เด็กป๋า

ตอนที่ 18 : เด็กป๋า ตอนที่ 18

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

TRomance's Fic Fanpage

เด็กป๋า ตอนที่ 18

เสียงลือเสียงเล่าอ้าง    อันใด   พี่น้องเอย
ทุกถ้อยพ่นเฉลย        เขาว่า (มา)
ไม่มีใครเลยถามกู       ความจริง   เป็นไฉน
ปากต่อปากบอกพ่น     ตัวตน(โคตร)ไร้ใจ

ทุกสิ่งที่หลอมรวมเป็นป๋าในสายตาคนอื่น เริ่มต้นมาจาก ‘น้ำลาย’

เค้าว่ากันมาแล้วก็สรุปกันเอาเองว่าคนอย่างป๋าเป็นยังไง 

เสเพล ไม่เอาถ่าน หาดีไม่ได้ ไร้ใจ ใช้ผู้หญิงเปลือง 

ถูกเกลียดในสังคมชายแท้อาจจะไม่สะใจคนวางแผนโชคชะตาชีวิต ป๋าได้รับเกียรติให้ถูกเกลียดในหมู่ชายรักชาย เพราะป๋าฟาดได้ทุกวงการ

ความจริงป๋าก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง มีรัก โลภ โกรธ หลง มีความต้องการทุกพื้นฐานของคนมีหัวใจทุกคน แค่ยังหาไม่เจอเลยไม่มีใครเห็น
ถ้าใครลองมาเห็นป๋าวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับหมาหัวเน่าโดนเจ้าของทิ้งดีๆ นี่เอง ได้มาส่งโจมแค่หน้าบ้าน ไม่แม้แต่จะได้เหยียบเข้าไปข้างในรั้วสูงใหญ่หนาทึบรั้วนั้น รั้วที่สูงจนมองเห็นแค่จั่วหลังคาบ้าน เดาไม่ได้ว่าข้างในมีสภาพเป็นอย่างไร

เด็กป๋าคนล่าสุดพิเศษใส่ไข่และไม่เหมือนใครที่ผ่านเข้ามาจริงๆ มันจะแปลกตรงไหนที่ตัวเองจะเริ่มสนใจใครสักคน ผู้ชายคนนี้เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ หลังแนวรั้วสูงใหญ่ โจมอาจจะเป็นทายาทมาเฟีย ยากูซ่า ผู้ก่อการร้ายหรือจะเป็นเครือข่ายขนยาเสพย์ติดก็ไม่รู้
ต่อให้เป็นมือขวาของบินลาดินป๋ายังไม่สนใจเลย แต่ที่ยังนั่งมองหลังคาบ้านเค้าอยู่อย่างนี้เพราะอยู่ดีๆ ก็เหงาขึ้นมา เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนขี้เหงาขนาดนี้ก็ตอนที่มีใครอยู่ใกล้ๆ มาหลายวัน แล้วอยู่ๆ ก็ต้องห่างกันนี่แหละ

ใช่โจมคนเดียวซะที่ไหนที่มีธุระต้องสะสาง ป๋าเองก็มีธุระให้ต้องไปจัดการเหมือนกัน พ่อโทรหาหลายวันแล้วแต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องสนใจ ถ้าเรื่องไหนที่ป๋าไม่สนใจอย่าคิดว่าจะสน แต่ลูกเสือเขี้ยวเล็บน่ากลัวแค่ไหน พ่อเสือต้องเหนือกว่านั้นอยู่แล้ว โทรหาบ่อยๆ เข้าถ้าป๋าไม่สนใจ ตัวช่วยที่พ่อรู้ดีว่าป๋าไม่เคยขัดได้เลยคือน้องหนู

“ป๋า ป๋าจ๋า ไหนว่าจะมาหาน้องหนูไง”

“ป๋าไม่ว่างเลยนี่คะ”

“ป๋าทำอะไร ทำไมไม่ว่าง”

“ป๋า เอ่อ...”

ถ้าบอกตามความจริงว่าเฝ้าเจ้าชายให้น้ำแข็งละลายจะทำให้น้องหนูสับสนกับระบบการใช้ชีวิตหรือเปล่านะ แต่ป๋าก็ไม่ถนัดเรื่องอ้อมค้อมสักเท่าไหร่

“ว่ายังไง น้องหนูรอฟังอยู่นะ”

“พอดีพี่โจมไม่สบาย ป๋าต้องอยู่ดูแลเหมือนตอนน้องหนูไม่สบายไง”

รู้ไหม?? บางทีการสร้างเรื่องหลอกเด็กก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ลำบากใจน้อยลงกว่าผู้ใหญ่เลยนะ ถึงเด็กจะไม่รู้ แต่เรารู้อยู่แก่ใจ

“พี่โจมไม่สบายเหรอคะป๋า แล้วพี่โจมไม่สบายยังไงคะ”

เคยนึกชื่นชมและภูมิใจกับความฉลาดและช่างพูดช่างคุยของน้องหนู แต่ตอนนี้เริ่มอยากให้น้องหนูฉลาดพูดน้อยลงกว่านี้เสียแล้ว คำพูดใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กเริ่มจะต้อนให้ป๋าจนมุม

“พี่โจมเลือดออกค่ะ”

“อะไรนะคะ”

“พี่โจมมีดบาดค่ะ ไม่มีอะไรร้ายแรง”

“บอกพี่โจมว่าน้องหนูเป็นห่วงนะคะ”

“ค่ะ”

โล่งใจที่น้องหนูไม่ขอพูดสายกับโจม เพราะถ้าน้องหนูร้องขอขึ้นมาก็ไม่รู้จะเรียกให้โจมมารับสายได้ยังไง ตอนที่อยู่กันสองคนห้องทั้งห้องก็ไม่ต่างอะไรกับอยู่คนเดียวสักเท่าไหร่ แต่พอต้องอยู่คนเดียวจริงๆ แล้วถึงจะรู้สึกว่าเหงาชิบหาย อ้างว้างโคตรๆ เลย เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าคอนโดไม่ใช่ปลายทางที่อยากจะกลับไป โจมเข้าบ้านไปนานแล้วแต่ที่ยังไม่ออกรถไปไหนเพราะหวังว่าอีกฝ่ายจะโทรมาบอกบ้างว่าตอนนี้เป็นยังไง

ทุกอย่างเงียบสนิท จนได้ยินเสียงรถที่วิ่งไปมาชัดเจน 

“น้องหนูคะ”

“ขา ป๋ามีอะไรเหรอ”

“เดี๋ยวป๋าไปหาที่บ้านนะ”

ถึงบ้านจะไม่ใช่ที่ที่อยากกลับสักเท่าไหร่ แต่บ้านก็ยังมีน้องหนูให้ยิ้มได้ อย่างน้อยก็ดีกว่ากลับไปนอนดมกลิ่นที่เริ่มจะคุ้นเคยคนเดียวล่ะวะ

เรื่องแข่งรถถ้าบอกปฎิเสธออกไปก็จะกลายเป็นไอ้ป๋าขี้ขลาดตาขาว ถึงจะไม่แน่ใจว่าโจมใช่คนที่สำคัญหรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากให้โจมซ้อนท้ายลงแข่งอีกแล้ว ทั้งหวงทั้งห่วงจนหาสาเหตุไม่ได้ รู้แต่ว่าถ้าโจมซ้อนจะเป็นกังวลจนไม่มีสมาธิบังคับรถแน่ๆ 

รู้สึกว่าความมั่นใจและความแข็งกระด้างในตัวเองน้อยลง โจมไม่โทรมาก็ร่ำๆ อยากจะโทรหาซะเอง แต่กลัวเค้าจะติดธุระสำคัญอยู่กับครอบครัวเลยได้แต่ข่มใจมองหลังคาบ้านแทนการร่ำลา ความจริงแล้วตัวเองก็หวังสูงเกินไป โจมไม่ใช่คนอื่นที่อยากอยู่ใกล้และออดอ้อนออเซาะอย่างที่เคยเจอมา ไอ้เรื่องจะให้โจมมาหวานใส่นี่ท่าทางจะฝันเร็วไปอีกสิบชาติ

เป็นไงล่ะ คนง่ายๆ สบายๆ เข้ามาให้เลือกไม่รู้เท่าไหร่ต่อไหร่เสือกไม่ชอบ ดันไปชอบคนที่ได้มาง่ายๆ แต่เดาใจยาก พอเริ่มจะรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังอยู่ในอาการของคนมีความรัก ก็ดันไปรักคนที่เข้าใจยากซะอย่างนั้น เข้าใจยากเป็นด่านปราการสำคัญที่ว่าหนักหนาสาหัสแล้ว โจมยังเป็นคนลึกลับสุดไส้ติ่งอีกต่างหาก แต่ไม่รู้สิ รู้สึกว่าตัวเองและโจมมีสิ่งที่ต้องค้นหาโดยใช้กุญแจเปิดทางดอกเดียวกัน

มีหนูให้รักดีๆ ไม่รัก เสือกรู้สึกเหมือนกำลังแอบรักราชสีห์

ไม่รู้จะให้คำจำกัดความกับเรื่องนี้ยังไงดีเลย

เราสองคนมีความคล้ายคลึงกันแต่ก็แตกต่าง เหมือนเราสองคนเป็นเด็กมีปัญหาเหมือนกัน มีปมด้อยเหมือนกัน แต่ที่ไม่รู้คือปัญหาของใครเป็นยังไง

โจมเป็นเด็กมีปัญหาที่เกิดจากทางบ้านสร้างให้ หรือจะเป็นแบบป๋าที่สร้างปัญหาให้กับตัวเอง ที่บ้านไม่ได้เกี่ยวอะไรมากมายหรอกเพียงแต่ที่บ้านเป็นส่วนขับเคลื่อนที่ทำให้ป๋าทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาด้วยตัวของตัวเอง

เจ๋งใช่มั้ยล่ะ?? จะมีใครที่ทำให้ตัวเองเป็นเด็กมีปัญหาได้อย่างป๋า ไม่มีอีกแล้ว

“กว่าจะมาให้เห็นหน้า เกือบจะลืมไปแล้วนะว่ามีลูกชายอีกคน”

“หวัดดีครับพ่อ วันนี้ไม่ออกไปไหนเหรอครับ”

รู้อยู่แล้วล่ะว่าพ่ออยู่บ้าน แต่ไม่คิดว่าจะเจอทันทีทันใดที่เดินเข้าบ้านมาแบบนี้

“ไม่ไป รอแกนั่นแหละ”

“ครับ”

“เมื่อไหร่แกจะเลิกเหลวไหลแล้วเอาจริงเอาจังกับอนาคตสักที”

ไม่ใช่แค่คำจากปากคนที่มาจากเค้าว่ากันว่าอย่างเดียว แม้กระทั่งคนที่ให้กำเนิดมายังยืนยันว่าป๋าไม่เอาไหนแล้วก็เหลวไหลจริงๆ 

“เมื่อผมพร้อม”

“แล้วตอนนี้รออะไรอยู่”

ตอนแรกไม่พร้อม เพราะเหมือนตัวเองต้องไปนับหนึ่งใหม่ ต้องจากเพื่อน จากสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เคยชิน เด็กรักความสนุกอย่างป๋าเลยไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบอะไรในชีวิต ก็คนมันสบายมาตั้งแต่ปฎิสนธิและได้รับการเอาอกเอาใจมาจนเคยตัวแบบป๋า เลยเอาแต่ใจตัวเองเสียใจไม่พร้อมที่จะต้องดูแลและรับผิดชอบตัวเองสักเท่าไหร่ เหมือนไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องดิ้นรน แค่ที่พ่อสร้างไว้ให้

ป๋าใช้ไป แจกไป เลี้ยงเด็กไป ยังใช้ไม่หมดเลยชาตินี้ 

“ป๋า พ่อตั้งใจจะพึ่งลูกนะ น้องหนูก็ต้องพึ่งลูกเหมือนกัน”

“ครับ ผมรู้”

“รู้แล้วยังจะรออะไร”

“ผมอยากจะจบปี 4 ที่นี่ก่อน”

“ทั้งๆ ที่แกต้องไปเริ่มใหม่เนี่ยนะ แกเสียเวลาไป 4 ปีเพื่ออะไรอะป๋า แกจะถ่วงเวลาทำไม พ่อไม่เข้าใจ”

มันก็ถูกของพ่อ ถึงแม้สี่ปีในรั้วมหาลัยกับสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ซะทีเดียว แต่มันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับงานบริหารที่ตัวเองจะต้องมารับช่วงต่อเลย

“พ่อแก่ตัวลงทุกวัน พ่อไม่อยากเป็นประธานบริษัทที่ทำงานไปจนตายนะ แล้วแกรู้มั้ยว่าตัวเองใช้เงินเดือนละเท่าไหร่”

เรื่องเงินนี่ป๋าไม่รู้เรื่องเลย รู้แต่มีให้ใช้ก็ใช้ พ่อบอกเองว่าใช้ได้ใช้ไป แล้วทำไมวันนี้ถึงถาม คนที่จ่ายเงินให้แทนการดูแลเอาใจใส่คือพ่อเองแท้ๆ 

“ไม่รู้ครับผมไม่ได้สนใจ”

“แกใช่เงินคนเดียวเดือนละเป็นแสนๆ นะป๋า เด็กมหาลัยใช้เงินเป็นแสนๆ นี่แกคิดว่าถ้าไม่อยู่ในฐานะอย่างเราป่านนี้ล้มละลายกันไปนานแล้ว แกควรจะมารับรู้เรื่องความลำบากของการหาเงินบ้าง จะได้รู้”

“ก็หยุดหาสิครับพ่อ มันอยู่ที่ว่าคำว่าพอของเราอยู่ตรงไหน สิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน หรือเท่าไหร่ก็ไม่พอ ถ้าไม่พอมันก็ต้องหาไปเรื่อยๆ ต้องเหนื่อยไปเรื่อยๆ ”

“ชั้นก็หาเอาไว้ให้แกสองพี่น้องใช้นั่นแหละ ถ้าไม่ใช่พ่อ แกจะสบายกันแบบตอนนี้มั้ย”

“สบายกายครับ”

“แกว่าอะไรนะ”

“ผมหมายความว่าถ้านับนอกกายแล้วสบายมากครับพ่อ”

“นี่แกกำลังจะบอกว่าพ่อทำให้พวกแกมีความสุขแค่ทางกายเหรอ”

“เปล่าครับ เราค่อยคุยกันเรื่องนี้ได้มั้ย วันนี้ผมเหนื่อยมาก ยังไม่่ค่อยรับรู้อะไรหรอกครับพ่อ”

“พ่อพูดกับแกดีๆ ก็แล้ว เอาเหตุผลมาคุยด้วยก็แล้ว มีอย่างเดียวที่พ่อยังไม่เคยใช้กับแก แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ก็ต้องบังคับกันแล้วนะ”

“ถ้าพ่อคิดว่านั่นเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วจะลองดูก็ได้ครับ”

เป็นการท้าทายผู้ให้กำเนิดที่ทรพีที่สุดตั้งแต่เกิดมา แต่คนอย่างป๋าไม่ชอบให้ใครบังคับ ถึงจะรู้ว่าตัวเองไม่มีเหตุผลที่จะมาคัดค้านคนเป็นพ่อได้ดีพอ ถึงจะบอกไม่ได้ว่าทำไมยังไม่อยากทิ้งเมืองไทยไปตอนนี้ หรืออย่างน้อยก็เร็วๆ นี้ 

ป๋ารู้ดีมานานแล้วว่าพ่อรอแค่คำตอบตกลงจากตัวเอง ตั๋วเครื่องบินที่บินตรงไปอังกฤษจะพร้อมออกให้ทันที ทุกอย่างเตรียมการไว้หมดแล้ว พรมถูกปูไว้แล้ว ขาดแต่คนที่จะเดินผ่านพรมเท่านั้น

แล้วคนๆ นั้นก็ยังไม่พร้อม

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อนึกถึงเรื่องที่ต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษขึ้นมา ภาพหลายภาพที่บันทึกเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตต่างวิ่งเข้ามาฉายซ้ำในหัว แล้วหนึ่งในภาพนั้นดันเป็นภาพผู้ชายคอตั้งตรงตลอดเวลา แววตาดื้อรั้นและเรียวปากเม้มแน่นเข้าหากันเวลาถูกใครสักคนเข้าไปกวนใจ

ภาพผู้ชายที่ไม่กระดากอายที่จะเดินแก้ผ้าทั้งๆ ที่มีอีกคนอยู่ร่วมห้องเดียวกันตลอดเวลา แต่ทว่าตัวทั้งตัวแดงเถือกเหมือนลูกตำลึงสุก ผู้ชายที่เฉยชาและดูเหมือนจะไร้หัวใจเสียยิ่งกว่าป๋าคนนั้น

ห่างกันมาแค่ไม่นานก็มีเรื่องให้ต้องคิดถึงเค้าอีกแล้ว

แรงสั่นสะเทือนในกระเป๋าทำให้ต้องหยุดทุกห้วงคำนึง เปลี่ยนมาเป็นใจเต้นโครมครามเพราะคาดหวังแทน 
คนเราถ้าไม่หวังก็จะไม่ผิดหวัง!!

ปลายสายไม่ใช่คนที่หวังเอาไว้และกำลังคิดถึงอยู่ตอนนี้ แต่เป็นไอ้เบสที่มันไม่ยอมแพ้ถึงแม้จะแน่ใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะไม่รับสายมันก็ตาม

ไม่ได้แพ้ความตั้งใจแต่ที่ตัดสินใจรับเพราะรำคาญ จะปิดเครื่องหนีก็กลัวจะพลาดอะไรบางอย่างไป ทั้งๆ ที่เพิ่งเตือนตัวเองเมื่อกี้ว่าถ้าไม่อยากผิดหวัง ต้องอย่าตั้งความหวังไว้กับอะไร

“โมชิ โมชิ”

“โมชิหาพ่อมึงเหรอเบส”

“อะไรว้า มึงอารมณ์ไม่ดีอยู่เหรอป๋า”

“เออ ไม่ดีมาก”

“แล้วต้องมาอารมณ์ไม่ดีตอนกูโทรมาด้วย ทีไอ้มหาโทรมาปัญญาอ่อนใส่มึง ยังไม่ซวยเท่ากับที่กูนานๆ โทรหามึงเลยนะ”

“เออ แล้วมีอะไร”

“มหาบอกข่าวเรื่องไอ้แมนกับมึงแล้วใช่มั้ย”

“เออ บอกแล้ว”

“แล้วมึงจะเอายังไงวะ”

“ไม่เอาไง กูยังไม่คิดอะไรเลย”

“กูได้กลิ่นไม่ดีนะเว้ยป๋า ต้องมีอะไรตุกติกแน่ๆ กูว่างานนี้แม่งไม่ได้แข่งกันเหมือนทุกๆ ทีที่ผ่านมาอะ”

“ทำไมวะ”

“ครั้งที่แล้วกูรู้มาว่าไอ้แมนแม่งเสียหน้ามาก มันโคตรเจ็บใจเลยนะ”

“เจ็บใจอะไร แข่งกับกูกี่ทีๆ ก็แพ้กูทุกทีแล้วจะมาเจ็บใจอะไร”

“ครั้งที่แล้วมันเหมือนครั้งอื่นๆ ซะที่ไหนเล่า”

“ไม่เหมือนยังไง”

“ครั้งที่แล้วมันเอาเมียมันขึ้นซ้อนท้ายแต่ก็ยังแพ้มึงที่เอาผู้ชายซ้อนอะ มึงคิดว่ามันจะเสียหน้าสักแค่ไหน”

“ไร้สาระว่ะแม่ง”

“ใช่ไร้สาระ แต่ไอ้แมนมันเอาจริงนะป๋า มันไม่เหลือหน้าที่จะแพ้มึงได้อีกแล้ว มันต้องชนะเท่านั้น ไม่งั้นมันจะเชิดหน้าอย่างที่มันเป็นอยู่ไม่ได้”

“เกี่ยวอะไรกับกูวะ เอากูไปเป็นที่สุดของศักดิ์ศรีมันตั้งแต่เมื่อไหร่”

จริงๆ เรื่องของเรื่องมันก็เริ่มจากที่เที่ยว ไอ้แมนเรียนมหาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนกลางคืนเป็นผู้จัดการผับชื่อดัง มีชื่อเสียงในวงการที่เที่ยวตอนกลางคืนพอสมควร ว่ากันว่ามันเป็นคนส่งยารายใหญ่ แล้วก็มีอิทธิพลกับพวกเที่ยวกลางคืนทั้งหลายอยู่เยอะ ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าไอ้แมนทั้งนั้น เราก็เหมือนเด็กเที่ยวที่บังเอิญไปเจอกันแล้วไม่ถูกชะตากัน ด้วยความคะนองเลยแข่งขันกันในเกมที่คิดว่าเท่ที่สุดก็เท่านั้น มันก็แค่วัดกันว่าใครเหนือกว่าในเรื่องไร้สาระ ป๋าไม่ใช่มาเฟียหรือยากูซ่าฝ่ายตรงข้ามที่ขัดแย้งกันทางธุรกิจกับมันเสียหน่อย จะเรียกว่าขัดขากันก็ไม่ใช่ เป็นเรื่องของการแข่งขันอยากเอาชนะโชว์ออฟให้ใครๆ รู้ว่ากูแน่เฉยๆ 

เมื่อก่อนป๋าเคยสนุกกับเรื่องท้าทายพวกนี้ แต่ตอนนี้รู้สึกเบื่อกับมันแล้ว มันก็ไร้สาระจริงๆ อย่างที่ว่า แต่ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้แล้วตอนนั้นป๋าเป็นพวกไม่ยอมแพ้ใครและชอบความท้าทายซะด้วยสิ 

“ป๋า มึงฟังกูอยู่หรือเปล่าวะ”

“ฟังอยู่ว่ามาสิ”

“ไอ้แมนมันตั้งใจไว้ว่าครั้งนี้มึงจะเอาน้องโจมซ้อนท้ายอีก”

“กูจะไม่ให้โจมซ้อนท้ายแล้ว”

“มันไม่ยอมแน่ๆ มันตั้งใจจะปลดตำแหน่งมึงงานนี้เต็มที่ ทางที่ดีมึงต้องทำยังไงก็ได้ให้มันรู้ว่ามึงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับน้องโจมแล้ว ถ้ามึงไม่อยากเอาน้องเค้าเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้”

“แล้วมันติดใจอะไรโจมนักหนา”

“มึงคิดว่าน้องเค้าน่าติดใจมั้ยล่ะ ข่าวดังไปทั่วอาณาจักรแล้วว่ามึงหลงน้องโจมอย่างกับอะไร ถึงขนาดเลี้ยงดูในคอนโดเดียวกันมันก็ที่สุดของที่สุดแล้วนะเว้ย น้องโจมเองเค้าก็ดังด้วยตัวเองเรื่องอย่างว่าอยู่แล้ว ยิ่งมาอยู่กับมึงอีกมึงคิดว่าสำหรับคนที่คอยยุ่งและอิจฉาเรื่องชาวบ้าน มันจะสนใจมั้ยล่ะ”

“โจมไม่ใช่คนแรกที่กูเลี้ยงดูซะหน่อย”

“แต่โจมก็ได้รับสิทธิพิเศษกว่าใครๆ ที่มึงเคยเลี้ยงมาใช่มั้ยล่ะ”

“งั้นมั้ง”

“ใครๆ เค้าก็อยากรู้กันทั้งนั้นแหละว่าน้องโจมมีดีอะไรถึงได้เอาป๋าซะอยู่หมัดได้ เป็นเรื่องท้าทายของพวกชีวิตไร้ความหมายไง”
อย่ามาอยากรู้เรื่องชาวบ้านเค้านักเลย ถ้าบอกทุกคนไปว่าทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญจะมีใครเชื่อไหม บังเอิญที่ป๋าเบื่อที่จะแสวงหาใคร บังเอิญที่ป๋าอยากจะหยุดความเสเพลไว้ที่ใครสักคนหนึ่งแล้ว ป๋ามันก็แค่ไอ้ป๋าคนธรรมดาทั่วไป ไม่ต้องมาอยากรู้ชีวิตมันมากก็ได้ ถึงมันจะเป็นเรื่องยากที่จะไม่มีใครรู้จักคนดังอย่างโจม แต่ถ้าเป็นไปได้ ตั้งแต่นี้ต่อไปป๋าไม่อยากให้โจมเป็นที่รู้จักของใครอีกเลย
 
จบตอนที่ 18

TRomance's Fic Fanpage

ซื้อหนังสือ เรื่องนี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #56 FDB88 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 22:15

    ป๋าต้องมีสตินะ อย่าไปตามแผนของแมน

    #56
    0