เด็กป๋า

ตอนที่ 29 : เด็กป๋า ตอนที่ 29

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

TRomance's Fic Fanpage

เด็กป๋า ตอนที่ 29

โจมไม่เคยสนใจคำสัญญา ไม่เคยแม้แต่เชื่อคำสาบาน
 
คำพูดที่พ่นออกมาจากลมปาก โจมให้มันเป็นส่วนหนึ่งของสายลม เข็ดขยาดตั้งแต่มันออกมาจากปากเฮียโดยไม่เคยยืนยันด้วยการกระทำแล้ว

ครั้งแรกสำหรับโจมมันฝังใจ แต่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นผู้ชายที่หวาดระแวงสำหรับครั้งต่อๆ ไปเช่นกัน

ความทรมานที่เกิดจากการห่างและระยะทางเป็นตัวยืนยันว่าไม่ใช่ไอ้ป๋าขี้เก๊กแค่คนเดียวที่รู้สึกว่าระหว่างเราคือความรัก โจมเองก็เริ่มรู้สึกอย่างนั้นแล้วเหมือนกัน ความเหงาและความคิดถึงมันกัดกินจนทรมาน

แต่ห่างครั้งนี้มันทรมานต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิง 

ครั้งนั้นเราตัดขาดจากการเห็นหน้ากัน ได้ยินแต่เสียงผ่านโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว ส่วนหนึ่งเพราะเฮียเป็นลูกหลานคนจีน ความมุ่งมั่นสูง การติดต่อกับโจมเพื่อใช้เป็นแรงขับเคลื่อนของกำลังใจถูกเอามาเปรียบเทียบกับเม็ดเงินที่จะต้องเสีย สายเลือดนักธุรกิจมักจะเลือกเงินมากกว่าความสุขทางใจเพียงอย่างเดียว แรกๆ ยอมรับว่าทรมานเจียนตาย รอคอยเวลาที่เฮียจะโทรมาคุยด้วย แต่พอนานๆ ไปก็ปรับตัวได้ จากการรอคอยกลายเป็นความเคยชิน จากที่ต้องคอยถามและปรึกษาเฮียทุกอย่างกลายเป็นโจมเริ่มจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง จนพัฒนามาใช้ชีวิตคนเดียวได้ แรงกดดันทุกทางส่งผลให้โจมกลายเป็นคนเย็นชาในที่สุด

แต่ตอนนี้ตัวเองได้พบความทรมานที่ร้ายแรงกว่าครั้งนั้นแล้ว ความทรมานนี้เกิดจากการได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงแทบจะตลอดเวลาที่คนเอาแต่ใจมันว่าง ยิ่งได้เห็นหน้า ยิ่งได้ยินเสียง มันยิ่งทรมาน สิ่งเร้าพวกนี้ทำให้โจมเป็นคนที่ไม่มีความพอดีในชีวิต โจมอยากได้มากกว่านี้ อยากอยู่ใกล้ๆ และอยากได้รับการสัมผัส ความรู้สึกที่ต้องปกปิดจนทรมานนี้กำลังเกาะกินในความรู้สึก

“มาตรงกับช่วงซัมเมอร์ตอนนี้เรียนแค่ภาษา ป๋าเลยมีเวลาว่าง”

ว่างจนมีเวลาโทรมาวุ่นวายกับชีวิตโจมได้ทั้งวัน เงิน 1 ปอนด์มูลค่า 50 บาท ไม่ได้สะเทือนขนหน้าแข้งเส้นไหนสักเส้นของป๋าเลยจริงๆ โจมไม่ได้วางใจเอาไว้ที่ป๋าเพราะคำว่าสาบาน แต่โจมยึดถือการกระทำของคนที่บ้าสุดโต่งอย่างป๋ามากกว่า โจมไม่คิดไม่ฝันจริงๆ ว่าเทวดาอีกคนที่ใครๆ เค้ากล่าวอ้าง ตัวตนจริงๆ จะเป็นคนที่คาดไม่ถึงแบบนี้ จะว่าไปโจมก็เป็นคนที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึงเหมือนกันนี่นะ
จากที่เคยตื่นเต้นเพราะได้ยินเสียงโทรศัพท์ กลายเป็นถอนหายใจรดใส่ซะอย่างนั้น เสียงเพลงบ่งบอกว่าใช่ แต่มันเคยคิดบ้างมั้ยว่านี่มันโทรมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันแล้ว

“พ่อเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันหรือไง”

“เปล่านี่ ป๋าไม่เคยบอกเหรอว่าพ่อป๋าทำธุรกิจอะไร”

ระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันทำให้รู้ว่ามันเข้าใจความหมายที่ตั้งใจประชด ประชันแน่ๆ มันตั้งใจจะแหย่โจมเฉยๆ 

“มีอะไรหรือเปล่า”

“มีสิ เฮ้ยโจม คิดถึงจะตายอยู่แล้วรู้มั้ยเนี่ย”

ต้องขอบคุณบั้นท้ายบริสุทธิ์ที่มัดใจไอ้บ้านี่เอาไว้ใช่มั้ย 

“อืม รู้แล้ว”

ตอบกลับไปได้แค่นี้แหละ ไม่ได้ระอาใจ ไม่ได้รำคาญ แต่มันไม่ชินกับการเกี้ยวแบบหน้าซื่อตาใสบวกหน้าด้านของมัน ตอนนี้โจมไม่ต้องปั้นหน้าเฉยชาใส่แล้ว การอยู่กับตัวเองทำให้หน้าร้อนฉ่าจนรู้สึกได้ ต้องคอยแอบเขินตอนที่ไม่มีใครเห็นนี่แหละ ปลดปล่อยออกไปได้แค่ตอนนี้ เพราะต่อหน้าคนอื่นโจมยังต้องเป็นเทวดาผู้เย่อหยิ่งตามคำสั่ง

“กินข้าวหรือยัง”

“ยังเลย”

“เดินไปที่ตู้เย็นนะ แล้วอ่านโน๊ตที่ป๋าแปะไว้สามครั้งดังๆ ด้วย”

“อยากให้นิติบุคคลขึ้นมาไล่หรือไง นี่ที่พักอาศัยนะไม่ใช่ตลาดนัด”

ใครจะไปบ้าตามมัน โน๊ตที่มันสั่งทำไว้เป็นแม็กเน็ตติดตู้้เย็นครึ่งหนึ่งของกระดาษเอสี่เห็นจะได้ ข้อความที่อยู่บนโน๊ตอันนั้นมีใจความปัญญาอ่อนๆ ว่า ‘ถ้าโจมอดข้าว 1 วัน ป๋าก็จะเรียบจบช้าไป 1 วันเช่นกัน ความผิดทั้งหมดนั้นโจมเป็นคนทำ “ทำให้ป๋าเป็นห่วงจนไม่มีใจจะทำอะไรต่อไป”’

สามเพื่อนสนิทของมันต้องระเบิดเสียงหัวเราะทุกครั้งที่ไปเปิดตู้เย็นหาน้ำกิน บอกตรงๆ ว่ารู้สึกอาย แต่ก็นั่นแหละ จะแสดงออกว่าอายก็ไม่ได้

“แล้วไอ้พวกนั้นมันจะมาหามั้ยวันนี้”

ไอ้พวกนั้นที่ว่าก็เพื่อนสนิทป๋านั่นแหละ ทุกวันนี้ได้ฉายาเป็นบอดี้การ์ดของโจมไปแล้ว พวกที่รอเวลาเสียบเพราะคิดว่าโจมหลุดจากมือป๋าก็ตั้งฉายาให้สามคนนั้นว่าหมาเฝ้ากระดูก พอป๋าไปอังกฤษสามคนนี้ถูกโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นเพื่อนสนิทโจมแทน

“เห็นบอกว่าเลิกเรียนจะแวะมานะ”

วันนี้โจมไม่มีเรียนเลยได้แต่นั่งๆ นอนๆ อยู่ที่คอนโด ไม่ได้อดข้าวเพราะตรอมใจ แต่เพราะว่าไม่อยากสั่งขึ้นมาให้ยุ่งยากและไม่อยากออกไปข้างนอกต่างหากล่ะ ห้องชุดสุดหรูที่ใครๆ อยากมาอยู่มีโจมเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว 

หลังจากวันที่ป๋าบินไปอังกฤษ โจมก็ต้องอพยพจากคอนโดชั่วคราวมาอยู่ในสถานที่ที่ตัวเองคิดว่าคุ้นเคยมากกว่าบ้านที่อยู่มาทั้งชีวิตเช่นกัน ป๋าไม่อยู่ไทยแล้ว ไอ้แมนก็กลายเป็นแค่ขยะสังคมคนหนึ่งที่ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป แต่ถึงทุกคนจะลงความเห็นว่าอย่างนั้น ป๋าก็ยังกำชับเพื่อนๆ ให้เฝ้าระวังเรื่องนี้เสมอ มันคิดว่าโจมดูแลตัวเองไม่ได้และตามใครไม่ทันขนาดนั้นเลยหรือไงนะ

“เหงาหรือเปล่า”

มันคือสิ่งที่โจมเคยคิดกลัวตอนที่รู้ว่าเราจะต้องห่างกัน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มีเวลาไหนสักเวลาไหมที่โจมจะต้องเหงา ในเมื่อเสียงตามสายข้ามประเทศเข้ามาจนแทบจะไม่มีเวลาว่าง ก่อนนอนต้องออนไลน์ให้มันเห็นหน้า บางครั้งคุยๆ กันมันยังใช้ให้โจมออนไลน์เพื่อเปิดจออยู่บ่อยๆ 

“ไม่เหงาหรอก อยู่ได้”

“แต่ป๋าเริ่มอยู่ไม่ได้แล้วอะ”

“ทำไมอีกล่ะ อย่างอแงนะป๋า นายบอกเองนะว่าจะอดทน”

“ครับ จำได้”

จริงๆ ใจอ่อนยวบตั้งแต่ได้ยินเสียงหงอยเหงานั่นแล้ว แต่ถ้าไม่แข็งใจเราจะผ่านตรงนี้ไปไม่ได้ นี่เพิ่งจะเริ่มต้น อีกสองปีนับจากนี้โจมไม่รู้เลยว่าจะเจอบททดสอบอะไรอีกบ้าง ในเมื่อคุยกันแล้วว่าเราไม่ต้องการรักแบบปั๊บปี้เลิฟหรือรักแบบฉาบฉวยอย่างที่ใครๆ บัญญัติให้เป็นรักของผู้ชายกับผู้ชาย เราก็จะต้องอดทนข่มใจไปพร้อมๆ กัน

“ป๋า”

เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเงียบผิดสังเกต โจมก็จะต้องเป็นอีกฝ่ายที่คอยกระตุ้นว่าเราสองคนยังคงคุยกันผ่านเสียงตามสาย

“ครับ”

“เป็นอะไรไป”

“รอฟังไง รอฟังโจมด่า ป๋าจะได้มีแรงฮึด”

“เป็นพวกมาโซเหรอ ชอบถูกด่าเนี่ย”

“อือ เมียด่าไม่เป็นไร ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมกันได้ แต่ถ้าคนอื่นด่านี่ตายกันไปข้าง”

“แล้วเมียจะอยู่กับใคร”

“เออว่ะ นั่นดิ เมียหล่อด้วยดิ คิดหนักเลย งั้นป๋าเปลี่ยนเป็นมันตายสถานเดียวแล้วกัน โจมจะได้สบายใจ”

“ถึงขั้นนี้แล้วไม่ต้องหยอดแล้วก็ได้ ไม่ต้องซื้อด้วยเงินก็พร้อมเป็นของตายแล้วนี่”

“แฮ่ๆ ถึงมันจะเหมือนถูกบอกรักกลายๆ แต่ป๋าก็อยากได้ยินแบบตรงๆ บ้างเหมือนกันนะ”

“ไว้เจอกันแล้วจะบอก”

“งั้นหน้าหนาวมาหาป๋าที่อังกฤษหน่อยสิ”

“บ้าเหรอ อังกฤษนะไม่ใช่เชียงใหม่ นึกจะไปก็ไป แล้วหน้าหนาวมีอะไรดีเหรอถึงอยากให้ไปหา”

“มีเมียให้กอด อุ่นดีไง”

“ไอ้บ้าป๋า ถ้าว้อนมากนักเข้าห้องน้ำชักออกบ้างก็ได้นะไอ้บ้ากาม”

“ฮ่าๆ ป๋าไปหาอะไรกินก่อนนะโจม ส่วนโจมก็หาอะไรกินด้วยนะ ถ้าโทรมาอีกครั้งแล้วรู้ว่ายังไม่ได้กินอะไร ไอ้สามตัวนั่นตาย”

ก็สมกับเป็นป๋าดีนะ ทำอะไรโจมไม่ได้ก็ขู่ด้วยการทำร้ายคนอื่น ส่ายหัวใส่โทรศัพท์ที่ยังมีภาพของคนโทรมายิ้มโชว์ฟันอยู่เต็มหน้าจอ รอจนไฟดับเข้าโหมดเซฟพลังงานถึงได้โยนทิ้งไว้บนโซฟาใกล้ๆ 

บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขสดใสนี้เป็นเพียงสิ่งที่เราสองคนสร้างขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจกันและกันเท่านั้น ถึงจะค่อนขอดว่าอีกฝ่ายโทรมาบ่อยเกินไป แต่ถ้าป๋าห่างหายการโทรไปนานกว่าที่เป็น โจมก็คอยแต่ชำเลืองมองว่าเมื่อไหร่ไฟหน้าจอโทรศัพท์จะสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง เสียงคุ้นหูจะแว่วดังเข้ามาให้ได้ถอนหายใจ(แสร้ง)ทำว่าเบื่อหน่ายทั้งๆ ที่ในใจลิงโลดอีกครั้ง

ถ้าป๋าเสมอต้นเสมอปลายแบบนี้ โจมเชื่อว่าสองปีไม่ได้นานจนรอไม่ไหว แต่ถ้าในระหว่างทาง มีเหตุอะไรที่ทำให้เราสองคนขาดการติดต่อ โจมเองก็ไม่รู้ว่าจะรับสภาพตัวเองในฐานะอดีตเด็กป๋าไหวมั้ย

สถานการณ์ทางบ้านโจมเงียบจนเกือบลืมนับไปว่าเป็นหนึ่งในอุปสรรค แต่โจมรู้ดีว่าช่วงที่คลื่นลมสงบเยือกเย็นนี่แหละน่ากลัวนัก วันก่อนมีโอกาสแวะร้านตัดผมที่ใช้บริการเป็นเจ้าประจำ นิตยสารไฮโซฉบับหนึ่งทำให้โจมตาสว่างว่าทำไมเฮียและป๊าถึงได้ใจเย็นนัก การดองกันของตระกูลใหญ่สองตระกูลทำให้เฮียเป็นที่รู้จักในนามนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง ทายาทรุ่นต่อไปของตระกูลที่โจมอาศัยนามสกุลเดียวกันอยู่ ชื่อเสียงเป็นใบเบิกทางในการต่อยอดทางธุรกิจ ไม่ได้แปลกใจที่มองเห็นป๊าและอาโกวบนเก้าอี้มังกรฝังมุกอลังการ มีเฮียและภรรยาหมาดๆ ยืนยิ้มน่าประทับใจอยู่ด้านหลัง แบคกราวน์เลือนลางนั้นเป็นบ้านโจมเอง

บทสัมภาษณ์เป็นไปตามสเตปของนิตยสารทั่วๆ ไป คำตอบเชิงบวกล้วนส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้สองตระกูล ทัศนคติในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจเพอร์เฟคจนน่าทึ่ง กวาดตาอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกจนต้องมาสะดุดลมหายใจกึกเอาสองบรรทัดสุดท้าย 
ในอนาคตมือขวาของทายาทคนแรกของตระกูลในฐานะเสาหลักคนต่อไปในธุรกิจคือลูกชายคนโตของเจ้าสัวนั่นเอง
แค่สองบรรทัดสุดท้ายเล่นเอาฝ่ามือเย็นเฉียบ หนังสือร่วงหล่นพื้นจนช่างตัดผมต้องหยิบขึ้นมาให้ใหม่ เค้าไม่ได้ลืมลูกนอกคอกอย่างโจม ความเงียบไม่ได้หมายความว่าเค้าไม่คิดจะจัดการอะไรในตัวโจม ป๊ากับเฮียไม่ได้จัดการกับโจมแบบตาต่อตาฟันต่อฟันอย่างที่ได้เตรียมใจเอาไว้ เค้าวางแผนกำหนดชีวิตโจมสไตล์กองโจร ซุ่มทำเพื่อให้เป้าหมายตายใจ แยบยลจนลืมป้องกันตัวเองเอาไว้ พอล่วงรู้ขึ้นมาถึงได้ช็อคทำอะไรไม่ถูกอย่างวันนั้น

ถ้าโจมต้องใช้ชีวิตลำพังอย่างวันวาน ตอนนี้โจมอาจจะเป็นไอ้หัวอ่อนที่เฮียกับป๊าจะสั่งให้ทำอะไรก็ได้ มันก็เหมือนๆ กับการเดินหมากรุกตัวหนึ่งให้ได้แต้มที่ตัวเองต้องการเท่านั้นเอง การที่โจมลุกขึ้นมาแข็งข้อ ไม่ได้ทำให้ที่บ้านตัดหางปล่อยวัดหรือคิดกำจัดโจมแต่อย่างใด

เค้ากำลังรอวันที่จะกระชากโจมไปเป็นหมากในกระดานแผ่นเดิมที่เค้าวางแผนเอาไว้แล้วอย่างดีเท่านั้นเอง

“คิดอะไรอยู่”

“เฮ้ย เฮ้อ พี่เบส คิดว่าใคร มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง”

“ให้เสียงแล้ว แต่โจมแหละเหม่ออยู่ เหม่ออีกแล้วเหรอ”

“เปล่าครับ โจมแค่คิดอะไรเพลินๆ พี่แย้กับพี่มหาล่ะครับ”

“มันรอซื้อไก่ย่างรถเข็นอยู่ข้างล่าง พี่ขึ้นมาก่อน เอาของมาเก็บด้วย มาตากแอร์ด้วย ร้อนมาก”

“เพื่อนพี่ก็บ่นว่าร้อนครับ”

“มันโทรมาแล้วเหรอวันนี้”

“โทรมาเหมือนโทรฟรีอะครับ โทรทั้งวัน”

“นี่มันก็โทรสั่งพวกพี่ทั้งวันจนสมองรวนไปหมดแล้วเหมือนกัน”

“เกี่ยวกับโจมเหรอครับ”

“ก็มีเรื่องเดียวแหละที่มันห่วงจนเว่อร์ อีกหน่อยมันคงให้โจมไปฝังชิฟแน่ๆ ”

“เพื่อนพี่มันบ้านี่ครับ พี่ไม่ต้องเต้นตามมันมากก็ได้ครับ มันเว่อร์”

“ไม่ลำบากหรอกน้องโจม รำคาญมันไปงั้นแหละ ไม่มีมันก็คิดถึง แต่พี่ไม่ได้คิดอะไรกับมันนะ เดี๋ยวน้องโจมคิดมาก ถ้าเป็นไอ้มหาก็ว่า
ไปอย่าง”

“คนที่มึงนินทาอยู่เค้าได้ยินนะเว้ยไอ้เบส ไอ้ห่า นินทากูระยะเผาขน”

“มึงพูดหยาบช้าต่อหน้าน้องโจมกูจะฟ้องไอ้ป๋า”

“ถ้ามึงฟ้องไอ้ป๋านะ มึงตบปากกูตอนนี้เลยดีกว่า ลดโทษกูไปได้กึ่งนึง”

ดูเหมือนทุกคนจะออกแนวกลัวและเกรงป๋า แต่เวลาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาก็เถียงกันแบบไม่มีใครยอมใคร เหมือนทุกคนเสมอภาคกัน แต่ลับหลังแล้วดูทุกคนกลัวกันแบบออกนอกหน้ามาก

“ทำไมพวกพี่รู้สึกกลัวป๋าตอนอยู่ลับหลังอะครับ ต่อหน้าไม่เห็นพวกพี่จะกลัวเลย”

“ก็ต่อหน้าที่พวกพี่กล้าเถียงมันเพราะน้องโจมอยู่ไง เลยใจดีสู้เสือไปงั้น แหะแหะ ไม่มีใครอยากเห็นไอ้ป๋าตอนโกรธหรอก ความรู้สึกมันจะเหมือนๆ กำลังร้องหาว่าหลุมหลบภัยกูอยู่ไหน”

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“เมื่อก่อนไอ้ป๋ามันมีสองอารมณ์เองนะ”

“อารมณ์ไหนบ้างอะครับ”

“อารมณ์หงุดหงิดกับอารมณ์โกรธ หงุดหงิดนี่เป็นอารมณ์มาตรฐานของมัน”

ต่างกับตอนอยู่กับโจมจริงๆ ด้วย เวลาอยู่กับโจมถ้าไม่นับสภาวะที่มันมีบุคลิกเป็นผู้นำแล้ว มันมีแต่บ้าๆ บอๆ ปัญญาอ่อน หื่นกามและเสี่ยวกินเท่านั้น 

“มึงกล้ามากนะมหา มึงกล้านินทามันต่อหน้าเมียมันเนี่ย”

เหมือนที่ผ่านมาพี่มหาเค้าลืมตัว พอพี่แย้ท้วงขึ้นมาเท่านั้น พี่มหาถึงกับหน้าถอดสีขึ้นมาทันที 

“ตามสบายครับพี่ โจมไม่ใช่คนขี้ฟ้อง”

“งั้นดีเลย พี่จะได้นินทามันต่อ ฮ่าๆ ๆ”

“พอเหอะมหา แค่นี้มึงก็จมตีนมันแน่ๆ อยู่แล้วถ้ามันกลับมาอะ ไปเปิดทีวีดูข่าวบ้านเมืองบ้างดีกว่า”

“เออ ก็ได้ๆ จริงๆ นินทาไอ้ป๋ามันกว่าดูข่าวในทีวีตั้งเยอะ อ๊ะ ข่าวบันเทิงพอดี”

ไม่ได้ตั้งใจจะชายตาไปดูทีวี แต่ที่เหลือบไปมองเพราะเสียงอุทานของพี่มหาเรียกร้องความสนใจขึ้นมาต่างหาก มันจะไม่เป็นอะไรเลยถ้าเรื่องที่ทำให้เหม่อไปจนพี่เบสต้องร้องทักจะตามมาหลอกหลอนถึงในทีวี

“ใครวะมหา ดาราใหม่เหรอ หล่อดีนะ”

“เดี๋ยวนี้มึงหันมามองคนหล่อแล้วเหรอแย้”

“กูพูดไปตามสิ่งที่เห็นเว้ย”

“ไม่รู้ว่ะ เพิ่งเคยเห็นหน้า ถ้าไม่ใช่ดาราใหม่ก็เซเลปล่ะวะ”

เสียงพูดคุยของพี่แย้กับพี่มหาเป็นประโยคที่ถากๆ หูไปแค่พอจับใจความได้ สิ่งที่น่าสนใจคือภาพในทีวีต่างหาก เฮียเริ่มออกงานสังคมและเริ่มโผล่หน้าทางทีวีให้เห็น น่าจะเป็นเพราะภรรยาเป็นสาวสังคมอยู่แล้วแน่ๆ 

“น้องโจมครับน้องโจม”

“ครับ มีอะไรครับพี่เบส”

“เห็นน้องโจมมองเหมือนสนใจ หรือว่ารู้จักผู้ชายคนนั้นครับ”

“ครับ รู้จัก”

“ถึงว่า ดูท่าทางสนใจ”

“แค่แปลกใจที่เห็นเค้าในทีวีน่ะครับ”

“อ้าว เค้าไม่ได้เป็นดาราหรอกเหรอครับ หรือเค้าเป็นไฮโซอย่างที่มหาว่า”

“เค้าเป็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องโจมเองครับ”

“อ่อ”

“แล้วเค้าก็เป็นแฟนเก่า”

รู้ว่าถ้าบอกไปแล้วทุกคนต้องช็อค แต่ถ้าไม่บอก สักวันหนึ่งทุกคนจะต้องรู้อยู่ดี โจมรู้สึกว่าการที่จะต้องเสแสร้งและปกปิดเรื่องบางอย่างไว้เพื่อกันตัวเองออกจากโลกภายนอกมันอึดอัดมาก และรู้สึกว่าถ้าเราได้ระบายเรื่องบางเรื่องออกไปบ้าง เรื่องหนักอกทั้งหลายก็จะทุเลาเบาบางลง เหมือนที่โจมค่อยๆ เปิดใจกับป๋า กล้าที่จะเปิดเผยตัวตนของตัวเองให้ใครๆ ได้เห็น อย่างน้อยก็กับคนที่โจมคิดว่าไว้ใจได้ 

“แล้วเค้าก็เป็นรักแรกของโจมด้วยครับ”

จากช็อคกลายเป็นทุกคนจิตหลุดลอยออกจากร่าง พี่มหาทรุดนั่งลงบนโซฟา มือควานหาหมอนอิงมากอดเอาไว้แนบอก ปากกัดมุมหมอนแล้วก็ปล่อย ทำซ้ำๆ อยู่แบบนั้นเหมือนกำลังใช้ความคิด พี่แย้ตบบุหรี่ออกจากซอง ตาเริ่มมองหาไฟแช็กตามโต๊ะหรือตู้วางของแล้วหายออกไปนอกระเบียง เหลือไว้แต่พี่เบสที่เริ่มกระพริบตาปริบๆ เหมือนกำลังจูนสติให้เข้าที่

“แล้วไอ้ป๋ารู้เรื่องนี้มั้ย”

“เค้ารู้ครับ แต่เค้าไม่เคยเห็นหน้าแล้วไม่รู้จักว่าเป็นใคร นอกจากรู้ว่าเป็นพี่น้องกัน”

“มันโกรธหรือเผลอทำร้ายน้องโจมมั้ย”

“ไม่ครับ”

“แล้วมันผ่านนาทีนั้นมาได้ยังไง นาทีที่รับรู้ว่าก่อนหน้านั้นน้องโจมมีแฟนอยู่แล้ว”

“โจมไม่แน่ใจว่าเค้าผ่านมาได้เพราะโจมตอบรับเป็นแฟนเค้า หรือเพราะโจมบอกเค้าว่าโจมกับพี่ชายเรารักกันเหมือนที่โจมเคยเข้าใจ
ไม่ได้อีกแล้ว”

“เพราะเค้าเป็นพี่ชายเหรอครับ”

“เพราะจริงๆ แล้วเราไม่ได้รักกันต่างหากครับ มันเป็นเพียงสิ่งที่โจมใช้หลอกตัวเอง และเป็นคำที่ใช้กดโจมไว้ไม่ให้เตลิดออกนอก
กรอบที่เค้าวางไว้เท่านั้น”

“พี่เริ่มจะเข้าใจความรู้สึกไอ้ป๋าแล้วล่ะ”

“ครับ ยังไงเหรอครับพี่เบส”

“มันไม่ได้รักเว่อร์ห่วงเว่อร์หวงเว่อร์อย่างที่พี่ชอบด่ามันไป”

“หมายถึงเรื่องโจมเหรอครับพี่”

“อืม ตอนแรกพวกพี่ชอบด่ามันที่มันเยอะเรื่องน้องโจมน่ะ พี่คิดว่าเป็นเพราะมันเริ่มรู้จักความรัก มันเลยล้นขนาดนี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่มันเว่อร์หรอก”

“แล้วเพราะอะไรครับพี่”

“เพราะน้องโจมน่าเป็นห่วงจริงๆ ไง น้องโจมเหมือนกระจกที่ทำให้ไอ้ป๋ามันมองเห็นตัวเอง มันยอมไปเรียนเมืองนอกง่ายๆ ทั้งๆ ที่ต่อต้านมาตลอด เพราะมันรู้แล้วว่ามันต้องการอะไร นอกจากน้องหนูแล้วก็ยังมีโจมนี่แหละที่มันต้องดูแล แล้วถ้ามันยังทำตัวไม่เอาไหนเหมือนเดิม คงไม่มีใครยอมรับในตัวมันและวางใจให้มันเป็นผู้นำได้ไง”

“ดูเป็นหลักการซะจนไม่เข้าใจอะครับพี่เบส”

“ไอ้ป๋ามันอยากเป็นคนที่คู่ควรกับทุกสิ่งทุกอย่างในสายตาคนที่มองดูมันอยู่อะ แล้วแรงบันดาลใจของมันก็คือน้องโจม”

“ไม่เห็นมันจะบอกโจมได้ยิ่งใหญ่เท่าที่พี่เบสบอกเลย”

“ไอ้ป๋ามันพูดไม่เก่งเท่าการกระทำหรอก ไอ้บ้านี่มันฝังใจกับนิทานเรื่องราพันเซลแน่ๆ มันอยากช่วยเจ้าหญิงออกมาจากหอคอยในชีวิต
จริงของมัน”

แล้วไอ้บ้านั่นวางโจมเป็นนางเอกเหรอ? ราพันเซลเวอร์ชั่นป๋าเป็นผู้ชายเนี่ยนะ!! 

มันอยากช่วยโจมออกมาจากหอคอย แล้วมันเอาตัวรอดเรื่องตัวเองได้มั้ย หรือว่าจริงๆ แล้วตัวเองไม่มีดวงในเรื่องความรัก พอใจเริ่มบอกว่าเจอคนที่ใช่ อุปสรรคใหญ่ก็มาขวางไว้ทุกทางทันที 

ไม่เคยตื้นตันใจ อิ่มเอมในหัวใจ และเหนื่อยใจพร้อมกันขนาดนี้มาก่อน บททดสอบมันยิ่งใหญ่กว่าที่เคยคิดไว้มาก ไม่มีมือให้จับจูงเพื่อเดินไปพร้อมกัน มีแต่กำลังใจที่ต่างฝ่ายต่างคอยเติมให้เวลาที่อีกฝ่ายต้องการเท่านั้น 
 
จบตอนที่ 29

TRomance's Fic Fanpage

ซื้อหนังสือ เรื่องนี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #67 FDB88 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 09:33

    อดทนไว้นะทั้งคู่ เดี๋ยวก็ผ่านไป / เพื่อนๆป๋าน่ารักทุกคนเลย

    #67
    0