับมือเล็กนั้นด้วยความคะนึงหา แต่แล้วภาพของธิดาองค์เล็กค่อยๆเลือนหายไปกับตา

"เจ้าปทุมวดีลูกแม่ เจ้าปทุมวดี"เสียงที่เล็ดลอดริมฝีปากได้ปลุกคนข้างๆให้ตื่นมาด้วย

พระสวามีตื่นมาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเทวีของตนที่กำลังนอนหลับตามีน้ำตาอาบแก้ม จึงได้จับไหล่นางเขย่าเบาๆเพื่อปลุกสติอินทุเทวี

"เป็นอันใดไปอินทุเทวี ตื่นเถิดอินทุเทวี ตื่นเถิด"

อินทุเทวีลืมตาขึ้นถึงได้พบว่าเรื่องที่ตนได้เจอลูกนั้นเป็นเพียงแค่ความฝัน พาให้สะอื้นหนักขึ้น พระสวามีจึงโอบเทวีให้ซบอกของตน

"ข้าฝันไปหรอกหรือเพคะเจ้าพี่ ข้าเห็นเจ้าปทุมวดีลูกของเรา"อินทุเทวีพูดเสียงสั่นเครือทั้งน้ำตา

โถ อินทุเทวีพระสวามีลูบหลังปลอบคนเสียขวัญอย่างรับรู้ว่าคนในอ้อมกอดกำลังทุกข์มากเพียงใด

***********************

              วันรุ่งขึ้นเจ้าเมืองสิริมันตราปุระและอินทุเทวีได้เรียกให้โหรหลวงเข้าเฝ้าตั้งแต่เช้าตรู่ เพียงเพราะอยากทราบถึงเรื่องพระสุบินเมื่อย่ำรุ่ง

"เป็นเช่นไรบ้างเล่า ท่านโหรหลวง"อินทุเทวีเอ่ยถามโหรหลวงอย่างร้อนรนถึงการทำนายพยากรณ์

"เอ่อคือ..."โหรหลวงอ้ำอึ้ง ไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไรดี

"บอกข้ามาเถิด ข้าร้อนใจนัก"อินทุเทวีบอกเร่งเร้าโหรหลวงที่มัวแต่นั่งนิ่งไม่ยอมบอกผลการทำนาย

"เอ่อ จากที่เจ้าอินทุเทวีทรงพระสุบินได้บอกไว้ว่าองค์หญิงปทุมวดีอาจจักกลับหวนคืนพระนครพระเจ้าค่ะ" โหรหลวงเอ่ยขึ้นตามคำทำนาย

"จริงเช่นนั้นหรือท่านโหรหลวง ข้าดีใจเหลือเกิน"อินทุเทวีเอ่ยออกมาอย่างดีใจ ลูกจักกลับมาหาแม่เหมือนที่บอกในความฝัน แม่รู้สึกยินดียิ่งนัก

"แล้วเราจักต้องทำเยี่ยงไรบ้างเล่าท่านโหรหลวง ลูกเราถึงจักกลับมา"เจ้าเมืองสิริมันตราปุระกล่าวถามต่อโหรหลวงด้วยความดีใจไม่ต่างกับพระเทวี

"ข้าพระองค์ขอพระราชทานอภัย คำตอบนั้นช่างเลือนลางนักพระเจ้าค่ะ"โหรหลวงกล่าวตอบพร้อมก้มหน้ารับผิดไม่มีครั้งไหนที่ข้ามืดมนเท่าการทำนายในครั้งนี้เลย

"ช่างเถิด เราขอบใจท่านมากโหรหลวง เพียงเราได้รู้ว่าลูกเราจักกลับมาก็ยินดียิ่งแล้ว"เจ้าเมืองสิริมันตราปุระกล่าวกับโหรหลวงอย่างไม่ถือผิด

"ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ"โหรหลวงกล่าวน้อมรับ

"เจ้าพี่เพคะ วันพรุ่งข้าขอไปเยี่ยมชมบุษยมาศคีรีนะเพคะ ข้าคิดถึงลูกปทุมวดีของเรา ที่นั่นที่เป็นที่ลูกของเราหายไปเมื่อสิบปีก่อน"อินทุเทวีเอ่ยขอพระสวามีแม่จักไปรอเจ้าที่นั่น เจ้าปทุมวดี

"ได้สิ พี่จักให้เจ้าองค์อินทร์ไปกับเจ้าด้วย พี่จักได้คลายกังวลว่าเจ้าไร้ภยันอันตรายใดๆ"พระสวามีโอบกอดพระเทวีอย่างปลอบประโลม

*********************

              ณ เพลานี้ ขบวนเสด็จของอินทุเทวีและองค์ชายอินทระกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่บุษยมาศคีรี สถานที่ซึ่งเป็นภูเขาที่เป็นอุทยานประจำราชวงศ์ โดยอุทยานนี้จะเต็มไปด้วยหมู่ไม้ดอกตระการตาตลอดปี ทั้งดอกไม้จากต้นสูงใหญ่ รวมทั้งดอกไม้ที่รายรอบทั่วพื้นดิน และสถานที่นี้ก็ยังเป็นที่ที่ราชวงศ์สิริมันตราปุระจะไม่มีวันลืมเลือน เพราะเป็นสถานที่ซึ่งมีการหายไปของธิดาองค์เล็ก สร้างความโทมนัสให้กับเชื้อพระวงศ์ไม่น้อย

              หลังจากองค์หญิงปทุมวดีหายไปทำให้อินทุเทวีต้องเศร้าโศกทุกคราที่ได้มาเยี่ยมชมบุษยมาศคีรี หากแต่การเดินทางมายังบุษยมาศคีรีในครั้งนี้ อินทุเทวีมาด้วยความหวังอย่างเปี่ยมล้น แม่เชื่อว่าลูกจักกลับมาหาแม่ แม่จักมารอเจ้าที่นี่

"มาถึงปราสาทแล้ว ท่านแม่พักก่อนเถิดพระเจ้าค่ะ"องค์ชายอินทระกล่าวเชิญผู้เป็นแม่ลงจากเสลี่ยงทองเพื่อให้พักคลายเหนื่อยจากการเดินทาง จากนั้นอินทุเทวีก็ลงจากเสลี่ยงโดยมีพระโอรสคอยประคอง และเตรียมจะเดินเข้าสู่ปราสาทหินที่สร้างไว้เพื่อเป็นที่พำนักของเหล่าเชื้อพระวงศ์ แต่อินทุเทวีก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกว่าโอรสไม่ได้ก้าวไปพร้อมกับตน

"เจ้าองค์อินทร์ เจ้ายังไม่เข้าไปพักกับแม่หรอกหรือ"

"ลูกขอเดินชมรอบๆก่อนพระเจ้าค่ะ" 

"เอาเถิด ไม่ได้มาที่นี่เสียนาน เจ้าคงคิดถึงที่นี่นัก ตามใจเจ้าเถิด"อินทุเทวียกมือเพื่อบอกอนุญาต จากนั้นจึงเดินเข้าไปยังปราสาทพร้อมข้าบริพาร 

"ไปกันเถิด"องค์ชายอินทระบอกกับทหารคนสนิท แล้วเดินไปยังทางหลังปราสาท

"ไม่ได้มาที่นี่เสียนาน บรรยากาศโดยรอบก็ยังสร้างความรื่นรมย์ได้เปลี่ยนเลย"องค์ชายอินทระเดินชมแมกไม้ในบริเวณบุษยมาศคีรีอย่างเพลิดเพลิน จนเข้ามายังป่าลึกโดยที่เจ้าตัวก็ไม่ได้เอะใจเลย

"เอ๊ะ นั่นกระไร เหตุใดพุ่มไม้จึงเคลื่อนไหวเช่นนั้น"องค์ชายอินทระกล่าวออกมาอย่างแปลกใจ แล้วเดินเข้าไปใกล้ๆพร้อมทหารคนสนิท ทันใดนั้นก็มีสัตว์ลักษณะคล้ายกวางปรากฏขึ้น และเมื่อลำตัวโดนแดดกลับสะท้อนแสงกลับมายังสายตาผู้พบเห็นให้เห็นเป็นดั่งแสงทองคำทอประกายวับวาว

"กวางทองพระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์ยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เป็นบุญตายิ่งนักพระเจ้าค่ะ"ทหารคนสนิทของ องค์ชายอินทระเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น

ส่วนองค์ชายอินทระไม่ได้เอ่ยความอันใด แต่กลับวิ่งตามกวางทองที่กำลังวิ่งออกจากพุ่มไม้เพราะกำลังหนีผู้พบเห็นอย่างแตกตื่น และบัดนี้กวางทองก็ได้พาองค์ชายอินทระเข้ามายังป่าลึกขึ้นเรื่อยๆจนมาถึงเขตน้ำตกกลางป่า

"กวางวิ่งเร็วเหลือเกินพระเจ้าค่ะ"ทหารคนสนิทขององค์ชายอินทระเอ่ยอย่างหอบพร่า 

"กวางทองหายไปแล้ว แต่ช่างเถิด เราได้ยินเสียงน้ำตกก็ว่าจักไปชมน้ำตกแทนแล้วกัน"องค์ชายอินทระรู้ตัวว่าไม่สามารถตามกวางทองได้ทัน จึงเบี่ยงเบนความสนใจไปยังน้ำตกที่ตอนนี้ส่งเสียงซู่ซู่มาชวนให้น่าเดินเข้าใกล้

จากนั้นองค์ชายอินทระจึงเดินเข้าไปยังบริเวณน้ำตก รอบๆน้ำตกเต็มไปด้วยแมกไม้อุดมสมบูรณ์ชวนมอง องค์ชายอินทระชมทัศนียภาพอย่างเพลินตา และสุดท้ายสายตาก็ได้ไปหยุดที่โขดหินริมน้ำตก!

"นั่นผู้ใด เหตุใดจึงมานอนสลบอยู่บนโขดหินริมน้ำตกเช่นนี้"องค์ชายอินทระรีบเดินเข้าไปใกล้ เพียงเพราะอยากให้แน่ใจว่าคนคนนั้นยังมีชีวิตรอด

              เมื่อองค์ชายอินทระเดินเข้าใกล้มากขึ้น พบว่าเป็นสตรีนางหนึ่งที่นอนคว่ำหน้านิ่งบนโขดหิน และด้วยมนตราที่เกิดจากการผ่านภพนิรมิตทำให้เครื่องนุ่มห่มกายของสตรีผู้ซึ่งผ่านมิติข้ามภพมาเปลี่ยนไปจากเดิมเสมือนดั่งเป็นผู้คนเมืองสิริมันตราปุระ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าองค์ชายอินทระจึงเป็นสตรีนางผู้นุ่งห่มด้วยผ้าสีน้ำตาลพาดอกและนุ่งผ้าสีเดียวกัน ดูเรียบง่ายเหมือนสาวชาวบ้านป่า เหตุใดหนอสาวชาวป่าจึงเข้ามาในบุษยมาศคีรีที่เป็นอาณาเขตสำหรับเชื้อพระวงศ์ได้ หรือนางจักหลงเข้ามาองค์ชายอินทระคิดอย่างสงสัยในแวบแรกพร้อมกับค่อยๆนั่งลงใกล้ๆและจับนางพลิกตัว ภาพนวลนางตรงหน้าเป็นหญิงสาวหน้าตางามผุดผ่อง งามเหลือเกิน  อัปสรากระนั้นหรือองค์ชายอินทระรู้สึกวาบถึงก้นบึ้งหทัย ใบหน้านวลผ่องได้สะกดให้องค์ชายอินทระมองแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งทหารคนสนิทถึงกับต้องเอ่ยทัก

"เจ้าองค์อินทร์พระเจ้าค่ะ ดูเหมือนนางบาดเจ็บที่หางคิ้วด้วยพระเจ้าค่ะ" 

"ศีรษะนางคงกระแทกกับหิน นางถึงสิ้นสติเช่นนี้"องค์ชายอินทระหันไปมองแผลที่มีเลือดอยู่บนคิ้วซ้ายอย่างพิจารณา พร้อมใช้มือปัดปอยผมอย่างเบามือ

"เราจักทำอย่างไรกันดีพระเจ้าค่ะ"

เมื่อสิ้นเสียงของทหารคนสนิท องค์ชายอินทระได้หันมองใบหน้าที่งามดั่งอัปสรอีกครั้ง ในหทัยครานี้ได้รู้สึกหวามไหวไปกับนวลอนงค์ ให้เราได้ดูแลเจ้าเถิด

"หนทางที่เราเดินตามกวางทองมา เรายังไม่เห็นแม้ผู้คนสักคนเดียว หากทิ้งไว้เช่นนี้นางคงสิ้นชีวา อีกอย่างนี่ก็เป็นอาณาเขตของบุษยมาศคีรีแห่งราชวงศ์เรา เราจักพิทักษ์ทุกคนในบริเวณปกครอง เราจักพานางไปรักษาที่ปราสาท"องค์ชายอินทระเอ่ยถึงคำตัดสินใจที่จะพานางที่กำลังนอนสิ้นสติกลับไปรักษา พร้อมประคองอุ้มนางอย่างเบามือให้อยู่ในอ้อมอกแกร่ง ครานี้เจ้าอยู่ในอ้อมอกเราแล้ว เจ้าจักต้องปลอดภัยจากนั้นองค์ชายอินทระก็รีบเดินทางกลับไปยังปราสาทอย่างรวดเร็ว

*********************

"มีอันใดหรือเจ้าองค์อินทร์ แม่ได้ยินมาว่าลูกพาสตรีมารักษาตัว"อินทุเทวีเดินเข้ามายังห้องที่ได้จัดไว้สำหรับรักษาตัวสตรีชาวป่า

"ท่านแม่ เชิญเสด็จพระเจ้าค่ะ"องค์ชายอินทระหันไปตามเสียงของพระมารดา พร้อมเดินเข้าไปประคองจากประตูมายังเตียงที่มีหญิงสาวร่างบางนอนแน่นิ่ง

"นางเจ็บกระนั้นหรือ แล้วลูกเจอนางได้อย่างไรกัน" อินทุเทวีเดินเข้าไปใกล้ๆหญิงสาว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดข้าเห็นเจ้าแล้วถึงได้รู้สึกเอ็นดูนัก

"ลูกเดินตามกวางทองไปในป่า แล้วก็พบนางนอนสลบอยู่ริมน้ำตกพระเจ้าค่ะ" 

"หมอหลวงมาดูอาการนางแล้วหรือยัง เป็นอย่างไรบ้าง" อินทุเทวีกล่าวต่อ

"ท่านหมอหลวงดูอาการแล้วให้โอสถพระเจ้าค่ะ แลเหตุที่ยังนอนอยู่เช่นนี้ เป็นเพราะนางศีรษะกระแทกเป็นแผลที่หางคิ้ว แต่อีกไม่กี่เพลานางคงฟื้นพระเจ้าค่ะ"องค์ชายอินทระบอกอาการอย่างละเอียด

"เช่นนั้นดีแล้ว หากแต่นางสตรีผู้นี้ช่างงดงามดูแปลกตายิ่งนัก หน้าตาก็น่าเอ็นดูชวนให้นึกถึงเจ้าปทุมวดีเหลือเกิน นี่หากเจ้าปทุมวดีเจริญชันษาขึ้นก็คงงามเช่นนี้ไม่ต่างกัน"อินทุเทวีเข้าไปนั่งชิดขอบเตียงเพื่อพินิจให้ชัดขึ้น แววตาเมตตาของอินทุเทวีส่งถึงสตรีร่างบางบนเตียงอย่างเห็นได้ชัด แล้วอินทุเทวีต้องตกพระทัยวาบ เมื่อเห็นธำมรงค์รูปดอกบัวที่แสนคุ้นตาอยู่ในนิ้วมือของนาง

"แหวนนี่!"อินทุเทวีก้มมองแหวนให้ชัดขึ้น พร้อมถือวิสาสะถอดแหวนจากนิ้วเล็กตรงหน้ามาเพ่งพินิจเนิ่นนาน แหวนนี้เป็นของเจ้าใช่หรือไม่ เจ้าปทุมวดี แหวนที่แม่เคยให้เจ้าไว้สวมใส่เมื่อเจริญชันษาขึ้น แหวนนี้แม่มั่นใจว่ามีเพียงของเจ้าเพียงคนเดียว เพราะมันเป็นแหวนประจำตัวของเจ้าอินทุเทวีค่อยๆหมุนแหวนเพื่อดูรอยสลักภายในวงแหวนด้วยใจเต้นไม่เป็นระส่ำและรอยสักนั้นได้มีชื่อสลักชัดเจนว่าปทุมวดี!

"เจ้าปทุมวดีลูกแม่ ฮือๆ"อินทุเทวีก้มลงกอดหญิงสาวเจ้าของแหวนพร้อมกับร้องไห้สะอื้นออกมา ทำเอาคนที่อยู่รายรอบตกใจไปตามๆกัน โดยเฉพาะองค์ชายอินทระ

"ท่านแม่ ท่านเป็นอันใดไปหรือพระเจ้าค่ะ"องค์ชายอินทระนั่งหมอบลงข้างๆพระมารดา พร้อมกับใช้มือสัมผัสพระมารดาเพื่อปลอบประโลม 

"เจ้าองค์อินทร์ เจ้าปทุมวดีกลับมาหาพวกเราแล้ว แหวนนี่แม่เคยให้เจ้าปทุมวดีไว้ แม่มั่นใจว่าสตรีนางนี้คือน้องของลูก อย่างกับนิมิตราตรีก่อนที่เจ้าปทุมวดีบอกแม่ว่าแหวนวงนี้จักนำเจ้าปทุมวดีกลับมา แล้วมันก็เป็นความจริง"อินทุเทวีเอ่ยอย่างดีใจกับองค์ชายอินทระ

เมื่อสิ้นเสียงอินทุเทวีบอกกล่าว ทำให้ทุกคนในห้องที่รับทราบเรื่องราวมีความปิติด้วยเช่นกัน ไม่มีแม้แต่เสียงทัดทาน เพราะทุกคนรับทราบว่าตั้งแต่อินทุเทวีสุบินก็ได้มีคำทำนายว่าองค์หญิงปทุมวดีกลับมาจนเป็นเหตุให้มีขบวนเสด็จมาที่นี่เพื่อรอ และสุดท้ายก็ได้พบเช่นนั้นจริงๆ

"เช่นนั้นหรือพระเจ้าค่ะ ลูกก็ดีใจที่น้องได้กลับมา"องค์ชายอินทระเอ่ยอย่างดีใจไม่ต่างกับพระมารดาที่สตรีงามตรงหน้าคือขนิษฐาที่พระองค์รักมาก คราเจอเจ้าพี่ก็ลืมนึกไปว่าใบหน้างามหมดจดนี้ช่างละม้ายเจ้าปทุมวดียิ่งนัก ด้วยพี่เองไม่นึกไม่ฝันว่าจักเจอเจ้า บัดนี้เจ้าหวนคืนคอนแล้วหนอ เจ้าปทุมวดีน้องพี่

          ตอนนี้ภายในห้องปราสาทอบอวลไปด้วยเสียงแห่งความรื่นรมย์ยินดีกับการกลับมาของธิดาองค์เล็กแห่งเมืองสิริมันตราปุระ แต่ใครเล่าจะไปรู้ว่ามีคนหนึ่งที่ไม่กล้าลืมตาเพราะกำลังงงและสับสนสุดชีวิต

              บัวเริ่มได้สติขึ้นมาและกำลังจะลืมตา แต่กลับต้องเอาข่มตาไว้เมื่อได้ยินเสียงคุยของคนที่อยู่รอบๆด้วยสำเนียงที่แปลกหูอย่างกับภาษาโบราณ อีกทั้งยังพูดถึงว่าเธอเป็นเจ้าปทุมวดีเด็กสาวที่เป็นธิดาแห่งเมืองสิริมันตราปุระที่เธอเคยเจออีก นี่มันอะไรกัน?’ บัวนอนนึกถึงเรื่องราวและพยายามปะติดปะต่อว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตั้งแต่สวมแหวนโบราณนั่นก็เกิดฝนตกราวพายุ แล้วเราก็ได้พบเด็กสาวที่บอกว่าจะช่วยเหลือ จากนั้นเด็กสาวคนนั้นก็ได้บอกให้มายังสิริมันตราปุระเพื่อเป็นตัวเองหรือกล่าวได้ว่าให้มาเป็นองค์หญิงปทุมวดีธิดาแห่งสิริมันตราปุระ เอ๊ะ! หรือว่าเราจะมายังภพที่มีเมืองสิริมันตราปุระแล้วจริงๆ แล้วถ้าเราคือ  องค์หญิงปทุมวดีแล้วจริงๆ จะทำยังไงต่อไป!’


จบตอนจ้า

ตอนนี้นางเอกของเราข้ามภพมาแล้ว ตื่นมาก็จะงงๆหน่อย 

แล้วเรื่องราวเป็นยังไงมาร่วมลุ้นกันต่อคร้า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

0 ความคิดเห็น