เด็กป๋า

ตอนที่ 31 : เด็กป๋า ตอนที่ 31

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,474
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

TRomance's Fic Fanpage

เด็กป๋า ตอนที่ 31

3 เดือนกับสภาพนักโทษถูกคุมขัง เป็นสามเดือนที่โจมมองเห็นเดือนเห็นตะวันผ่านทางช่องหน้าต่างภายในห้องนอนตัวเอง

ห้องนอนห้องนี้โจมอยู่มาตั้งแต่บ้านสร้างเสร็จ ดูเหมือนเราจะผูกพันกันดี แต่จริงๆ แล้วโจมรู้สึกเหมือนเพิ่งรู้จักห้องนี้เมื่อสามเดือนที่ผ่านมานี่เอง
 
ห้องที่อยู่บนชั้น 2 ของบ้านถูกเหล็กดัดปิดล้อมทุกช่องหน้าต่าง ประตูเปิดปิดเป็นเวลา คือเวลาที่มีคนเข้าและมีคนออกเท่านั้น และคนพวกนั้นก็ต้องผ่านการอนุญาตจากเฮียหรือป๊าแค่สองคน

โจมถูกตัดขาดจากโลกภายนอกตั้งแต่วันนั้น ได้โทรศัพท์คืนมาอยู่กับตัวก็จริง แต่เป็นโทรศัพท์เปล่าที่ไร้ซิมการ์ด ไม่รู้เลยว่าองครักษ์ทั้ง 3 คนจะวุ่นวายกันขนาดไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าคนที่อยู่ไกลถึงอังกฤษจะรู้หรือยังว่าโจมหายไป หรือรู้แต่เวลาก็ทำให้ทุกคนปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้และใช้ชีวิตอย่างปกติ 

เบื้องหลังโจมมีแฟ้มงานกองวางเรียงกันเป็นตั้งๆ ข้อมูลกิจการของที่บ้านตั้งแต่โจมออกมาลืมตาดูโลกเลยก็ว่าได้ ยังไม่มีแฟ้มเล่มไหนที่ได้สัมผัสมือโจมเลยสักแฟ้ม ไม่สนใจก็คือไม่สนใจ ไม่แม้แต่จะชายตาไปมองทั้งๆ ที่เจ้าของชีวิตเค้าขู่แล้วว่าถ้าเค้าปลีกตัวมาจากภรรยาได้เมื่อไหร่ เค้าจะมาทดสอบความรู้ที่โจมศึกษาได้จากแฟ้มพวกนี้

อย่าได้หวังความรู้จากโจมเลย แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดของโจมตอนนี้ก็ยังไม่มี 

3 เดือนมันทำให้หวังจนเลิกหวัง ไม่โทษใครเลยสักคน พี่เบส พี่แย้ และพี่มหา ไม่มีใครล่วงรู้ความเป็นมาของชีวิตโจม ต่อให้เดือดร้อนใจที่โจมหายไป แต่ก็คงหมดหนทางที่จะรู้ว่าโจมหายไปไหน

ส่วนคนที่อยู่ไกลถึงอังกฤษ บอกตรงๆ ว่าไม่สามารถเดาสถานการณ์ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เวลาผ่านไป 3 เดือน ป๋าต้องรู้เพราะติดต่อโจมไม่ได้ แต่ที่โจมไม่แน่ใจคือมันจะสนใจเรื่องโจมแค่ไหน หรือมันเลิกใส่ใจไปแล้วก็ไม่รู้
ผู้หญิงในรูปคนนั้นยังเป็นปริศนา ดูจากทรงผมป๋าแล้ว รูปนั้นไม่ใช่รูปเก่าเก็บเพื่อเมคเรื่องขึ้นมาแน่ๆ ท่าทางแนบชิดก็บอกให้รู้ว่าต้องรู้จักกันมากกว่าธรรมดา ผู้หญิงกับป๋าเป็นเรื่องปกติมากก่อนที่จะเจอและตกลงเป็นอะไรกับโจมเสียอีก แต่ที่ไม่รู้คือมันวางความสำคัญของผู้หญิงคนนั้นไว้แค่ไหน

เท่าที่เฮียวางไว้กับซ้อใหญ่แล้วให้โจมเป็นตัวสำรอง หรือจะวางโจมไว้บนหิ้งแล้วให้ผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่คนคั่นเวลาก็ไม่รู้ ไม่นึกอยากรู้ แต่ก็ปวดแปลบในใจที่ตั้งคำถามขึ้นมาแล้วนึกหาคำตอบเอาเองอย่างคนฟุ้งซ่าน

เสียงเปิดกลอนประตูไม่ได้เรียกร้องให้โจมหันไปสนใจแต่อย่างใด นอกหน้าต่างมีนกกางเขนสองตัวบินโฉบไปมาหาเศษหญ้ามาทำรังยังน่าสนใจกว่าเยอะ ขนาดนกมันยังสร้างรังแค่พอตัวเองซุกตัวลงไปนอนวางไข่ได้ ในขณะที่นกตัวผู้ไม่ต้องมีรังเลยด้วยซ้ำไป แต่คนกลับสร้างอะไรเกินตัว สร้างเพียงเพื่ออวดบารมีให้สังคมยกยอปอปั้นก็เท่านั้น แค่น้ำคำชื่นชมทำให้คนเราทะเยอทะยานไม่มีที่สิ้นสุด

“แกคิดจะต่อต้านป๊ากับเฮียอีกนานแค่ไหน ป๊าให้เวลาคิดตั้ง 3 เดือนแกคิดได้หรือยังว่าชีวิตแกจะต้องเดินยังไงต่อไป”

คำพูดของป๊าก็ไม่ได้ทำให้โจมอยากจะละสายตาไปจากนกสองตัวนั่นสักเท่าไหร่ ไม่นึกอยากจะแก้ต่างหรือต่อปากต่อคำกับคนที่ทำให้โจมเกิดมา ถึงแม้ความจริงแล้วโจมไม่ได้ต่อต้านคำบงการของเฮียหรือป๊า เพียงแต่ว่าโจมไม่ทำตามเลยสักอย่าง โจมไม่คิดทำอะไร นอกจากทำเฉย

“ถ้าแกเลิกทำตัวมีปัญหา แกก็จะมีโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตาอย่างที่แกอยากทำนะ”

เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจมาก แต่โจมไม่มีกะจิตกะใจจะไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน โจมไม่มีเพื่อน และไม่แน่ใจว่าถ้าได้ออกไป พี่เบส พี่แย้ และพี่มหา จะยังเป็นเพื่อนของตัวเองอยู่มั้ย อาจจะเหลือตำแหน่งแค่คนเคยรู้จักกัน และโจมก็จะมีความสำคัญแค่อดีตเด็กป๋าเท่านั้น
บอกตัวเองให้ทำใจกับการการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ใครใช้ให้ไอ้บ้านั่นทำตัวให้มีอิทธิพลกับตัวเองขนาดนี้ล่ะ เอาเข้าจริงๆ แล้วโจมก็ไม่แน่ใจว่าเอาใจไปวางไว้กับอีกคนตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งๆ ที่จุดเริ่มต้นโจมแค่ต้องการที่พึ่งพิงและเกราะกำบังไม่ให้ใครเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยก็เท่านั้น

“ป๊า ช่วยหาใครมาสอนงานโจมทีสิครับ”

“แกพูดจริงหรือหลอกให้ป๊ามีความหวังเล่นๆ ”

“พูดจริงครับ ทางเลือกที่ป๊ามีให้ มีแค่สองทางเองนี่ครับ คืออยู่เฉยๆ จนกว่าจะตายไปเอง หรือเดินต่อตามทางที่ป๊าวางเอาไว้”

“ป๊าทำไปเพราะหวังดีกับแกนะ ป๊าไม่อยากให้แกเสียโอกาสไป ถ้าแกบุกเบิกไปพร้อมกับเฮีย อย่างน้อยแกก็ไม่ต้องเสียเปรียบในภายหลัง”

ความหวังดีของป๊าในตอนที่ให้กำลังใจก็ยังไม่หนีไปจากผลประโยชน์ที่ควรจะได้อยู่ดี ในครอบครัวคนจีนที่มีธุรกิจแบบกงสีอย่างครอบครัวโจมนี้ ไม่มีคำว่าเท่ากับในการแบ่งผลประโยชน์ มันอยู่ที่ใครกุมบังเหียนในการบริหารเท่านั้น ใครเป็นหัวเรือใหญ่คนนั้นก็เป็นคนจัดสรรส่วนแบ่งให้คนในครอบครัว ยิ่งอยู่ใกล้ชิดผู้นำส่วนแบ่งก็เยอะหน่อย แล้วถ้าอยู่ห่างไปช่วงปลายๆ แถว จะได้แค่เศษส่วนแบ่งที่หารแล้วไม่ลงตัวเท่านั้น

โจมไม่ได้คล้อยตามคำแนะนำของป๊า แต่นั่งตรึกตรองดูแล้วว่า 3 เดือนที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้นหรือเลวร้ายลง ห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยเหล็กดัดไม่ต่างจากคุกของนักโทษ ไม่มีคำตอบในสิ่งที่โจมอยากรู้ เคยคิดว่าเมื่อก่อนเคยอยู่แบบตัวคนเดียวได้ ต่อไปนี้ก็แค่เดินกลับไปเริ่มต้นใหม่เท่านั้น

โจมไม่ได้เดินไปข้างหน้าเพื่อจุดที่ป๊าตั้งความหวังเอาไว้ โจมแค่เลือกเดินไปข้างหน้าเพื่อเอาตัวของตัวเองกลับมาดังเดิมต่างหาก

“โจมจะกลับไปเรียนนะครับป๊า”

“เฮียเค้าอยากให้แกดรอปไว้ก่อน เค้าอยากให้แกศึกษางานของที่บ้านมากกว่า ตอนนี้เฮียแกต้องการเปิดตลาดผักออร์แกนิคและผลิตภัณฑ์ถนอมอาหารจากผักพวกนั้น เค้าอยากให้แกมาดูแลไลน์นี้”

“ครับ”

ป๊าไม่เคยมองว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว โจมได้เรียนเพราะเฮียขอให้ สิ่งที่ป๊าเห็นว่าสำคัญที่สุดที่จะพาไปสู่ความสำเร็จนั้นคือประสบการณ์ ป๊ากับอาโกวไม่ได้จบมหาลัย ทั้งสองคนเรียนเท่าที่รัฐบาลกำหนดให้เรียนเท่านั้น ที่เหลือคือมาเรียนรู้เอาเองจากกิจการในบ้าน เรียนรู้ความเป็นไปของเศรษฐกิจ แล้วเอามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของเราเท่านั้น

ส่วนเฮียได้ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนาเพื่อใช้เป็นใบเบิกทาง กลยุทธ์ในการทำธุรกิจของตระกูลเราคือ ต้องมีฝ่ายบุ๊นและบู๊ควบคู่กันไป    ในเมื่ออาโกวอยู่ฝ่ายบุ๋นมาตลอด แน่นอนว่าฝ่ายบู๊ก็คือป๊า และโจมก็มีทีท่าว่าจะต้องเป็นลูกไม้ตกไม่ไกลต้น

“ถ้าเฮียรู้ เค้าคงจะดีใจ เฮียเค้าตั้งความหวังไว้กับโจมมากนะ โตมาด้วยกัน ก็ช่วยเหลือกันไปนะลูก ถ้าโจมช่วยเฮีย เฮียจะต้องไม่ทอดทิ้งโจมแน่ๆ ”

ความรักของเฮียที่มีให้โจมที่ป๊ารู้คือความรักระหว่างพี่น้อง แต่ป๊าคงไม่รู้เลยว่ามันมีความรักอื่นที่อัปยศซ่อนอยู่ในนั้น ความรักที่ครั้งหนึ่งโจมเคยคิดว่ามันสวยงาม แต่สุดท้ายคนที่มาเปลี่ยนแปลงทัศนคติโจมเสียใหม่คือผู้ชายที่ไม่เคยขาดรัก แต่ตัวมันเองไม่เคยมีรักให้ใครอย่างป๋าคนนั้นต่างหาก

“ป๊าจะเข้าโรงสี ส่วนเรื่องหาคนมาสอนงานป๊าจะบอกเฮียให้นะ”

“ครับ”

หันไปรับปากป๊าแล้วก็ทันได้เห็นรอยยิ้มดีใจที่เกลี้ยกล่อมลูกในไส้สำเร็จแล้วป๊าก็เดินออกจากห้องไป จาากนี้ก็ได้แต่รอคนบงการชีวิตอีกคนนึงมาอนุมัติข้อเสนอใหม่ของโจมเท่านั้น แล้วมันก็ไม่นานตามที่คิดเอาไว้ เพิ่งลองหยิบแฟ้มงานมาเปิดดูยังไม่ทันจะทำความเข้าใจ เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“อากู๋บอกว่าโจมมีข่าวดีจะคุยกับเฮียเหรอ”

ไม่ทันได้ระวังตัวเลยหลบปลายจมูกที่ตั้งใจจะแตะที่ข้างแก้มมาได้ฉิวเฉียด ไรหนวดสากครูดไปกับต้นคอให้ได้สติระวังตัวเองมากขึ้น พยายามให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่ได้สนใจกับสัมผัสที่เพิ่งปฎิเสธไปให้เฮียต้องชักสีหน้าไม่พอใจ

“ป๊าบอกเฮียแล้วใช่มั้ยครับ”

“กู๋บอกแล้วล่ะ แต่ทีนี้ช่วงนี้เฮียยุ่งมาก กำลังช่วยพ่อตาขยายงานของบ้านนู้นด้วย โจมไม่โกรธเฮียนะ ถ้าเฮียจะส่งลูกน้องเฮียมาสอนแทน”

“ไม่เป็นไรครับ ใครก็ได้”

“โจมเข้าใจเฮียนะ”

“เรื่องอะไรครับ”

“ซ้อใหญ่”

“ไม่เป็นไรครับ โจมเข้าใจดี อีกอย่างเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโจมแล้ว ยังไม่ได้แสดงความยินดีกับเฮียเรื่องสร้างครอบครัวใหม่เลยนะครับ โจมยินดีด้วย”

“โจม แยกแยะให้ออกสิ ซ้อใหญ่เค้าจะอยู่ในส่วนของเค้า ส่วนโจมกับเฮีย เราจะยังเหมือนเดิม”

“เฮียอาจจะทำได้ แต่โจมทำไม่ได้ครับ”

“ทำไม อย่าบอกนะโจมว่ายังรอไอ้หมอนั่นอยู่ ป่านนี้มันเสวยสุขอยู่อังกฤษจนลืมทางกลับประเทศไทยแล้วมั้ง”

“ไม่เกี่ยวว่าโจมต้องรอใครหรอกครับ แต่เฮียจะให้โจมอยู่ในฐานะไหนครับ ฐานะหลักๆ คือน้องชาย ฐานะรองเป็นนายบำเรอเหรอครับ
ความลับไม่มีในโลก เฮียอยากให้คนอื่นเค้ารู้ไม่วันไหนสักวันว่าเฮียเป็นโฮโมเหรอครับ เฮียจะให้คนในสังคมรู้ว่าเฮียมีเมียทั้งผู้หญิงผู้ชายเหรอครับ แล้วต่อไปเฮียจะเป็นเจ้าสัวใหญ่ได้ยังไง”

“เฮียทำได้สิ เฮียปิดปากคนที่สู่รู้ได้ ถ้าโจมเชื่อฟังเฮียเหมือนแต่ก่อน ทุกอย่างจะดีขึ้น ตอนนี้เราได้อยู่ด้วยกันแล้ว โจมแค่ทำตามที่เฮียบอกก็พอ”

“หลอกคนอื่นเราอาจจะหลอกได้นะครับ แต่ไม่มีใครหลอกตัวเองได้สักคน”

“ทำไมถึงพูดจาไม่รู้เรื่อง วันนี้เฮียอารมณ์ดีแค่ไหนรู้มั้ย อุตส่าห์มองข้ามที่โจมทำรังเกียจเฮียเมื่อกี้ แล้วตอนนี้โจมกำลังทำอะไร กำลังชวนเฮียทะเลาะอยู่นะรู้มั้ย โจมกำลังทำให้เฮียรู้สึกว่าโจมลืมลีลาไอ้บ้าไก่อ่อนนั่นไม่ได้”

“ครับ โจมยังจำทุกลีลาของเค้าได้อยู่ จำได้ทุกสัมผัส มันเป็นความเคยชิน พอรู้ว่าไม่ใช่ ร่างกายมันต่อต้านอัตโนมัติ”

“แล้วทำยังไงโจมถึงจะลืมมัน ให้เฮียลบรอยให้มั้ย เอาให้จำขึ้นใจกันไปเลยดีกว่า ว่าไง”

“ถึงโจมจะลืมได้ แต่โจมก็มีอะไรกับเฮียไม่ได้หรอกครับ หลับตาไปก็เห็นหน้าซ้อใหญ่ลอยมาแล้ว เฮียมีอะไรกับโจมก็คงจะไม่ถึงใจอยู่ดี เพราะโจมสนองอย่างที่เฮียต้องการไม่ได้”

เฮียผงะไปกับคำพูดที่เต็มไปด้วยเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของน้องชายที่เคยหัวอ่อนกับทุกคำพูดของพี่ชายตรงหน้า จริงๆ โจมก็ไม่ได้อุดมการณ์อะไรขนาดนั้น ป๋ามันก็มีอะไรมามากมายก่อนจะเจอโจม ก่อนที่เราจะตกลงกันเป็นเรื่องเป็นราว มันก็อาจจะมีอะไรไปพร้อมๆ กับที่เลี้ยงโจมไว้ก็ได้ ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายจะมีใครอื่นบ้าง แต่มันอยู่ที่โจมเท่านั้น ว่าอยากให้ตัวเองเป็นของใคร ระหว่างคนที่เดินเข้ามาทำให้ไหวหวั่นในชีวิต กับอีกคนที่เป็นพี่ชาย

“โจมพร้อมที่จะเรียนเมื่อไหร่”

“แล้วแต่เฮียจะสะดวกแล้วกันครับ”

“อืม ถ้าโจมเป็นเด็กดี อาทิตย์หน้าจะมีงานเลี้ยงเปิดตัวสินค้าใหม่ของลูกค้าเรา เฮียจะเอาโจมไปด้วย ไปแนะนำให้รู้จักในฐานะน้องชายเฮียนะ”

“ครับ”

งานเข้าสังคมเป็นอะไรที่โจมเกลียดที่สุดแล้ว แต่ถ้าจะให้ไปด้วยก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร คิดซะว่าเปลี่ยนสถานที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนก็จบ

เฮียจัดคนมาสอนงานให้ในเช้าของวันรุ่งขึ้น ความรวดเร็ววัดศักยภาพนักธุรกิจรุ่นใหม่ของเฮียได้ดี แต่ที่โจมสนใจมากกว่านั้นคือนิมิตหมายที่ดีที่ได้ออกมาจากกรงขังนั่นต่างหาก ถึงแม้จะมาไกลได้แค่ศาลากลางสวนในบริเวณบ้านก็เถอะ

คนสอนงานเป็นผู้หญิงที่อายุน่าจะแก่กว่าเฮียไม่กี่ปี ไม่รู้เป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นความตั้งใจที่เฮียส่งคนสอนงานมาเป็นผู้หญิง แต่ถึงโจมจะเป็นเกย์แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอย่างโจมจะชอบผู้ชายทุกคนที่เข้าใกล้ แปลกที่คนใกล้ชิดกับโจมมานานจะกังวลเรื่องพวกนี้ แต่สำหรับอีกคน ไอ้บ้านั่นมันกลับมองโจมทะลุปรุโปร่งตั้งแต่เจอกันแค่ไม่กี่วัน หรือจะเรียกให้ถูกแล้ว มันมองโจมทะลุตั้งแต่ขึ้นเตียงกันวันแรกเลยด้วยซ้ำ

เรื่องอะไรต้องไปคิดถึงมันให้นึกขุ่นใจ ยิ่งคิดถึงมันน้อยลงเท่าไหร่ โจมก็จะกลับไปเป็นโจมคนเดิมเร็วขึ้นเท่านั้น

“คุณโจม มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจหรือเปล่าคะ”

“ไม่มีครับ”

ถ้าบอกว่าไม่เข้าใจมาตั้งแต่ต้นก็คงจะเสียน้ำใจคนสอนน่าดู แต่โจมยังไม่แบ่งสมองส่วนไหนไปใส่ใจเรื่องที่คนข้างๆ พร่ำสอนเลยสักนิด ในความรู้สึกนึกคิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร สุดท้ายก็จะมีป๋ามาอยู่ในห้วงคำนึงเสมอ 

แล้วจะมีเวลาไหนสักเวลาที่มันแบ่งมานึกถึงโจมบ้างหรือเปล่า 3 เดือนที่ไม่ได้ยินเสียงกันผ่านโทรศัพท์ หรือไม่เห็นหน้ากันผ่านหน้าจอมือถือ อีกฝ่ายจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรในชีวิตไปมั้ย ต้องปรับอะไรให้กลับไปเป็นคนเดิมอย่างที่โจมกำลังพยายามอยู่หรือเปล่า
แล้วป่านนี้พี่เบส พี่แย้ พี่มหาจะเป็นยังไงบ้าง หรือเรื่องที่โจมหายไปมันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ป๋าไม่นึกโกรธอะไรเพื่อนตัวเองที่ดูแลคนที่มันเรียกว่าเมียได้ไม่ดีอย่างที่มันเคยสั่งเอาไว้ 

“วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวโบว์จะต้องรายงานคุณปรัชญาด้วยว่าสอนคุณเรื่องอะไรไปบ้าง คุณปรัชญาจะมาทดสอบเรื่องที่โบว์สอนไปน่ะคะ”

“คุณโบว์น่าจะบอกผมตั้งแต่ทีแรกนะครับเนี่ย”

พูดเชิงหยอกล้อ แต่ในใจห่อเหี่ยวสิ้นดี ความรู้ไม่ได้ผ่านเซรีบรัมเซลล์ไหนเลยสักเซลล์ ไม่ว่าเฮียจะถามคำถามเบสิคแค่ไหนโจมก็ตอบไม่ได้ บางทีเฮียก็แค่จะทดสอบว่าโจมสนใจที่จะศึกษางานจริงหรือเปล่ามากกว่า

มีเวลาปล่อยความคิดอยู่ในบริเวณบ้านตัวเองได้ไม่นานก็ถึงเวลาข้าวเย็น ครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านโจมเพิ่งจะได้ร่วมโต๊ะทานอาหารกับคนในครอบครัวเป็นครั้งแรก หัวโต๊ะเป็นป๊า ฝั่งขวามือป๊าคืออาโกว และฝั่งตรงข้ามอาโกวก็คือเฮีย คนที่นั่งติดกับเฮียแทนที่โจมคือซ้อใหญ่ ภรรยาตามกฎหมายของผู้ชายที่บอกกับโจมว่าระหว่างเรายังเหมือนเดิมกันอยู่นั่นเอง ตำแหน่งที่นั่งบนโต๊ะอาหารตำแหน่งใหม่ของโจมคือที่ข้างๆ อาโกวไปโดยปริยาย 

อาโกวเห่อลูกสะใภ้คนนี้อยู่ไม่น้อย เห็นจากที่ชวนคุยยิ้มแย้มเป็นกันเองเกินวิสัยหญิงเจ้าระเบียบแล้ว ในคำพูดอาโกวยังออกแนวตามใจและเชียร์ลูกสะใภ้จนออกนอกหน้า เจ้าบ่าวหมาดๆ อย่างเฮียก็ไม่แพ้กัน ขนาดเป็นผู้หญิงที่ผู้ใหญ่จัดหาให้ แต่เฮียก็เอาใจภรรยาเยี่ยงจีบและดูใจกันมานาน ภาพที่เค้าดูแลตักอาหารให้กันไม่ทำให้ตัวเองรู้สึกอะไรเลยสักนิด

จะขอบคุณหรือโทษป๋าดีที่มันยัดเยียดตัวมันเข้ามาในชีวิต ทำให้เวลาที่คิดว่าคนหนึ่งคนควรจะน้ำตาตกรดเมล็ดข้าวยังร่วมโต๊ะอาหารได้ตามปกติ ส่วนเรื่องกินน้อยและเขี่ยข้าวในจานไปมาไม่ได้เกี่ยวกับเฮีย แต่อาการลอบมองด้วยแววตาไม่พอใจนั้นโจมรู้ว่าเฮียทำไปทำไม

จะให้แก้ตัวว่าลืมป๋าไปแล้ว ไม่ได้คิดถึงไอ้บ้านั่นเลยก็คงจะโกหกทั้งตัวเองและโกหกเฮีย ถึงแม้ไม่ได้คิดถึงมันตลอดเวลา แต่ว่าโจมก็คิดถึงป๋าทุกเวลาที่มีเรื่องให้คิด

“อาทิตย์หน้าหลินต้องไปชอปปิ้งกับเพื่อนที่อิตาลีนะคะ เราเรียนจบจากลอนดอนมาด้วยกัน คงไปงานเลี้ยงกับเปาไม่ได้”

เพราะไม่เคยเรียกเฮียด้วยชื่อ เลยรู้สึกแปลกๆ ตอนที่มีคนเรียกชื่อเฮียอยู่บ้าง บางครั้งก็คิดไม่ทันเหมือนกันว่าคนที่คู่สนทนาพูดถึงคือใคร 

“ไม่เป็นไรค่ะ เปาไปเองได้ หลินเที่ยวให้สนุกนะคะ กลับมาก็ต้องมาช่วยเปาทำงานอีก”

“ฉายเดี่ยวได้ใช่มั้ยคะเปา ในนั้นมีคนรู้จักหลินเต็มไปหมดเลย ต้องมีคนที่เปารู้จักด้วยแน่ๆ ไม่เหงาหรอกนะคะ หลินมั่นใจ”
มีแฟนเป็นผู้หญิงรู้สึกกระชุ่มกระชวยแบบนี้เองสินะ น้ำเสียงหวานใสที่ชวนพูดคุยนู่นนี่นั่น ทุกคำล้วนแต่เอาใจและให้กำลังใจ โจมไม่แปลกใจหรอกที่เฮียไม่ปฎิเสธเรื่องการแต่งงาน ผู้หญิงที่ป๊ากับอาโกวหาให้ สวยทั้งรูปและทรัพย์สมบัติ ควงไปไหนก็ไม่ต้องอายใคร เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูลได้สบายๆ เฮียเลยไม่ลังเลที่จะเขี่ยโจมไว้ในฐานะน้องชายบำเรอ และถ้าไม่มีป๋าเข้ามาในชีวิต โจมอาจจะอยู่ในสภาพนี้แบบหน้าชื่นอกตรมก็ได้ คงทำตามคำสั่งเฮียโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ให้เฮียต้องอารมณ์เสีย แต่ศักดิ์ศรีโจมมีมากกว่านั้น และใครบางคนทำให้โจมต่อต้านความต้องการของเฮีย โจมเลือกเชื่อการกระทำมากกว่าคำพูด

แต่ก็ยังคิดไม่ตกว่าจะทำยังไงกับหลักฐานที่เฮียเอาให้ดูวันนั้นดี ในเมื่อติดต่อป๋าไม่ได้ เลยต้องปล่อยไปตามโชคชะตาอย่างเดียวเท่านั้น

“เปาว่าจะเอาโจมไปงานด้วยนะครับม้า นะครับกู๋ ในงานมีแต่เจ้าของสินค้ารายใหญ่ๆ ของประเทศทั้งนั้นเลย ว่าจะฝากฝังให้โจมเป็นที่รู้จักสักหน่อย ขี้คร้านจะมีรูปลงในนิตยสารหน้าสังคมทุกเล่มแน่ๆ ครับ”

“หาสาวๆ แนะนำให้น้องด้วยก็ดีนะ มัวแต่ติดเฮียจนไม่คิดจะจีบสาวที่ไหน กู๋อยากจะให้มีหลานไล่เลี่ยกัน จะได้โตไปด้วยกันเหมือนเปากับโจมไง”

สะอึกกันไปทั้งคนถูกฝากและคนรับฝาก โจมสะอึกไม่คิดว่าป๊าจะเดินหมากเรื่องคู่ครองเร็วแบบนี้ แต่โจมไม่รู้ว่าเฮียสะอึกเรื่องอะไร

“ถ้าน้องโจมยิ้มแย้มแล้วก็เฟรนด์ลี่มากกว่านี้สักนิดนะคะ สาวติดตรึมเลยค่ะ เผลอๆ เป็นพระเอกได้เลยนะคะ บุคลิกแบบนี้สาวๆ ชอบออก”

“ให้เรื่องงานอยู่ตัวก่อนแล้วกันครับเราค่อยมาพูดกันถึงเรื่องนี้”

คนตัดบทไม่ใช่คนที่มนุษยสัมพันธ์แย่อย่างโจมหรอก เฮียรวบช้อนและส้อมเข้าด้วยกันตั้งแต่ข้าวยังพร่องไม่ถึงครึ่งจาน ส่วนโจมเฉยๆ กับบทสนทนาบทนี้ ไม่ใช่เพราะมีเฮียเป็นไม้กันหมา แต่โจมเชื่อว่าคนที่เย็นชาแบบโจมคงยากที่จะมีผู้หญิงเข้าใกล้ ให้โจมเข้าหาใครก่อนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

“อิ่มแล้วเหรอคะเปา ทานไปได้นิดเดียวเองนะคะ ไม่ถูกปากเหรอคะ”

“เปล่าค่ะหลิน แต่ตอนบ่ายเปาทานของว่างไปแล้ว ทานกาแฟเข้าไปอีก เลยทานข้าวเย็นได้นิดเดียวอะค่ะ”

“ม้าให้เด็กยกของหวานมาเลยแล้วกันนะอาตี๋”

“ครับม้า”

เป็นครอบครัวสุขสันต์ที่มีโจมเป็นส่วนเกินโดยแท้ แต่ก็ดีเหมือนกัน เบี่ยงไปประเด็นอื่นที่ไกลตัวโจมบ้างก็ดี

“โจม ทานข้าวเสร็จแล้วไปหาเฮียที่ห้องทำงานด้วยนะ”

“ครับ”

“เอ่อ ไปที่ห้องโจมเลยดีกว่า เดี๋ยวทดสอบที่โจมเรียนรู้เรื่องงานไปวันนี้แล้วเฮียจะเข้านอนเลยเหมือนกัน”

“ครับ”

ประโยคและน้ำเสียงเหมือนบอกเล่าธรรมดาๆ มีแต่โจมและป๊าเท่านั้นแหละที่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้คือคำสั่ง อย่าได้โต้แย้งให้เสียแรงฟรีๆ สู้จำใจทำตามให้ผ่านไปวันๆ ดีกว่า เรื่องอะไรที่อยู่ในขอบเขตที่รับได้ โจมก็จะทน แต่ถ้าเกินไปกว่านั้น โจมก็ไม่ทนเหมือนกัน

“หลินเข้าห้องไปก่อนนะคะ เปาคุยงานกับน้องแล้วเปาจะรีบตามไป”

“ค่ะ อย่าดึกนะคะ หลินรอไม่ไหวนะ”

คำพูดดูจะเป็นเรื่องผัวเมียคุยกันธรรมดาๆ แต่ถ้ามองไปถึงแววตาซ้อใหญ่แล้ว โจมก็พอจะเดาได้ว่าตัวเองรอดพ้นจากมือเฮียมาถึงวันนี้ได้ยังไง โดยเฉพาะยิ่งเฮียรู้แล้วว่าโจมรู้ดีกับเรื่องอย่างว่าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ไม่ได้อ่อนเดียงสาหรือคอยแต่จะประหม่ากับอีแค่เฮียป้อนจูบให้หรือเราใช้มือช่วยเหลือกันเพื่อที่จะปลดปล่อยอย่างแต่ก่อน

หลังมื้ออาหารเฮียไปส่งซ้อใหญ่ที่ห้อง โจมยังไม่ทันได้เตรียมใจกับคำถามที่ต้องตอบ เฮียก็เปิดประตูเข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียง สอดแขนมากอดรัดโจมไว้จากทางด้านหลัง จมูกซุกไซ้ไปตามซอกคอและใบหู อารามตกใจทำให้สะบัดหนีอัตโนมัติ ไม่ใช่ว่าโจมจะเล่นตัว แต่อาการต่อต้านสัมผัสคนอื่นมันเกิดขึ้นมาเอง

“เฮียขอโทษนะ”

ถึงแม้ตัวจะหลุดออกจากอ้อมกอดแล้วแต่เฮียก็ยังรั้งมือเอาไว้ ไม่เต็มใจแต่ก็ไม่ได้ชักมือหนี เดี๋ยวจะหาว่าโจมสะดีดสะดิ้งเกินไป แค่มือ อยากจะจับก็จับไป ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แต่เฮียคลึงนิ้วไปมาบนฝ่ามือนี่สิที่ทำให้รู้สึกอึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออก ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมหรือเคลิ้มไปกับสัมผัสอะไรของเฮียเลย

“เฮียจะทดสอบอะไรเหรอครับ”

“ออรัลเทสเป็นไง”

ถึงจะรู้สึกตะหงิดใจในคำพูด แต่ถ้าไม่รับมุกซะอย่าง ต่อให้พูดออกมาตรงๆ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ 

“ครับ วันนี้คุณโบว์ไม่ได้สอนอะไรเกี่ยวกับคำนวณ”

“งั้นตรงไหนดีล่ะ เดย์เบดมุมห้องดีมั้ย”

โซฟาเดี่ยวขนาดหนึ่งคนนั่งเอนหลังตรงมุมห้อง เป็นมุมที่โจมเอาไว้นั่งมองบรรยากาศด้านนอกหรือนั่งอ่านหนังสือก็จริง แต่มันเป็น
โซฟาสำหรับนั่งคนเดียว ถ้าเลือกที่นั่นอาจจะต้องนั่งซ้อนตัวกัน

“บนเตียงก็ได้ครับ”

เฮียยิ้มกริ่มกับคำตอบที่ได้รับ แต่โจมคิดดีแล้วว่านั่งบนเตียงยังทิ้งระยะห่างได้มากกว่าโซฟา รู้สึกรำคาญตัวเองเหมือนกันที่อยู่ๆ กลายเป็นคนหวงเนื้อหวงตัว อดแปลกใจตัวเองที่ตอนอยู่กับป๋า เราตรงไหนกันก็ได้ บางครั้งเราเริ่มกันมุมนึงและไปจบกันอีกมุมก็เคยมาแล้ว แต่นี่แค่นั่งทบทวนเรื่องที่เรียนไป ทำไมจะต้องระวังตัวให้มันเป็นเรื่องยุ่งยากด้วยก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่ครูคนแรกในเรื่องพวกนี้ก็คือเฮียแท้ๆ 
ที่โจมเป็นแบบนี้เพราะรู้ว่าเฮียคิดอะไรอยู่ใช่มั้ย เพราะแววตาเฮียที่มองมามันฟ้อง เรื่องทดสอบงานที่เรียนเป็นเป็นข้ออ้าง สิ่งที่เฮียต้องการจริงๆ คือขึ้นคร่อมโจมเอาไว้แล้วส่งปากมาประกบปากโจมต่างหาก ถอยหนีจนไปชิดผนังหัวเตียง สองขาถีบส่งๆ ไปไม่สนใจว่าจะโดนส่วนไหนของเฮียบ้าง รู้เลยว่าเฮียโกรธแน่ๆ และโจมอาจจะเจ็บตัวได้ แต่ให้เลือกระหว่างเจ็บตัวกับปวดใจโจมนึกเลือกอย่างหลัง มันเป็นเรื่องที่น่าสมเพชและน่ารังเกียจ มันเป็นเรื่องที่โจมทำใจยอมรับไม่ได้

“เป็นอะไรอีกล่ะ จะขัดขืนเฮียทำไม ตั้งแต่หอมตั้งแต่จูบแล้วนะ อย่าบอกนะว่าโจมไม่รู้ว่าเฮียต้องการอะไร”

ถ้าเป็นคนที่อ่านแววตาใครไม่เป็นก็เดาไม่ยาก ตอนที่เฮียทิ้งตัวคร่อมลงมา มือได้ไปโดนส่วนนั้นของเฮียแบบฉิวเฉียด มันโป่งนูนจนรู้สึกได้ถึงความต้องการที่อัดอั้นอยู่ข้างใน ยิ่งรู้อย่างนั้นร่างกายโจมก็ยิ่งออกแรงต่อต้าน

“มันคงไม่ดีถ้าเฮียกลับไปหาซ้อแล้วเธอจับได้นะครับ อย่างน้อยซ้อเค้าก็รอเฮียอยู่”

“ไม่เป็นไรหรอก เฮียพักไม่นานก็เริ่มรอบใหม่ได้ เฮียอยากรักกับโจมนะ เฮียอยากรู้ว่าช่วงที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันโจมจะน่ารักขนาด
ไหน เวลาโจมตาปรือๆ ตอนที่รู้สึกดีมากๆ โจมน่ารัก เฮียจำได้ไม่เคยลืม”

รู้สึกผะอืดผะอมกับคำพรรณาของเฮียจนแทบจะทนรอเข้าห้องน้ำไม่ไหว ทั้งๆ ที่คำพูดหื่นกามเหมือนเสี่ยกระหายตัณหาแบบนี้ควรจะมาจากปากของคนที่มีเด็กในอาณานิคมจนตั้งฮาเร็มได้อย่างป๋ามากกว่า แต่ป๋าก็ไม่เคยใช้คำพูดชวนสะอิดสะเอียนแบบนั้น ถึงแม้โจมจะเดาไม่เคยถูกว่าความต้องการแต่ละครั้งของป๋าจะเร่าร้อนหรืออ่อนโยน โจมรู้แต่มันมีวิธีของมัน ป๋ามีชั้นเชิงที่จะทำให้โจมเคลิ้มไปกับทุกสัมผัสที่มันจัดให้ได้ ไม่ได้รู้สึกอึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออกอย่างที่เฮียทำอยู่ตอนนี้

“อย่าเลยครับเฮีย ถึงเฮียไหว แต่มันคงไม่เต็มที่เท่าครั้งแรกแน่ๆ เดี๋ยวซ้อจะสงสัยนะครับ โจมไม่อยากจะมีปัญหากับพี่สะใภ้”

“เป็นห่วงเฮียเหรอ”

“อะ ครับ”

ไม่อยากจะโกหกเลยให้ตาย แต่ก็เหนื่อยจนแทบจะไม่เหลือแรงเอาตัวรอดทางอื่นแล้ว เหนื่อยพร้อมกันทั้งใจทั้งกาย

“มาให้เฮียชื่นใจก่อนแล้วจะปล่อยให้พักผ่อน ถ้าโจมทำตัวดี เฮียจะไม่ล็อคห้องแล้วจะให้คนมาถอดเหล็ดดัดออกนะ”

มองเห็นข้อดีของมารยาที่ใช้เอาตัวรอดแล้วก็ถือว่าคุ้ม ถ้าแลกด้วยการหอมแก้มหรือจูบเพียงเล็กๆ น้อยๆ โจมก็พอจะกัดฟันยอมไปได้ กลั้นใจเพียงแป๊บเดียวคงไม่เป็นไร เมื่อก่อนมันเป็นเรื่องที่เราเคยใช้บอกรักกันอยู่แล้ว ถึงแม้ตอนนี้จะเอามาใช้เพื่อหวังผลอย่างอื่นก็เถอะ ดีกว่าเฮียใช้กำลังปล้ำขืนใจให้ต้องมองหน้ากันไม่ติดไปมากกว่านี้

เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นมาจากชั้นล่าง และเสียงก็กระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ เสียงตะโกนที่ได้ยินเป็นประโยคร้องเตือนแต่จับใจความไม่ได้นั้นดังมาจากไกลๆ ใจกระตุกแรงก่อนจะเต้นรัวถี่เมื่อได้ยินประโยคพวกนั้นชัดเจน

“มีคนบุกรุกเข้ามาในบ้านคร้าบ มีคนปีนรั้วเข้ามา”

น่าจะเป็นเสียงตะโกนของคนงานในบ้าน โจมไม่ได้ติดใจเรื่องนี้ แต่ที่แปลกใจคือทำไมถึงได้คิดไปถึงคนที่อยู่ไกลข้ามประเทศได้ขนาดนี้ 

กำลังหวังอะไรอยู่หรือโจม กำลังหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อะไรอยู่
 
จบตอนที่ 31

TRomance's Fic Fanpage

ซื้อหนังสือ เรื่องนี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #69 FDB88 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 09:59

    บ้านนี้น่ากลัวมาก ดีก็ดีใจหายแต่ต้องอยู่ในโอวาทนะไม่งั้นก็โดนทำร้ายอีก ถ้าออกไปได้แล้วอย่ากลับมาอีกนะโจม / ป๋าและเพื่อนๆมาช่วยชัวร์เลย

    #69
    0