แต่ก่อนนั้น...Before I love you (ชื่อเดิมวันนี้...ยังไม่สาย)

ตอนที่ 9 : เพนท์เฮ้าส์ - 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 591
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

8

เพนท์เฮ้าส์

             คชาภาลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องที่ไม่รู้จัก อีกแล้ว ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่ชินกับความรู้สึกที่ต้องตื่นขึ้นมาพร้อมความหวาดผวา ไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน ไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แต่ก่อนที่จะได้มีเวลารื้อฟื้นความทรงจำสุดท้าย อาการวิงเวียนก็เข้าจู่โจมทันควัน อาการปวดเมื่อยลุกลามไปทั้งร่างราวกับแขนขาถูกฉีกทึ้งก็ไม่ปาน เธอหลับตาตั้งสติอยู่พักใหญ่ เมื่อคุ้นเคยกับความทรมานนี้ เธอจึงเริ่มทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ

หญิงสาวเริ่มจำได้ลาง ๆ โดยเฉพาะความรู้สึกไร้แรงไร้กระดูก ใบหน้าร้อนวูบวาบ ตอนที่ร่างอ่อนยวบก่อนจะสิ้นสติ

รู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวคุณร้อนยังกับไฟ คำพูดนั้นลอยมาพร้อมกับภาพเหตุการณ์ที่กระจ่างชัดขึ้นเรื่อยๆ เธอละอายใจจนอยากจะมุดลงไปซ่อนตัวอยู่ในฟูกที่นอนให้รู้แล้วรู้รอด ทำเป็นวางท่าอวดดีใส่เขาซะใหญ่โต สุดท้ายก็เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือจากเขาอยู่ดี แล้วต่อไปเธอจะกล้าสู้หน้าเขาได้ยังไง

                ยังไม่หมดแค่นั้น....ความทรงจำเลือนรางที่เกิดขึ้นขณะกลางหลับกลางตื่น คลับคล้ายว่าจะเป็นความฝัน แต่ก็คล้ายเกิดขึ้นจริง อาจเป็นเพราะพิษไข้ที่ทำให้เธอรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น หญิงสาวจำได้ว่าเห็นเขาเช็ดเนื้อเช็ดตัว ป้อนข้าวป้อนยาให้เธอ

คภาชาอยากสั่งให้ตัวเองหมดสติไปอีกวันสองวันเพื่อหลบลี้หนีความอับอาย แต่ในใจกระวนกระวายยากจะข่มตา จึงตัดสินใจยันร่างที่แสนจะเมื่อยล้าขึ้นอย่างทุลักทุเล การเคลื่อนไหวทำให้แผลที่หน้าอกปริแยก รู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ เธอก้มมองรอยแผลยาวประมาณสิบเซนติเมตร มีคราบสีเหลืองเปรอะเปื้อนไม่เรียบร้อย จึงพอเดาได้ว่าเป็นฝีมือใคร คิดได้อย่างนั้นก็ร้อนใจ พลันมองสำรวจตัวเองทันที เธอยังอยู่ในชุดเดิม ข้างกายมีหมอนใบใหญ่ที่มีร่องรอยของการกดทับอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะนอนพาดขากอดหมอน หลับใหลไปอย่างสบายอารมณ์ แต่ต้องยอมรับว่าหลังจากได้นอนหลับเต็มตื่น นอกจากอาการปวดเมื่อยและวิงเวียนเล็กน้อยแล้ว เธอก็รู้สึกดีขึ้นมากจริง ๆ

            อย่าบอกนะว่าห้องนี้ก็ยังเป็นห้องนอนของเขาด้วย หญิงสาวคร่ำครวญอยู่ในใจ

แอ็ดดด.....

“อ้าว ตื่นแล้วหรอคะ”

                หญิงสาวคว้าผ้าห่มขึ้นจรดปลายคางตามสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตเบิกมองหาที่มาของเสียงด้วยความตกใจ หญิงอายุราวสามสิบกว่ากำลังยืนอยู่หน้าประตูห้อง รูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ ดวงตาทั้งสองค่อนข้างปูดโปน ใส่ชุดเสื้อกางเกงสีฟ้าซีดทั้งชุด เหมือนเป็นเครื่องแบบที่ใส่อยู่เป็นประจำ ใบหน้าเรียบเฉย แววตาปราศจากความประหลาดใจที่เห็นหญิงสาวนิรนามนอนอยู่ในห้อง  “ฉันเป็นแม่บ้านค่ะ คุณคณินสั่งไว้ว่าให้คอยเช็ดตัวให้คุณจนกว่าไข้จะลดในมือเธอถือชามแก้วใสขนาดกลางที่มีน้ำอยู่กว่าครึ่ง มีผ้าขนหนูสีขาวพาดขอบชาม เธอเดินเข้ามาอย่างไม่รีรอ วางชามแก้วไว้บนพื้นข้างเตียง ฉันเช็ดตัวให้คุณไปรอบหนึ่งแล้ว เห็นคุณยังไม่ตื่นเลยคิดจะเช็ดตัวให้อีกรอบ ไหน ๆ คุณก็ตื่นแล้ว อยากจะอาบน้ำหรือให้ฉันเช็ดตัวให้ดีคะ” แม่บ้านพยายามส่งยิ้ม ถามไถ่อย่างเป็นกันเอง แต่แววตายังเหินห่างอยู่มาก

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันอาบน้ำเองดีกว่า รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว” เนื่องจากพิษไข้น้ำเสียงจึงแหบเพี้ยน

“เดี๋ยวฉันเตรียมชุดให้นะคะ” แม่บ้านวางชามแก้วไว้บนโต๊ะหัวเตียง เดินไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางกางขายาวสีดำที่แขวนอยู่อย่างเดียวดายในตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ เดินกลับมาวางชุดไว้ที่ปลายเตียง

เอ่อ...นี่ห้องของคุณณัฐคณินเหรอคะหญิงสาวเอ่ยถาม เพราะเห็นว่าแม่บ้านคนนี้พอจะรู้ที่รู้ทางในห้องนี้ จึงคิดว่าน่าจะคุ้นเคยกับที่นี้เป็นอย่างดี

                ใช่ค่ะ ที่นี่คือเพนท์เฮ้าส์ของคุณคณิน ห้องนี้เป็นห้องนอนแขก ส่วนห้องนอนของคุณคณินอยู่อีกห้องหญิงสาวผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ไม่ทันสังเกตอาการงงงวยของแม่บ้าน

                แล้วเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าคะเมื่อไขข้องข้องใจได้แล้ว หญิงสาวก็เริ่มขุดคุ้ยความเป็นมาของตัวเองทันที แม้ชายหนุ่มจะบอกว่าทั้งสองไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่หากมีเสียงยืนยันอีกหนึ่งเสียง มันก็ทำให้เธอไว้ใจเขาเพิ่มขึ้นได้ไม่มากก็น้อย แม่บ้านมีสีหน้าประหลาดใจอย่างชัดเจน แต่ก็ยอมตอบแต่โดยดี

ไม่เคยค่ะ คุณคณินบอกว่าคุณเป็นคนที่หกล้มในห้องน้ำเมื่อหลายวันก่อนแม่บ้านหันไปชี้ประตูอีกบานที่อยู่ถัดจากประตูห้องประมาณสองก้าว ตอนที่มาทำความสะอาดและเห็นคราบเลือดในห้องน้ำ ฉันเข่าอ่อนเกือบจะเป็นลมล้มพับไปเหมือนกันจากคำบอกเล่าของสาวร่างใหญ่ ห้องนี้คงเป็นจุดเริ่มต้นของความทรงจำที่หลุดหายไป หญิงสาวเผลอเหม่อลอยอยู่ในภวังค์ชั่วครู่ ลืมนึกถึงแม่บ้านที่ยืนอยู่ในห้อง จนกระทั่งเธอเอ่ยปากขอตัวออกไป เธอจึงนึกได้กว่าควรรั้งตัวแม่บ้านไว้เพื่อถามไถ่ต่อ แต่ช้าเกินไป แม่บ้านยกชามแก้วเดินออกไปและปิดประตูใส่หน้าเธอเสียแล้ว

หญิงสาวจึงกลับมาอยู่ในภวังค์ชองตัวเองอีกครั้ง พลางกวาดสายตาสำรวจบรรยากาศภายในห้อง มองหาร่องรอยที่อาจช่วยกระตุ้นความทรงจำได้ เธอค่อย ๆ หย่อนขาลงจากเตียง ข่มความวิงเวียนและลุกขึ้นยืน แม้จะโงนเงน ไม่มั่นคงแต่ก็ยังยืนอยู่ได้

ถ้าหากประมาณจากสายตาห้องนี้น่าจะกว้างกว่าห้องที่แมนชั่นเล็กน้อย เพราะไม่ได้ถูกกั้น แบ่งสัดส่วนภายในห้องจึงดูกว้างขวาง เปิดโล่ง เตียงหลังใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง ขนาบด้วยชั้นข้างหัวเตียงที่มีโคมไฟคริสตัลราคาแพงตั้งอยู่ ฝั่งซ้ายของเตียงมีตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ โต๊ะเครื่องแป้งกับชั้นหนังสือเข้าชุดตั้งชิดผนัง ส่วนฝั่งขวามีชุดโซฟาสีเหลืองไข่นวลตาและทีวีจอแบนแบบติดผนัง มีผ้าม่านสีเทาเข้มผืนใหญ่ สูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน กว้างตั้งแต่ซ้ายสุดยันขวาสุด เธอคาดว่าอีกด้านของผ้าม่านน่าจะเป็นระเบียงหรือหน้าต่าง แต่กลับไม่มีแสงใดๆ ลอดเข้ามาได้ จึงยากจะคาดเดาว่าตอนนี้เป็นกลางวันหรือกลางคืน

                คชาภาบอกตัวเองให้เก็บความสงสัยที่ไม่มีความสลักสำคัญนั้นไว้ก่อน เธอเดินตรงไปยังเปิดประตูห้องน้ำ คาดว่าน่าจะพบอะไรที่พอจะเรียกความทรงจำมาได้ สุดท้ายกลับไม่เจออะไรที่คุ้นตา แต่เจอเข้ากับความตื่นตามากกว่า ทุกอย่างในห้องน้ำเป็นสีขาวสะอาดตา หากเปิดเข้ามาเจอกองเลือดสีแดงเข้มขนาดย่อมบนพื้นสีขาวกระจ่าง ก็ไม่แปลกใจที่แม่บ้านจะเข่าอ่อน 

หญิงสาวลงความเห็นในใจว่า โดยรวมแล้วทุกอย่างในห้องนอนแขกนี้ตกแต่งได้ลงตัวและได้รับการดูแลเป็นอย่างดีอยู่ตลอด เมื่อเทียบกับห้องเช่าของเธอย่อมต่างกันราวฟ้ากับเหว ดูเหมือนเขาจะรวยกว่าที่เธอคิดไว้มาก

หลังจากเดินสำรวจทั่วห้องแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า แต่อย่างน้อยก็ทำให้เธอรู้สึกว่าได้ก้าวเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ก่อนหน้านี้เธอเหมือนเดินหลงอยู่ในป่า ต้องแหวกหญ้า ปัดกิ่งไม้ เดินสะเปะสะปะไม่รู้ทิศทาง แต่เมื่อได้มาเห็นสถานที่ ได้พบพยานรู้เห็นที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับคำพูดของเขา เธอก็สามารถหายใจได้เต็มปอด ราวกับเพิ่งเดินออกจากป่าและค้นพบถนน ไม่แน่ว่าหากเธอเดินทางถนนสายนี้ต่อไป  เธออาจค้นพบปลายทางที่รอคอยได้ในที่สุด

คุณคณินโทรขึ้นมาบอกว่า ซักพักจะขึ้นมาค่ะ” หญิงสาวอาบน้ำและเพิ่งแต่งตัวเสร็จพอดีตอนที่แม่บ้านมาเคาะประตู

“ขึ้นมา? หมายความว่ายังไงคะ” เธอไม่เข้าใจคำพูดของแม่บ้าน

แม่บ้านประหลาดใจกับคำถามแปลก ๆ เป็นคำรบที่สอง ณัฐคณินไม่เคยพาผู้หญิงมานอนค้างที่ห้องมาก่อน ดังนั้นผู้หญิงคนแรกที่ชายหนุ่มพามานอนที่นี่ ก็น่าจะมีความสัมพันธ์พิเศษต่อกัน แต่หญิงสาวกลับตั้งคำถามราวกับเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าของห้องเลยแม้แต่น้อย แม่บ้านตะขิดตะขวงใจ แต่ก็อธิบายอย่างใจเย็น “หมายความตอนนี้คุณคณินทำงานอยู่ในออฟฟิคชั้นเก้าไงล่ะคะ”

“แล้วเราอยู่ชั้นอะไรคะ” หญิงสาวถามต่อ เธอหลงคิดว่าที่นี่เป็นคอนโดฯ อะไรประมาณนั้น แต่กลับมีออฟฟิคอยู่ด้วย โดยไม่รู้ตัวเลยว่า ได้สร้างความฉงนฉงายให้แก่คนถูกถาม

“ชั้นบนสุด ชั้นสิบห้าค่ะ” คชาภากระจ่างแจ้งแล้วว่าตึกนี้คงจะเป็นสำนักงานอะไรซักอย่าง ซึ่งเขาน่าจะมีความสำคัญมากพอสมควร 


----------------------------LOADING 25%-----------------------------


แม่บ้านเดินนำหญิงสาวออกจากห้อง สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาเธอคือเพดานกระจกสีฟ้า น้ำในสระกระทบกับแสงอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า ภายในห้องจึงสว่างโล่ ประกายน้ำระยิบระยับจับตาราวกับอยู่ในโลกใต้น้ำ นี่คงเป็นสระว่ายน้ำที่เขาพูดถึงและข้างบนนั้นคือดาดฟ้าที่จัดงานเลี้ยงในคืนนั้น

คชาภาพยายามประติดประต่อเรื่องราวต่าง ๆ ในหัวอย่างละเอียด สายตาพลางเหลือบไปเห็นโซฟาตั้งอยู่ใต้สระว่ายน้ำพอดีอย่างที่เขาเล่า ด้านหลังโซฟาเป็นโต๊ะอาหารสำหรับสี่ที่ ถัดจากโต๊ะอาหารเป็นครัวที่ดูเรียบแต่หรู ไม่มีของรกสายตา เป็นระเบียบเรียบร้อย ด้วยสภาพแวดล้อมและคำบอกเล่าของแม่บ้านี่สอดคล้องกับคำพูดของชายหนุ่ม ความเชื่อใจที่เธอมีให้เขานั้นเริ่มหนักแน่นขึ้นทุกที ซึ่งสวนทางกับความละอายใจที่เพิ่มมากขึ้น

แม่บ้านขยับเก้าอี้ที่โต๊ะอาหาร เธอนั่งลง หันหน้าไปทางโซฟา ถึงเห็นว่าโซฟาตั้งเผชิญหน้ากับประตูลิฟท์สีตะกั่วเงาสองบาน แสงแดดด้านบนที่ทะลุผ่านลงมาพลิ้วไหวตามแรงกระเพื่อมของน้ำสะท้อนกับประตูลิฟท์สีตะกั่วดูราวกับมีชีวิต เพลิดเพลินสายตาไม่น้อย

                “ตอนนี้กี่โมงแล้วคะเห็นแสงอาทิตย์แรงจ้าขนาดนี้ เธอเลยนึกสงสัย

                “สิบโมงเช้าค่ะคชาภาจำได้ว่า ตอนออกจากโรงพักก็เกือบเที่ยงแล้ว แสดงว่าเธอนอนหลับยาวข้ามวันข้ามคืนเลยทีเดียว คุณคณินเตรียมโจ๊กไว้ ฉันเลยเอามาอุ่นให้ รีบทานเถอะค่ะ จะได้ทานยา” นั่งรออยู่ไม่นานนัก แม่บ้านก็ยกชามกระเบื้องมาวางไว้ตรงหน้า

“คุณณัฐคณินเป็นคนทำเหรอคะ” เธอถามย้ำ แม่บ้านยิ้มกรุ่มกริ่ม คุณคณินอยู่เฝ้าไข้คุณทั้งคืน ฉันเพิ่งมาทำความสะอาดเมื่อเช้านี่เองค่ะ คุณคณินเลยวานฉันให้อยู่ดูแลคุณคชาภานิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากที่อาละวาด ตั้งท่าหวาดระแวงเขาไว้มากมาย แต่เขาก็ยังดูแลเธออย่างดี หยิบยื่นน้ำใจมาให้อย่างไม่มีสิ้นสุด

ติ้ง เสียงลิฟท์ดังขึ้น ประตูเลื่อนเปิด ณัฐคณินในชุดสูทสีกรมท่า ยืนตัวตรง สองมือล้วงกระเป๋าอยู่เบื้องหลังประตูลิฟท์ แสงอาทิตย์ที่ทะลุผ่านน้ำสีฟ้าใส คล้ายสปอตไลท์ส่องไปที่เขา เสริมให้เขาดูโดดเด่น ดึงดูดสายตาและไร้ที่ติ ชายหนุ่มมองตรงมายังหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาพินิจ ในขณะที่คชาภามองอย่างตะลึงลานกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มในครั้งนี้

                ณัจคณินเดินผ่านโซฟาเข้ามาใกล้ เขานั่งเผชิญกับหญิงสาว พลางใช้สายตาสำรวจใบหน้าซีดขาวราวกับหน้ากระดาษของเธอ ริมฝีปากอวบไร้สีสันแต่ไม่แห้งแตก มุมปากยังมีร่องรอยพกช้ำ นัยน์ตากระจ่างใสขึ้นกว่าเมื่อวานมาก ผมยาวหยักศกปล่อยสยายไว้ด้านหลัง แก้มทั้งสองซูดตอบ ส่งให้สันจมูกโดดเด่นชัดเจน ดวงตากลมโตสบประสานสายตาเขาอย่างเปิดเผย

“คุณรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง” ณัฐคณินถามขึ้นก่อน

“เออ....ค่ะ ดีขึ้นมาก” หญิงสาวพบว่าการตั้งสติและพยายามดึงสายตาออกจากใบหน้าของเขานั้น ไม่ง่ายเลย

“แน่ใจนะ” ณัฐคณินขมวดคิ้วขุ่นเมื่อได้ยินเสียงแหบแห้งของเธอ

“ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ” คชาภายืนยัน

“ผมอยากแน่ใจว่าคุณพร้อม เพราะหลังจากนี้ คุณต้องรับมือกับเรื่องที่หนักหนาเอาการ”

“เรื่องอะไรคะ” คชาภาถามอย่างไม่รอช้า

“ผมนัดทนายมาจัดการเรื่องคดีความของคุณ มีเรื่องอีกมากที่ต้องทำ ถ้าคุณมั่นใจว่าไหว หลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วค่อยตามผมลงไปที่ออฟฟิค แต่ถ้าอยากพัก คุณให้แม่บ้านโทรลงไปบอกผมก็แล้วกัน” เขาพูดเป็นการเป็นงานแล้วลุกขึ้น หันไปกำชับแม่บ้านให้จัดการดูแลเธอ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในลิฟท์ ปล่อยให้หญิงสาวนั่งเป็นเบื้อใบ้อยู่ที่เดิม พลางคิดในใจว่า ถ้าเขามีเรื่องอยากจะพูดแค่นี้ ก็ไม่เห็นต้องขึ้นมาบอกด้วยตัวเองเลย

 



หลังจากชายหนุ่มไปแล้ว คชาภาตระหนักได้ว่าปัญหาเรื่องความทรงจำที่หายไปนั้น กลายเป็นเรื่องที่ควรเก็บไว้ขบคิดกันทีหลัง เธอเป็นห่วงลุงเร่ร่อนที่ต้องรับกรรมแทนเธอจนไม่อาจทนเห็นแก่ตัวได้ จำต้องปิดประตูใส่กลอนเรื่องสูญเสียความทรงจำไปก่อนด้วยความสมัครใจ และหวังว่าทนายจะสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลุงเร่รอนได้อย่างถึงที่สุด

“ทานยาก่อนเถอะค่ะ” ความคิดของคชาภาวนเวียนอยู่กับเรื่องของลุงเร่รอน ครั้นแม่บ้านวางจานใบเล็กคล้ายจานรองแก้วที่มียาเม็ดและแคปซูลหลากสี  เธอนึกขึ้นได้ว่าตนเองละเลยแม่บ้านผู้แสนดีไว้ลำพัง เธอจึงฉวยโอกาสนี้ถามไถ่เรื่องของณัฐคณินซะเลย

             แม่บ้านรูปร่างสูงใหญ่คนนี้ชื่อ ยุ้ย เป็นแม่หม้ายอายุสามสิบสามปี มีลูกสาวอายุเจ็ดขวบหนึ่งคน ทำงานให้บริษัททำความสะอาดที่รับผิดชอบบริษัทนี้มาเกือบสองปีแล้ว แม่บ้านบอกว่าห้องเพนเฮ้าส์ของณัฐคณินจะมีคนมาทำความสะอาดพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ไม่มีใครอยู่ทำเป็นประจำ แต่วันนี้เธอโดนเรียกตัวเองมาเป็นกรณีพิเศษ เพราะบังเอิญเป็นคนที่เจอกองเลือดขนาดย่อมอันน่าสยดสยองของหญิงสาว

            บทสนทนาในช่วงแรก ค่อนข้างจะห่างเหิน แม่บ้านมีท่าทีกริ่งเกรงหญิงสาวอยู่บ้าง ส่วนคชาภาด้วยรู้ตัวดีว่าอยู่ที่นี่ไม่ใช่ในฐานะแขก แต่เป็นภาระที่เกินความรับผิดชอบของชายหนุ่ม จึงรู้สึกกระดากใจที่ได้รับความสุภาพมากเกินไป หญิงสาวจึงบอกให้แม่บ้านเรียกเธอง่าย ๆ ด้วยชื่อเล่นที่เธอเองก็ยังไม่คุ้นชินนักและให้แทนตัวเองว่าพี่ ฟังแล้วดูสนิทสนม สะดวกปากสะดวกใจกว่ามาก

            “ก่อนหน้านี้ คุณคณินสั่งห้ามไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร พี่ก็เก็บเอาไปคิดจนหลอนนอนไม่หลับตั้งหลายคืน พอได้รู้ต้นสายปลายเหตุแล้ว คืนนี้คงนอนเต็มตื่นได้ซักที”

            “แล้วคุณณัฐคณินทำงานตำแหน่งอะไรคะ

            “ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดค่ะ รู้สึกจะดังมากในหมู่พนักงานหญิง ทั้งหล่อ รวย เก่ง มาดเท่ห์ดูเย็นชาแต่ไม่ถือตัว เดินไปไหนก็มีแต่สาว ๆ มองตาม ว่าแต่ทำไมปอล์ถึงไม่รู้ล่ะ คุณคณินบอกพี่ว่าปอล์ทำงานอยู่ที่นี่หญิงสาวอ้ำอึ้ง   

           “เอ่อ ปอล์ทำงานกะดึกประจำ เลยไม่ค่อยได้เจอคนระดับผู้บริหารหญิงสาวหยิบยกคำให้การของช่างหนุ่มที่ตำรวจสรุปให้ฟังเมื่อวานมาตอบ แม่บ้านพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แล้วทำไมคุณณัฐคณินถึงมีห้องเพนท์เฮ้าส์อยู่ที่บริษัทล่ะคะ

            “เรื่องนั้นพี่ไม่รู้หรอก บริษัทใหญ่ ๆ มักจะมีเรื่องซับซ้อนแบบนี้แหละ แต่จะว่าไปก็น่าแปลกนะ เป็นใครก็ต้องคิดว่าคุณคณินน่าจะเป็นทายาทของบริษัท แต่นอกจากเข้าประชุม พี่ไม่เคยเห็นคุณคณินขึ้นไปยุ่มย่ามบนชั้นบอร์ดบริหารเลยนะ ไม่เคยเห็นคนในบอร์ดบริหารมาที่ห้องนี้ด้วย เมื่อก่อนพี่เคยเจอเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งมาค้างด้วยบ่อย ๆ แต่ไม่เห็นมาเกือบปีแล้วล่ะ เอ้..ถ้าจำไม่ผิดพี่เคยได้ยินคนอื่นพูดกันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาทำกับข้าวให้คุณคณินทานที่ห้องบ้าง บางครั้งก็มาดูแลเรื่องจิปาถะเวลาที่มีงานสำคัญ ๆ งานเลี้ยงเมื่อหลายวันก่อนก็เพิ่งเอาชุดมาส่งให้

               “ผู้หญิงเหรอ?” นั่นไม่ใช่คำถาม เธอแค่ย้ำให้ตัวเองได้ยินอีกครั้ง

               “ใช่ค่ะ พี่เองก็ไม่เคยเจอเหมือนกัน ได้ยินคนอื่นพูดมาอีกที ไม่รู้ว่าใช่แฟนหรือเปล่า"

              คชาภานิ่งเงียบไป ไม่ถามหรือพูดอะไรอีกเลย ในขณะที่แม่บ้านจัดการล้างแผล ถักเปียผมเป็นแถวเดี่ยวหลวม ๆ จะได้ช่วยปิดผ้าก๊อซที่ปิดแผลและเพื่อให้ผมหยักศกฟูฟ่องที่ไม่ได้ผ่านน้ำมาหลายวัน ไม่ดูกระเซอะกระเซิงจนทำให้ตัวเองขายหน้า

----------------------------LOADING 50%--------------------------

เมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อย แม่บ้านก็พาหญิงสาวไปที่ลิฟท์ กดแผงสีดำที่เต็มไปด้วยตัวเลขติดอยู่บนผนังข้างประตูลิฟท์และหันมากำชับให้ลงไปที่ชั้นเก้า

ติ่ง ประตูลิฟท์เลื่อนเปิด หญิงสาวเดินเข้าไปในลิฟท์ กดเลขเก้า แม่บ้านยิ้มส่งก่อนประตูจะปิดสนิท ยังไม่ทันได้เริ่มกังวล เสียงลิฟท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

ติ่ง ประตูเลื่อนเปิดออก คนที่อยู่อีกฝากเปลี่ยนจากแม่บ้านร่างใหญ่ เป็นชายหนุ่มสูงโปร่งในชุดสูท เขายืนหลังตรง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่หน้าลิฟท์ หญิงสาวยืนนิ่ง แม้ไม่ได้คาดหวังว่าชายหนุ่มจะมารับ แต่ก็โล่งอกที่เห็นเขายืนรออยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของสถานที่ทำงาน ซึ่งแตกต่างกับความสงบเงียบของห้องเพนท์เฮ้าส์อย่างสิ้นเชิง พนักงานหลายคนกำลังยืนรอลิฟท์อยู่ มันน่าตกใจที่จู่ ๆ มีลิฟท์เพิ่มอีกสามตัว รวมตัวที่เธอครอบครองอยู่ก็เป็นสี่ตัว พอนึกได้ว่าที่นี่เป็นที่ทำงานของตัวเอง รวมถึงระยะห่างของตำแหน่งระหว่างเขากับเธอ หญิงสาวก็เริ่มประหม่า อีกทั้งมีสายตาของหญิงสาวหลายคู่จดจ่อมองเธอจนรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ หากสายตาสามารถทะลุผ่านร่างคนได้จริง ๆ ตอนนี้เธอคงมีรูพรุนไปทั่วทั้งตัว แม้แต่จะก้าวขาออกจากลิฟท์เธอก็เกรงว่าจะสะดุดล้มเพราะสายตาริษยาใคร่รู้อันแรงกล้าเหล่านั้น ดูจากปฏิกิริยาจากคนรอบข้างแล้ว คำพูดของแม่บ้านก็ไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย

ขอโทษค่ะ รอนานหรือเปล่าคชาภาเดินออกจากลิฟท์ เอ่ยถามอย่างไม่เป็นธรรมชาติ

ณัฐคณินเผลอเหม่อมองเส้นผมที่เคยปล่อยสยาย ถูกรวบเปียไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นเค้าโครงหน้าที่แทบไม่มีเนื้อ ลำคอเล็กยาวระหง ปอยผมบางส่วนร่วงลงมาคลอเคลียลำคอคล้ายหมอกบาง ๆ นั้นอยู่ชั่วขณะ พลันได้สติกลับคืนมาเมื่อเธอเอ่ยปากถามและพบว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าสายตา เขาจึงทำสีหน้าเป็นเรียบเฉย เอ่ยถามไถ่ด้วยท่าทีสบาย ๆ ไม่นานหรอก คุณพร้อมนะ

ค่ะคชาภาตอบเสียงแผ่ว รู้สึกอึดอัดเพราะสายตาที่เพ่งมองอย่างไม่คิดปิดบัง อยากจะไปจากตรงนี้เต็มแก่ แต่ไม่อาจพูดทุกอย่างที่รู้สึกได้ ในสายตาคนอื่น เธอเป็นลูกน้อง เขาเป็นเจ้านาย เธอจึงพยายามสำรวมและหวังว่าเขาจะพาไปจากตรงนี้ จนแสดงสีหน้าร้อนรนออกมา

แน่ใจนะ" เมื่อเห็นสีหน้ากระวนกระวายใจของหญิงสาว ชายหนุ่มก็ร้อนใจขึ้นมาซะอย่างนั้น  เผลอยกมือทาบหน้าผากเธออย่างลืมตัว อืม อย่างน้อยก็ไม่ร้อนเท่าเมื่อคืนทว่ายังหลุดปากพูดจาคลุมเครือ แม้เสียงจะไม่ดังมาก แต่ดังพอให้หญิงสาวสองคนที่เพิ่งเดินผ่าน หยุดเดินและหันกลับไปมองคชาภาตั้งแต่หัวจนรดเท้าอย่างประเมินค่า พวกเธออ้าปากค้างคล้ายจะพูดแต่ก็ไม่พูด ทว่าลอบส่งสายตาไม่ยินยอมให้กันแทน

                แย่ที่สุด หญิงสาวปลงสังเวชในใจ คำพูดนั้นไม่เท่ากับป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเธอกับเขาอยู่ด้วยกันเมื่อคืนหรอกเหรอ เสียงเขาแม้ไม่ดังมาก แต่หากตั้งใจฟังรับรองว่าได้ยินแน่ ไม่ต้องพูดถึงว่าพอสิ้นเสียงพูดประโยคนั้นของเขา การเคลื่อนไหวรอบตัวเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวแทบจะได้ยินเสียงผ่อนลมหายอย่างขุ่นเคือง ลอยอบอวลอยู่กลางอากาศ ผู้หญิงพวกนั้นฟันธงเรียบร้อยแล้วว่า เธอเป็นศัตรู

                ในขณะที่ณัฐคณินไม่มีท่าทีสำนึกในสิ่งที่ตัวเองได้ทำอะไรลงไป ด้วยร้อนใจว่าร่างกายของเธออาจจะยังไม่พร้อม เมื่อคืนตัวเธอแทบลุกเป็นไฟ ไม่หลงเหลือสติอยู่เลยตอนที่เขาพยายามป้อนข้าว ป้อนยาให้ เขาจึงต้องถ่อขึ้นไปดูด้วยตาตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่า เธอไหวจริง ๆ ถึงแม้แม่บ้านจะให้คำยืนยันกับเขาแล้วว่าหญิงสาวอาการดีขึ้นมาก

ทางด้านคชาภา เธอผ่อนลมหายใจออกมาอย่างจนใจ แก้สถานการณ์โดยการพยายามปรับสีหน้าให้เรียบเฉยและกัดฟันถามว่า ทนายอยู่ที่ไหนคะชายหนุ่มที่คอยสังเกตอารมณ์ของเธอตลอดเวลาจับความรู้สึกคล้ายคนจนแต้มในแววตาเธอได้ แต่เขาเดาไม่ออกว่าอะไรคือสาเหตุ จึงได้แต่เก็บงำความสงสัยนั้นไว้ และเดินนำทางมาจนถึงห้องทำงานของตน ภายในห้องกว้างขวาง โอบล้อมด้วยกระจกเกือบทุกด้าน เห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกได้ชัดเจน ชั้นเอกสารสูงตั้งอยู่เกือบทุกมุมห้อง เอกสารจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ ชุดรับแขกหนังสีน้ำตาลตั้งอยู่กลางห้องให้ความรู้สึกเคร่งขรึมเป็นทางการ และมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้โซฟารับแขกอยู่ก่อนแล้ว เขาลุกขึ้นทักทายทันทีที่ทั้งสองเดินเข้ามา ณัฐคณินแนะนำให้เธอรู้จักกับทนายธนาวุฒิและเริ่มต้นหารือโดยไม่รอช้า

เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ไม่ทันให้ยาออกฤทธิ์ด้วยซ้ำ หญิงสาวก็เจอเข้ากับปัญหาหนักอกเพิ่มอีกเรื่อง ธนาวุฒิ ทนายหนุ่มใหญ่พูดถึงรูปคดีและพิจารณาทิศทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด

                “สำหรับคดีนี้ ในส่วนของนายสุชาติ คนเร่รอนที่ถูกแทงไม่จำเป็นต้องหาพยานหรือหลักฐานเพิ่มเติม เพราะผู้ต้องหายอมรับผิดทุกข้อกล่าวหา ดังนั้นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย คือจำคุกไม่เกินสองปี ปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อคดีและยังเป็นความผิดครั้งแรก เป็นไปได้มากว่าศาลน่าจะให้รอลงอาญาไว้ก่อน

                “ทำร้ายร่างกาย? ผู้ชายคนนั้นพยายามขืนใจเธอและลุงเร่รอนก็อาจจะตายได้ณัฐคณินเป็นเดือดเป็นร้อน ในขณะที่หญิงสาวทั้งอึ้ง ทั้งมึน ทั้งงง

ก็อย่างที่คุณพูดนั่นแหละครับ จำเลย พยายาม ข่มขื่นคุณคชาภา ทางกฎหมายตีความว่า จำเลยกระทำการไม่สำเร็จ ข้อหาขมขื่นกระทำชำเลาจึงต้องตกไป เพราะทางกฎหมายมีขอบเขตของคำว่า ข่มขื่น ไว้ชัดเจน จากคำให้การของคุณคชาภา การกระทำของจำเลยยังไม่เข้าข่าย เพียงใช้กำลังทำร้ายร่างกาย และกักขังหน่วงเหนี่ยว ไม่มีพฤติกรรมล่วงล้ำทางเพศหรือทำอนาจารแต่อย่างใด ในกรณีของนายสุชาติ อาวุธที่มีก็ไม่ใช่อาวุธหนัก บาดแผลก็ไม่ได้สาหัสหรือเป็นอันตรายต่อชีวิต เป็นไปได้มากว่าจะเหลือแค่ข้อหาเจตนาทำร้ายร่างกายเท่านั้น

                “คุณหมายความว่า ฉันจะฟ้องข้อหาข่มขื่นได้ ก็ต่อเมื่อฉันถูกข่มขื่นแล้วเท่านั้นเหรอคะทนายหันมาสบตาหญิงสาว ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แทนคำตอบ แทบจะดูไม่ออกหากไม่สังเกต

              “แล้วความผิดข้อหาข่มขื่นกระทำชำเลาคืออะไรคะหญิงสาวพยายามปั้นเสียงไม่ให้แกว่ง

              “โทษจำคุกสี่ปีถึงยี่สิบปี ปรับแปดพันถึงสี่หมื่นบาทครับทนายทำหน้าประหลาดใจ แต่ก็ยอมตอบแต่โดยดี

              “ถ้าวันนั้นฉันถูกข่มขื่น คุณคิดว่าอีกยี่สิบข้างหน้าฉันจะลืมมันได้ไหมคะทนายยืดหลังตรง เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมทันที หญิงสาวพูดต่อโดยไม่รอให้ทนายตอบ อีกยี่สิบปีข้างหน้า ช่างคนนั้นจะเดินออกจากคุกอย่างสบายใจ เพราะคิดว่าได้ชดใช้และปลดเปลื้องความผิดทุกอย่างหมดแล้ว เขาจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมโดยอาจไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเคยทำอะไรไว้ แต่สำหรับคนที่ถูกข่มขื่นไม่มีวันลืม และต้องมีชีวิตอยู่กับคำถามว่า ตนทำผิดอะไรถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เสียงเธอดังขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว เหงื่อผุดขึ้นเต็มผ่ามือ

ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณดีครับ แต่กฎหมายบัญญัติโทษไว้เพื่อให้คนผิดได้ไถ่โทษ ไม่ใช่เพื่อให้คุณได้สาแก่ใจทนายพูดเสียงเข้ม สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด มีเพียงแววตาที่บ่งบอกว่าเขาไม่พอใจ ไม่ว่าจะฆ่าคนตาย ข่มขื่น หรือไม่ว่าข้อหาอะไร กฎหมายประเทศนี้ก็ไม่มีบทลงโทษที่สาสมหรอกครับ มีแต่โทษที่พอลบล้างความผิดได้เท่านั้น” ถึงปากจะบอกว่าเข้าใจ แต่เธอเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของคำพูดนั้นได้ในทันที

              “คุณหมายความว่าฉันทำได้แค่ก้มหน้ายอมรับเท่านั้นเหรอคะหัวใจเธอบีบรัดแน่น ราวกับคำพูดของทนายหนุ่มบีบบังคับให้ยอมจำนนต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่

              “ผมอยากให้คุณตั้งสติให้ดี คุณไม่ได้ถูกข่มขื่น คุณโชคดีที่.....

              ตึง! ณัฐคณินตบโต๊ะ ลุกขึ้นยืน จ้องหน้าทนายตาเขม็ง คุณไม่ควรพูดแบบนี้นะครับ ผู้หญิงคนนี้ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว ถูกข่มขู่ ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บและยังเห็นคนถูกแทงต่อหน้าต่อตา ทั้งเสียขวัญ หวาดผวา จิตใจได้รับการกระทบกระเทือนถึงขนาดนี้ คุณยังจะกล้าพูดคำว่า โชคดี อีกเหรอครับ ถ้าเธอเป็นลูกสาวหรือคนในครอบครัวของคุณ คุณยังจะพูดแบบนี้หรือเปล่าหญิงสาวนั่งอึ้งอยู่กับที่ ตื่นตะลึงกับคำพูดดุดันบวกกับอารมณ์อันพุ่งพล่านของเขา ก่อนหน้านี้เธอมัวแต่ต่อปากต่อคำกับทนาย ไม่ทันสังเกตปฏิกิริยาของชายหนุ่ม นับได้ว่าเขามองเห็นจิตใจของเธอได้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ เสี้ยววินาทีหนึ่ง เธอรู้สึกว่าหัวใจที่ถูกบีบรัดแน่น คลายตัวออกอย่างช้า ๆ

               “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นครับ ผมก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครเหมือนกันดูเหมือนทนายหนุ่มจะเกรงอกเกรงใจชายหนุ่มอยู่มาก สังเกตจากท่าทีที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

              “ผมต้องการให้เขารับโทษสูงสุด โดยไม่รอลงอาญา ถ้าคุณทำไม่ได้ ผมจะเปลี่ยนทนายณัฐคณินยื่นคำขาด แววตาเด็ดเดี่ยวไม่มีผ่อนปรน ทนายผงกหัวรับ รับปากเอ่ยคำ ได้ครับ ซ้ำ ๆ และหันมาให้คำมั่นกับหญิงสาวอย่างสุภาพอ่อนน้อม ท่าทีที่เปลี่ยนไปคล้ายจิ้งก่าเปลี่ยนสีในชั่วพริบตานั้น ทำให้เธอขนลุกเกรียวด้วยความรังเกียจ

                “ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณทั้งสองล่ะครับ”

“ยันตามคำให้การเดิมของผมได้เลยครับ” ณัฐคณินตอบน้ำเสียงหนักแน่น ทนายหนุ่มใหญ่กระจ่างแจ้งแก่ใจแล้วว่า ผู้หญิงคนนี้มีน้ำหนักในใจของชายหนุ่มพอสมควร เขาจึงแนะนำให้หญิงสาวตรวจร่างกายเพิ่มเติม คชาภาไม่ขัดข้อง มีหลักฐานเพิ่มหนึ่งชิ้น หมายความว่ามีเหตุผลให้จับช่างตัณหาจัดนั้นเพิ่มอีกข้อ จะได้ถือโอกาสไปเยี่ยมดูอาการของชายเร่รอน ณัฐคณินไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปเช่นกัน เขาโทรศัพท์บอกเลขาหน้าห้องยกเลิกนัดช่วงบ่าย และยืนกร้านว่าจะไปด้วย 

------------------------LOADING 75%----------------------


               แบบนี้จะดีเหรอคะคชาภาถามระหว่างนั่งรถไปโรงพยาบาล ส่วนทนายธนาวุฒิขับรถไปอีกคัน “นี่ไม่เท่ากับว่าเราให้การเท็จ” คชาภากังวลเรื่องความสัมพันธ์ที่คลุมเครือนี้อยู่ไม่น้อย แต่ไม่สะดวกจะถามต่อหน้าทนาย

                “ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้อยู่แล้ว ในเมื่อคุณสูญเสียความทรงจำ ตำรวจก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อคำพูดผม ผมรู้ว่ามันเป็นการโกหก แต่เรามีปัญหามากพอแล้ว ถือว่าช่วยผมเลี่ยงปัญหาก็แล้วกัน” คชาภาพยักหน้ารับ เธอได้คำตอบที่ชัดเจนจากปากเขาแล้ว มันเป็นเรื่องโกหก แต่แทนที่จะสบายใจ ไม่รู้ทำไมถึงรู้หดหู่ใจชอบกล  “ส่วนเรื่องคดี คุณไม่ต้องห่วง ผมจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด” ณัฐคณินให้คำมั่น เห็นท่าทีแน่วแน่จริงจังของเขา หญิงสาวก็วางหัวใจที่แขวนค้างกลางอากาศลงได้ซักที

“ฉันเข้าใจค่ะ แต่ยกเลิกนัดมาส่งฉันแบบนี้ จะไม่เสียงานเหรอคะ”

                “ผมตั้งใจจะไปโรงพยาบาลอยู่แล้ว รู้สึกว่ามันจะบวมขึ้นกว่าเมื่อวานชายหนุ่มยกนิ้วมือข้างซ้ายทั้งห้าขึ้น ขณะฝ่ามือยังวางอยู่บนพวงมาลัยรถ หญิงสาวตกใจอ้าปากค้างเมื่อเห็นขนาดมือที่ผิดปกติ

                “ทำไมถึงบวมขนาดนี้ล่ะคะ เมื่อวานไม่เห็นเป็นอะไรเลยคชาภาโน้มตัวเข้าไปดูใกล้ ๆ จำได้ว่าตอนที่เขาเช็ดคราบเลือดให้ มือเขาก็ยังดูปกติดี หรือที่จริงแล้ว ท่าทางที่คิดว่าเงอะงะ เกิดจากอาการบาดเจ็บที่มือ

ผมก็แปลกใจเหมือนกันชายหนุ่มพูดอย่างไม่ใส่ใจกับอาการบาดเจ็บของตนนัก ทำราวกับมันเป็นเพียงแผลถลอก แล้วทำไมตอนที่อยู่โรงพยาบาลไม่ใช่หมอดูล่ะคะหญิงสาวเอ่ยถามอย่างตำหนิ พลางรู้สึกผิดที่มองข้ามเรื่องนี้ไป เมื่อวานเขารั่วกำปั้นชกช่างประตู ทั้งที่เป็นเนื้อหนังกระดูกเหมือนกัน คนหนึ่งสลบเหมือดไร้สติ หากเขาไม่เป็นอะไรเลยก็คงเหนือมนุษย์ไปแล้ว เจ็บมากไหมเธอจ้องหลังมือบวมเป่ง เมื่อวานไม่ทันสังเกตก็แล้วไปเถอะ แต่วันนี้ถ้าเขาไม่พูดขึ้นมา เธอก็คงจะไม่สังเกตเห็น

                ชายหนุ่มฮุบนิ้วทั้งห้าลงจับพวงมาลัย ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมามองหน้าหญิงสาว แววตาเจือความรอยยิ้มจาง ๆ ไม่เจ็บเลยเขาตอบ แต่ใครจะเชื่อ หญิงสาวจิ้มนิ้วบนหลังมือที่ปูดบวม ยังไม่ทันแตะถึงกระดูก เขาก็อ้าปากจะร้อง เสียงโอดครวญเล็ดรอดออกมาเพียงเล็กน้อย

โอะ.... หญิงสาวดึงมือกลับทันที แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

                “ไม่เจ็บจริง ๆ ด้วยเธอพูด แววตาเจ้าเล่ห์แฝงแววซุกซน เอื้อมมือออกไปอีกครั้ง เขาชักมือหลบทันที เธอเลิกคิ้วขึ้นคล้ายว่าไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องหลบ

                “ที่ว่าไม่เจ็บเลย หมายถึงถ้าไม่จับก็ไม่เจ็บ ไม่คิดว่าพอจับแล้วจะเจ็บ เจ็บมากชายหนุ่มย้ายมือข้างที่เจ็บไว้บนตักตนเอง ใช้มือข้างเดียวขับรถ พลางหันกลับไปมองถนนสลับกับมองหญิงสาวด้วยสายตาหวาดระแวง หญิงสาวหัวเราะร่ากับท่าทางหวาดหวั่นของเขา ชายหนุ่มรู้ตัวทันทีว่าตนถูกแกล้ง แต่ไม่มีความรู้สึกขัดเคืองหรือถือสาหญิงสาวแต่อย่างใด เขาเหม่อมองใบหน้าซีดเซียวที่คลี่ยิ้มกว้างอย่างเบิกบานใจพร้อมเสียงกังวานใสที่ก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทอยู่เป็นนาน เขาเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว ทำให้บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านี้ ผ่อนคลายลงไปบ้าง

“ฉันขอโทษเรื่องเมื่อวานด้วยนะคะ” เมื่อเห็นว่าบรรยากาศรอบตัวดีขึ้นมากแล้ว หญิงสาวจึงสบโอกาสพูดเรื่องที่ค้างคาใจ “คุณเจ็บตัวเพราะช่วยฉันแท้ ๆ ฉันยังจะ...” คำพูดมาถึงปาก แต่กลับไม่ยอมหลุดออกจากปากง่าย ๆ ถึงยังไงซะเธอก็ไม่ควรปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเสียเฉย ๆ ถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่มีท่าทีเอาเรื่องเอาความ แต่เธอควรยอมรับในสิ่งที่ตนทำพลาดไป “ฉันยังจะอา..อาละวาด แล้วยังระแวงคุณอีก ตั้งแต่เสียความทรงจำไปก็ปล่อยตัวเองจมอยู่ในความคิดความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใส่ใจสิ่งรอบตัว คุณเจ็บขนาดนี้ฉันยังสังเกตไม่เห็น แต่ก่อนฉันอาจจะใส่ใจใครไม่เป็นด้วยซ้ำ ฉันนิแย่จริง ๆ เลย” หญิงสาวก้มมองมือข้างที่บาดเจ็บของเขาด้วยความรู้สึกผิด ในใจเริ่มตระหนักว่า เพื่อช่วยเธอแล้ว เขาต้องเสียสละขนาดไหน และยังอยู่เฝ้าไข้ทั้งคืน ทายา ทำโจ๊ก ไหนจะเป็นธุระหาทนายมาช่วยโดยไม่ถือสาอารมณ์ที่ค่อนข้างแปรปรวนและความหัวดื้อของเธอเลยแม้แต่น้อย คอยถามไถ่ว่ารู้สึกยังไง ไหวหรือเปล่า อีกทั้งยังช่วยออกหน้าเรื่องคดีความให้อีก นับว่าโชคชะตาไม่ได้กลั่นแกล้งเสียจนไม่เหลือทางรอด อย่างน้อยก็ยังนำพาให้เธอได้พบเจอผู้ชายอย่างเขาในช่วงเวลาที่ชีวิตประสบกับวิบากกรรมครั้งใหญ่นี้

ชายหนุ่มฟังและนิ่งเงียบไปนาน เป็นความเงียบที่ค่อนข้างพิลึกพิลั่นอยู่ซักหน่อย เพราะแม้ด้านนอกจะมีรถราคับคั่ง ทั้งเสียงเครื่องยนต์ เสียงแตรรถดังโหวกเหวกไม่ขาดหู แต่ไม่อาจแทรกผ่านความเงียบงันนี้เข้ามาได้

 “คุณไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก วันก่อนผมเห็นคุณนั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัด หน้าคุณซีดเผือด เนื้อตัวเปรอะเลือด บาดแผล รอยพกช้ำมีอยู่ทั่วตัว ตอนนั้นทั้งที่คุณก็ย่ำแย่ แต่ไม่ยอมละสายตาจากประตูแม้แต่นาที เชื่อเถอะ คุณไม่ใช่คนที่ไม่แคร์ใคร ส่วนเรื่องวานไม่ต้องคิดมาก ผมเข้าใจสถานการณ์ของคุณดี ผมเองก็มีส่วนผิดที่ปั่นป่วนชีวิตคุณจนทำให้คุณหวาดระแวงชายหนุ่มพูดทำลายความเงียบ “อาจจะช้าไปสำหรับคำอธิบาย แต่อย่างน้อยมันอาจทำให้คุณสบายใจมากขึ้น ที่ผมต้องพาคุณมาที่ห้องผม เพราะห้องเช่าของคุณเป็นจุดเกิดเหตุจึงถูกปิดไว้เพื่อสอบสวนหาเบาะแส สภาพร่างกายของคุณน่าเป็นห่วง ควรจะมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด ผมเลยตัดสินใจเอาเองโดยไม่ถามความสมัครของคุณก่อน แต่คุณไม่ต้องกังวล วันนี้ผมให้คนหาห้องว่างให้คุณแล้ว คงต้องใช้เวลาซักพัก ระหว่างรอก็อยู่ห้องผมไปก่อน  คุณโอเคไหม” ชายหนุ่มพูดขณะมองไปเบื้องหน้า

“ตกลงค่ะ” ณัฐคณินจึงไม่เห็นสายตาปลาบปลื้มที่ส่องประกายลึกซึ้งของหญิงสาว

 การที่คชาภาไม่มีความทรงจำใดเหลืออยู่ เธอจึงไม่รู้จักแม้แต่ตัวเอง บ่อยครั้งที่รู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตของคนอื่นอยู่ ทุกสถานการณที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นครั้งแรก ความรู้สึกต่างๆ รวมทั้งผู้คนรอบตัวล้วนเป็นคนแปลกหน้า เขาก็เช่นกัน ในเวลาเพียงไม่กี่วัน เขาซึ่งเป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่ง แต่เป็นคนเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่เคียงข้างเธอเสมอ ช่วยประคับประคองชีวิตเธอให้รอดพ้นปลอดภัยมาจนถึงตอนนี้ ไม่นึกเลยว่าท้ายที่สุดเธอก็ถูกสถานการณ์ปั่นหัวจนโมโห หลงหวาดระแวงเขาจนได้ เธออ่อนไหวขนาดนั้นเขาก็ยังบอกว่าเข้าใจ เธออาละวาดอารมณ์ร้าย เขาก็ยังบอกว่าอย่าคิดมาก  ตอนนี้เธอเชื่อแล้วว่าผู้ชายคนนี้พึ่งพาได้ เธอไม่หลงเหลือความหวาดระแวงใด ๆ ในตัวเขาอีกแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าเขาทำไปเพื่ออะไรก็ตาม

แต่ทุกอย่างบนโลกล้วนขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา และเวลานี้ก็ยังไม่ใช่จังหวะที่สงบนัก เพราะถึงแม้หญิงสาวจะวางใจ คลายกังวลกับเรื่องของเขาได้ ก็ไม่วายต้องหนักใจกับเรื่องอื่น

คนไข้อายุมาก ร่างกายอ่อนแอ หมอเพิ่งตรวจเจอโรคความดัน เบาหวาน รวมถึงไตทำงานผิดปกติด้วย ตอนนี้ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ใช่แผลที่ถูกแทง แต่เป็นระบบร่างกายของคนไข้เอง โรคเบาหวานมีผลข้างเคียงทำให้แผลหายช้า โรคไตมีผลต่อการรับยา หมอคิดว่ากว่าคนไข้จะฟื้นคงใช้เวลาวันหรือสองวัน แต่ยังไงก็ต้องรอให้คนไข้ฟื้นก่อนถึงจะประเมินอาการได้ ว่าแต่คุณสามคน ใครเป็นญาติคนไข้ครับคภาชาหันไปหาณัฐคณินทันที แต่สายตาเขารออยู่ก่อนแล้ว ประเด็นตอนนี้ไม่ใช่ว่าใครจะเป็นคนตอบ แต่ทั้งสองคนต่างรู้จากตำรวจมาก่อนแล้วว่า ชายเร่ร่อนสติฟั่นเฟือน ไร้ญาติ อาศัยซอก ลืบระหว่างช่วงตึกเป็นที่หลับนอน รอคอยเศษอาหารจากขยะที่ผู้คนทิ้งและของเหลือจากร้านค้าในละแวกนั้นประทังชีวิต หากยังมีญาติสักคนมาใยดี ชายเร่รอนคงไม่มีสภาพเช่นนี้ หากหวังจะคาดครั้นความเป็นมาหรือญาติพี่น้องจากปากลุงก็คงไม่ได้ความ เพราะสติปัญญาไม่เอื้ออำนวย

พวกเราไม่ใช่ญาติครับ แค่แวะมาดูอาการและรบกวนให้คุณหมอออกใบรับรองเฉพาะแผลที่ถูกแทงให้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในคดีทนายธนาวุฒิเป็นคนตอบ หญิงสาวหันไปค้อนใส่เขา ถึงเขาจะไม่ได้พูดอะไรผิด แต่ก็ฟังดูใจแคบเกินไปหน่อย

เรื่องนั้นไม่มีปัญหาครับ แต่หมอเป็นห่วงเรื่องร่างกายของลุงมากกว่า ถ้าไม่มีญาติก็คงลงมือรักษาไม่ได้คุณหมอทำสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ

 “ทำไมล่ะคะ

 “คนไข้ต้องฟอกไตครับ ถ้าไม่มีญาติ หมอก็รักษาโดยภาระการณ์ไม่ได้ อีกอย่างการฟอกไตต้องทำหลายครั้ง ถ้าสู้ค่ารักษาไม่ไหวหรือไม่มีคนดูแล หมอก็คงช่วยได้แค่รักษาตามอาการ

เมื่อได้ยินคำพูดของคุณหมอ คชาภาก็ตระหนักได้ว่า เธอไม่ใช่คนที่โชคร้ายที่สุด พลางเค้นสมองอันน้อยนิด คิดหาทางช่วยเหลือลุงเร่รอน แต่สถานการณ์ของเธอในตอนนี้ แม้แต่ตัวเองยังเอาไม่รอด เธอทอดถอนหัวใจยืดยาวอย่างคนจนตรอก ต่อมความรู้สึกผิดขยายใหญ่ขึ้นภายในอก รู้สึกหดหู่และอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก ทุกคนต่างเงียบกริบ ไม่มีใครปริปากพูดอะไรอีก

 “ผมรับผิดชอบเองณัฐคณินเอ่ยแทรกความเงียบ น้ำเสียงหนักแน่น ไม่ลังเล

 “คะ คุณว่าอะไรนะคะหญิงสาวไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เผลอจ้องหน้าเขาตาเขม็ง

 “รอให้ลุงฟื้นขึ้นมาก่อนดีกว่านะครับ ตอนนี้ทางตำรวจกำลังสืบประวัติของลุงเร่รอนอยู่เหมือนกัน คาดว่าอีกไม่กี่วันก็คงจะเจอญาติทนายออกความเห็น

เอาเป็นว่า หมอลงมือรักษาได้เลย ถ้าทางตำรวจตามหาญาติของลุงไม่พบ ผมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

 “ตกลงครับ ลุงคนนี้โชคดีจริง ๆแม้แต่หมอยังยิ้มร่า พลางพยักหน้าอย่างพอใจกับความใจกว้างอย่างหาที่สุดไม่ได้ของชายหนุ่ม

 “ฝากด้วยนะครับหมอชายหนุ่มตอบกลับเพียงสั้น ๆ รีบไปกันเถอะ คุณต้องให้หมอตรวจร่ายกายอีกและหันมาพูดกับหญิงสาว ไม่มีความซาบซึ้งกับสิ่งดีงามที่ตนกระทำลงไป

“คุณทำแบบนี้ประจำเลยเหรอ” หญิงสาวถามกับแผ่นหลังกว้างที่เดินนำหน้าเธออยู่ ระหว่างเดินไปตรวจร่างกาย

“ผมทำอะไร” ณัฐคณินชะลอฝีเท้าให้หญิงสาวเดินตามทัน

“ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก” ชายหนุ่มก็หัวเราะร่าเมื่อได้คำตอบ “ผมไม่ใช่คนดีขนาดนั้น”

“แต่คุณช่วยฉันไว้ตั้งหลายครั้งหลายหน แล้วก็เพิ่งรับปากช่วยลุงเร่รอน” หญิงสาวแย้ง

 “ผมรู้สึกขอบคุณลุงเขาจริงๆ เลยอยากตอบแทนก็เท่านั้น

 “รู้สึกขอบคุณเรื่องอะไรคะ

 “หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ผมถึงรู้ว่า ถ้าไม่มีลุงช่วยถ่วงเวลาให้ ผมก็คงไปช่วยคุณไม่ทันชายหนุ่มตอบเสียงแผ่ว แววตาสั่นไหวด้วยอารมณ์บางอย่าง ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงโมโหตัวเองไปจนวันตายแน่ๆ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงห่วงลุงคนนั้นนัก และพอรู้ว่ามันทำอะไรกับคุณบ้าง ผมโกธรมากจริงๆ ถ้าเมื่อวานผมไม่รีบพาคุณออกมาเดี๋ยวนั้น ผมคงจะแหกคุกเข้าไปชกไอ่บ้ากามนั่นจนปางตายอีกครั้งแน่ ๆ”

“เมื่อวานคุณโมโหเรื่องนี้เองเหรอคะ”

“แล้วตำรวจนั่นยังอุตริขอดูแผลคุณทั้งๆ ที่มีตำรวจผู้ชายอยู่เต็มโรงพัก คิดแล้วมันน่าโมโหจริง ๆ” ชายหนุ่มพูดไปก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไปอย่างหัวเสีย หญิงสาวกลับรู้สึกอุ่นหัวใจวาบ คล้ายมีกองไฟสุ่มอยู่ในอกสุดจะยับยั้ง แต่เธอยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้ถูกไขให้กระจ่าง

“แล้วตกลง คุณไปที่แมนชั่นและบอกว่าเป็นแฟนฉันทำไมหรอคะ” ชายหนุ่มอึ้งไปชั่วขณะ จ้องมองหญิงสาวอย่างพินิจหยั่งเชิงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง ยื่นให้เธอ

ตอนที่คุณยังไม่ฟื้น ผมเอาโทรศัพท์ของคุณที่ตกน้ำไปซ่อมและซื้อเครื่องใหม่เบอร์เดิมมาให้ เผื่อจะมีคนติดต่อมา อะไร ๆ จะได้ง่ายขึ้น......เขาเว้นวรรคไปนาน ก้มหน้ามองโทรศัพท์ในมือตัวเอง จนเธอเริ่มสงสัยว่าเขาจะพูดต่อหรือเปล่า ระหว่างที่รอโทรศัพท์จากใครก็ตาม ผมก็ถามจากหัวหน้าแผนกของคุณ เธอบอกว่าคุณไม่มีเพื่อนในที่ทำงาน ไม่มีแม้แต่คนรู้จักที่พอจะรู้เรื่องของคุณเลย โทรศัพท์ก็ไม่มีการตอบสนอง ไม่มีใครติดต่อมา ผมจึงตัดสินใจไปที่แมนชั่น เผื่อจะเจออะไรที่พอจะสาวถึงอดีตของคุณได้ ผมจำต้องโกหก เพราะถ้าไม่โกหกว่าเป็นแฟนก็คงไม่มีทางได้กุญแจสำรองเขาอธิบายยืดยาว แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่สะเทือนความรู้สึกของหญิงสาว

มะ หมายความว่ายังไงคะที่ว่าไม่มีใครติดต่อมา แล้วข้อความล่ะคะหญิงสาวรู้สึกชาวูบไปทั้งตัว กองไฟแสนอบอุ่นมอดดับไปทันตา ชายหนุ่มรู้ดีว่าคำตอบนี้มีผลต่อใจเธอมากแค่ไหน แต่เขาจำต้องตอบตามความจริง

“ไม่มี” หัวใจเธอร่วงหล่นราวกับดิ่งลงเหวลึกรวดเร็วชนิดที่ตามเก็บแทบไม่ทัน ความหวังเดียวที่จะนำพาความทรงจำกลับมาคือครอบครัว ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่คิดว่าห่างเหินกันถึงขนาดนี้ แถมเพื่อนซักคนยังไม่มี คนรู้จักในที่ทำงานก็ยังหาไม่ได้ ทุกอย่างที่คิดว่าพอจะช่วยนำทางได้ ดับสิ้นสูญเปล่าลงในพริบตา นี่ไม่เท่ากับว่า เธอโดดเดี่ยวโดยสมบูรณ์แล้วหรอกเหรอ


---------------------LOADING 100%--------------------


^_______^

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ 

ด้วยรักและห่วงใย



ปาริฉัตร


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

56 ความคิดเห็น

  1. #46 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 19:58
    ไรท์สู้ๆ
    #46
    0
  2. #45 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 12:40

    55555ๆคร้า
    #45
    0
  3. #44 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 12:38
    คิดถึงไรท์มากกกกกกกก
    #44
    0
  4. #24 aomihi (@aomihi) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 12:35
    ชอบค่ะ ทนายเปลี่ยนไวอย่างกับกิ้งก่า ความยุติธรรมขึ้นอยู่กับอำนาจ และเงินในกระเป๋า
    #24
    0
  5. #23 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 กันยายน 2560 / 23:49
    ชอบบทนี้ค่ะไรท์อ่านแล้วเข้าถึงกฎหมายแบบนี้ ฝากถึงนายกดีมั๊ยหึหึ
    #23
    1
    • #23-1 Weela (@crc6chaos) (จากตอนที่ 9)
      11 กันยายน 2560 / 09:23
      เสียวคันหลังวาบ ฮ่าๆๆ
      #23-1
  6. #22 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กันยายน 2560 / 00:25
    ยังงัย ถ่าเค้ามีแฟนอยู่แล้วๆนางจะไปยุไหน ลุ้นๆ
    #22
    0