เด็กป๋า

ตอนที่ 14 : เด็กป๋า ตอนที่ 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,000
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

TRomance's Fic Fanpage

เด็กป๋า ตอนที่ 14

นี่มันมหาวิทยาลัยหรือทุ่งดอกลาเวนเดอร์วะเนี่ย!!
หันไปทางไหนก็เจอคนเดินกันเป็นคู่ๆ ทั้งชายหญิงหรือรักทางเลือกใหม่อย่างผู้ชายกับผู้ชายก็เดินกันให้ควั่กไปทั่วมหาลัย
ขนาดมีทางให้เลือกเดินมากกว่าหนึ่งทาง แต่มหาก็ยังเดินคนเดียวอยู่วันยังค่ำ สาวมองเมิน ตุ๊ดแค่เดินผ่าน คนดีๆ อย่างมหาไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

ทำไมผู้คนเดี๋ยวนี้ไม่ชอบคนดีกันหรือไงวะ

ขนาดคนที่ไม่เคยแบ่งรักให้ใครนอกจากรักตัวเองอย่างไอ้ป๋า ยังดูเหมือนมันจะถอดเขี้ยวเล็บกลายๆ เลย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนชื่อเสียงไอ้ป๋ากระฉ่อนเรื่องฟันสาวๆ วันละนิดจิตแจ่มใส เบื่อเมื่อไหร่ค่อยเปลี่ยนเป็นฟันผู้ชายป๋าเราจัดได้ทุกทาง ขนาดไอ้ป๋ามันออกตัวแรงว่ารับผิดชอบเรือนร่างแค่จ่ายตังค์ให้ ห้ามเอาเรื่องหัวใจและความรักมาคุยกับไอ้ป๋า ทั้งๆ ที่มันเลวเปิดเผยแบบนั้น ก็ยังมีแต่คนตบเท้าเข้ามาหา มีแต่คนอยากพิสูจน์ลีลาไอ้ป๋ากันทั้งนั้น

คนอย่างมหาก็ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นอย่างดีเหมือนกันนะเว้ย maxim FHM นี่มหาเป็นสมาชิกรายปี ให้มันรู้กันไปสิว่าจะพลาด ทฤษฎีมั่นใจว่าแน่นปึ้กแต่ปฎิบัตินี่ยังไม่กล้าฟันธงเท่าไหร่ เพราะชีวิตนี้ยังไม่เคยลองปฎิบัติกับใครเลยสักที
ตั้งแต่หน้าคณะมาจนถึงชมรมพุทธศาสน์ ไม่เคยมีครั้งไหนที่มหาจะเหนื่อยเท่าครั้งนี้เลยสักที ปั่นจักรยานมันแค่เหนื่อยกายแต่ภาพคนคู่ที่มีให้เห็นมาตลอดทางนี่สิเล่นเอามหาเหนื่อยไปทั้งกล้ามเนื้อหัวใจเลยจริงๆ 

“พี่มหามาแล้วเหรอคะ”

“เห็นสังขารพี่มหาปั่นจักรยานมาหัวบานขนาดนี้ก็ต้องมาแล้วสิคะน้องตั๊กแตน”

“หนูชื่อแตนเฉยๆ ”

“ผอมแห้งแรงไม่มีขนาดนี้ชื่อตั๊กแตนไปนั่นแหละจ้ะ ว่าแต่มากันพร้อมแล้วใช่ปะ”

“โอ๊ย เค้าพร้อมกันจนไม่รู้จะพร้อมยังไงแล้วพี่ พี่เทียนอารมณ์ดีเปลี่ยนเป็นบูดสนิทแล้ว”

“มันก็บูดตลอดเวลาของมันอยู่แล้วไอ้เทียนอะ”

“พี่มหากับพี่เทียนนี่สมกันดีนะคะ กัดกันทุกครั้งที่เข้าชมรม ถ้าเป็นในละครนะพี่ ไม่มีพลาดชัวร์ ได้กันแน่ๆ ”

“แตนเปลี่ยนจากดูละครเป็นนั่งสนทนาธรรมบ้างก็ดีนะ เพ้อเจ้อจริงๆ เตรียมเอกสารแจกในที่ประชุมได้แล้ว”

“ค่ะพี่”

น้องแตนเป็นเด็กปีสองคณะวารสาร เป็นผู้หญิงที่ไม่มีส่วนไหนบ่งบอกว่าจะเข้าชมรมพุทธได้เลยแต่น้องแตนก็เป็นเลขาและช่วยงานในชมรมตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงตอนนี้ และที่มหาต้องดั้นด้นปั่นจักรยานมาที่ชมรมก็เพราะว่าหัวหน้าฝ่ายกิจกรรมที่ชื่อเทียน  คู่ปรับตลอดปีของมหาต้องการประชุมด่วน เรื่องเข้าค่ายพุทธรรมประจำปี ประธานชมรมผู้ที่รู้เรื่องรู้ราวหลังชาวบ้านชาวช่องในทุกๆ เรื่องเลยต้องน่องโป่งอยู่อย่างนี้ไงล่ะ

ห้ามสงสัยว่าทำไมมหาถึงไม่ขับรถยนต์หรูๆ เหมือนอย่างที่เพื่อนในกลุ่มเค้าทำกัน หรือไม่ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ตามสมัยนิยมของมหาลัย
คำตอบง่ายๆ มหาขับรถและขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น!!!

ห้องชมรมเป็นห้องที่ลึกลับที่สุดในบรรดาห้องชมรมทั้งหลายของมหาลัย อยู่ในซอกหลืบของมหาลัยเลยก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่เป็นชมรมที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ แท้ๆ ดีเท่าไหร่ที่มหาลัยไม่ให้พวกมหาไปปักกลดสร้างเพิงกันเอาเองในสวนป่าของมหาลัย ถึงจะเป็นชมรมที่มีสมาชิกไม่เยอะเท่าไหร่ แต่เวลามีกิจกรรมก็มีคนเข้าร่วมเป็นที่น่าพอใจ 
ชื่อชมรมบ่งบอกชัดเจนสุดๆ ว่าเป็นชมรมที่สนับสนุนให้นักศึกษาคิดดีทำดีและพูดจาในสิ่งที่ดี แต่เสียงจอแจไม่ต่างจากตลาดแตกที่ลอยเข้าหูประธานชมรมนั้นเค้าเรียกว่าอะไร การพูดถึงบุคคลที่สามสี่ห้าไปจนถึงอินฟินิตี้โดยที่บุคคลเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในวงสนทนาเรียกว่าอะไร ถ้าไม่ใช่เรียกว่านินทา

‘พี่ป๋ากับโจมเศรษฐศาสตร์กลับมาควงกันเหมือนเดิมแล้วนะ พวกที่ต่อแถวเข้าคิวนี่ถึงกับร้องไห้กันไปหลายราย’

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าไอ้ป๋าเพื่อนรักของท่านมหาดังจริงอะไรจริง เพราะมันเป็นประเด็นร้อนที่ดังไกลมาถึงชมรมพุทธกันเลยทีเดียว เสียงหวานใสที่ดังเจื้อยแจ้วออกมาเหมือนจะเว่อร์ไปหน่อย แต่มหาเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงแน่นอน

มีคนร้องไห้เพราะไอ้ป๋า แต่ไอ้ห่านั่นไม่ได้รู้สี่รู้แปดกับเค้าเลยแม้แต่น้อย

‘ตกลงน้องเค้าขายจริงๆ เหรอ’

เสียงนี้เป็นเสียงที่มหาจำได้ดีเลยว่าเป็นเสียงใคร และคิดว่าจะจำเสียงนี้ไปจนวันตายเลยทีเดียว  เสียงของเทียนหัวหน้ากิจกรรมของชมรม หนุ่มวิศวะที่ไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดมหาเลยสักอย่าง ยังเคยสงสัยอยู่ว่ายังจะให้คนอย่างมหาเป็นประธานชมรมไปเพื่ออะไร ในเมื่อทุกอย่างอยู่ภายใต้การตัดสินใจของเทียน สำหรับชมรมแล้วท่านมหาก็เปรียบดั่งพระประธานในโบสถ์ไม่มีผิดเพี้ยน เป็นศูนย์กลางแห่งการกราบไหว้บูชาแต่ห้ามมีปากมีเสียงอะไร อยู่นิ่งๆ เหมือนรูปหล่อและแจกลายเซ็นรับรู้แค่อย่างเดียว

‘อ้าวพี่เทียนไม่รู้จริงๆ เหรอคะ ตอนนี้อะ  ข่าวของพี่ป๋ากับโจมดังไปทั่วมหาลัยเลยนะพี่’

‘ข่าวน่ะพี่รู้ แต่ที่ไม่รู้คือตกลงน้องเค้าเป็นเด็กขายจริงๆ เหรอ ตอนแรกคิดว่าลือกันเฉยๆ ของพวกที่ไม่ชอบหน้ากันอะไรประมาณนี้ ไม่คิดว่าจะกลายเป็นเรื่องจริงเลยนะเนี่ย’

‘อันนี้หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ตอนแรกมีข่าวแค่ว่าโจมขายแต่ก็ยังไม่เคยมีใครยืนยันว่าเคยซื้อเค้านะพี่ เพิ่งจะเห็นอยู่ดีๆ ก็ควงกับพี่ป๋านี่แหละ แล้วพี่ป๋าเค้าเลี้ยงดูเด็กเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนี่คะ”

‘พูดเหมือนป๋ามันเป็นเสี่ยหัวล้านไปได้’

‘ก็มันจริงนี่พี่เทียน’

‘ระวังเถอะเพื่อนสนิทเค้ามาแล้วจะหนาวไปพูดถึงเพื่อนเค้าแบบนั้น มันเหมือนพวกไอ้เฒ่าหัวงูหื่นกามยังไงก็ไม่รู้’

ไม่ต้องกลัวและไม่ต้องระวังอะไรทั้งสิ้นแล้วมั้ง เพราะมหาได้ยินทุกอย่างแล้วเพียงแต่ไม่อยากแสดงตัวในตอนนี้ เอาตรงๆ คืออยากรู้นั่นแหละว่าเค้าพูดถึงเพื่อนตัวเองในเรื่องอะไรกัน ไม่แปลกหรอกที่เทียนจะพูดถึงไอ้ป๋าเหมือนคนรู้จักกันมานาน เห็นเพื่อนมหาใช้ชีวิตยามราตรีและเริงโลกีย์เป็นหลักขนาดนั้น แต่ทุกครั้งที่ชมรมพุทธมีกิจกรรมก็ได้พวกมันนี่แหละเป็นสปอนเซอร์หลักในการจัดหาของและหารถมาอำนวยความสะดวกให้ เอาง่ายๆ ทั้งกลุ่มมหาจนสุด แล้วเทียนเองก็เป็นมิตรที่ดีกับเพื่อนทุกคนของมหาจะยกเว้นก็แต่กับตัวมหาเองละมั้งที่ดูเหมือนเทียนจะเกลียดขี้หน้าเป็นกรณีพิเศษ 

‘เดี๋ยวพี่มหามาแล้วขวัญจะถามให้กระจ่างไปเลยนะพี่เทียน’

‘พี่ไม่ได้อยากรู้เรื่องคนอื่นนะ’

‘งั้นขวัญไม่ถามก็ได้’

‘ก็ถามไปสิ เผื่อเพื่อนคนอื่นๆ เค้าอยากรู้ ขานั้นเค้าคงให้ข่าวแทนเพื่อนได้อยู่ล่ะมั้ง’

“มีใครอยากรู้อะไรเหรอ”

“พี่มหามาพอดีเลย มานี่ค่ะๆ ขวัญมีเรื่องอยากปรึกษา”

“ปรึกษาเหรอ”

“เอ่อ จริงๆ แล้วมีเรื่องอยากถามน่ะค่ะ”

“อืม ถามมาสิ”

“มาใกล้ๆ ก่อนสิคะ”

“พูดสักทีเถอะขวัญ ไม่ต้องกระซิบก็ได้มั้ง ที่พูดไปเมื่อกี้ก็แทบจะได้ยินไปถึงหน้ามหาลัยแล้ว”

คนที่บอกว่า ‘ไม่อยากรู้’ คงทนรำคาญไม่ไหวถึงได้โพล่งออกมาอย่างนั้น ถึงแม้มหากับเทียนจะไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไหร่ แต่ก็พอจะเห็นด้วยกับเทียนอยู่บ้างเหมือนกัน ไอ้ที่พูดกันเมื่อกี้มันเสียงดังน้อยกว่าตะโกนแค่ไม่กี่เดซิเบลหรอก

“ก็ได้ค่ะก็ได้ ขวัญยอมพลีชีพเพื่อทุกคนก็ได้ พี่มหาคะ ตกลงโจมเค้าเป็นเด็กขายจริงๆ เหรอ”

“ไม่รู้สิ”

“อ้าว!!!”

คนถามแค่ขวัญคนเดียวแต่อ้าวพร้อมกันเป็นทีมเวิร์คเชียวนะ

“ถึงพี่กับป๋าจะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่พี่ก็ไม่เคยถามเรื่องส่วนตัวขนาดนั้นหรอกนะ”

“แต่พี่ป๋ากับโจมเค้า เค้า”

“เรื่องที่เป็นข่าวมันก็จริงตามนั้นแหละ แต่เรื่องอื่นพี่ไม่รู้”

จริงไม่จริงไอ้ป๋ามันก็ควงกันมาโชว์ตัวจนวงน้ำเต้าปูปลาแตกต่อหน้าต่อตาไปแล้วตั้งแต่ตอนกลางวัน คนรู้คนเห็นกันทั้งคณะ แต่เรื่องน้องโจมเป็นเด็กขายจริงมั้ย อันนี้คนอย่างมหาหรือเพื่อนในกลุ่มไม่เคยก้าวก่ายไอ้ป๋าจริงๆ ไม่ว่ามันจะควงใครหรือซื้อเด็กคนไหนก็ไม่เคยมีใครไปละลาบละล้วงชีวิตส่วนตัวของมัน เพราะเพื่อนๆ เชื่อว่า ตราบใดที่ป๋ามันได้มาโดยยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย ไม่ได้ไปหักหาญน้ำใจใครมาก็ถือเป็นเรื่องที่เพื่อนไม่ควรจะไปก้าวก่าย ต่อให้สนิทกันขนาดไหนเราก็ต้องให้เกียรติกัน ขนาดไอ้ป๋าเองเห็นมันเป็นคนที่ไม่สนใจใครขนาดนั้นแต่มันก็ยังให้เกียรติเพื่อนทุกคน 

“ตอนน้องเค้าเรียนมัธยมมีข่าวว่าเค้าหยิ่งจริง แต่ไม่เคยมีข่าวว่าเค้าขายตัวเลยนะ”

คนที่พูดออกมาก็คือคนที่บอกว่าไม่อยากรู้เรื่องชาวบ้านเค้าอีกแล้ว

“นายรู้ได้ยังไง”

มันแปลกมั้ย!! คนที่ฟังคนอื่นเค้าเล่ามาและบอกว่าไม่ได้อยากรู้เรื่องใครกลับรู้ลึกเสียยิ่งกว่าคนที่ตามข่าววงในสุดอย่างน้องขวัญซะอีก

“ก็น้องโจมเป็นรุ่นน้องที่โรงเรียน”

“ทำไมไม่มีใครรู้”

“ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนี่”

“แล้วทำไมนายไม่บอกล่ะ”

“แล้วทำไมต้องประกาศให้ใครรู้ด้วยล่ะ”

“พอก่อนค่ะพี่ๆ ทั้งคู่ คือเรื่องที่พี่เทียนกับพี่มหาเถียงกันพวกหนูเบื่อแล้ว หนูอยากรู้เรื่องน้องโจมตอนมัธยมมากกว่าค่ะ”

ความจริงมหาเองก็ไม่ได้อยากจะรู้เรื่องของเพื่อนเหมือนกันนะ แต่พอดีคนที่รู้ดันเป็นเทียนนี่สิ ถ้าเป็นคนนี้มหายอมไม่ได้อยากรู้ขึ้นมาทันทีเหมือนกัน ความจริงเรื่องน้องโจมก็ลอยมาเข้าหูเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ขนาดเจ้าตัวเองยังไม่เคยสนใจข่าวของตัวเองเลย ไม่ปริปากบ่นไม่แสดงท่าทีโกรธแค้น ไม่โวยวาย จะเรียกว่าน้องโจมเป็นคนที่เก็บความรู้สึกได้ชนะเลิศไม่แพ้ไอ้ป๋าเหมือนกัน ขานั้นเก็บทุกความรู้สึกได้ดี ยกเว้นอารมณ์โกรธที่มันไม่เคยเก็บเอาไว้เลย ปล่อยออกมาแบบเต็มที่กับชีวิตสุดๆ ถ้าใครมาท้าหรือว่าทำให้ป๋าโกรธ

ข่าวทุกข่าวที่ลือกันเกี่ยวกับน้องโจมดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือหมด ยกเว้นเรื่องเด็กขายนี่แหละที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริง มีแต่ข่าวว่าน้องเค้าเลือกที่จะขาย ไม่ใช่แค่ใครก็ได้ที่มีเงินอย่างเดียว ตั้งแต่อยู่มหาลัยก็ยังไม่มีใครแสดงตัวว่าซื้อน้องโจมไปได้เลยสักที จะมีก็แต่ไอ้ป๋านี่แหละคนแรกที่เดินควงกันไปไหนมาไหนให้เห็น ยอมเป็นเด็กซ้อนท้ายตอนแข่งรถ จะว่าไอ้ป๋าได้น้องโจมมาแบบง่ายๆ มันก็ง่ายจริงๆ นั่นแหละ แต่มันน่าแปลกใจตรงที่ทำไมมีไอ้ป๋ามันง่ายอยู่คนเดียว

“เท่าที่รู้น้องเค้าไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินนะ แต่ไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่สุงสิงกับใคร แต่โรงเรียนชายล้วนเรื่องที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใครก็ไม่แปลกเท่าไหร่นะ แต่อาจจะขัดหูขัดตาพวกขาใหญ่ที่ทำตัวเป็นหัวโจกบ้าง ก็มีแกล้งกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลืออะไรแรงแบบนี้หรอก”

“แสดงว่าโจมเก็บตัวเงียบมาตั้งแต่มัธยมเลยเหรอคะพี่เทียน”

“ก็เห็นเดินคนเดียวตลอดนะ แต่ก็เคยเห็นพี่ชายน้องเค้ามารับบ้างเหมือนกัน”

“จะว่าไปก็น่าสงสารนะ อยู่คนเดียวไม่มีเพื่อน ไม่รู้จบออกมาได้ยังไงเนอะ”

อืม...ประเด็นที่น้องขวัญบอกมาก็มีเหตุผลนะ ตอนที่มหาเรียนมัธยมเรียกว่ารอดมาได้เพราะเพื่อนช่วยเป็นหลักจริงๆ งานกลุ่มเหมือนเป็นตัวช่วยของมหาเลยก็ว่าได้ ทั้งงานกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ งานคู่ งานช้างก็ว่าไป แล้วถ้าน้องโจมไม่คบใครเลย เวลามีงานกลุ่มน้องเค้าทำยังไงเนี่ย

“รุ่นน้องที่เคยเข้าไปคุยบอกว่า น้องเค้าปิดตัวเองนะ คือน้องเค้าไม่ทำความรู้จักกับใครเอง ส่วนเรื่องเรียนน้องเค้าเป็นเด็กเรียนเก่งอยู่แล้ว แต่งานกลุ่มนี่ไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านมาได้ไง”

“ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็น่าสงสารอยู่ดีเนอะ ขนาดอยู่นิ่งๆ โจมเค้ายังดูดีดูน่ารักขนาดนั้น ถ้ายิ้มนี่สงสัยโลกคงสดใสเจิดจ้าแน่ๆ ”

“เริ่มเพ้อแล้วน้องขวัญ สงสารตัวเองกันก่อนดีมั้ย เรานินทาคนอื่นมานานเกินไปแล้วนะ จะมืดค่ำแล้วยังไม่เริ่มประชุมเลย”

“เพราะรอใครล่ะ เป็นประธานชมรมแต่มาช้าที่สุดตลอดเลย”

“แล้วจะรอทำไมล่ะ ประชุมกันไปก่อนเลยก็ได้ แค่เซ็นรับรองโครงการมาตอนประชุมเสร็จแล้วยังได้เลย”

“แล้วไม่คิดเลยเหรอว่าจะออกความเห็นอะไรบ้าง งานนี้งานใหญ่นะไม่ใช่แค่ตักบาตรวันพระอย่างที่ทำๆ กัน”

“ประธานชมรมออกความคิดเห็นได้ด้วยเหรอ นึกว่าแค่รับรู้อย่างเดียว”

“ออกได้สิ แต่จะเห็นด้วยมั้ยนั่นมันอีกเรื่อง ก็ช่วยเสนออะไรที่มันเข้าท่าและทำจริงได้หน่อย ไม่ใช่เสนอแต่สิ่งที่ทำไม่ได้”

“มันก็เท่ากับห้ามเสนอนั่นแหละ”

“เท่ากันตรงไหน”

“ตรงที่เสนอไปแต่ไม่เคยผ่านไง”

“ก็บอกว่าให้เสนอดีๆ ไงล่ะ”

คนสองคนมัวแต่จ้องจะเถียงกันแบบไม่มีใครยอมใครจนลืมสังเกตไปเลยว่าสมาชิกคนอื่นๆ หนีออกไปเตรียมตัวประชุมกันหมดแล้ว แต่ประธานชมรมกับหัวหน้ากิจกรรมยังแยกเขี้ยวใส่กันอยู่เลย นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่มหาลัยจัดห้องชมรมให้ลึกลับขนาดนี้ก็เป็นได้ ผ่านไปกี่ปีๆ สองคนนี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาเถียงกันตลอด แล้วสุดท้ายจนที่ต้องยอมก็คือคนที่ถูกเลือกให้เป็นประธานชมรมอยู่ดี

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

“นี่”

“อะไร”

เป็น ‘นี่’ ครั้งที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้ เคยเข้าใจว่าป๋าเป็นคนพูดน้อยเหมือนตัวเองสงสัยต้องเข้าใจเสียใหม่ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วเป็นคนที่อยู่ใกล้แล้วน่ารำคาญที่สุด นอกจากกฎบ้าบอที่มันเอาออกมาบังคับใช้แลกกับที่อยู่ที่กินและเป็นธนาคารแห่งใหม่สำหรับโจมแล้ว มันยังเป็นตัวที่คอยสร้างความรำคาญให้ด้วยอีกอย่าง อย่างเช่นตอนนี้ เราสองคนออกมาจากห้องน้องหนูสักพักแล้วเพื่อเตรียมตัวกลับมหาลัย แทนที่จะแยกย้ายกันไปเก็บของแต่มันก็ยังวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากตัวเขาเลยให้ตาย

ไม่รู้มันติดใจอะไรนักหนา เงียบใส่ก็แล้ว เดินหนีก็แล้ว มันยังหน้าด้านเดินตามมาอีกจนได้ ถือว่าเป็นถิ่นตัวเองจะทำอะไรก็ได้สินะ 

“นี่”

“ก็บอกแล้วว่าอะไร ทำไมไม่พูดสักที”

“น้องหนูเป็นยังไงบ้าง”

“ไม่รู้สิ ไม่ใช่หมอ”

ความจริงตอนที่คุณหมอเข้ามาดูอาการ ก็อยู่ฟังด้วยกันนี่นา ตกลงการเป็นเด็กป๋านี่นอกจากบริการด้านความสุขแล้ว ยังต้องเป็นเลขามันอีกอย่างหนึ่งด้วยใช่มั้ย แล้วทำไมตอนที่หมอรายงานอาการมันถึงไม่จำล่ะ

“ไม่ใช่อย่างนั้น หมายถึงน้องหนูเป็นเด็กยังไงบ้างในสายตานายอะ”

“ก็น่ารักดี ฉลาด”

“แค่นั้นเหรอ”

“อือ”

เหมือนมันจะทำหน้าผิดหวังใส่นิดหน่อย แต่จะให้ตอบอะไรมากกว่านี้ได้ ในเมื่อเพิ่งเจอและคุยกับน้องหนูจริงๆ จังๆ แค่วันแรก และน้องยังไม่สบายอยู่ โจมเองก็ไม่ใช่คนที่เข้าสังคมเก่งอะไรมากมาย เรียกว่ามนุษยสัมพันธ์เป็นศูนย์ ไม่ใช่อย่างมันนี่ ปรับสภาพตัวเองคล้ายๆ กับกิ่งก่า มันอยากจะเข้าหาใครมันก็ร่าเริงใจหาย แต่เห็นอยู่กับเพื่อนหรืออยู่ต่อหน้าใครๆ มันก็ยโสและเย่อหยิ่งไม่ต่างอะไรกับโจมนี่แหละ

“ไม่ชอบน้องหนูเหรอ”

“เปล่านี่”

“น้องหนูน่าสงสารนะ”

“รู้แล้ว”

ก่อนหน้าที่มันจะเรียกเค้าว่า ‘นี่’ ทุกๆ สามนาทีให้รำคาญ มันก็เล่าทั้งๆ ที่ไม่ได้ถามว่าน้องหนูคือน้องต่างแม่ที่เกิดจากผู้หญิงคนที่มันแนะนำให้รู้จักในวันที่มาเอารถกับชุดนักแข่งวันนั้น วันที่มันเรียกโจมว่า ‘เมีย’ วันแรกนั่นแหละ

ยอมรับว่าแปลกใจกับเรื่องที่รับรู้ ผู้หญิงคนนั้นแต่งตัวทันสมัยและวัยรุ่นมาก ไม่แน่ใจว่าแก่กว่าหรือรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ยังไม่เหยียบสามสิบแน่ๆ ถึงจะตกใจแปลกใจอยู่มากแต่ก็ไม่ใช่นิสัยของตัวเองเหมือนกันที่จะซักถามมากกว่านี้ ไม่ชอบวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวใครพอๆ กับไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวของตัวเองนั่นแหละ ถึงได้รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่อยู่ใกล้ๆ คนๆ นี้ อย่างน้อยช่วงเวลาที่ลำบากใจที่สุด เค้าก็ไม่เคยคาดคั้นอยากรู้อะไร 

“โกรธเหรอที่ให้มาด้วยเวลาที่จะมาหาน้องหนูน่ะ”

“มาถามเอาตอนนี้เนี่ยนะ”

ถามเพื่อ!! ในเมื่อตัวเองวางแผนมาอย่างดีแล้วนี่ที่จะใช้น้องเป็นเครื่องมือบังคับให้เขามาด้วยเวลาที่ตัวเองจะเข้าบ้านน่ะ เขากับป๋ามีความเหมือนที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ในขณะที่ตัวเองพยายามถีบตัวออกจากครอบครัวสุดชีวิต แต่อีกคนเหมือนกับพยายามเข้าหาครอบครัวด้วยการหาตัวช่วย อันที่จริงคนที่ใครๆ ให้ฉายาว่ามั่นใจในตัวเองสุดๆ อย่างเขาหรือว่าป๋า ความจริงแล้วเป็นคนที่ไม่กล้ากับสิ่งที่ตัวเองให้ความสำคัญเลยต่างหาก ที่ดูเหมือนไม่กลัวหรือไม่แยแสเพราะไม่คิดว่าเรื่องนั้นคือเรื่องสำคัญ

“ก็ เรายังต้องอยู่เพราะเงื่อนไขที่นายและชั้นตั้งขึ้นมานี้ไปอีกนานไม่ใช่เหรอ มันก็ต้องตกลงกันก่อนสิ จะได้ออกมาแนบเนียนไง”

“อ่อ เพราะอย่างนี้นี่เอง ตกลงกันก่อนก็ดีนะ แต่เรื่องน้องหนูไม่ต้องเตี๊ยมกันก่อนก็ได้ น้องนายไม่ใช่คนที่เราต้องใส่หน้ากากเข้าหา

ไม่ใช่เหรอ ให้น้องเค้าเป็นไปตามธรรมชาตินั่นแหละดีแล้ว น่ารักดี”

“จริงด้วยเนอะ”

“น้องยังเป็นธรรมชาติตลอดเวลาทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่ากำลังถูกพี่ชายหลอกใช้เลยนี่”

“!!!!??%6&*)-_+#@&&&**”
 
จบตอนที่ 14

TRomance's Fic Fanpage

ซื้อหนังสือ เรื่องนี้


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #37 Dairy-nana (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2558 / 23:14
    ป๋ารักเด็กกกก
    #37
    0