เด็กป๋า

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,896
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 108 ครั้ง
    18 ก.ค. 54

เตียงกว้าง เบาะนุ่ม ผ้านวมหนาและอุณหภูมิกำลังดี บรรยากาศโดยรวมเหมาะกับการพักผ่อนเป็นที่สุด แต่ทำอย่าง

นั้นไม่ได้ ต่อให้ร่างกายโหยหาที่นอนขนาดไหนก็ทำอย่างที่ใจต้องการไม่ได้

ได้แต่นั่งตาค้างพิงหัวเตียงมองใครบางคนนอนยั่วอารมณ์อยู่ข้างๆ

ยั่วทั้งอารมณ์ดิบเถื่อนภายในร่างกายและยั่วให้โมโหนั่นแหละ

เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายธรรมดาทั่วๆไปตามท้องถนน ไม่ได้ตัวเล็กแต่ก็ไม่ได้สูงใหญ่หุ่นนักกีฬาอะไรมากมายนัก

ไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งที่ดึงดูดให้ใครๆเดินเข้ามาหาเป็นเพราะหุ่นและรูปร่างหน้าตาเลยสักครั้ง ที่ผ่านมาเข้าใจว่าตัวเอง

ใช้เงินเป็นใบเบิกทางซื้อความสุขชั่วครั้งชั่วคราวมาตลอด

แต่วันนี้คนที่นอนหลับสบายอยู่ข้างๆทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นเปลี่ยนไปบ้าง นิดหน่อย!!!

ชุดนอนแขนยาวสำหรับผู้ชายที่ใส่พอดีตัวมาตลอด แต่พอมันมาอยู่บนตัวโจมแล้วกลับดูใหญ่จนน่าแปลกใจ แขน

เสื้อล้ำแขนคนใส่ออกมากว่าครึ่ง เสื้อนอนตัวโคร่งหลวมโพลกเสียจนเผยให้เห็นอะไรต่ออะไรเพียงแค่กระดุมเม็ด

บนหลุดออกจากรังดุมแค่เม็ดเดียว เพราะเจ้าตัวนอนดิ้นพลิกตัวไปมาหาท่าที่สบายเท่านั้น

ยั่วคนอื่นให้ปั่นป่วนทั้งๆที่ตัวเองหลับสบายแบบนี้มันใช่ได้ซะที่ไหน

ยังไม่เคยมีใครได้รับอภิสิทธิ์ของการเป็นเด็กในอาณานิคมของป๋าได้เท่าโจมมาก่อน ยังไม่เคยมีเด็กป๋าคนไหนกล้า

ทำตัวเป็นภาระให้ต้องหัวเสียแบบนี้

แล้วโจมกล้าดียังไง?

กล้าดียังไงมาทำให้ต้องนั่งตาค้างไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะต้องดูแลคนเมาอยู่อย่างนี้

กว่าจะลากคนเมาที่มีแต่ร่างกับสติริบหรี่ขึ้นมาถึงห้องได้นั้นเหนื่อยแทบตาย ก่อนจะมารับรู้ว่าโจมเมานั้น ตัวเองก็ถูก

ชนแก้วมาด้วยเหล้าไม่น้อยกว่าสองชนิดจนกรึ่มได้ที่แล้วเหมือนกัน เจอโจมเข้าไปสร่างยิ่งกว่าเอาน้ำแข็งสาดหน้า

ซะอีก

ต่อให้คออ่อนแค่ไหนแต่ไซด์ไลน์เกรดเอต้องกินเหล้าเป็น ต้องรู้ว่าถ้าตัวเองไม่ได้คอระดับท่อประปานครหลวง

แล้วจะต้องกินยังไงให้ประคองสติอยู่ได้ ที่ยกวางไม่ยั้งม้วนเดียวจอดแบบที่โจมทำนั้น มันพวกอ่อนประสบการณ์

ชัดๆ จากที่ลงอ่างมาโชกโชนยังไม่เคยเจอเด็กขายคนไหนเมาในหน้าที่เลยสักที มีแต่โจมนี่แหละที่ทำให้เห็นเป็น

คนแรก

“อื้อ”

มือปัดป่ายอากาศป้องกันตัวไม่ทิ้งคอนเซ็ปคุณชายเอาแต่ใจ พอเริ่มจะมีแรงก็เหวี่ยงได้แม้กระะทั่งตอนหลับสนิทนะ

คนเรา ก็แค่่นั่งมองนานๆความต้องการมันเริ่มมีมากกว่านั่งมองเฉยๆ ยอดอกสีอ่อนที่โผล่พ้นชุดนอนปะทะกับอากาศ

เย็นๆแข็งเป็นไตยั่วยวนจิตใจฝ่ายต่ำจนต้องรีบติดกระดุมให้มือไม้สั่น ทั้งๆที่คิดว่าเบามือที่สุดแล้วแต่ก็ยังขัดใจคน

นอนหลับอยู่ดี

“พอทีตอนนี้ล่ะเก่ง ทีเมื่อคืนล่ะยึดชักโครกเป็นเพื่อนตาย”

ทั้งๆที่ควรจะโกรธ ทั้งๆที่น่าจะกระชากคนนอนหลับขึ้นมาต่อยหน้าให้สมกับที่ทำให้คนอย่างป๋าต้องเดือดร้อน แต่

ความจริงกลับตรงกันข้าม นอกจากหดมือหนีอีกมือที่ยื่นออกมาต่อต้านแล้ว ยังใจดีช่วยสางผมที่หล่นลงมาปรกหน้า

ให้อีกอย่าง

มึงเป็นคนใจดีตั้งแต่เมื่อไหร่วะป๋า ไหนใครๆว่ามึงมันไม่มีหัวใจไง

ไม่มีหัวใจแต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนไร้มนุษยธรรมนี่หว่า!!

แค่ผู้ชายคนเดียวที่ไม่เหมือนใครอย่างที่เคยเจอมา ทำให้มึงต้องถกเถียงกับตัวเองในใจได้ขนาดนี้เลยเหรอป๋า?

แล้วใครใช้ให้โจมเมาตอนที่อยู่ด้วยกันล่ะ ใครใช้ให้ทำตัวน่าเป็นห่วงต่อหน้าต่อตา ใครใช้ให้ทำท่าน่าสงสาร คนที่

เมาแล้วพรรณามันน่าสงสารนี่หว่า มันแค่รู้สึกเหมือนกำลังส่องกระจกแล้วมองเห็นตัวเองอยู่ในนั้น คนที่มีบางสิ่ง

บางอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจเหมือนกันย่อมเข้าใจกันดี มันจะต่างกันก็แค่ปัญหาของใครก็ของมันเท่านั้นแหละ..........

มั้ง

ถ้าเป็นคนอื่นที่เมาแล้วโวยวายและไม่ให้ความร่วมมือกับคนดูแลมาตลอดทางอย่างโจม จะยอมนั่งคาค้างมองดูเค้า

หลับแล้วอมยิ้มอยู่แบบนี้มั้ย ถ้ามีใครมาเป็นภาระให้ดูแลตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในอาณาจักรส่วนตัวที่หวงแหน

นักหนาจะใจเย็นอยู่อย่างนี้หรือเปล่า

คำตอบคือ อย่า แม้แต่จะคิด

อย่าทดสอบความสำคัญของตัวเองกับคนอย่างป๋าเด็ดขาด ถ้ายังอยากสบายและบอกใครต่อใครว่าเป็นเด็กป๋า อย่า

สร้างเงื่อนไขใดๆที่ทำให้ต้องรำคาญ เพราะคนอย่างป๋าไม่เคยยอมให้ใครและทิ้งได้ง่ายๆเหมือนตอนที่ได้มานั่น

แหละ

ไม่รู้หรอกว่าตอนที่กำลังใช้ความคิดแทนสายตาสำรวจคนที่นอนอยู่ข้างๆนั้นตัวเองเผลอหลับตาปิดกั้นการมองเห็น

ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นคนที่เพิ่งหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมงลุกขึ้นมานั่งทุบตามเนื้อตัวขับไล่อาการ

เมื่อยล้า ไม่สนใจเลยว่ามีใครอีกคนนั่งพิงหัวเตียงหลังขดหลังแข็งเพราะตัวเองอยู่

มันคุ้มกับที่ลูบหลังให้ตอนอ้วกกับล้างเนื้อล้างตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้มั้ยเนี่ย

เหนื่อยและอดหลับอดนอนฟรีจริงๆ ถ้ารู้แบบนี้ปล่อยให้ยึดชักโครกเป็นเพื่อนตายต่อไปก็ดี

“มองอะไร”

เป็นโจมคนเดิมแบบนี้ สร่างแล้วแน่ๆ

“มองว่าตื่นจริงหรือละเมอ เป็นไงหลับสบายมั้ย”

“ก็ดีกว่าคืนที่ไม่ค่อยได้นอนอะ”

เน้นความหมายทั้งในคำพูดและแววตาที่ส่งมาเลยนะ ไม่รู้เพราะโจมดูลึกลับน่าค้นหาหรือเปล่าที่ทำให้เค้าน่าสนใจ

กว่าใครๆ หรืออาจจะเป็นเพราะโจมยังเป็นตัวของตัวเองตลอดเวลาไม่แสดงทีท่าเหมือนคนอื่นที่พร้อมจะเป็นของ

ตาย เหมือนโจมจะไม่แยแสถ้าวันหนึ่งจะต้องกลายเป็นแค่อดีตเด็กป๋า

แล้วป๋าล่ะรู้สึกยังไง?

โจมเป็นคนแรกที่มีคุณสมบัติเด็กป๋าอย่างที่อยากได้ ไม่เรียกร้อง ไม่ต้องการ ไม่สร้างเงื่อนไขและไม่พยายามแสดง

ตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ทำตัวเป็นคู่นอนที่ดี ตามหาคนที่คอยบำบัดแต่ความใคร่แบบไม่ต้องการผูกพันใดๆมาตลอด

ตอบแทนกันและกันจนถึงวันที่อิ่มตัวแล้วต่างคนก็ต่างไป ต่างคนต่างเดินตามทางของตัวเอง

โจมเป็นคู่นอนที่ใช่ แต่ไม่รู้สึกดีใจเลย ความรู้สึกกลับตรงกันข้าม หลุมอากาศมากมายตีกันอยู่ในอกจนวูปโหวงไป

หมด ทำไมต้องรู้สึกแย่ รู้สึกหงุดหงิดเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใส่ใจ ในเมื่อเคยประกาศปาวๆด้วยตัวเองว่าไม่ต้องการ

แท้ๆ แต่พอได้อย่างที่ต้องการกลับกลายเป็นตัวเองที่รู้สึกแย่

ความเอาแต่ใจของคนเรามันไม่สิ้นสุดจริงๆ

“นี่”

สะดุ้งสุดตัวจนลืมเก๊กไปเลย คนที่ทิ้งท้ายคล้ายๆจะหลอกด่ากรายๆลุกจากที่นอนแล้วหายไปในห้องน้ำ อยู่ๆก็ส่ง

เสียงออกมาไม่ให้เวลาได้ตั้งตัวกันเลย

“มีอะไร”

ก็รู้ว่ากระชากฟอร์มกลับมาแบบไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ปล่อยให้เลยตามเลยแน่ โดยเฉพาะคนที่ตามทันแทบ

ทุกเกมส์อย่างเดือนเศรษศาสตร์คนนี้

“อาบน้ำด้วยกันมั้ย”

“หา”

ไม่ใช่ว่าไม่ได้ยินนะว่าโจมถามอะไร แต่ไมแน่ใจว่าโจมสติกลับมาแล้วจริงหรือเปล่า หรือว่าเมาภาคสองอะไร

ประมาณนี้

“อาบน้ำด้วยกันเลยหรือเปล่าจะได้ไม่เสียเวลา”

อยากจะขยี้ตาแรงๆเหมือนกันนะ แต่คนที่ยังไม่ได้หลับเลยสักงีบนอกจากพักสายตาไม่กี่นาทีจะมีขี้ตาได้ยังไง

“แน่ใจนะว่าสร่างเมาแล้ว”

“สร่างแล้ว เฮ้ย ไม่ได้เมาสักหน่อย”

นั่นสินะ เด็กขายกร้านโลกขนาดนี้จะเมาได้ยังไง คนที่นั่งเอามือกอดฐานชักโครกแล้วเอาคอพาดไว้กับขอบโถน่ะ

มันสตั๊นแมนชัดๆมันก็แค่ตัวแสดงแทน จะเป็นโจมผู้เย่อหยิ่งแห่งเศรษฐศาสตร์ได้ไง

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น”

แล้วหน้าแบบนั้นที่คุณชายเค้าว่ามันแบบไหนกันละวะ

“แบบไหน”

“เหมือนคนที่ไม่เคยอะ เหมือนพวกเพิ่งได้ขึ้นครู ไม่เคยอาบน้ำกับใครหรือไง”

“เคยสิ”

ไม่อยากจะบอกว่าแค่อาบน้ำด้วยกันน่ะยังน้อยไป ยังไม่เคยมีใครที่เข้าห้องน้ำพร้อมป๋าแล้วกลับออกมาแค่อาบน้ำ

ด้วยกันเลยสักครั้ง แต่ถ้าพูดไปโจมก็คงไม่ตกใจหรอกมั้ง คงชินแล้วถึงได้กล้าออกปากเชิญชวนขนาดนี้

อาจจะเป็นบริการหลังสร้างเรื่องวุ่นวาย เรียกง่ายๆว่าตบหัวแล้วลูบหลังนั่นแหละ...มั้ง!!

 “นี่”

คนชวนแสดงสีหน้า ‘ตกใจ’ เมื่อเห็นผมถอดชุดนอนออกต่อหน้าต่อตา มันจะน่าแปลกใจตรงไหน ในเมื่อจะอาบน้ำ

ถอดเสื้อผ้าเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก โดยเฉพาะต่อหน้าคนที่เห็นกันมาถึงไหนต่อไหนด้วยแล้ว ยิ่งไม่น่าตกใจเลย

สักนิด

“ทำไม มีอะไรอีก”

เหมือนอีกฝ่ายจะปรับตัวได้ทัน ไม่มีร่องรอยตกใจในหน่วยตาแล้ว แต่รอยเห่อแดงบนใบหน้า เท่าเดิม!

“บอกไว้ก่อนนะ ว่าอาบน้ำอย่างเดียว”

ไม่ใช่แค่กำชับนะ แต่ชี้หน้าสั่งเลยต่างหาก

“ทำไมต้องมีเงื่อนไข ในเมื่อตัวเองเป็นคนเสนอเอง”

“เสนอว่าอาบน้ำพร้อมกันน่ะใช่ แต่ความหมายตรงตัวตามนั้น”

“แล้วยังไง”

“แล้วยังไงล่ะ อาบน้ำก็คืออาบน้ำห้ามทำอย่างอื่น มันสายมากแล้วเข้าใจมั้ย”

“มันบ่ายแล้วต่างหาก”

“นั่นแหละ ถึงได้บอกว่าอาบน้ำอย่างเดียว”

“แล้วจะรีบไปไหน”

“ไปซื้อโทรศัพท์ใหม่สิ อันเก่ามันไปเป็นชนวนระเบิดอยู่ชายแดนใต้แล้วมั้งป่านนี้”

“ก็เป็นคนเขวี้ยงมันเองกับมือ”

“ก็รู้แล้วเลยได้รีบไปซื้อนี่ไงล่ะ ไม่งั้นจะเรียกให้มาอาบด้วยกันเหรอ”

“ทำไม มีอะไรสำคัญต้องรีบร้อนขนาดนั้น รีบขนาดที่รอให้อีกคนอาบน้ำทีหลังไม่ได้”

มีแต่เสียงน้ำจากก๊อกอ่างล้างหน้าเท่านั้นที่ไหล ส่วนโจมเงียบไปสักพักหนึ่งแล้ว เค้าจงใจจะไม่ตอบคำถามนี้ เงียบ

ไปแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดก้มหน้าก้มตาล้างหน้าแปรงฟัน ไม่สนใจว่าจะมีใครยืนมองอยู่ด้วยความรู้สึกไหน

เพราะตั้งใจที่จะไม่่สนใจ เลยต้องเป็นฝ่ายดึงความสนใจมาจากโจมเสียเอง

ถึงจะเป็นคนที่เดินเข้าไปหาก่อน ถึงจะยอมให้มากกว่าใครๆที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนที่เหนือ

กว่า ถึงจะใจดีด้วยไม่ได้หมายความว่าคนอย่างป๋าใจร้ายไม่ได้

แขนเล็กจับแค่มือเดียวก็รอบ ออกแรงดึงนิดหน่อยก็พลิกตัวมาปะทะอกกว้าง  แว่บเดียวที่ส่งสายตาให้รู้ว่าตกใจที่

ถูกกระชาก ก่อนจะไม่มีอะไรให้อ่านได้จากดวงตาเหมือนเดิม ใบหน้าเชิดรั้น ลำคอตั้งตรง ตัวเกร็งต่อต้านแต่ไม่ได้

ต่อสู้ เค้าไม่ถอยแต่ท่าทีบอกให้รู้ว่าไม่ยอมและไม่พอใจ

“คิดว่ากำลังพูดอยู่กับใคร”

ไม่มีคำตอบจากปากนอกจากแววตาถือดีที่ส่งมาเป็นคำตอบ

“โจม”

เขย่าตัวก็แล้ว คาดคั้นด้วยสายตาก็แล้ว แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“หือ ว่าไง”

ทุกอย่างยังเหมือนเดิม นิ่ง เงียบ ไม่หลบตาแต่ไม่ตอบโต้อะไร โจมก็ยังเป็นโจมเหมือนเดิม เย่อหยิ่งจองหอง ไม่ทำ

ตัวเหนือกว่าแต่ก็ไม่มีทีท่าจะยอมอ่อนข้อให้เหมือนกัน

ก็ดี ในเมื่อเปิดโอกาสให้พูดแล้วไม่พูด ถ้างั้นไม่ต้องพูดกันก็ได้ มีอะไรน่าทำกว่าพูดตั้งเยอะ แววตาดื้อดึง ปากยื่น

แบบนี้เข้าทางคนอย่างป๋าพอดี ไหนๆหน้าเราสองคนก็อยู่ใกล้กันซะจนลมหายใจเป่ารดกันอยู่แล้ว ก็ใช้ลมหายใจ

เดียวกันซะเลยเป็นไง ใจดีนั่งเฝ้าคนเมาทั้งคืนแล้วเป็นไง ผ่านมาอีกวันกลายเป็นว่าได้เทวดาอวดดีคนเดิมกลับมา

ซะงั้น

ปากงอนเหยียดเม้มเป็นเส้นตรงปิดทางการจู่โจมเสียสนิท สองมือออกแรงผลักหน้าอกต่อต้าน แต่ถูกกอดไว้ทั้งตัว

แบบนี้ เหยื่อจ่ออยู่ตรงปากเสือมีเหรอที่เสือมันจะปล่อย ในเมื่อเสือตัวนี้มันทั้งโกรธทั้งต้องการ เทคนิคเปิดปากคน

ด้วยปากถึงจะไม่เคยลงแข่งขันที่ไหนแต่เชื่อว่าฝีมือไม่แพ้แข่งรถหรอก ถ้าจัดอันดับโจมเป็นเด็กขายเบอร์ 1 เกรด

เอตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างจริง ป๋าก็คงเป็นลูกค้าเกรดแพลตตินั่มเหมือนกันนั่นแหละ

เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้เต็มใจกับจูบครั้งนี้ ไม่ให้ความร่วมมือเข้าไปลิ้มรสข้างใน ถ้าจาบจ้วงบดเบียดเอาแต่ได้

โจมก็คงจะต่อต้านสุดกำลังเหมือนกัน จูบที่ปล้นเอาตอนหงุดหงิดจึงทำได้แค่ลากไล้สลับดูดเม้มริมฝีปากอ้อนวอน

เท่านั้น แรงสัมผัสที่เสียดสีกันไปมาช่วยให้อีกฝ่ายอ่อนลงได้บ้าง มือที่คอยผลักไสค่อยๆเปลี่ยนเป็นกอดเอาไว้รอบ

ตัวหลวมๆแทน ปลายลิ้นค่อยๆสอดแทรกเข้าไปข้างในตอนที่อีกฝ่ายเผลอขยับปากระบายอารมณ์วาบหวาม เค้าไม่

ได้ยอมแพ้ แต่เค้าทัดทานกลไกความต้องการของร่างกายตอนถูกปลุกเร้าไม่ได้เท่านั้นเอง

ปลายลิ้นกวาดต้อนไล่ดูดซับภายในโพรงปากเนิ่นนาน ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ร่วมด้วยช่วยกันป้อนจูบด้วยปลายลิ้น ก็ไม่

ใช่เรืื่องลำบากอะไรที่จะไล่ดูดชิมด้วยตัวเอง คนที่ถูกรับโทษเริ่มส่งเสียงบอกให้รู้ว่าถูกแย่งลมหายใจนานเกินไป

เสียงอืออาที่เปล่งออกมาจากลำคอร่วมกับทุบตีต้นแขนนั่นแหละถึงได้รับอิสระ

ไม่โดนทำร้ายร่างกายและไม่มีแม้สักคำต่อว่า นอกจากปลดผ้าขนหนูออกจากตัวแล้วเดินเข้าห้องอาบน้ำไปเหมือน

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เค้าโกรธแต่ยังฉลาดพอที่จะไม่ตอบโต้ให้ตัวเองต้องพลาดอย่างที่ผ่านมาอีก

ตั้งแต่อาบน้ำจนมาถึงห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองโจมไม่พูดอะไรเลยสักคำ ไม่มองหน้าและไม่สนใจว่าผมจะหงุด

หงิดเพิ่มขึ้นหรือหายแล้ว จากความรู้สึกอยากจะเหวี่ยงกลายเป็นต้องเงียบเดินตามโจมแทน ไม่เคยรับมือกับ

บรรยากาศแบบนี้มาก่อนเลยทำตัวไม่ถูก รู้แค่ว่าตลอดเวลาที่เราสองคนอยู่ด้วยกันความรู้สึกเหมือนต่างคนต่างอยู่

คนเดียว มันเงียบงันจนใจหาย  

เค้าเดินเข้ามาเป็นเด็กป๋าตามคำเชิญชวน ยอมนอนกับผมง่ายๆแต่เค้าไม่ใช่ของตายและอยู่ใต้อำนาจใคร เค้าแสดง

จุดยืนของตัวเองตลอดเวลา มีแต่ผมนี่แหละที่รู้สึกว่าตัวผมยังเป็นของผมแต่ระบบความรู้สึกอยู่ภายใต้การควบคุม

ของอะไรก็ไม่รู้ ใจผมไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของสมองอีกต่อไปแล้ว

ไม่นานเลยสำหรับการเลือกซื้อโทรศัพท์สักเครื่อง โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่โจมเลือกไม่มีอะไรแตกต่างจากเครื่องเก่า

ที่ปาทิ้งไปเลยสักนิดเดียว

“นี่ครับ”

การ์ดที่โจมยื่นให้พนักงานเป็นเครดิตการ์ดแบบเดียวกับที่ผมมี พ่อทำไว้ให้เป็นบัตรเสริมแทนการยื่นเงินให้ลูก

เหมือนแต่ก่อนนานแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าวงเงินเท่าไหร่แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รูดไม่ผ่านเลยสักที และไม่เคยดูว่าตัว

เองใช้เงินไปเท่าไหร่ ในเมื่อพ่อบอกอยากใช้อะไรก็ใช้หน้าที่จ่ายเค้าเป็นคนรับผิดชอบเอง ผมก็เลยปฎิบัติตามคำ

สั่งไม่มีอิดออด

“นี่”

เริ่มจะคุ้นเคยกับวิธีการเรียกแบบนี้และน้ำเสียงแบบนี้แล้ว แต่ที่ไม่หันเพราะอยากให้เค้าเรียกชื่อแทนการสะกิดหรือ

เรียกว่า ‘นี่’ สักที ชื่อป๋ามันอาจจะกระดากปากสำหรับคนที่รู้ตัวเองอยู่แก่ใจว่าอยู่ในฐานะอะไร แต่ระหว่างผู้ชายกับ

ผู้ชายก็ไม่มีใครคิดอะไรหรอก โจมเองคงไม่ได้แคร์เรื่องนี้เพียงแต่เค้าไม่อยากเรียกเองมากกว่า นั่นล่ะคือสิ่งที่ผม

อยากเอาชนะเจ้าชายน้ำแข็งคนนี้

อยู่กับป๋าต้องละลายตลอดเวลาไม่ใช่แค่ตอนอยู่บนเตียงสิ!

“นี่ นายปกรณ์ ธนอุดมพรภิทักษ์ หูตึงเหรอ”

ตกใจจริงจังแบบไม่กลัวจะหลุดมาดอะไรกันแล้ว คาดหมายแค่เค้าเรียกชื่อแต่ไม่นึกว่าโจมจะจัดเต็มขนาดนี้ รู้ว่าชื่อ

และนามสกุลไม่ใช่เรื่องยากที่จะสืบหา แต่มันน่าแปลกใจแน่ๆถ้าคนที่ไม่สนใจใครๆอย่างโจมจะจดจำเรื่องพวกนี้

“เปล่า ทำไมไม่เรียกชื่อป๋าล่ะ”

“เรียกชื่อเต็มนายจะได้มีเวลาเอาสติกลับเข้าร่างทันไง ป๋ามันสั้นไป”

อ่อ...ยังไม่มีตำราไหนบอกนี่นะว่าคนเย็นชากวนตีนไม่เป็น

“แล้วมีอะไร”

“จ่ายค่าโทรศัพท์ให้หน่อยสิ บัตรเครดิตชั้นไม่ผ่าน”

“อืม”

“แล้วจะใช้คืนให้”

“ไม่เป็นไรหรอก”

“เป็นเด็กป๋ารายดีขนาดนี้เลยเหรอ”

“หลายๆครั้งรวมกันน่ะ ได้แค่นี้แหละ”

“ทุเรศว่ะ”

ถึงจะสงสัยว่าทำไมเครดิตการ์ดใบนั้นถึงไม่ผ่าน ไม่ได้เสียดายเงินที่เพิ่งออกให้ ความจริงแล้วตอนที่โจมบอกให้

จ่ายเงินให้ก็รู้สึกดีใจเล็กๆนะ แต่ที่แน่ๆโจมไม่ใช่คนที่ขัดสนเงินทองชัวร์ แต่ที่ไม่รู้คือทำไมโจมเดินทางสายนี้ มัน

เพราะเงินหรือเพราะใคร

ใช้เวลาไม่นานสำหรับร้านโทรศัพท์ แต่ใช้เวลาโคตรนานสำหรับการเข้าศูนย์เพื่อขอซิมใหม่แต่ขอใช้เบอร์เดิม เบอร์

เก่าของโจมเป็นเบอร์จดทะเบียนที่ถ้าเปรียบกับทะเบียนรถแล้วคงไม่ต่างจากทะเบียนประมูลสักเท่าไหร่ โจมต้อง

การให้ศูนย์ดึงข้อมูลเดิมของโทรศัพท์กลับมาให้หมด แต่ได้กลับมาแค่เบอร์ที่เมมไว้ในซิมการ์ดเท่านั้น

“ช่วยดูให้หน่อยได้มั้ยครับว่าเบอร์สุดท้ายที่โทรมาเป็นเบอร์อะไร”

เวลาคุยกับคนอื่นที่เป็นงานเป็นการโจมก็พูดยาวๆได้นี่นา แต่ทำไมเวลาอยู่ด้วยกันเค้าไม่ค่อยพูด ถ้าไม่ชวนคุยเค้า

เลือกที่จะเงียบใส่

“ดูข้อมูลให้ได้ครับ แต่ไม่บันทึกลงในซิมการ์ดตัวใหม่นะครับ”

“ครับ ไม่เป็นไร”

แปลกมั้ย ทั้งๆที่ผู้ชายคนนี้ใช้ชีวิตร่วมกันกับผมมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่เค้าทำให้รู้สึกว่าผมกำลังทำความรู้จักกับเขา

อยู่ตลอดเวลา มีหลายมุมของโจมที่ยังไม่เคยเห็น เหมือนอย่างตอนนี้ ตอนที่เค้ากำลังรอคอยพนักงานศูนย์

โทรศัพท์ตรวจสอบข้อมูลการโทรของตัวเองก่อนจะปาเครื่องทิ้งไป สีหน้ากึ่งเครียดและกึ่งลุ้นนั้นทำให้ผมสงสัย

และไม่พอใจในเวลาเดียวกัน คนที่มาด้วยกันและอยู่ใกล้ๆอย่างผม คนที่ไม่เคยมีคู่ควงคนไหนปล่อยให้รู้สึกเหมือน

อยู่คนเดียว สำหรับโจมแล้วตอนนี้ผมเป็นอากาศธาตุ

กระดาษขนาดประมาณA4 โชว์ข้อมูลการโทรของวันสุดท้ายที่เครื่องถูกเปิดใช้  เครื่องโจมไม่มีเบอร์ที่โทรออกเลย

มีแต่เบอร์ที่โทรเข้ามาและเบอร์ที่ไม่ได้รับ หนึ่งในเบอร์ที่โทรเข้าส่วนใหญ่เป็นเบอร์ผม เพิ่งรู้ตัวเองเหมือนกันว่าใน

แต่ละวันผมโทรหาเค้าเกินสามครั้งเลยเหรอ ปกตินอกจากเพื่อนแล้วถ้าจะโทรหาใครสักคนมาคลายเหงา เขาเหล่า

นั้นจะมีเบอร์ผมโทรเข้าหาไม่เกิน 2 ครั้ง

หัวคิ้วขมวดมุ่นก่อนจะพับกระดาษยัดใส่ถุงที่ใส่กล่องมือถือ สีหน้าแสดงออกว่าไม่สบายใจฉายชัดมาก ชัดจนชักจะ

อยากรู้ว่าคนที่เรียกร้องความสนใจจากโจมได้เป็นใครกัน ไม่รู้ว่าโจมจำรายละเอียดที่คุยกับเขาคืนนั้นได้ไหม อาจ

จะจำได้หรืออาจจะเลือนราง แต่เชื่อว่าคนๆนั้นต้องสำคัญกับโจมไม่น้อย แต่จะสำคัญขนาดไหนนี่สิ ทำไมถึงได้

อยากรู้

ความจริงแล้วเราไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของตัวและกัน โจมไม่เคยทำอย่างนั้นกับผมเลยสักครั้ง และที่ผ่านมา

ผมก็ไม่อยากทำอย่างนี้กับคู่นอนคนไหน ไม่เคยอยากรู้ ไม่เคยคิดแม้แต่จะถาม ส่วนใหญ่ถ้าเสร็จกิจบนเตียงแล้วก็

จะถามแค่จะเอาเงินเท่าไหร่ จ่ายค่าเทอมหรือยัง แต่ส่วนมากเขาหรือเธอเหล่านี้ไม่ต้องรอให้ถามหรอก ทุกคนจะรู้

เวลาไพร์มไทม์ตรงนี้ ขัดสนเงินในเรื่องอะไรก็พรั่งพรูมาจนหมดนั่นแหละ รู้ว่ารอโอกาสนี้ถึงได้บริการบนเตียงกัน

เต็มที่ แต่ถึงรู้ก็ยินดีจ่ายให้ เพราะถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้แล้ว มันเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ

“มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า”

“ที่มาขอใช้เบอร์เดิมเพราะคนที่โทรมาคืนนั้นใช่มั้ย”

“อือ”

แปลก!! ก่อนจะถูกปล้ำจูบในห้องน้ำ ผมหงุดหงิดเค้าเพราะเรื่องที่เค้าไม่บอกว่าทำไมถึงได้รีบออกไปซื้อโทรศัพท์

นัก ตอนนี้ที่ถามก็คิดว่าจะต้องได้รับคำปฎิเสธอย่างที่เคย แต่โจมกลับยอมรับออกมาตรงๆ เข้าใจยากจริงๆผู้ชายคน

นี้

“แล้วรู้หรือยังล่ะว่าใคร”

“ไม่รู้สิ เบอร์ต่างประเทศ”

“อ้าว แล้วจะรู้มั้ยว่าใคร”

“ก็พอรู้มั้ง”

คนตอบเค้าทำท่าไหวไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ แต่หน้ายังไม่หายเครียดเลย ยังเต็มไปด้วยความกังวล

“เพื่อนหรือญาติพี่น้องคนไหนหรือเปล่า”

“เพื่อนเหรอ หึ ไม่ใช่หรอก ไม่เคยมีเพื่อน ถามทำไม หรือว่านี่เป็นสวัสดิการของเด็กป๋า สวัสดิการไม่ต้องดีมากก็ได้

นะ ระวังจะถูกจับแล้วไม่ปล่อย”

“ถ้าคิดว่าปลาไหลจับง่ายขนาดนั้น จะลองดูก็ได้นะ”

อยากรู้เหมือนกันว่าหยอดไปแบบนี้แล้วคนเก่งเค้าจะตอบยังไง

“ไปหาอะไรกินเถอะ หิวแล้ว”

โจมไม่ใช่ผู้ชายหิวเงิน ข้อนี้มั่นใจแน่แล้ว แต่ต้องบวกคุณสมบัติเพิ่มเข้าไปอีกอย่าง เทวดาแห่งเศรษฐศาสตร์คนนี้

ฉลาดเป็นกรด โจมสร้างค่าให้ตัวเองด้วยการวางตัว เค้าไม่ได้ตื่นเต้นไปกับข้อเสนอ แต่ที่ไม่รู้ก็คือเค้าสนใจข้อเสนอ

นี้แค่ไหน มันอาจจะเป็นคำพูดทีเล่นทีจริง แต่คนอย่างป๋าก็ยังไม่เคยหมาหยอกไก่กับใครให้ตัวเองเสียเปรียบขนาด

นี้มาก่อน

เราเลือกร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีหม้อไฟบริการ คนหนึ่งอาจจะยังแฮงค์กับเหล้าเมื่อคืนอยู่บ้าง ถึงโจมจะไม่เคยกระตือ

รือร้นให้เห็นแต่ก็ไม่เคยโทรมขนาดนี้มาก่อน ส่วนตัวเองสร่างเมาตั้งแต่เจอคนเมากว่าแล้ว แต่อยากกินอะไรร้อนๆ

เพราะรู้สึกตื้อๆที่ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน

โจมก็เหมือนเด็กที่เห่อกับของเล่นใหม่ ทั้งๆที่ไม่ใช่เครื่องแรกแต่โจมก็ทำเหมือนไม่เคยเล่นโทรศัพท์รุ่นนี้มาก่อน

มาถึงร้านเค้าโยนหน้าที่สั่งอาหารทุกอย่างมาที่ผม ส่วนตัวเองนั่งเล่นโทรศัพท์ใหม่ ลืมไปเลยด้วยซ้ำกว่าคนที่ร้อง

ว่าหิวนั้นคือตัวเอง

ถ้าไม่ติดที่ว่าหน้าของคนที่กำลังง่วนอยู่กับโทรศัพท์ใหม่แต่ทุกอย่างเหมือนของเก่านิ่งอึ้งไป ก็คงคิดว่าเสียงเรียก

เข้าแบบเบสิคที่สุดนั้นคือโจมเล่นเสียงโทรศัพท์ตัวเอง ยิ่งเสียงดังต่อเนื่องเท่าไหร่ หน้าโจมยิ่งซีดเผือดลงเท่านั้น

เหมือนเจ้าตัวต้องการจะปล่อยให้เสียงนั้นดับไปเอง แต่พอหันมาสบตากับผมที่จ้องเขาอยู่ก่อนแล้ว ปายนิ้วเรียวถึง

ได้แตะเลื่อนหน้าจอเพื่อรับสาย

‘ครับ’

‘เฮีย’

‘จะไปหาเดี๋ยวนี้’

จริงๆแล้วคำพูดพวกนี้ไม่ได้เรียงต่อกันหรอก โจมคุยกับปลายสายมากกว่านี้ แต่ผมจับใจความได้เพียงเท่านี้ เพราะ

สมองกับสองตาจับอยู่ที่ท่าทางร้อนรนของเจ้าตัวเมื่อรู้ว่าปลายสายเป็นใคร เหมือนโจมจะกลัวคนๆนี้อยู่มาก และ

ตกใจกับการโทรมาของปลายสาย

“ป๋าโจมไปก่อนนะ โทษที”

เขาแทนตัวเองว่า ‘โจม’ และเรียกชื่อผมว่า ‘ป๋า’ มันน่าดีใจใช่ไหม!

แต่ความรู้สึกอื่นเข้ามาบดบังความดีใจเสียมิด มันน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครสักคนจะมีธุระด่วนขณะกินข้าวด้วยกัน

มันไม่น่าจะรู้สึกวูบโหวงได้ขนาดนี้ถ้าคนที่กำลังจะเดินออกไปจากร้านไม่ใช่โจม

“เดี๋ยว”

ไม่รู้เป็นคำสั่งอัตโนมัติจากที่ไหน แต่มันสั่งให้ผมรั้งข้อมือโจมเอาไว้ก่อนที่เขาจะเดินออกไปจากโต๊ะ

“มีอะไรเหรอ”

“คืนนี้จะกลับมามั้ย”

“กลับสิ กลับมา”

มันอาจจะเป็นคำตอบรับตามปกติ แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันคือคำสัญญา ในเมื่อเขาบอกว่าจะกลับมาผมก็พอใจในคำ

ตอบพอที่จะปล่อยมือเค้าไป แผ่นหลังโจมหายลับตาไปแล้ว ในกรอบสายตากรอบเดิมกลายเป็นใครก็ไม่รู้เดินผ่าน

ไปมามากมายแต่ผมก็ยังคงมองอยู่จุดเดิมอยู่อย่างนั้น จุดเดิมก่อนที่แผ่นหลังโจมจะลับตาไป


จบตอนที่ 7

fanpage คนเขียน  http://www.facebook.com/TRomanceFic
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 108 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #30 Dairy-nana (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2558 / 14:15
    น้อววว เริ่มหลงรักโจมของเค้าแล้วอ่ะจิ อิ้อิ้
    #30
    0
  2. #11 ก้อยจ้า (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 / 13:48
    แงะ ไครอ่ะ ลุ้นนนนนนนนนนนง่าาาา
    #11
    0