เด็กป๋า

ตอนที่ 16 : เด็กป๋า ตอนที่ 16

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,897
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

TRomance's Fic Fanpage

เด็กป๋า ตอนที่ 16

รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง 

แหม...เพลงนี้มันช่างเหมาะที่จะเป็นเพลงชาติของหมาวัดอย่างมหาจริงๆ เลยนะ

ไม่ได้อยากจะเสี่ยงเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่คอนโดหรูสุดมือเอื้อมขนาดนี้หรอกมันดูจะเป็นเรื่องเสียมารยาทมากๆ แต่คนอย่างมหาจะต้องขอยกมันไว้ในโทษฐานที่เข้าใจ(อยู่คนเดียว)ว่าเพื่อนกันคงไม่มายึดติดกับเรื่องพวกนี้แน่ๆ ที่บุกมาหาามันถึงรัง(ไข่)แบบนี้

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

ผลัวะ!!! 

(ประตูเปิดเฉียดดั้งมหาไปเส้นยาแดงผ่าแปด ต้องขอบคุณที่เกิดมาไม่มีดั้งก็คราวนี้)

“มาทำไมวะ”

เป็นคำทักทายที่เหมาะสมกับไอ้ป๋าดี แต่มันก็ทำร้ายใจบอบบางของมหาอย่างจังเลยเหมือนกัน
ถ้าไม่จับไม้สั้นไม้ยาวแล้วได้อันที่สั้นที่สุด คงไม่ได้เห็นมหายืนหน้าซีดอยู่ตรงนี้แน่ๆ ถึงแม้จะเห็นด้วยกับเพื่อนๆ ว่า ไอ้ป๋าหายไปจากกับพบปะสังสรรกันหลายวันแล้วก็เถอะ 

ไม่รู้จะให้คำจำกัดความว่าอะไรดี แต่ไอ้ป๋ามึงจะปิดห้องกกน้องโจมจนตั้งท้องเลยใช่มั้ย....

(อยากจะตะโกนถามให้น้ำลายรดหน้าเทพบุตรแต่ความจริงได้แค่ปรารภกับตัวเองอยู่ในใจแค่นั้น เพราะแม่งถามว่ามาทำไมแล้วเสือกยืนขวางประตู)

“มองอะไร”

“กูอุตส่าห์มองผ่านจั๊กแร้มึงแบบเนียนๆ แล้วนะ มึงยังจับได้อีกเหรอ”

ก็ว่าเก็บอาการไว้ไม่ให้ไอ้ป๋าจับได้แล้วเชียว พยายามจะมองลอดใต้จั๊กแร้ เพื่อดูว่าข้างในมีอะไรดีให้ไอ้ป๋าอยู่ติดห้องขึ้นมาได้หลายวันขนาดนี้ เอาตรงๆ คือไม่กล้าใช้คำว่าหลงของเล่นใหม่กับคนอย่างไอ้ป๋าเลย เพราะเท่าที่รู้จักกันมาเด็กไอ้ป๋าหน้าตาดีทุกคน น้องโจมหน้าตาดีมากก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ที่สุดของที่สุดอะไร แต่ละคนมีบุคลิกที่น่าสนใจต่างกันอันนี้เข้าใจ แต่ร้อยแปดมารยามันจะใช้ได้กับเขี้ยวลากดินอย่างไอ้ป๋านี่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายมากๆ 

“กูกินข้าวนะมหา เนียนของมึงนี่โคตรหลุกหลิกเลยนะ มีอะไรว่ามา”

“กูเข้าไปข้างในได้มั้ยล่ะ”

“ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะว่ามึงไม่ได้เห็นอะไรอย่างที่อยากเห็นหรอก”

“หมายความว่าไง”

แกล้งทำใจดีสู้เสือไปงั้น จริงๆ แล้วทุกอย่างมันจบตั้งแต่ไอ้ป๋ารู้ทันแล้ว

“โจมอยู่ในห้องนอนกำลังแต่งตัว อยากรู้อะไรนอกเหนือจากนี้มั้ย”

“ห๊ะ นี่ตกลงมึงหักโหมอย่างที่พวกกูคิดจริงๆ เหรอป๋า อ่าๆ กูสงสารน้องโจมมากท่ี่ต้องมาเจอกับคนที่ไม่รู้จักพอในกามอย่างมึง พระท่านว่า”

“พอๆ เอาที่มึงว่าก่อนแล้วกัน พระท่านไว้ทีหลัง”

“อ่อ เออๆ ไอ้เบสให้กูมาหา”

“แล้วทำไมไอ้เบสไม่มาหาเอง”

“ก็กูได้ไม้สั้นที่สุด”

“นี่พวกมึงเห็นกูเป็นตัวเหี้ยอะไรวะ ถึงได้ใช้วิธีจับฉลากชิงโชคกันมาหากูขนาดนั้น”

“ก็ไม่อยากยกขโยงกันมารบกวนน้องโจมอ่ะ”

“อ๋อ....เกรงใจโจมแต่ไม่ได้เกรงใจกูเลยเนี่ยนะ”

“ก็เรามันสนิทกันแล้วนี่หว่า”

“เราสนิทกันตอนไหนวะ”

“อ้าว”

“เออๆ เข้ามาข้างในก่อน เดี๋ยวยามคิดว่ามึงเข้ามาปล้นคอนโดทาง CCTV”

ลืมไปแล้วจริงๆ นะเนี่ย ถ้าไอ้ป๋าไม่เชิญเข้าข้างในยังเข้าใจว่าทางเดินคือห้องรับแขกของคอนโดมันซะอีก ในห้องไอ้ป๋าก็ยังเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรผิดปกติ ขนาดมีคนอยู่ด้วยกันตั้งสองคนแต่ความเงียบยังคงเหมือนป่าช้าหมือนเดิม สีสันของห้องมันตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็เกิดจากการรวมตัวกันของเพื่อนสนิทมันสามคน คือ มหา ไอ้แย้ (ฉายามันคือไอ้เสี้ยน) แล้วก็ไอ้เบส พระเอกตลอดกาลรองจากไอ้ป๋าก็ว่าได้

“มึงจะเดินไปไหน โซฟาห้องกูอยู่นี่”

อ้าว!! ถ้าไอ้ป๋าทักช้ากว่านี้ มีหวังหน้าได้กระแทกประตูระเบียงแน่เลย กำลังจะหันไปยิ้มกลบเกลื่อนอาการตื่นกลัวคนตรงหน้าและอาการประหม่าของตัวเองก็พอดีกับที่เทวดาเดินออกมาจากห้อง น้องโจมกับเสื้อกล้ามใส่อยู่กับบ้านธรรมดาๆ และกางเกงผ้าขาสามส่วนอวดท่อนแขนขาวเนียนที่มีมัดกล้ามลูกน้อยๆ บ่งบอกความเป็นผู้ชาย เหมาะกับไฟแสงสีส้มในห้องรับแขกนี้มากๆ อย่างกับออร่าที่ขับให้เทวดาน่ามองขึ้นไปอีก

ผลัวะ!!

เสียงคล้ายๆ เปิดประตูแต่ให้ความรู้สึกต่างกันตรงที่ความเจ็บปวดนั้นพาดผ่านไปถึงก้านสมองเลยนี่สิ

“มองอะไรของมึงนักหนา”

“กูแค่มองว่ามีอะไรผิดปกติ”

“แล้วมีมั้ย”

“มะ .... ไม่มี”

เท่าที่มองนอกร่มผ้าน้องโจมไม่มีร่องรอยผิดปกติอะไรสักอย่าง หลายวันที่มันขลุกอยู่ด้วยกันต้องมีใครสักคนตายด้านแน่ๆ หรือที่ดูไอ้ป๋ามันหงุดหงิดขนาดนี้ เพราะแค่ได้มองแต่ไม่ได้กินกันแน่วะ สติกลับเข้าร่างหลังจากที่ไอ้ป๋ามันตบไล่ออกไปก็ตอนที่น้องโจมส่งสายตามองมาอย่างสงสัยนี่แหละ

“หวัดดีครับ พี่มารบกวนหรือเปล่า”

“เปล่าครับ ตามสบาย”

ขนาดตอบกลับมาหน้านิ่งๆ ยังแทบละลายเลยเหอะ จริงๆ แล้วผู้ชายอย่างน้องโจมแค่ได้นั่งลูบแขนกันเล่นๆ ก็ยิ่งกว่าได้ขึ้นสวรรค์แล้วนะสำหรับคนที่ตั้งความหวังไว้ที่ระดับอ้างอิงบวกลบศูนย์ศูนย์อย่างมหา

“ต้องการความเป็นส่วนตัวหรือเปล่า จะได้เข้าไปรอในห้อง”

“ว่าไงมหา มึงมีอะไรสำคัญมากหรือเปล่า จะยืนนิ่งจนกว่ากูจะรำคาญแล้วถีบมึงกระเด็นไปนอกห้องเลยมั้ย”

“จะว่าสำคัญก็สำคัญนะ แต่จะว่าไปมันก็ต้องถามมึงอะว่าแคร์หรือเปล่า”

“อะไรของมึง”

“ก็เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของมึง พ่อมึงโทรหาไอ้เบส”

“ถ้ารู้ว่าเป็นเรื่องนี้ก็จะให้โจมเข้าไปรอในห้องหรอกนะ แต่มึงพ่นมาซะขนาดนี้แล้วคงไม่ต้อง”

“งั้นก็พูดเลยนะ”

“เออ”

“พ่อมึงบอกว่าเมื่อไหร่จะเลิกเหลวไหลแล้วกลับไปทำตามที่รับปากกับเค้าสักที”

“เมื่อกูเบื่อมั้ง”

“ดูเหมือนพ่อมึงจริงจังนะป๋า”

“เค้าก็ดูเหมือนจริงจังทุกทีนั่นแหละ”

“แต่คราวนี้”

“คราวนี้ทำไม”

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนน้ำลายเป็นของแข็งที่ขวางลำคอเอาไว้ ครั้งแรกกับความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถ้าไอ้แย้กับไอ้เบสอยู่ด้วยกันต่อให้มันไม่ช่วยพูดอะไรเลยก็ยังไม่รู้สึกแย่เท่าที่อยู่ต่อหน้าไอ้ป๋าในช่วงเวลาเครียดๆ แบบนี้เลย
หลายๆ คนที่สัมผัสกับไอ้ป๋าแค่เพียงเปลือกนอกต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไอ้ป๋าคือต้นฉบับของเพอร์เฟคแมน รูปหล่อ พ่อรวย ชีวิตไอ้ป๋าโรยกลีบดอกไม้ที่ข้างล่างปูพรมรองไว้อย่างดีอีกชั้นหนึ่ง

นั่นมันแค่เปลือกนอกที่คนมองเห็น แต่แก่นของมันจริงๆ คงมีแค่เพื่อนสามคนที่ได้เห็น และมันเป็นสิ่งที่ไม่อยากกลับไปเห็นอีกแล้ว
ร่ำรวยและเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งของนอกกาย มันเทียบไม่ได้เลยกับความอบอุ่นในใจ เป็นความจริงที่สุด 

ไอ้ป๋ามันแค่ผู้ชายที่ดูดีแต่ภายนอก แต่จิตใจมันโคตรอ่อนโยน อ่อนแอ แล้วก็อ่อนไหว ไม่มีใครรู้ว่ามันแบกความรู้สึกอะไรเอาไว้บ้าง รู้แค่ว่ามันปฎิเสธความรักของใครๆ แล้วรับเอาไว้แค่ความใคร่เพราะความรักทำร้ายมันจนเจียนตายมาแล้ว

พ่อไอ้ป๋าไม่ผิดที่มองอนาคตของครอบครัวไกลเกินไป ไกลเกินที่จะคิดว่าสุขสบายกายต้องคู่ไปกับสบายใจ พ่อไอ้ป๋าทำงานหนักเพราะคิดแต่จะปูรากฐานไว้ให้ลูก ทุกอย่างก็เพื่อลูกเลยลืมเติมความรักให้กับเมีย แม่ไอ้ป๋าถึงได้ทิ้งไปแบบนั้น เพราะแม่มันรู้อยู่แล้วว่าลูกตัวเองไม่มีวันจะลำบากอย่างแน่นอน ถึงได้ทิ้งไปอย่างคนใจดำ ทั้งๆ ที่ทุกคนให้ลูกเป็นที่หนึ่งแต่กลับตีโจทย์ของความต้องการผิดไป ไอ้ป๋ามันต้องการความรักไม่ใช่แค่ความสบาย

ไม่มีใครบูชาความรักอีกแล้วตั้งแต่แม่ไอ้ป๋าทิ้งไป พ่อมันประชดชีวิตด้วยการมีใหม่ไปเรื่อยๆ จนต้องมาจบลงที่แม่เลี้ยงมันพลาดปล่อยให้มีน้องหนู ไอ้ป๋าก็ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา ทุกวันนี้เพื่อนๆ ยังสบายใจอยู่บ้างที่มันติดแค่ความสนุกจากบรรดาเด็กๆ ของมันและการแข่งรถ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนรู้จักกับไอ้ป๋าใหม่ๆ มันไม่ได้ทำตัวเหลวไหลเพียงแค่นั้น ไอ้ป๋ามันทำตัวเหลวแหลกเลยต่างหาก
เที่ยว มั่วยา บ้าเซ็กส์ นี่เป็นสโลแกนประจำตัวไอ้ป๋าที่ใครๆ ก็รู้จักกันดี พ่อมันจำเป็นต้องปล่อยให้ไอ้ป๋าทำตามใจตัวเองเพราะพ่อมันเองก็เหลวไหลไม่แพ้ลูกชาย ไม่มีเพื่อนคนไหนรู้ว่าไอ้ป๋าต้องไปเลิกยาแลกกับข้อตกลงอะไรระหว่างมันกับพ่อ 

“ไอ้มหาโว้ย นี่มึงเช่าสติตัวเองเป็นกะๆ เปล่าวะ กูเห็นมึงมีสติเหมือนคนทำงานกะเช้ากะบ่ายเลยนะไอ้บ้า”

“โทษทีว่ะ กูคิดอะไรเพลิน”

“มึงคิดเพลินหรือมองเพลินวะ แล้วทำไมไม่ไปนั่งคิดที่บ้านมึงวะ โจมไม่ใช่ลิงในพาต้านะกูบอกไว้ก่อน ถ้าโดนต่อยกูไม่ช่วย”

“ขอโทษครับน้องโจม”

“ไม่เป็นไร มีอะไรกันรึเปล่า เราออกไปข้างนอกก่อนก็ได้นะ”

“อยู่นี่แหละ”

ไม่ใช่มหาแน่ๆ คนที่กล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าเทวดาก็ต้องเป็นไอ้ป๋าที่อยู่ในระดับเดียวกันเท่านั้น 

“พ่อมึงบอกว่าเมื่อไหร่จะไปอังกฤษสักที”

“กูยังไม่ขึ้นปีสี่เลย อีกตั้งปีกว่า เค้าจะรีบไปไหนวะ”

“มึงต้องไปเรียนเกี่ยวกับบริหารไม่ใช่เหรอวะ แล้วมึงจะเรียนนิเทศศาสตร์ไปทำห่าอะไร มึงต้องไปเริ่มใหม่อยู่ดี”

“เรื่องของกูน่า แต่ตกลงกันไว้แล้วจะมาเร่งกูทำไมวะ”

“เค้าอยากให้มึงไปรับช่วงต่อเร็วๆ หรือเปล่า คงอยากมีเวลาให้ครอบครัวมั้ง”

“ทำไมพ่อไม่คิดแบบนี้ตอนน้องหนูจบปริญญาเลยล่ะวะ มาคิดได้ตอนนี้เนี่ยนะ อันนี้คือมึงเดาเอาเองใช่ปะ”

“แหะ แหะ”

“เออ เดี๋ยวกูไปคุยกับเค้าเอง ว่าแต่เรื่องสำคัญที่มึงต้องเสี่ยงชีวิตจับไม้สั้นไม้ยาวมีแค่นี้เหรอวะ”

“อือ แต่ก็มีอีกเรื่องนะแต่ไม่รู้สำคัญหรือเปล่า”

“เรื่องอะไร”

“ไอ้แมนมันจะจัดแรลลี่แข่งรถ มันว่ามันตั้งใจจัดเพื่อมึงว่ะป๋า ตอนท้ายงานมีปาร์ตี้ด้วย”

“ยังไงวะแรลลี่แข่งรถ”

“ไม่รู้ว่ะ แต่มึงว่าไงวะ พวกกูรู้สึกไม่ดียังไงก็ไม่รู้ ไอ้เบสก็ว่าแปลกๆ ไม่น่าไว้ใจ”

“ไม่รู้ว่ะ คิดดูก่อน”

“นี่พวกนายยังคิดจะเล่นอะไรไร้สาระแบบนี้กันอีกเหรอ ไม่เป็นคนซ้อนแล้วนะคราวนี้”

เป็นครั้งแรกที่เห็นน้องโจมมีอารมณ์ในสีหน้าเวลาพูด ถึงแม้จะเป็นอารมณ์ที่ไม่ดีเลยก็เถอะ แต่อย่างน้อยน้องเค้าก็ไม่ได้เป็นเจ้าชายเย็นชาอย่างที่ใครๆ เค้าพูดถึงซะทีเดียว อยากจะอัดคลิปไปอวดไอ้แย้กับไอ้เบสแต่กลัวจะถูกด่า เพราะที่มาในวันนี้เป็นเรื่องสำคัญกับไอ้ป๋าล้วนๆ ถึงแม้เรื่องของน้องโจมจะเป็นอีกหนึ่งความสุขของมหารองลงมาจากนิตยาสาร FHM กับ Maxim ก็เถอะ  แต่สำหรับพวกมันแล้วนี่เป็นเรื่องไร้สาระแน่ๆ ถ้าเทียบกับเรื่องไอ้ป๋าที่เรียกได้ว่าคอขาดบาดตายในความรู้สึกของมันสองคน
แต่ไม่เห็นไอ้ป๋ามันจะรู้สึกอะไร นอกจากยักไหล่เหมือนไม่สนใจซะอย่างนั้น

“ที่โวยวายนี่เพราะกลัวก็บอกมาเถอะ”

“ไม่ได้กลัวเว้ย แต่ลมตีแล้วหน้าเหี่ยวเร็ว”

“ต้องใช้ใบหน้าทำมาหากินนี่นะ ก็เข้าใจ จะเอาค่าทำสปาหน้าเท่าไหร่ดีล่ะถึงจะเป็นเด็กซ้อนท้ายให้”

“บอกว่าไม่เอาก็ไม่เอาสิพูดไม่เข้าใจเหรอ โตเป็นควายแล้วเล่นอะไรไร้สาระ กว่าจะโตมาได้ขนาดนี้ไม่คิดถึงคนที่เกิดมาบ้างหรือไง”

“ไม่คิด เพราะเค้าแค่เกิดมาไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว ถ้าพลาดก็แค่ตาย”

“ถ้าจะไปตายก็ไปคนเดียวสิ อย่าเอาคนอื่นเค้าไปตายด้วย ทำตัวเป็นเด็กเดนไปได้”

“แล้วผู้ชายขายตัวอย่างนายมันดีกว่าเด็กเดนตรงไหนวะ มันก็เหลวแหลกเหมือนกันนั่นแหละ ก่อนที่จะสั่งสอนคนอื่นหัดดูตัวเองซะบ้างว่าดีพอจะพูดกับคนอื่นเค้าแบบนี้มั้ย”

มันเป็นโลกส่วนตัวที่มาคุจนใกล้ๆ จะระเบิดออกมาอยู่แล้ว มันก็ดีอยู่หรอกนะที่เห็นน้องโจมมีความรู้สึกออกมานอกจากตีหน้านิ่งๆ บ้าง แต่มหาไม่ได้อยากจะมาเป็นพยานรับรู้การทะเลาะกันของสองคนนี้เลย

ประตูห้องนอนปิดโครมพร้อมแผ่นหลังน้องโจมหายลับไปด้านใน ส่วนไอ้ป๋าก็อยู่ในสภาพที่บอกบุญไม่รับ ขาพาดโต๊ะกลางคอพาดอยู่กับพนักพิงโซฟา แต่มันกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่มหาก็มองไม่เห็น และตอนนี้กำลังทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มบทสนทนายังไงดี จริงๆ แล้วอยากจะให้ตัวเองเป็นวิญญาณแล้วหายออกไปจากห้องนี้เสียด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นห่วงไอ้ป๋าเลยต้องอยู่อย่างไร้ตัวตนเป็นเพื่อนมันต่อไป

เป็นการมาเยือนที่นำมาความวิบัติมาให้หรือเปล่าวะเนี่ย!! 

เกาหัวแกรกๆ เพราะคิดไม่ตก เป็นคำถามในใจที่ไม่มีคำตอบอะไรกลับมาเลยสักนิดเดียว

“โธ่เว้ย เป็นเหี้ยอะไรกันนักหนาวะ กูให้มาอยู่ด้วยนี่คิดว่าเป็นเมียกูหรือไง”

“ป๋ามึงใจเย็นๆ สิ”

คนที่บอกใครๆ ว่าน้องเค้าเป็นเมียใหม่มันก็คือมึงเองนั่นแหละป๋า ยังไม่เห็นน้องโจมจะแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมึงเลยสักที

“มึงก็ดูสิมหา เด็กกูแต่ละคนเลี้ยงเชื่องซะที่ไหน ฟาดเงินให้ไปก็พร้อมที่จะฟาดงวงใส่กูตลอดเวลา”

“กูเห็นแล้ว”

“เห็นแล้วยังไง”

“เอ่อ”

เห็นแล้วก็รู้สึกว่ามึงเหวี่ยงแล้วก็พาลน้องเค้าน่ะสิวะ แต่ก็ปากหนักเกินกว่าจะพูดออกไปได้ กลัวตัวเองตายก็กลัว กลัวจะเกิดการตายหมู่ก็กลัว       โว้ยย!! ไม่รู้จะทำยังไงดี ไม่เห็นไอ้ป๋าโหมดนี้นานแล้ว รับมือกับมันไม่ถูก

“เพราะแบบนี้ไงกูเลยไม่จริงจังกับใครสักคน แม่งทำตัวน่ารำคาญเหมือนกันหมดทั้งหญิงทั้งชาย”

“มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะเว้ยป๋า บางทีมึงอาจจะกำลังกลุ้มใจหรือคิดมากในหลายๆ เรื่อง มึงต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ คิดไปทีละอย่างถ้า
มึงไม่พร้อมที่จะคิดอะไร มึงก็ต้องพักก่อนอย่าดันทุรัง”

มันยิ่งกว่าเสี่ยงอีกนะกับการที่จะแสดงความคิดเห็นฝ่าอารมณ์เชี่ยวกรากของไอ้ป๋าไปแบบนี้ แต่ความปรารถนาดีมันล้นอยู่เต็มอก ถึงจะโดนด่ากลับมา ถึงจะโดนไอ้ป๋าเตะออกจากห้องก็ต้องยอม ไอ้ป๋ายังนิ่งอยู่ในท่าเดิม ไม่มีรีแอคชั่นอะไรออกมาหลังจากฟังคำแนะนำไป มันเหมือนพายุสงบ บรรยากาศเงียบแต่สำหรับตัวเองแล้ว บรรยากาศแบบนี้มันเหมือนน้ำมันที่รดลงไปในกองไฟที่กำลังลุกโชนต่างหาก ที่ไอ้ป๋ามันนิ่งเป็นเพราะมันฟังคำแนะนำและคิดตาม มหาเชื่ออย่างนั้น ถึงมันจะวางตัวเป็นผู้นำของกลุ่ม แต่สำหรับเพื่อนแล้วถึงป๋าจะน่ากลัวแต่ป๋าก็ไม่ใช่นาซีหรือว่าฮิตเลอร์แน่ๆ ....มหาแน่ใจ(มั้ง)

“อารมณ์มึงตอนนี้เหมือนไฟไหม้บ้านเลยป๋า วูบเดียวเองนะเว้ย ทุกอย่างก็จะวอดวาย”

“มึงนี่มันน่ารำคาญจริงๆ นะมหา แต่ก็ขอบใจที่เตือนสติกู”

“กูถามจริงๆ เหอะนะ”

“ถามว่าอะไร”

“เมื่อก่อนมึงบอกพวกกูว่าที่มึงยังต่อต้านพ่อเพราะมึงยังห่วง แล้วตอนนี้มึงคิดว่าห่วงมึงน่ะ เล็กลงหรือใหญ่กว่าเดิมวะ”

“กูไม่เข้าใจในคำถามว่ะมหา กูขอตัวช่วย”

“สั้นๆ ง่ายๆ มึงกำลังรักใครเพิ่มขึ้นมาอีกสักคนหรือเปล่าวะ”

ไอ้ป๋าดีดตัวขึ้นมานั่งหลังตรงตั้งแต่จบคำถามนั้นจนถึงตอนนี้ ไม่รู้เลยว่าคำถามไปแทงใจดำมัน หรือว่ามันไม่คิดว่าจะมีคำถามแบบนี้ออกจากปากมือถือสากปากถือศีลอย่างมหาแบบนี้ มันก้ำกึ่งระหว่างภูมิใจในตัวเพื่อนกับงงในพัฒนาการของมหาจากท่าทีไอ้ป๋าอยู่นะเนี่ย

“มหามึงลุกขึ้นสิ”

เป็นประโยคคำสั่งที่ทำให้ปฎิกิริยาตอบรับแบบทันทีทันใด ลุกขึ้นยืนทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าไอ้ป๋ามันอารมณ์ไหน

“มะ มีอะไรวะ”

“แก้ผ้าสิ”

“ห๊ะ”

“กูบอกให้มึงแก้ผ้า”

“ปะ ป๋า ถึงเราจะเป็นเพื่อนกัน มึงเป็นผู้ชาย กูเป็นผู้ชาย น้องโจมก็ผู้ชาย แต่กูอายเป็นนะ”

“แล้วยังไง”

“มึงอยากเห็นอะไรที่เรามีเหมือนกันเหรอวะ กูบอกให้ก็ได้ ของมึงใหญ่กว่ากูเคยลองเทียบดูแล้วตอนมึงอาบน้ำแล้วให้กูส่งแชมพูให้อะ ตอนที่กูปีนผนังห้องน้ำส่งแชมพูให้มึง กูยอมรับก็ได้ว่ากูแอบดู”

“เรื่องนั้นกูรู้อยู่แล้ว”

“อ้าว แล้วมึงยังอยากดูอะไรอีก”

“กูอยากดูว่าที่พูดเตือนสติกูมาเมื่อกี้ มึงซ่อนโพยไว้ที่ไหน ไอ้เบสเขียนบทให้แล้วมึงซีร็อกย่อซ่อนไว้ใช่มั้ย”

“มึงจะบ้าเหรอไอ้ป๋า กูคิดเองจริงๆ กูเป็นห่วงมึงนะเว้ย”

“เออ ขอบใจ งั้นมึงกลับไปได้แล้ว”

“อ้าว พอเห็นกูหมดความหมาย มึงส่งแขกเลยนะ”

“หรือมึงจะนั่งฟังกูง้อเมียไปตัวแข็งไปอย่างวันนั้น”

“มึงยอมรับว่าน้องโจมคือเมียเหรอ”

เอาเป็นว่าเป็นข่าวที่ถ้าเอาไปขายต่อนะ รายได้ดียิ่งกว่าเก็บขี้ยางของที่บ้านไปขายอีกนะ บอกแล้วว่าในกลุ่มมหาจนที่สุด พ่อกับแม่เป็นเกษตรกรที่เป็นเจ้าของสวนยางกี่พันไร่มหาก็จำไม่ได้ แต่เวลากลับบ้านเมื่อไหร่แค่เก็บขี้ยางขายก็ซื้อFHM ได้จนกว่าเจ้าของเค้าจะปิดนิตยสารไปอะนะ

ถึงจะเหมือนไอ้ป๋ามันพูดเล่นๆ คะนองปาก แต่ถ้าสนิทกับมันจะรู้เลยว่า คำว่าเมียนั้นป๋าไม่เคยพูดเล่นกับใครที่ไหน น้องโจมเป็นคนแรก สิ่งที่ต้องลุ้นกันต่อไปคือมันเอาจริงหรือมันพูดเล่นให้เพื่อนตาโตแล้วก็คลั่งตายเพราะสงสัยอยากรู้กันแน่

“กูบอกไว้ก่อนนะ อย่าให้กูรู้ว่ามึงคาบข่าวนี้ไปบอกใคร”

“เออๆ กูไม่บอกหรอก แม้แต่ไอ้เบสกับไอ้แย้ก็จะไม่หลุดปากไป”

“ดีมาก”

“กูไปแล้วนะ”

“อืม กลับดีๆ ล่ะ”

‘เออ มหา ที่กูไม่อยากให้มึงคาบไปบอกใครเพราะว่ากูอายที่คนอย่างป๋ายัดเยียดคำว่าเมียให้คนที่เค้าไม่ต้องการ’
เสียงที่ดังออกมาหลังบานประตูที่มหาเพิ่งปิดกลับไปนั้น น่าสมเพชระคนกับน่าสงสารยังไงก็ไม่รู้ เหมือนเสือที่ค่อยๆ ถอดเขี้ยวมาใส่ฟันปลอมเลยนะไอ้ป๋า

สมน้ำหน้ามึง

ในฐานะที่กูเป็นแฟนคลับน้องโจมอย่างลับๆ กูขอให้มึงเป็นลูกแมวเชื่องๆ ของน้องเค้าในเร็ววันนะเพื่อน

สะใจกูจริงๆ 
 
จบตอนที่ 16

TRomance's Fic Fanpage

ซื้อหนังสือ เรื่องนี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #55 FDB88 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 22:14

    ถ้ามีคนมาพูดแบบนี้ให้นะ อย่าเผาผีกันเลยดีกว่า โกรธนานๆเลยนะโจม

    #55
    0