แต่ก่อนนั้น...Before I love you (ชื่อเดิมวันนี้...ยังไม่สาย)

ตอนที่ 7 : ช่างซ่อมประตู - 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 395
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

6

ช่างซ่อมประตู

                คชาภาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย ในใจเคลือบแคลงสงสัยกับขนาดชั้นในที่พอดีจนสองแก้มร้อนผ่าว หญิงสาวสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป เดินออกจากห้องพักผู้ป่วยซึ่งตัวตนใหม่ของเธอได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวาน มุ่งไปหาพยาบาลที่เคาร์เตอร์ด้านหน้าและได้ถุงยาห่อใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยน เธอยืนฟังคำแนะนำจากพยาบาลที่ย้ำให้เธอทานยาตรงเวลาจนกว่าหมดและให้ล้างแผลทุกวัน

                ของคุณค่ะพยาบาลยื่นถุงที่มีตราโลโก้ของโรงพยาบาลมาให้ ในนั้นมีเสื้อสีดำที่ดูใหญ่กว่าตัวเธอสองเท่าและไม่มีชั้นใน นึกแล้วเธอก็หน้าตึงขึ้นมาทันที ไม่อยากคิดเลยว่าชายหนุ่มจะเห็นอะไรไปแล้วบ้าง ส่วนนี่ใบนัดฟังผลตรวจและบัตรประจำตัวผู้ป่วย อย่าลืมเอาติดตัวมาด้วยทุกครั้งนะคะคชาภากวาดสายตาอ่านรายละเอียดในบัตรประจำผู้ป่วย และฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

                โรงพยาบาลมีประวัติของฉันใช่ไหมคะหญิงสาวเอ่ยถามอย่างคาดหวัง

                มีค่ะพยาบาลไม่ได้อิดออดใด ๆ เธอหันหลังไปเปิดตู้เลื่อนอย่างรู้งาน หยิบแฟ้มเอกสารออกมายื่นให้หญิงสาว หัวใจเธอลิงโลดเมื่อในที่สุดก็ได้ที่อยู่ของตัวเองสมใจอยาก คชาภานั่งอยู่ในรถแท็กซี่ มองกระดาษสี่แผ่นที่อยู่ในมือ นามบัตร รหัสผ่าน บัตรเครดิตและที่อยู่แมนชั่นที่คัดลอกมาจากเอกสารของโรงพยาบาล ความว่างโหวงเข้าจู่โจมหัวใจอีกครั้ง เมื่อนึกถึงบรรทัดหนึ่งในสำเนาใบสมัครงานที่เจ้านายหนุ่มเอามาให้เป็นเอกสารอ้างอิง

                ชื่อบิดา นายนิรันดร์ นามสกุล สุรดิษฐ์ (เสียชีวิต)

                เธอไม่มีพ่อ ความรู้สึกโดดเดี่ยวเพิ่มขึ้นเป็นทบเท่าทวีเมื่อรู้ว่าชีวิตที่ผ่านมาขาดสองมือพ่อคอยโอบอุ้ม เธอไม่รู้ว่าพ่อจากไปนานเท่าไหร่แล้ว เธอไม่ได้เผื่อใจไว้รับความจริงข้อนี้ ซึ่งมันสะท้อนให้เธอคิดถึงความเป็นไปได้อย่างอื่น แม่ยังอยู่ เธออาจจะเช่าห้องอยู่กับแม่และแม่กำลังรอเธออยู่ก็ได้ โทรศัพท์เธอจมน้ำ ไม่มีใครรู้ว่าเธอเข้าโรงพยาบาล เธอจึงตัดสินใจกลับแมนชั่นโดยไม่รอช้า

                ถึงแล้วครับชายขับแท็กซี่ท่าทางเจ้าอารมณ์ เร่งเร้าให้หญิงสาวลงจากรถ เธอไม่ได้พูดอะไร แค่ยื่นบัตรเครดิตให้เขาและลงจากรถพร้อมใบเสร็จ เธอหย่อนทุกอย่างลงในถุงกระดาษของโรงพยาบาล แหงนหน้ามองตึกสูงที่อยู่เบื้องหน้า ตึกสีขาวเก่าคร่ำคึก อาบชโลมด้วยแสงสลัวยามเย็น หากไม่มีบรรดารถราที่จอดอยู่ใต้ตึก เธอคงคิดว่าเป็นตึกร้าง ยิ่งใช้เวลาสำรวจสภาพตึกนานเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งมั่นใจว่า นอกจากไม่มีพ่อแล้ว เธอยังจนอีกด้วย

                คชาภาเดินเข้าไปในตึก สายตามองหาใครสักคนที่พอจะตอบคำถามของเธอได้ เธอไม่มีกุญแจห้อง และถ้าตึกนี้ไม่ได้ร้างอย่างที่มันดูเหมือนจะเป็น ก็น่าจะมีคนดูแล พอเดินเข้ามาใต้ตึกได้ไม่ไกล เธอสังเกตเห็นห้องกระจก มีตัวหนังสือตัวใหญ่ติดว่า ซักอบรีด เธอเร่งฝีเท้าเดินตรงไป แต่ไม่มีใครอยู่ในนั้น แม้แต่คนเดินผ่านก็ไม่มี บรรยากาศรอบตัวอันเยียบเย็นบวกกับสภาพของตึกชวนให้ขนลุกชัน ถึงแม้ย่านนี้จะมีร้านค้า ผู้คนพลุกพล่าน แต่กลับไม่มีใครสนใจตึกนี้เลย เหมือนพวกเขามองไม่เห็นตึกยังไงยังงั้น

                คชาภาตัดสินใจเดินหน้าต่อ ขึ้นบันไดชั้นหก สายตามองหาตัวเลขที่เขียนลงในประวัติของเธอ 6 0 4 แต่เมื่อมาถึงกลับพบผู้ชายร่างผอมแห้งใส่หมวกสีดำบดบังใบหน้า เสื้อแจ็คเก็ตสีกากีพอดีตัว กางเกงยีนส์สีซีดขาด ๆ กำลังหมกมุ่นอยู่กับลูกบิดประตู หญิงสาวเดินเข้าไปดูหมายเลขห้องใกล้ ๆ เพื่อให้แน่ใจ เป็นห้องของเธอจริง ๆ

                ทำอะไรน่ะหญิงสาวถามเสียงขุ่น ผู้ชายคนนั้นหยุดการกระทำที่ทำอยู่ ค่อย ๆ หันมา พร้อมประกายแปลก ๆ ในแววตาที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเขารู้จักเธอ

                ผมเป็นช่างครับแต่มันก็หายไปอย่างรวดเร็วชนิดกะพริบตาแทบไม่ทัน น้าสมพรบอกให้ผมมาซ่อมประตูช่างซ่อมประตูเป็นผู้ชายผอมแห้ง สูงพอ ๆ กับเธอ ผิวคล้ำแดด โหนกแก้มนูน จมูกบานเด่น น่าจะอายุมากกว่าเธอราวสองสามปี เมื่อหญิงสาวสำรวจเขาแล้ว จึงหันไปมองลูกบิดประตูที่เขาอ้างว่ามาซ่อม มันเอียงกระเท่เร่ หลุดแล่มิหลุดแล่คาอยู่ที่บานประตู ลูกบิดใหม่เอี่ยมอีกชุดที่วางอยู่บนพื้น ในมือผอมแห้งที่มีเส้นเลือดปูนโปนของเขาถือไขควงเก่าขึ้นสนิม

                “น้าสมพรเป็นใครคะ”

                “ก็คนดูแลตึกนี้ไงครับ” หญิงสาวพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่รับรู้มาทีละนิด โดยไม่รู้ว่าถูกช่างหนุ่มจ้องมองอยู่ตลอดเวลา

                “แล้วตอนนี้น้าสมพรอยู่ที่ไหนคะ” คชาภาคิดว่าตนเองได้มาพบเงื่อนงำของตัวเองแล้ว “ถ้าไม่อยู่ห้องซักแห้ง ก็น่าจะออกไปซื้อของแถวนี้”

                งั้นฉันจะลงไปรอที่ห้องซักแห้ง แล้วจะซ่อมอีกนานไหมคะ

                ไม่นานครับ คุณลงไปรอน้าสมพรข้างล่างหรือเดินเล่นแถวนี้ก่อนก็ได้เขาตอบและหันไปสนใจกับงานขอบตัวเองต่อ หญิงสาวคิดว่าการเดินเล่นเป็นความคิดที่ดี เธออาจเจอคนรู้จักหรือรื้อฟื้นอะไรออกมาได้บ้าง เธอจึงหันหลังเดินย้อนกลับทางเดิมเดี๋ยวครับช่างหนุ่มเอ่ยรั้ง เธอจึงหันกลับมาหาเขา นี่กุญแจห้องดอกใหม่ เผื่อผมเสร็จก่อนคุณจะกลับมาเขายื่นกุญแจมาให้ เธอยิ้มกว้างขอบคุณและรับมันมาโดยปราศจากลางสังหรณ์ใด ๆ

                ดวงตะวันคล้อยต่ำ แสงสลัวยามเย็นถูกแทนที่ด้วยแสงไฟนีออนจากร้านค้าร้านอาหารริมทางที่เรียงรายไม่เป็นระเบียบนัก หญิงสาวสูดกลิ่นอาหาร ทั้งของย่างของทอด ลอยวนอยู่ในอากาศชวนให้น้ำลายสอ ผู้คนหิ้วท้องมาหาของอร่อยแน่นขนัดขึ้นทันตา ยิ่งมืดยิ่งครึกครื้น แต่ก็ไม่มีใครสนใจเธออยู่ดี ไม่มีคนทักทาย ไม่มีใครสบตา เธอจึงเดินต่อไปเรื่อย ๆ ทันใดนั้นความรู้สึกวูบหนึ่งก็พัดผ่านหัวใจโดยไม่ทันตั้งตัว แม่เธอไม่ได้อยู่ที่นี่และคงอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างเดียวดาย เธอเคลือบแคลงใจในการกระทำของตนเอง เธอทิ้งแม่ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น นี่เธอเป็นลูกสาวประเภทไหนกันแน่ หญิงสาวสับสน ไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับตัวเองดี เพราะการสูญเสียความทรงจำ ทำให้เธอความรู้สึกคล้ายกับว่าชีวิตไม่ใช่ของเธอ เมื่อไม่มีความทรงจำ เธอจึงกลายเป็นคนแปลกหน้าแม้กระทั่งกับตัวเอง

                คชาภารู้สึกตัวอีกครั้งเพราะบรรยากาศที่เริ่มเย็นลง เธอเดินออกจากอาณาเขตร้านค้าและสังเกตเห็นขอบบึงน้ำอยู่เบื้องหน้า พร้อมป้ายขนาดใหญ่ที่บ่งบอกว่าที่นี่คือสวนสาธารณะ ความรู้สึกบางอย่างยั่วยุให้เธอเดินเข้าไป ร่างกายเธอไม่ขัดขืน มันนำทางไปก่อนที่สมองจะสั่งการเสียอีก บางทีความรู้สึกบางอย่างนั้น อาจเป็นความเคยชินก็ได้ เธอคิดอย่างนั้น

                สวนสาธารณะแห่งนี้ไม่ได้กว้างใหญ่เกินกว่าสายตาจะมองเห็น เนื้อที่ครึ่งหนึ่งเป็นบึงน้ำ ผู้คนค่อนข้างบางตาในยามที่ท้องฟ้ามืดสลัวเช่นนี้ ผืนน้ำในบึงดูเหมือนกระจกเงาสีดำสนิทเมื่อสะท้อนกับแสงไฟ หญิงสาวเดินเรื่อยเปื่อยต่อไป เธอสังเกตเห็นต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ตามริมขอบบึง เธอเดินตรงเข้าไปหย่อนร่างลงบนพื้นหญ้าริมบึง วางถุงกระดาษไว้ข้างกาย พลางรู้สึกสงบ สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับน้ำหนักของปัญหาที่แบกรับมาทั้งวันมันไหลลงไปสู่พื้นดิน ฉันต้องเคยมาที่นี่แน่ ๆ เธอพึมพำกับตัวเองและนั่งอยู่อย่างนั้น นานเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้

                สาวเสียงแหบพร่าฟังไม่ลื่นหู ดังผ่าความเงียบ หญิงสาวไม่ได้หันไปมอง จนกระทั่งมันดังขึ้นอีกครั้ง แต่ใกล้มากกว่าเดิม

                สาวเธอหันหลังมองหาต้นเสียงที่อยู่ใกล้จนน่าตกใจ เธอผงะถอยหลังแทบไม่ทันเมื่อเห็นชายสูงวัย ผมสีเทาสั้นบ้างยาวบ้างคล้ายถูกตัดอย่างขอไปที ใบหน้าเหี่ยวย่นซูบตอบ เบ้าตาลึก กำลังนั่งยอง ๆ ฉีกยิ้มกว้างอยู่ข้างหลังเธอ สายตาเขาเลื่อนลอยแฝงความสุขสมที่มองมาดูวิกลจริตและน่ากลัวท่ามกลางแสงไฟสลัว เธอผงะถอยห่างและรีบตั้งหลักลุกขึ้นในทันที ไม่ลืมคว้าถุงกระดาษมาด้วย สาว ไปไหนมาชายแก่ลุกขึ้นเช่นกัน รอยยิ้มยังไม่เลือนหายไปจากใบหน้า เสื้อผ้าที่เขาใส่เก่าและขาด เรียกได้ว่าไม่เหลือชิ้นดี

                หญิงสาวคิดว่าน่าจะเป็นคนเร่รอนที่มีอาศัยนอนในสวนสาธารณะตอนกลางคืน เธอกลัวจนตัวสั่น กอดถุงกระดาษแนบกับอก พลางจะก้าวหนี แต่ลุงคนนั้นก็ก้าวมาขวางไว้

                ไปไหน

                หนูไม่มีเงินหรอกนะคะปากพูด สายตาสอดส่ายมองหาคนช่วย แต่ไม่มีใครเดินผ่านมาเลยซักคนไม่เอาเงิน รองเท้าลุงแบมือออกมา สายตามองจ้องถุงกระดาษที่เธอกอดอยู่ หญิงสาวไม่เข้าใจ อันที่จริงเธอไม่ได้ฟังที่ลุงเขาพูดเลย เธอกลัวจนรนราน ขวัญแตกกระเจิงไปนานแล้วตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาใกล้

                ลุงคะ อย่าทำอะไรหนูเลยเธอปากสั่นขณะก้าวถอยหลังอีกก้าว พลางหันมองด้านหลังที่เป็นบึงกว้าง ส่วนด้านหน้าเป็นคนเร่รอนไม่น่าไว้ใจ เธอรวบรวมความกล้า ตัดสินใจในเสี้ยววินาที ผลักชายแก่ล้มและรีบวิ่ง ทันได้ยินเสียงร้องครวญคราง ก่อนจะอยู่ถูกบางอย่างรั้งข้อเท้าไว้ เธอล้มลง โชคดีที่ยังปกป้องศีรษะไว้ได้ แต่สะโพกปะทะพื้นดินแข็งย้ำรอยเดิม เจ็บจนน้ำตาไหลพราก

                ไปไม่ได้ อยู่นี่ก่อนเมื่อก้มดูที่ข้อเท้า จึงเห็นว่าข้อเท้าถูกมือเหี่ยวย่นของชายแก่จับไว้แน่น เธอกลัวจนตัวสั่น แต่ยังพยายามฝืนความเจ็บปวด ดีดแข้งดีดขาสลัดมือให้หลุด แต่กลายเป็นว่าถูกจับข้อเท้าไว้ทั้งสองข้าง

                ลุงปล่อยหนูเถอะ ช่วยด้วยค่ะ ใครอยู่แถวนี้ ช่วยด้วยหญิงสาวตะโกนสุดเสียง สองเท้าทั้งดีดทั้งยัน สองมือตะกุยดิน ตอนนั้นเองที่มือควานไปเจอก้อนหินขนาดเหมาะมือ เธอกำมันไว้ในกำมือและปาใส่ชายแก่โดยไม่รอช้า

                โอ้ย! ชายแก่โอดครวญ ก่อนจะปล่อยมือทั้งสองจากข้อเท้าและยกขึ้นกุมหน้าผากตัวเองแทน เลือดไหลลงมาตามกรอบใบหน้า หญิงสาวสบโอกาส ลุกขึ้นได้ก็ออกวิ่งทันที แต่ไม่วายเหลียวหลังมอง เห็นชายแก่พยายามลุกขึ้นยืน เธอเร่งฝีเท้าเพราะกลัวว่าจะถูกตาม ครั้นออกมาจากสวนสาธารณะก็พบว่าไม่มีคนตามมา เธอลดความเร็วลง หยุดพักข้างทางเป็นระยะ สะโพกที่ถูกกระแทกซ้ำปวดระบมราวกับพยายามจะแยกออกจากตัว เธอวิ่งไม่ไหวแล้ว แค่เดินยังลำบาก ได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจขณะเดินกะโผลกกะเผลกมาตลอดทาง เธอโง่เองที่พาตัวเองไปเสี่ยง มืดค่ำขนาดนี้ยังเอาแต่นั่งเหม่อ ไม่รับรู้ถึงอันตรายที่แฝงอยู่

                เมื่อพาตัวเองมาถึงหน้าห้องอย่างทุลักทุเล หญิงสาวชะโงกหน้ามองลงไปที่ถนนเบื้องล่างด้วยความหวาดระแวง ในขณะที่มือล้วงควานหากุญแจในถุงกระดาษอย่างร้อนรน หัวใจสั่นผวาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นร่างคล้ายชายแก่ยืนกุมหน้าผากอยู่ริมถนน เขาหันหน้ามาทางตึก เธอเร่งดึงกุญแจออกมาทั้งที่มือสั่น พอไขกุญแจได้ เธอก็พุ่งตัวเข้าไปในห้องปิดประตูล๊อค สองขาอ่อนยวบลงกับพื้นทันที รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้างเมื่อมีประตูกั้น พลางหายใจหอบหนัก หัวใจเต้นแรงจนหน้าอกปวดร้าว ทั้งเหนื่อยทั้งกลัวทั้งเจ็บ เธอพยายามตั้งสติ กล่อมตัวเองว่า ฉันปลอดภัยแล้ว เธอบอกตัวเองอย่างนั้นทั้งที่มือสั่นไม่หยุด เธอนั่งกอดเข่าหลังพิงประตู หลับตาก้มหน้าซบเข่าตัวเองอยู่ รู้สึกแน่นหน้าอก อยากจะร้องไห้โฮออกมาดัง ๆ แต่เหนื่อยล้าจนร้องไม่ออก

                เวลาผ่านไปราวสิบนาที ทุกอย่างเงียบเชียบ ไร้การเคลื่อนไหว หญิงสาวเงยหน้า ลืมตาและพยายามปรับลมหายใจที่กลับมาเป็นปกติ ฉันปลอดภัยแล้ว เธอย้ำกับตัวเองอีกครั้ง พยุงตัวเองลุกขึ้น มองสำรวจห้องที่เคยอยู่ ทุกอย่างในห้องนี้ เตียง ตู้ โต๊ะ ทีวี ตู้เย็นล้วนไม่คุ้นตา แต่กลิ่นไอที่อบอวลอยู่ในห้องนี้ เธอรู้ได้ทันทีว่าเป็นของตนเอง มันเป็นกลิ่นของความโดดเดี่ยว

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว หันไปมองประตูด้วยความหวาดผวา

                ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง

                ใครน่ะ” เธอตะโกนถาม แต่ไร้เสียงตอบรับ เธอสั่งตัวเองว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด

                แกร๊ก แต่แล้วลูกบิดก็หมุนหนึ่งรอบ ราวกับถูกปลดล๊อคจากอีกด้าน ประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย ชายคนหนึ่งใส่หมวกสีดำ เสื้อแจ็คเก็ตสีกากี ยืนขว้างประตู พร้อมแสยะยิ้มมุมปาก สายตาที่มองมาคล้ายกับว่าเขารอเวลานี้มาแสนนาน เขาคือ ช่างซ่อมประตู

                ช่วย.....หญิงสาวตะโกนขอความช่วยเหลือทันที โดยไม่เสียเวลาถามว่าเขามาทำไม แต่เขาพุ่งเข้าประชิดตัวพร้อมมีดสั้นจ่อคอหอย อีกมือปิดปากเธอไว้แน่น

                เธอไม่ชอบพูด ไม่ชอบเป็นจุดเด่นไม่ใช่เหรอ แล้วจะแหกปากทำไมเขาโน้มตัวเข้ามากระซิบข้างหู ใกล้จนได้กลิ่นเหม็นสาบคล้ายเหล็กเก่า ๆ ขึ้นสนิมผสมกับน้ำมันเครื่อง หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ มีเพียงแค่ดวงตาที่กลอกไปมาอย่างจนตรอก ความเครียดและความกลัวก่อนหน้านี้ปะทุอยู่ในอก ถุงกระดาษตกลงพื้นพร้อมหยดน้ำตา เธอกลัวจนแทบเสียสติอะไร ร้องไห้เหรอน้ำเสียงเขาฟังประหลาดใจ ราวกับเธอทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ก่อนผละออกห่างเพื่อมองหน้าตาเธอ ถ้าเธอสัญญาว่าจะไม่ตะโกน ฉันจะปล่อยมือเขาพูด พลางส่งสายตาปลอบประโลม หญิงสาวพยักหน้ารับ เขาจึงค่อย ๆ ถอนฝ่ามือออก แต่มีดยังคงจ่ออยู่ที่คอหอย ฉันไม่อยากทำร้ายเธอ ไม่อยากเห็นเธอร้องไห้ แต่เธอต้องเป็นเด็กดี เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหมเธอไม่ตอบ ริมฝีปากสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ สายตาจ้องมองมีดที่พร้อมจะฝังลงในลำคอได้ทุกเมื่อ เธอร้องไห้นักขึ้นเรื่อย ๆ โถ ไม่ต้องร้องเขาใช้มือข้างที่ใช้ปิดปากเธอ ลูบหัวเธออย่างแผ่วเบา ทำน้ำเสียงเหมือนเธอเป็นเด็กน้อยที่ร้องไห้เพราะถูกแย่งขนม แต่สายตาที่มองมาปราศจากความรักใคร่เอ็นดูใด ๆ เขามองเธอเหมือนเป็นเหยื่อที่ต้องปรุงด้วยความอ่อนโยนก่อนจะสวาปาม

                นา.. นายต้องการอะไรเธอถาม พยายามประคองเสียงไม่ให้สั่น เขาหยุดลูบหัวเธอ เคลื่อนมือลงมาที่ท้ายทอย ดึงเธอเข้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน เธอเบือนหน้าหลบ ใบหูจึงสัมผัสโดนจมูกของเขาแทน

                ไม่น่าถามเขาขบเม้มติ่งหู เธอเบี่ยงตัวหลบ เขาจึงขยับมีดขึ้นมาแตะปลายคาง บังคับให้เธอหันมามองเขา ก็เธอไงล่ะ แต่เธอกลับไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตา ฉันเลยต้องหาวิธีเข้าใกล้เธอ ฉันขึ้นมางัดประตูห้องก่อนที่เธอจะกลับจากทำงาน ตั้งใจทำให้มันพัง เธอจะได้เรียกช่างอย่างฉันมาซ่อม แต่เธอดันหายตัวไปวันนั้นพอดี แล้ววันนี้ก็มีไอ่หน้าหล่อที่ไหนไม่รู้ โผล่มาบอกว่าเป็นแฟนเธอ ยืนกร้านจะให้เธอย้ายออก น่าหงุดหงิดชะมัดช่างซ่อมประตูถลึงตาใส่เธออย่างไม่สบอารมณ์

                ปล่อยฉันเถอะ ฉันสัญญาว่าจะไม่แจ้งความหญิงสาวอ้อนวอนทั้งน้ำตา ทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจเลยว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไร

                รู้ไหมว่า ฉันอุตส่าห์ถนอมเธอมาตลอด พยายามคิดหาทางเข้าใกล้จนหัวแทบจะระเบิด แล้วอยู่ ๆ เธอก็ยิ้มให้ฉันทั้ง ๆ ที่ไม่เคยแม้กระทั่งจะสบตา คงเพราะมีแฟนแล้วสินะ ถึงรู้ว่ายั่วผู้ชายให้รักให้หลงต้องทำยังไง หึ ถ้าอยากจะเอาเรื่องฉัน ก็ตามสบาย แต่เธอต้องทำหลังจากเป็นเมียฉันแล้วเขาใช้สายตาโลมเลียเธอแต่ตั้งหัวจรดเท้า หมุนปลายมีดกลับหัว สอดมีดเข้าไปในคอเสื้อ เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นของใบมีดและความแหลมคมที่เคลื่อนไปตามแนวร่องอก เธอทนความรู้สึกนี้ไม่ได้จริง ๆ เธอยอมตายดีกว่าถูกย่ำยีและมีชีวิตอยู่เหมือนคนตายทั้งเป็น

                ปล่อยฉัน!หญิงสาวรวบรวมความกล้าผลักเขาไปชนประตูห้องเสียงดังปัง หมวกสีดำร่วงลงพื้น ปลายมีดผ่าคอเสื้อขาดลึกลงมาเกือบถึงกลางอก ถากร่องอกเป็นแผลยาว

แกร็ง มีดตกลงพื้น เธอไม่สนใจความเจ็บปวด ถลาพุ่งไปคว้ามีด แต่ช้าเกินไป เขาเห็นมันก่อนและเตะไปอีกทางสัญญากันว่าจะเป็นเด็กดีไม่ใช่เหรอ

                หญิงสาวเห็นใบหน้าเขาชัดเจนขึ้น ผมสีทองสั้นกุด หน้าผากกว้าง ใบหน้าเขาสั่นกระตุกและบิดเบี้ยวเพราะความโกรธ เธอรู้ว่าตัวเองสู้เขาไม่ได้ ไม่ว่าจะตอนโกธรหรืออารมณ์ดี แต่ตอนนี้เขาไม่มีมีด เธอจึงมีโอกาสร้องแหกปาก

                ช่วยด้วยยย...เธอตะโกนเสียงดังลั่น

                เงียบ!...บอกให้เงียบช่างซ่อมประตูเข้ารวบตัวไว้จากด้านหลัง ปิดปากเธอไว้อีกครั้ง

                ตึง ๆ ๆ “สาว” เสียงทุบประตูดังขึ้นพร้อมเสียงแหบพร่าที่หญิงสาววิ่งหนีสุดชีวิต “สาว เป็นอะไร เปิดๆๆ”  ตึง ๆ ๆ ตอนนี้ได้กลับกลายเป็นความหวังเดียวที่เธอมี

                โธ่เอ้ย..ไอ่แก่ปัญญาอ่อนนี่อีกแล้วช่างหนุ่มหัวเสียยิ่งกว่าเดิม

                อุง อ่วยอู๋อ้วยหญิงสาวตะโกนอ้อแอ้อย่างไม่ละความพยายาม

                ตึง ๆ ๆ ๆ เปิด ตึง ๆ ๆ ลูกบิดประตูหมุนอย่างบ้าคลั่ง ชายเร่รอนยังไม่ไปไหน พยายามพังประตูเข้ามาให้ได้คิดว่าคนปัญญาอ่อนจะช่วยเธอได้เหรอเขาพูดเยาะหยัน พลางลากหญิงสาวไปที่เตียง เธอพยายามขัดขืนทุกวิถีทาง ทั้งตี ทั้งข่วน ทั้งยัน แต่ด้วยสภาพร่างกายและเรี่ยวแรงที่มีไม่อาจต้านทานพละกำลังของเขาได้ เหลือเพียงหนทางสุดท้ายของคนจนตรอก เธอกัดมือเขาสุดแรงเกิด

                โอ้ยยย! เขาเหวี่ยงร่างเธอลงบนเตียง อย่าเจ็บตัวนักใช่ไหมใช้หลังมือข้างที่ถูกกัด ตบหน้าเธออย่างแรงหนึ่งฉาด ส่งร่างบางลงไปนอนแผ่หลาบนเตียงและชกหน้าท้องเธออย่างหนักหน่วงหนึ่งที ในขณะที่เสียงเคาะประตูยังคงดังมาอย่างต่อเนื่อง ชอบแบบนี้ก็ไม่บอกแต่แรกเขาโดดลงมาคร่อมร่างเธอ ฉีกทึ้งเสื้อเธออย่างบ้าคลั่ง หญิงสาวมึนงงเพราะแรงตบและจุแน่นเพราะแรงชก ไม่อาจตัวเหลือตัวเองได้อีกต่อไป แต่เธอยังคงพยายามปัดป่ายร่างหนาให้ห่างจากตัวอย่างไร้ประโยชน์ ฉันหมดหวังแล้วจริง ๆ เหรอ หญิงสาวคิดในใจอย่างสมเพชรเวทนาตนเอง ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก


----------------------------LOADING  50%-------------------------


               สาว ๆ ๆชายแก่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เขามองมาที่หญิงสาวที่เกือบจะเปลือยเปล่าและชี้หน้าช่างซ่อมประตูที่คร่อมร่างเธออยู่ ทั้ง ๆ ที่เลือดยังคงไหลอาบหน้าด้วยฝีมือของเธอเองเลว ชั่วชายแก่พุ่งเข้ามาพร้อมคำด่าทอ ช่างหนุ่มผละออกจากร่างหญิงสาว ลุกออกจากเตียง เดินย่างสามขุมเข้าไปหาลุงเร่รอนอย่างไม่ยำเกรง ก่อนจะออกหมัดชกเข้าที่กรามและหน้าท้องของชายแก่อย่างแรง จนร่างคดงอร่วงลงกองกับพื้นห้อง

                “เลิกคิดว่าคนอื่นเป็นลูกสาวตัวเองซะที น่าสมเพชจริง ๆเขาใช้เท้ากระทืบซ้ำแผลเดิมที่หน้าผาก

                “อย่า..อย่าทำเขาหญิงสาวฝืนความเจ็บปวดพูดออกไป เขาจึงยั้งเท้าที่เตรียมจะกระทืบซ้ำไว้กลางอากาศ หันมามองเธอ แสยะยิ้มให้อย่างไร้จิตสำนึก ก็ได้ เห็นว่าเป็นคนบ้า พูดอะไรคงไม่มีใครเชื่อ ฉันตามใจเธอแล้วนะ ต่อไปก็ถึงตาเธอเอาใจฉันบ้างเขาปลายมองชายแก่อย่างดูแคลน ใช้เท้าเขี่ยเหมือนเป็นขยะชิ้นโต ไม่ใส่ใจต่อเสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวด เหมือนที่เธอทำกับชายแก่

                หญิงสาวรู้สึกผิดจนปวดหนึบที่ใจ น้ำตาอันไร้ประโยชน์รั้นแต่จะไหล ขณะที่มองชายแก่นอนหมดทางสู้ นี่เธอทำอะไรลงไป เธอไม่รู้จักชายทั้งสองคน แต่กลับตัดสินชายแก่เพียงเพราะความไม่ปกติ แต่ไม่คิดระแวงผู้ชายที่แสร้งทำเป็นคนปกติแต่ในใจวิปริตพิกลพิการ

                ช่างหนุ่มเดินไปปิดประตูห้องอย่างไม่เร่งร้อนใดๆ ก้าวข้ามร่างชายแก่มาหาหญิงสาว เธอทำอะไรไม่ได้แล้ว ความเจ็บปวดจุกแน่นเกาะติดทั่วทั้งร่าง แค่ออกเสียงยังแสนจะยากลำบาก

                ‘หนี!ในนาทีที่หญิงสาวสิ้นหวัง ชายแก่กลับฮึดสู้ เขาลุกขึ้นกอดขาช่างหนุ่มไว้ ตะโกนด้วยเสียงอันแหบพร่าบอกให้เธอหนีโธ่เอ้ย! ไอ่แก่ หาที่ตายซะแล้วช่างหนุ่มกระชากผมกระจุกหนึ่งของชายเร่รอน กระหน่ำหมัดใส่หน้าไม่ยั้ง ในขณะที่ชายแก่พูดคำว่า หนี สลับกับหมัดที่รัวใส่หน้า ไม่ยอมปล่อยมือแม้ต้องทนรับความเจ็บปวด เห็นชายแก่ใช้ความเจ็บปวดของตัวเองแลกกับหนทางให้เธอหนี เธอรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายยันตัวเองลุกขึ้นอีกครั้ง

                “มึงอย่าขยับ!ช่างหนุ่มหันมาชี้หน้าหญิงสาว พร้อมส่งสายตามุ่งร้ายมาปราม ชายแก่ได้จังหวะหายใจ เขาอ้าปากกว้าง ฝังเคี้ยวกัดขาข้างที่ตนเกาะไว้แน่น ดึงความสนใจของช่างหนุ่มไปจากหญิงสาวได้อย่างสิ้นเชิง แต่มันกับทำให้ตัวเขาเองเป็นอันตราย

                โอ้ยยยยยยย! ช่างหนุ่มร้องโหยหวน พลางทรุดลงกับพื้น ในขณะที่หญิงสาวลุกขึ้นจากเตียงได้ในที่สุด เตรียมจะวิ่งออกไปหาคนมาช่วย แต่แล้วกลับต้องชะงัก เมื่อเห็นช่างหนุ่มหยิบมีดออกมาจากใต้ชั้นวางของแทงเข้าที่สีข้างของชายแก่จนมิดด้าม

                ม่ายยยยยยยยยยย! หญิงสาวตะโกนสุดเสียง ขาทั้งสองอ่อนยวบลงตรงนั้น คล้ายกับว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง มีเพียงแต่เลือดสีแดงเข้มไหลนองพื้นมึงแส่หาเรื่องเองนะช่างหนุ่มยันร่างชายแก่ที่ทับร่างตัวเองออก ไม่สะทกสะท้านแม้จะเห็นกองเลือดเจิ่งนองอยู่บนพื้นห้อง เขาลากขาข้างที่เจ็บมาฉุดแขนเธอลุกขึ้น ลุก อยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วเขาออกคำสั่ง แต่เธอไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว รู้สึกชาวาบตั้งแต่ตัวจรดเท้า

                หญิงสาวพยายามคลานเข้าไปหาชายแก่ ไม่ใส่ใจแม้จะถูกฝ่ามือหยาบรัดแน่นเสียจนเจ็บ น้ำตาไหลพรากเมื่อได้ยินเสียงลมหายใจรวยริน หัวใจหนักอึ้งเมื่อเห็นสายตาเลื่อนลอยไร้ประกาย ไปก่อนดีกว่าโว้ยเห็นหญิงสาวไม่ยินยอมและเวลามีจำกัด เขาจึงสะบัดแขนเธอทิ้ง เตรียมตัวหนีเอาตัวรอด

                “เห้ย มาได้ไงวะช่างประตูอุทานขึ้นอย่างตระหนก หญิงสาวจึงหันมองตามเสียง เห็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ยืนขว้างประตู สายตาเขาจ้องมองมาทางหญิงสาว เลื่อนผ่านริมฝีปากที่มีเลือดไหลซิบ เสื้อผ้าที่ขาดยับเยิน มีเลือดซึมออกมาจากแผลที่ถูกใบมีดถาก คิ้วดกหนาขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ความเกรี้ยวกราดแสนอันตรายกวัดแกว่งอยู่ในแววตา

                “ชะ ช่วยฉันด้วย.....หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาปนสะอื้น เธอไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะมา แต่พอเห็นหน้าเขาแล้วทุกอย่างก็ไร้น้ำหนัก รู้สึกราวกับหัวใจที่หนักอึ้งถูกโอบอุ้มไว้อย่างอ่อนโยน เธอปล่อยเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ปลดปล่อยความกลัวและความรู้สึกผิดที่อัดแน่นในใจออกมาอย่างไม่อายสายตาใคร

                “มึงณัฐคณินตวัดสายตาไปทางช่างหนุ่ม พุ่งกระโจนเข้าใส่ทันที ทั้งถีบทั้งต่อยทั้งเตะอย่างไม่ลดละ สายตาแข็งกร้าวราวกับถูกผีร้ายเข้าสิง หากเปรียบเทียบจากรูปร่างแล้วช่างหนุ่มไม่มีทางสู้เขาได้ จึงทำได้เพียงเป็นที่รองรับอารมณ์เหมือนกระสอบทรายจนแน่นิ่งไป แต่ชายหนุ่มกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ

                “พอเถอะหญิงสาวเรียกสติ แต่เขาไม่รับรู้ ยังคงง้างหมัด พลางกระชากคอเสื้อช่างหนุ่มที่เปื้อนเลือดขึ้นมาทั้งที่เขาสลบไปแล้ว คุณณัฐคณิน พอได้แล้ว!หญิงสาวแผดเสียงจนแสบคอ เขาง้างหมัดค้างกลางอากาศ หายใจหอบหนัก สายตายังคงมองช่างหนุ่มเหมือนอยากจะฆ่าให้ตายคามือ ช่วยลุงคนนี้ก่อน ฉันขอร้อง ลุงถูกแทงหญิงสาวคลานไปหาชายหนุ่มร้องไห้น้ำตานองหน้า

                ณัฐคณินปล่อยมือจากคอเสื้อของช่างหนุ่ม ทิ้งร่างนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างไม่แยแส เขาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวตัวเดียว ขณะเดินตรงเข้ามาหาหญิงที่หมอบคลานอยู่กับพื้น เขาใช้เสื้อเชิ้ตตัวเองคลุมปกปิดเนื้อหนังที่เปิดเผยมากเกินไป พลางย่อตัวลง สายตาแข็งกร้าวพลันอ่อนโยนลงเมื่อเขาไล้นิ้วไปตามริมฝีปากที่เจ็บแปลบ

                “ลุกไหวหรือเปล่าเขาถาม

                “ช่วยลุงก่อนเถอะค่ะ ลุง...ถูกแทงชายหนุ่มมองเธอด้วยสายตาไม่เห็นด้วย สภาพเธอย่ำแย่เสียจนเขาอยากดึงเธอมากอดซบกับอกหนาและพาออกไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุด แต่จำต้องตามใจเธอ เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ฝืนความต้องการตัวเองหันไปดูอาการของชายแก่ที่นอนแน่นิ่งแต่ยังมีสติ เขาโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล หาผ้ามาพันรอบลำตัวที่มีแผลถูกแทง มัดไว้อย่างแน่นหนาเพื่อห้ามเลือดระหว่างรอรถพยาบาล

                ณัฐคณินมองร่างบางที่หมอบคลานอยู่กับพื้น หญิงสาวยังคงร้องไห้ไม่หยุด ร่างเล็กสั่นโยนด้วยความหวาดกลัว เสียงกระซิกที่หลุดรอดออกมาจากการกลั้นสะอื้นนั้นกะเทาะจิตใจส่วนที่ตายด้านของเขาจนแตกละเอียด เขานั่งลงโอบประคองร่างบางที่สั่นระริก ดึงกระชับเข้าสู่ในอ้อมอก กอดกกไว้อย่างหวงแหน

                “ร้องออกมาเถอะ” ชายหนุ่มกระซิบบอกหญิงสาวในอ้อมแขน เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังขึ้นตอบรับคำพูดของเขาทันที เสียงเธอดังกึกก้อง สะท้อนอยู่ในหัวและบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจเขา ชายหนุ่มกระชับอ้อมแขน หวังให้ความอบอุ่นจากกายตนบรรเทาความหวาดกลัวของเธอ มือบางทั้งสองของหญิงสาวขยุ้มเสื้อกล้ามบางของเขาไว้แน่น เธอมุดหน้าซบอกหนา ระเบิดร้องไห้จนสุดเสียงและเผลอหลับไปในที่สุด

               


 

                ณัฐคณินไม่รู้ตัวเลยว่า ความนึกคิดของเขาถูกแบ่งสันปันส่วนให้คชาภาไปมากกว่าครึ่งแล้ว แม้จะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่นของครอบครัวที่มาร่วมโต๊ะทานอาหารเย็นกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมหน้า โดยมี วาสนา แม่บังเกิดเกล้านั่งประจำอยู่หัวโต๊ะ น้าวรุณ น้าสาวิตรีภรรยาของน้าวรุณ เพิ่มพูนหรือพูน ลูกชายเพียงคนเดียววัยยี่สิบสามของน้าวรุณ ซึ่งอายุน้อยกว่าเขาสามปี กำลังเรียนแพทย์เจริญรอยตามผู้เป็นพ่อและสมาชิกใหม่ของครอบครัว จิรัชยา ที่กำลังนั่งยิ้มร่าอยู่ข้างกาย แต่ความนึกคิดของเขาก็รั้นแต่ลอยไปหาคชาภาอย่างยากจะควบคุม ยิ่งอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย เขาก็ยิ่งร้อนใจเมื่อนึกถึงหญิงสาวที่ต้องอยู่เพียงลำพัง

                ชายหนุ่มคาดไม่ถึงว่าข้ออ้างที่พูดออกไปโดยไม่คิด ดันเกิดขึ้นจริง เขาบังเอิญเจอน้าวรุณที่ลานจอดรถ แค่เพียงนาทีเดียว หากเขามาช้ากว่าที่เป็นแค่นาทีเดียว น้าชายก็จะขับรถออกจากลาน โดยไม่เห็นเขาเดินออกมาจากมุมตึก สำหรับชายหนุ่ม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ล้วนผิดเพี้ยนผิดแผนเสียจนอดสังหรณ์ใจไม่ได้

                “คณิน ช่วงนี้บริษัทเป็นยังไงบ้าง ราบรื่นหรือเปล่าวรุณ เอ่ยถามหลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังรอผลไม้ยกมาเสิร์ฟ

                “ดีครับ ถ้าปรับแผนการตลาดให้ทันตามพฤติกรรมลูกค้าได้ ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องการบริการหลังการขายเป็นพิเศษ ถ้าลูกค้ามีปัญหา บริษัทก็ต้องแก้ปัญหาให้ได้จริงและต้องทันใจลูกค้าด้วย น้าวรุณรู้ไหมครับ ลูกค้าสมัยนี้เอาใจยากขึ้นทุกวัน

                “ฮ่า ๆ นั่นสิ เดี๋ยวนี้คนเราตั้งความคาดหวังไว้สูง ว่าแต่เมื่อไหร่จะขึ้นมาบริหารล่ะชายหนุ่มทำสีหน้าลำบากใจ พลางลอบสังเกตแม่ตัวเองที่กำลังรอฟังคำตอบจากเขาอย่างตั้งใจ

                “ผมยังไม่พร้อมครับ อยากทำงานตามสายงานที่เรียนมา สั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ โชคดีที่มีคุณลุงปราโมทย์คอยเป็นที่ปรึกษา.....

                “ยังไม่ไล่ออกไปอีกเหรอน้ำเสียงเย็นชาที่ดังมาจากหัวโต๊ะ ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารตึงเครียดขึ้นทันตา วาสนาปรายตามองหน้าลูกชายด้วยสายตาตำหนิ เกิดเป็นแรงกดดันที่ทำให้คนแทบหายใจไม่ออก

                “ผมเป็นแค่ผู้อำนวยการฝ่าย คงจะไล่ใครออกส่งเดชไม่ได้หรอกครับณัฐคณินพูดผ่าความเงียบ เขาจ้องตอบสายตาผู้แม่อย่างไม่ยี่หระ พลางตำหนิตัวเองในใจที่เผลอพูดถึงอดีตเพื่อนสนิทของพ่อ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เห็นด้วยกับปฏิกิริยาของแม่ โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าอย่างลุงปราโมทย์ ทุกวันนี้แค่ลุงปราโมทย์เจียดเวลามาร่วมประชุมย่อยด้วยทุกครั้งทั้งที่งานยุ่ง ผมก็ไม่รู้ว่าจะขอบคุณยังไงแล้ว ผมคง.....

                “งั้นให้แม่จัดการเองแล้วกัน จะได้ถือโอกาสใช้อำนาจหุ้นที่อยู่ในบริษัทให้เป็นประโยชน์

                “แม่ครับ พอซะทีเถอะชายหนุ่มพูดออกมาอย่างไม่ทันยั้งคิด สายตาทุกคนจึงหันจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว ตามรังควานชีวิตผู้หญิงคนนั้นยังไม่พอ ยังคิดจะทำลายชีวิตคนอื่นอีก เรื่องมันก็ผ่านมาหลายปี ถ้าแม่ไม่ยอมปล่อยวาง แล้วมันจะสิ้นสุดตรงไหนล่ะครับคำพูดของแม่ทำให้เขาหมดความอดทน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาไม่อาจอยู่ร่วมชายคากับแม่บังเกิดเกล้าได้ แม่ฝังหัวใจไว้ในอดีต ความเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นของแม่ทำให้เขารู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจ

                ณัฐคณินรู้ดีว่าในอดีตผู้เป็นแม่เคยถูกด้านมืดของความรักทำร้ายแสนสาหัส พ่อนอกใจแม่ แอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงอีกคน สุดท้ายพ่อตัดสินใจทิ้งแม่และเลือกไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น เขาเฝ้ามองความเจ็บปวดระทมทุกข์ที่แม่ต้องพานพบ เขาใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นอยู่กับความชอกช้ำของแม่จนบ่มเพาะเป็นอคติ หลายปีผ่านไปเขาคิดว่าแม่ทำใจกับทุกอย่างได้แล้ว แต่ไม่ใช่เลย แม่ของเขาไม่อาจก้าวผ่านความเจ็บปวดในครั้งนั้นไปได้ แม่โทษทุกอย่างที่มีส่วนทำให้พ่อนอกใจ แม่โทษทุกคนยกเว้นตัวเอง

                “ก็จนกว่าแม่จะตายนั่นแหละผู้เป็นแม่ตอกกลับอย่างไม่สะท้าน

                “คณิน พอเถอะวรุณเอ่ยปรามเมื่อเห็นหลานชายทำท่าจะโต้กลับ ก่อนจะหันไปมองพี่สาวตนเองอย่างปลง ๆ

                พี่ครับ อย่าพูดถึงเรื่องนั้นอีกเลย เสียอารมณ์ เสียสุขภาพเปล่า ๆ

                “ใช่ค่ะ ช่วงนี้อาการคุณป้าไม่ค่อยดีด้วย ตาลว่าอย่าคิดมากดีกว่า ถ้าโรคความดันกำเริบขึ้นมาจะแย่นะคะจิรัชยาสมทบ

                “รักษาสุขภาพดีกว่านะคะ คุณพี่สาวิตรี ร่วมวงเกลี่ยกล่อมด้วยอีกคน ท่ามกลางความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นจนแทบจะจับต้องได้ ผู้เป็นแม่และลูกชายต่างเบือนหน้าหนีไปคนละทาง ไม่มีใครพูดอะไรอีกเลย

                “ผมขอตัวก่อนนะครับ มีงานต้องทำณัฐคณินลุกจากเก้าอี้ หันหลังเดินออกไปโดยไม่รอเสียงตอบรับหรือคัดค้าน จิรัชยานั่งไม่ติด พลางกวาดสายตามองคนที่เหลือ รอให้ใครสักคนเอ่ยปากรั้งแฟนหนุ่ม ในใจคิดอยากจะลุกตามไปแต่ก็เกรงว่าจะเสียมารยาท

                “ตาล..รีบตามพี่คณินไปเถอะเพิ่มพูนที่นั่งดูสถานการณ์อยู่เงียบๆ เอ่ยขึ้นในที่สุด จิรัชยาหันไปสบตาวรุณอย่างขอความเห็น

                “ไปดูคณินหน่อยเถอะหนู ไม่ต้องห่วงทางนี้จิรัชยาลุกขึ้น วิ่งตามแฟนหนุ่มไปทันทีเมื่อวรุณเห็นพ้องเพิ่มอีกเสียง

                “พี่คณินหญิงสาววิ่งตามจนมาถึงสวนหน้าบ้าน แม้จะได้ยินแต่เขาไม่ชะลอฝีเท้า มุ่งตรงไปยังรถหรูของตัวเองที่จอดเทียบท่ารออยู่ หญิงสาวจึงจำต้องเป็นฝ่ายเร่งฝีเท้าเข้าไปหา จะกลับแล้วเหรอคะจิรัชยารั้งแขนเขาได้ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ

                “อืม พี่กลับก่อนนะ ฝากดูแม่พี่ด้วยแม้จะหัวเสียแค่ไหน แต่ใจก็ยังเป็นห่วงผู้เป็นแม่เสมอ

                “ถึงไม่บอก ตาลก็ต้องทำอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าพี่คณินจะกลับทั้งๆที่เป็นแบบนี้เหรอ รอให้บรรยากาศดีขึ้นกว่านี้แล้วค่อยกลับดีกว่านะคะ จะได้ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจกัน

                “ไม่ใช่ครั้งแรกซักหน่อย พี่ยอมตามใจแม่ทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องตามจองล้างจองผลาญคนอื่นไม่จบไม่สิ้นอยู่อย่างนี้หญิงสาวถอนใจหายหนักหน่วง ไม่อาจหาเหตุผลมาแก้ต่างความจริงข้อนี้ได้ วาสนา ซึ่งเป็นทั้งเจ้านายและแม่บังเกิดเกล้าของแฟนหนุ่มเป็นผู้หญิงที่เจ็บแล้วฝังใจ รักแรงเกลียดแรง ถึงแม้จะไม่มีใครเล่าเหตุการณ์ในตอนนั้นให้เธอฟังอย่างละเอียด แต่เมื่อได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานวันเข้า เธอก็สัมผัสได้ถึงขุมพลังบางอย่างในตัววาสนาที่รุนแรงกว่าคนทั่วไป

                “ตาลจะช่วยเกลี่ยกล่อมด้วยอีกแรงละกันนะคะ ตอนนี้คุณป้าแก่ตัวลงมาก ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน มีเรื่องต้องระวังมากขึ้นกว่าเดิม คุณป้าก็เป็นกังวลเรื่องสุขภาพตัวเองอยู่เหมือนกัน ถ้าอ้างเรื่องสุขภาพ คุณป้าอาจจะยอมปล่อยวางก็ได้ พี่คณินอย่าเพิ่งถอดใจเลยนะคะหญิงสาวเลิกคิดหาคำแก้ต่าง แต่เปลี่ยนมาเป็นช่วยหาทางออกและให้กำลังใจ ชายหนุ่มกุมมือบางที่รั้งแขนเขาไว้อย่างซาบซึ้ง

                “ขอบใจมากนะตาล ได้ยินอย่างนี้ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย ถ้าไม่มีตาลพี่ก็จนปัญญากับแม่แล้วจริง ๆเขายิ้มให้เธอ กระชับมือบางจนแน่น ในใจเต็มเปี่ยมด้วยความรู้สึกขอบคุณ เพราะลำพังตัวเขาเองคงไม่มีทางคิดเรื่องนี้ได้แน่

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แม่ของพี่ก็เหมือนแม่ของตาลหญิงสาวแฝงความรู้สึกไว้ในความพูดนั้นจนอดเขินคำพูดตัวเองไม่ได้ อีกทั้งความอบอุ่นที่แผ่มาจากฝ่ามือหนายิ่งที่ทำให้หัวใจพองโต เธอยิ้มจนแก้มปริ วาดหวังในใจว่าชายหนุ่มเริ่มให้ความสำคัญกับตนมากขึ้นเรื่อยๆ  แต่ฝ่ายชายกลับไม่มีท่าทีรับรู้ เขาดึงมือเธอออกและปล่อยมือบางอย่างรวดเร็วเร็วราวกับไม่อยากเสียเวลา

                “งั้นพี่ไปก่อนนะ มีเรื่องต้องรีบไปจัดการชายหนุ่มเปิดประตูรถและขับออกไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้หญิงสาวยืนอยู่บนกองความฝันที่พังทลายลงอย่างรวดเร็วราวกับฝันดีตอนงีบหลับ

                “หนูตาล คุณหนูคณินไปแล้วเหรออุ่นจิต แม่บ้านสูงวัยเดินต้วมเตี้ยมตามมาดูลาดเลา

ค่ะ ป้าอุ่นได้ยินอย่างนั้น อุ่นจิตก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดน่าเสียดายจริง ๆ ตั้งแต่คุณหนูคณินเริ่มไปทำงานที่บริษัท ก็หาเวลากลับมาทานอาหารพร้อมหน้ากันแบบนี้ยากขึ้นทุกวัน แต่ดันมากทะเลาะกันอีกแม่บ้านสูงวัยทำหน้าขัดอกขัดใจ บ่นไป ส่ายหัวไป ถอนหายใจไปอย่างคนแก่มักจะทำ

                “นั่นสิค่ะ ตั้งแต่ตาลมาทำงานที่นี่ก็ไม่เคยเห็นพี่คณินกลับมาบ้านถึงสองครั้งในวันเดียว นึกว่าจะราบรื่นซะอีกหญิงสาวเห็นด้วยกับคำพูดของอุ่นจิต แต่หญิงสูงวัยกลับขมวดคิ้วขุ่น

                “หนูตาลพูดถึงใครแม่บ้านถามกลับ

                “ก็พี่คณินไงคะแม่บ้านเบะปาก เอียงคอไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างไม่เข้าใจ

                “แต่วันนี้คุณหนูคณินเพิ่งเข้ามาตอนเย็นพร้อมคุณวรุณนะจิรัชยายืนนิ่ง พลางทบทวนความทรงจำอีกครั้ง เธอมั่นใจว่าตนเองจำไม่ผิด ณัฐคณินบอกว่าเขาแวะไปที่บ้าน และป้าอุ่นเป็นคนบอกว่าเธอพาแม่ของเขาไปโรงพยาบาล

                “วันนี้ป้าอุ่นเป็นคนบอกพี่คณินเรื่องที่คุณป้าไปโรงพยาบาลหรือเปล่าคะหญิงสาวถามย้ำให้แน่ใจ

                “ป้าไม่ได้บอกค่ะ นึกว่าคุณท่านโทรเรียกให้มาทานมื้อเย็นด้วยกันซะอีกเมื่อได้คำตอบ จิรัชยาก็รู้สึกคล้ายกับว่าเลือดในตัวค่อยๆ ไหลออกจากร่างช้าๆ จนรู้สึกช้า ในขณะที่สมองพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ได้ยิน แฟนหนุ่มโกหกเธอ สมองสรุปอย่างนั้น แต่สำหรับเธอแล้ว การพูดโกหกไม่ใช่เรื่องใหญ่และสำคัญเท่ากับ เขากำลังปิดบังอะไรอยู่ 

----------------------------LOADING  100%-------------------------


 

อย่าลืมกดให้กำลังใจไรท์ด้วยน่าาาา 

^_______^



ปาริฉัตร

24 ส.ค. 61

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

56 ความคิดเห็น

  1. #36 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 13:41
    นิยายน่าติดตามมากค่ะ ติดมากกกก และดีใตมากที่ำรทืจะอัพบ่อยขึ้น ^ ^
    #36
    1
    • #36-1 Weela (@crc6chaos) (จากตอนที่ 7)
      24 สิงหาคม 2561 / 13:52
      ดีจายยย....^________^
      #36-1
  2. #35 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 17:54
    อยากให้ถึงวันศุกร์เร็วจังเลย งือ ค้าง
    #35
    0
  3. #14 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 19:20
    ลุงอย่าตายน่ะ ลถ้นๆ
    #14
    0
  4. #13 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 21:48
    โอ๊ยยยยลุ้นๆ มาต่อเร็วๆน่ะ
    #13
    0