แต่ก่อนนั้น...Before I love you (ชื่อเดิมวันนี้...ยังไม่สาย)

ตอนที่ 5 : เวรซ้ำกรรมซัด - 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 420
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    10 ส.ค. 61

4

เวรซ้ำกรรมซัด

                หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกหนักอึ้งคล้ายถูกหินก้อนใหญ่กดทับมาทั้งคืน ศีรษะปวดระบม สะโพกปวดเกร็ง ทั้งมึนงง ทั้งสับสน เธอพยายามขยับร่างกายทีละส่วน แต่ก็ยิ่งเพิ่มความทรมานมากขึ้นไปอีก จำต้องนอนแน่นิ่ง ให้เพียงสายตาสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ห้องสีขาว ผ้าม่านสีเขียว ชุดสีเขียว เตียงคนไข้ สายน้ำเกลือ เธอรู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่นึกไม่ออกว่ามาที่นี่ได้ยังไง

                อย่าเพิ่งลุกขึ้นนะคะ ฉันจะไปตามหมอผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสีขาวทั้งชุด เดินเข้ามาและวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เธออ้าปากจะเอ่ยรั้ง แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา เธอจึงต้องแบกรับความทรมานต่อไป

                คุณรู้สึกยังไงบ้างครับ” หมอสูงวัย ใส่แว่น รูปร่างท้วมเตี้ย ถามไถ่อาการตามหน้าที่ ในขณะที่พยาบาลช่วยพยุงหญิงสาวลุกขึ้นนั่งและส่งน้ำให้จิบปวดหัว มึน ๆ งง ๆ และก็เจ็บสะโพก”

                ไม่ต้องกังวลนะครับ เป็นอาการที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากสมองได้รับความกระทบกระเทือน ส่วนสะโพกกระแทกพื้นอย่างแรงทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบแต่ไม่เป็นอันตรายถึงกระดูก ไม่มีอะไรต้องกังวล แล้วคุณมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้ สายตาพร่าเลือนหรือแขนขาอ่อนแรงบ้างไหมครับ

                ไม่มีค่ะหมอสูงวัยพยักหน้าอย่างพึงพอใจเบื้องต้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนะครับ แต่หมอต้องตรวจแสกนสมองให้แน่ชัดก่อน คืนนี้คงต้องนอนดูอาการอีกซักคืน หมอจะจ่ายยาแก้ปวดให้ คุณจะได้หลับสบายขึ้นหมอยิ้มอ่อนและหันไปสั่งงานกับพยาบาล โดยไม่พูดอะไรอีก มันยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองฉันหมดสติไปนานแค่ไหนคะเธอพูดพลางกุมขมับที่ปวดหนึบ

                เกือบยี่สิบสองชั่วโมงครับ

                ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้หมอกับพยาบาลชะงักงัน และต่างหันไปมองหญิงสาวเป็นตาเดียว

                คุณจำไม่ได้เหรอคะ ว่าทำไมถึงมาอยู่โรงพยาบาลพยาบาลถามอย่างระมัดระวัง หญิงสาวส่ายหน้าจำได้ไหมคะ ว่าใครเป็นคนพาคุณมาที่นี่พยาบาลถามต่อ โดยไม่ตอบคำถาม

                ไม่ค่ะ

                คุณจำได้ไหมว่าคุณชื่ออะไร ทำงานอะไรหรือพักอยู่ที่ไหนคราวนี้หมอเป็นคนถาม หญิงสาวเริ่มหงุดหงิดใจกับคำถามที่ไม่จบไม่สิ้น

                พวกคุณเอาแต่ถามฉัน แต่ไม่มีใครตอบคำถามฉันซักคน” หญิงสาวพูดเสียงดังจนเกือบจะเป็นเสียงตะโกน พลางใช้สายตาคาดคั้นคำตอบจากทั้งคู่ เธอสังเกตเห็นความยุ่งยากที่ส่งต่อถึงกันระหว่างหมอและพยาบาล

                คุณล้มหัวฟาดพื้น ต้องเย็บสามเข็ม ที่คุณหมอถามก็เพราะว่าเมื่อคืนมีผู้ชายคนหนึ่งพาคุณมาส่งโรงพยาบาล เขาบอกว่าคุณชื่อ ปอล์ เขากลับไปก่อนที่พยาบาลจะซักประวัติ ประกอบกับในตัวคุณตอนนั้นไม่มีหลักฐานอะไรบ่งชี้ตัวตนของคุณได้เลย เราจึงต้องถามข้อมูลเบื้องต้นว่า คุณชื่ออะไร เพื่อเช็คประวัติการรักษาของคุณค่ะท้ายที่สุดพยาบาลก็เป็นคนอธิบาย เธอพูดเป็นจังหวะเชื่องช้า ชัดถ้อยชัดคำ เพื่อให้หญิงสาวลดความระแวดระวังลง

                “หัวฟาดพื้น?” หญิงสาวพยายามคาดคั้นความทรงจำอย่างหนัก แต่ไม่เป็นผล เธอจำอะไรไม่ได้เลย “ผู้ชาย ผู้ชายคนนั้น เขาเป็นใครเหรอคะ” การที่มีตัวละครเพิ่มมาอีกคน โดยไม่รู้ที่มาที่ไปยิ่งทำให้หญิงสาวสับสนมากขึ้นกว่าเดิม แต่ในเมื่อ ผู้ชายคนนั้น เป็นคนพาเธอส่งโรงพยาบาล แสดงว่าเขาต้องรู้อะไรมากกว่าเธอแน่ๆ

                “เรื่องนี้เอาไว้ทีหลังเถอะครับ ทางโรงพยาบาลโทรแจ้งอาการของคุณเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานก็คงจะมา ตอนนี้คุณช่วยบอกหมอได้ไหมครับว่า คุณชื่ออะไร” หญิงสาวมองหมอสลับพยาบาลที่ต่างจับจ้องรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ ท่าทางแปลกๆ กวนใจเธออยู่ไม่น้อย แต่เมื่อได้ยินว่าผู้ชายคนนั้นกำลังจะมา หญิงสาวจึงวางใจลงได้ครึ่งหนึ่ง รู้สึกสะดวกใจที่จะตอบคำถาม

                ฉันชื่อ.....แต่เมื่อหญิงสาวอ้าปากจะตอบ เธอกลับพูดอะไรไม่ออกฉันชื่อ....หญิงสาวพยายามเค้นชื่อจากสมองที่ปวดระบม แต่ยิ่งคิดสมองก็ยิ่งถูกบีบรัดแน่นขึ้นทุกขณะ เธอยกมือขึ้นกุมศีรษะที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผล ทำไมฉันถึงนึกชื่อตัวเองไม่ออกความกลัวค่อย ๆ ย่างกรายเข้าครอบงำจิตใจอย่างช้า ๆ

                ใจเย็นครับ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อย ๆ นึก คุณเพิ่งฟื้น สมองอาจจะยังไม่ตื่นตัวเต็มที่ เดี๋ยวหมอจะส่งคุณไปสแกนสมอง พรุ่งนี้ค่อยดูอาการอีกทีนะครับคำพูดของหมอไม่ได้ทำให้ความกลัวเจือจางลงไปได้เลย ตรงกันข้าม ยิ่งเวลาผ่านไป ความกลัวก็แผ่ขยายอาณาเขตปกคลุมจิตใจกว้างขึ้นเท่านั้น พยาบาลคนเดิมยังคงตั้งคำเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ระหว่างที่พาหญิงสาวไปตรวจสแกนสมอง

                'ฉันจำไม่ได้' การตอบคำถามเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่ไม่มีใครตอบคำถามที่เธออยากรู้ได้เลย มันยิ่งทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ เธอรู้สึกโดดเดี่ยว ความหวังเดียวของเธอ คือ ผู้ชายคนนั้น คนแปลกหน้าที่อาจจะช่วยให้พื้นที่ของความเคว้งคว้างในใจหดลดน้อยลงได้บ้างไม่มากก็น้อย เธอจึงกลั้นใจอดทนรอ รอให้เขามาถึงโดยไม่รู้เลยว่า การที่เธอตั้งความคาดหวังไว้กับคนแปลกหน้าคนหนึ่ง จะทำให้เขากลายเป็นคนสำคัญที่หัวใจเธอยึดเหนี่ยวไปโดยปริยาย


 

                รู้สึกดีขึ้นไหมณัฐคณินยื่นทิชชู่ให้หลังจากนั่งเฝ้าคชาภาร้องไห้จนเธอเริ่มอ่อนล้า เห็นคุณร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกผิด

                ฉันไม่ได้ตั้งใจให้คุณรู้สึกแบบนั้นนะคะ....คชาภารับทิชชู่มาซับน้ำตาตัวเอง ตอนที่ฟื้นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้ ฉันรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ยิ่งถูกคาดคั้นก็ยิ่งเหมือนถูกรีดลมหายใจออกไปทีละน้อย พอได้เจอคนที่พอจะรู้อะไรเกี่ยวกับฉันบ้าง มันก็เหมือนได้อากาศคืนมาตอนที่เกือบจะขาดใจตายเสียงพูดของหญิงสาวขึ้นจมูก ฟังอู้อี้ไม่เป็นภาษา

                คือ...เมื่อคืน” ณัฐคณินไม่ได้เตรียมใจมารับสถานการณ์นี้ ชายหนุ่มไม่คิดว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่จะช่วยเธอได้ เขาไม่ใช่ทั้งคนในครอบครัว ไม่ใช่คนใกล้ชิด ไม่ใช่แม้กระทั่งคนรู้จัก เขาเป็นคนแปลกหน้าที่เธอหยิบขึ้นมาจากกล่องสีทอง “คุณล้มหัวฟาดพื้นในห้องพักของผม ผมเลยต้องรีบพาคุณส่งโรงพยาบาล ความจริงแล้วเราสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน” หญิงสาวจ้องหน้าเขาเขม็ง

                ถ้าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วทำไมฉันถึงไปอยู่ในห้องพักคุณได้ล่ะคะ คุณรู้ชื่อเล่น รู้ชื่อจริงของฉัน แล้วไหนจะเรื่องเอกสารข้อมูลส่วนตัวนั่นอีก ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่” สำหรับคชาภาคำพูดของชายหนุ่มยิ่งทำให้ทุกอย่างคลุมเครือมากขึ้นไปอีก

                เรื่องนั้น...ก็เพราะผมเป็นหัวหน้าของคุณ

                หัวหน้า?หญิงสาวย้ำให้ตัวเองฟัง

                อันที่จริงไม่ใช่หัวหน้าสายตรงหรอกครับ ผมเป็นหัวหน้าของหัวหน้าคุณอีกที ผมชื่อณัฐคณิน อดิลักพงษ์พัน เป็นผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดของบริษัทที่คุณทำงานอยู่ เอกสารพวกนั้นผมได้มากจากหัวหน้าโดยตรงของคุณ ในนั้นมีรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของคุณครบถ้วน และถ้ามันจะช่วยคุณได้ พรุ่งนี้ผมจะทำสำเนามาให้คุณอีกหนึ่งฉบับ”

                “ถ้าเป็นอย่างที่คุณพูด แล้วฉันเข้าไปทำอะไรในห้องพักหัวหน้าของหัวหน้าของตัวเองล่ะคะ” เรื่องราวเดินมาจุดที่ทำให้ชายหนุ่มลำบากใจที่สุดแล้ว เขาคิดไม่ตกว่าควรเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นหรือควรยื้อไว้รอให้เธอพร้อม สภาพร่างกายและจิตใจของเธอยังน่าเป็นห่วง เธอเพิ่งฟื้น เรื่องราวทุกอย่างก็ซับซ้อนเกินไป เขาไม่มั่นใจว่าเธอจะรับไหว

     คชาภาสังเกตเห็นอาการกระอักกระอ่วนของเขาได้ไม่ยาก “หรือว่าคุณกับฉัน....” จากอาการของเจ้านายหนุ่ม หญิงสาวจึงตั้งข้อสงสัยในทางที่แย่ที่สุดก่อน ณัฐคณินจำต้องเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก่อนที่เธอจะคิดเลยเถิดไปมากกว่านี้

                ณัฐคณินเริ่มเล่าที่งานเลี้ยงบนดาดฟ้า ต่อเนื่องมาจนกระทั่งส่งตัวหญิงสาวมาถึงโรงพยาบาล เขาลำดับเหตุการณ์ให้เธอฟังอย่างละเอียด จงใจเว้นเรื่องคุยโทรศัพท์และเรื่องของจิรัชยาเอาไว้ เขาเล่าว่าเขาช่วยชีวิตเธอขึ้นจากสระว่ายน้ำและพามาพักที่ห้องของตัวเอง จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุและต้องส่งตัวเธอมาโรงพยาบาล คชาภานั่งฟังอยู่เงียบๆ มาตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ไม่มีเหตุการณ์ใดที่สามารถกะเทาะกำแพงที่ปิดกั้นความทรงจำของเธอได้เลย

                “คุณพอจะจำอะไรได้บ้างไหม” ณัฐคณินเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวนั่งนิ่งอยู่นาน คชาภาส่ายหัวแทนคำตอบ

                “แล้วทำไมฉันถึงผลัดตกสระน้ำได้” หญิงสาวตั้งข้อสงสัย

                “ผมว่า คืนนี้คุณพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนดีกว่า พรุ่งนี้คุณต้องตรวจร่างกายเพิ่มเติมก่อนออกจากโรงพยาบาล ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยและหมออนุญาตให้คุณกลับ ผมจะมารับคุณเองณัฐคณินหลบเลี่ยงไม่ตอบคำถาม

                ไม่เป็นไรค่ะ คุณช่วยติดต่อครอบครัวของฉันได้ไหมหญิงสาวก็ไม่ได้ซักไซ้ เพราะจากที่เขาเล่า เขาเป็นคนช่วยเธอขึ้นจากน้ำก็จริง แต่ไม่ได้อยู่กับเธอตอนเธอผลัดตกน้ำ

                โทรศัพท์ของคุณตกลงไปในสระว่ายน้ำด้วย ทางศูนย์ฯ ก็ไม่มั่นใจว่าจะซ่อมได้ คงต้องรออีกซักพัก

                หมายความไม่ใครรู้เลยว่าฉันเข้าโรงพยาบาลและฉันก็ติดต่อใครไม่ได้เหรอคะคชาภาแทรก ฉันหมดสติไปเกือบหนึ่งวัน ตอนนี้พ่อแม่อาจจะกำลังเป็นห่วงฉันอยู่ก็ได้คชาภาร้อนรนขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงข้อเท็จจริงข้อนี้

                อย่าเพิ่งคิดมาก ในเอกสารระบุว่าคนอยู่ที่นี่คนเดียว ส่วนครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด ถ้าคุณอาการดีขึ้น ผมจะพาคุณไปชายหนุ่มขันอาสา ทำให้หญิงสาวนึกตงิดในใจ

                ทำไมคุณถึงช่วยฉันคะคชาภาถามออกไปตามตรง พยายามสังเกตชายหนุ่มให้เต็มตาอีกครั้ง หญิงสาวยอมรับว่าเธอค่อนข้างโชคดีที่มีหัวหน้าของหัวหน้าหนุ่มที่ดูดีปานเทพบุตร แต่เมื่อลองนึกย้อนกลับและลำดับเหตุการณ์ใหม่อีกครั้ง เธอจึงตระหนักว่าตนเองมัวแต่ตื่นตระหนกกับการเสียความทรงจำ จนลืมตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเขาถึงใจดีกับเธอนัก เขาช่วยชีวิตเธอครั้งแล้วครั้งเล่าจนเธอขอบคุณแทบไม่ทันอยู่แล้ว

                อย่างที่ผมเพิ่งเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นคุณดึงดันจะกลับ แต่ผมขอให้คุณอยู่ พอเห็นคุณต้องตกอยู่ในสภาพนี้เพราะผมเป็นคนรั้งเอาไว้ ผมเลยอยากจะช่วยคุณให้ได้มากที่สุดชายหนุ่มสบตาเธอขณะตอบคำถามออกไปอย่างลื่นไหล ราวกับนี่เป็นสิ่งที่เขาสมควรทำอยู่แล้ว “อีกอย่าง ผมเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับคุณ” คำพูดนี้คล้ายบ่งบอกว่าเขาทำไปเพราะสถานการณ์บีบบังคับ

                “ฉันไม่โทษคุณหรอกค่ะ ที่คุณรั้งตัวฉันไว้ก็เพราะความหวังดี แต่ถ้าต้องให้คุณช่วยอีก ฉันรับไม่ไหวจริง ๆ แค่นี้ฉันก็ขอบคุณคุณไม่ไหวแล้ว” คชาภาบอกปัดความช่วยเหลืออย่างน่าเสียดาย เธอรู้ดีว่าหากรับความน้ำใจจากเขา อะไรๆ ก็คงจะง่ายขึ้น แต่แม้จะไม่หลงเหลือความทรงจำ เธอก็ยังรู้จักละอายใจ เท่าที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดมาตั้งแต่ต้นจนจบ เจ้านายหนุ่มคนนี้ เพื่อช่วยเธอเขาต้องเจอเรื่องยุ่งยากและคงลำบากไม่น้อย เธอควรปล่อยเขาไปและพยายามแก้ปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวของเธอเองต่อไป

                “ผมจะทิ้งคุณไว้อย่างนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองช่วยคุณได้ได้ยังไง” ชายหนุ่มยืนกร้านเสียงแข็ง ความจริงแล้วเขาไม่คิดจะทิ้งเธอไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม

                “แต่.....”

                “อย่างน้อยก็จนกว่าแผลคุณจะหายดีก็แล้วกัน วันนี้พอแค่นี้เถอะ ผมจะปล่อยให้คุณพักผ่อน” ณัฐคณินตัดบทเอาเสียดื้อ ๆ เขาเดินออกจากห้องไปโดยไม่รอฟังความเห็นแย้งใดๆ จากหญิงสาว ทำเอาเธอพูดอะไรไม่ออก จำต้องตามน้ำไปโดยไม่รู้ตัว


------------------------LOADING 50%----------------------

               วันต่อมา เกือบเที่ยงวันแล้ว ณัฐคณินยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานหลังใหญ่ในห้องทำงาน มือข้างหนึ่งถือปากกา อีกข้างถือรายงานสรุปยอดขายของไตรมาสที่ผ่านมา แต่สายตากลับจับจ้องไปยังโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่ซื้อตามคำแนะนำของพนักงานศูนย์ฯ โทรศัพท์เจ้ากรรมเครื่องนี้สร้างความลำบากใจให้เขาไม่น้อย เขาไม่เป็นอันทำการทำงาน อ่านเอกสารได้หนึ่งย่อหน้า ก็หันมองโทรศัพท์ทีหนึ่ง มันรบกวนจิตใจเขาจนน่าหงุดหงิด จนแล้วจนรอดก็ไม่มีสายเข้า ไม่มีข้อความ ไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ เงียบสงัดเสียจนน่าเป็นห่วง

                คุณคณินคะ สำเนาเอกสารค่ะ” เลขาสาวท่าทางสำรวม วางซองสีน้ำตาลไว้บนโต๊ะอย่างรู้งาน

                ขอบคุณครับ คุณไปทำงานเถอะชายหนุ่มวางเอกสารในมือลงทันทีที่เลขาเดินพ้นประตูออกไป และหยิบเอกสารที่อยู่ในซองสีน้ำตาลออกมาอ่านอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาอ่านประวัติของเธอ แต่เป็นครั้งแรกที่อ่านด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง

ณัฐคณินคาดว่าเมื่อหญิงสาวฟื้นคืนสติทุกอย่างจะคลี่คลาย สถานการณ์จะกลับไปใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด เขาตั้งใจจะรับผิดชอบให้ถึงที่สุดจนกว่าเธอจะออกจากโรงพยาบาล และสักวันตัวตนของเธอจะเลือนรางไปจากความทรงจำเหมือนกับคนแปลกหน้าทั่วไป แต่สถานการณ์ในตอนนี้กลับตาลปัตรยากจะรับมือ การสูญเสียความทรงจำ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ยิ่งเขาเป็นคนนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในชีวิตเธอด้วยแล้ว ก็เท่ากับว่าการเสนอตัวให้ความช่วยเหลือเธอต่อจากนี้ ก็ไม่ต่างกับ การหาเรื่องใส่ตัว ดังนั้นการวางตัวเป็นคนนอกนั่งดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ย่อมเป็นทางเลือกที่ง่ายดายกว่า คงไม่มีใครกล่าวหาว่าเขาแล้งน้ำใจในเมื่อเขารับผิดชอบในส่วนที่ควรทำไปแล้ว

แต่ทันทีที่คชาภารู้สถานะของเขาและได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาก็อ่านความคิดของเธอออกโดยไม่ต้องพยายาม หญิงสาวเจตนาเว้นระยะห่าง ผลักเขาออกจากปัญหา เพราะเธอคิดว่าตนเองติดหนี้บุญคุณเขา ไม่ควรเรียกร้องอะไรจากเขาอีกและทุ่มความหวังไปที่ครอบครัว โดยไม่รู้เลยว่าทั้งครอบครัวรวมถึงชีวิตของเธอได้พังพินาศไปนานแล้ว

ชายหนุ่มใจอ่อนเพียงชั่ววูบ ในชั่วขณะที่ลังเลนั้น เธอถามเขาว่าทำไมถึงช่วยเธอ พอเขาให้คำตอบ เธอกลับบอกปัดทันทีทั้งที่สายตาโหยหาวิงวอน คำพูดพลันพุ่งออกจากปากโดยไม่ได้ยั้งคิด ผมจะทิ้งคุณไว้อย่างนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองช่วยคุณได้ได้ยังไง หลังจากที่คำพูดนี้หลุดออกไป เขาก็ยอมรับกับตัวเองเงียบ ๆ ในใจว่า ตนได้ถลำลึกเข้ามาในชีวิตของหญิงสาวไร้อดีตโดยสมบูรณ์แล้ว

ตอนนี้ชายหนุ่มจึงต้องแบกปัญหาหนักอกเพิ่มขึ้นอีก เมื่อคืนเขาเจตนาไม่พูดถึงเรื่องคุยโทรศัพท์และจิรัชยาเพื่อนเก่าของเธอ อาจพูดได้ว่าเขาไม่บริสุทธิ์ใจ แต่เธอยังไม่พร้อมสำหรับเรื่องหนัก ๆ หากเขาบอกเรื่องที่ทั้งสองคุยกันทางโทรศัพท์ มันอาจจะยิ่งทำให้อาการของเธอแย่ลงไปอีก สำหรับเรื่องจิรัชยา เขารู้ว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกัน หากบอกคชาภาเรื่องนี้ การตามหาความทรงจำที่หายไปของเธอจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่นั่นหมายความว่า เขาเป็นคนผลักให้เธอขุดคุ้ยความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมาก่อน เท่ากับเขาเป็นคนลงมือทาเกลือลงบนแผลสดด้วยตัวเอง เธออยู่ในช่วงเปราะบางไม่แน่ว่าจะรับไหว ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะส่งผลร้ายมากกว่าดี เขาจึงสรุปกับตนเองว่า เขาควรปกป้องคนป่วยเป็นอับดับแรก อีกทั้งเขาเป็นคนนอกที่ได้รับรู้เรื่องราวนี้โดยบังเอิญและรู้เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่ายหรือพูดถึงมิตรภาพที่ล้มเหลว

                ชายหนุ่มนั่งอ่านประวัติของคชาภาจบไปหนึ่งรอบและอ่านซ้ำอีกรอบ พยายามมองหาจุดที่สามารถเชื่อมโยงเธอกับความทรงจำของเธอได้มากที่สุด เมื่อสายตาชะงักหยุดอยู่ตรง ที่อยู่ปัจจุบัน เขาพลันเกิดความคิดที่น่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว

                ทำไมถึงคิดไม่ออกให้เร็วกว่านี้นะ ชายหนุ่มตำหนิตัวเอง พลางเก็บซองเอกสารใส่กระเป๋าและออกจากบริษัท ขับรถมุ่งหน้าไปยังที่อยู่ที่จดจำเอาไว้ในหัวทันที

                ณัฐคณินยืนแหงนมองตึกสูงสีขาวเก่าคร่ำคึก ตะไคร้น้ำสีเขียวเข้มจนเกือบดำกระจายอยู่ตามระเบียงห้องแต่ละห้องทั่วทั้งตึก สภาพโดยรวมไม่ถึงกับน่ากลัว แต่ดูไม่ปลอดภัย แม้จะอยู่ในทำเลทองที่มีผู้คนเดินพลุกพล่าน มีร้านค้า ร้านขายของ ใกล้รถไฟฟ้า สวนสาธารณะและเดินทางสะดวก แต่ก็รับรองไม่ได้ว่าจะปลอดภัย

                ชายหนุ่มสังเกตเห็นคนเร่รอนและขอทานจำนวนหนึ่งนั่งๆ นอนๆ อยู่ตามที่ว่างระหว่างตึก พอมาถึงแมนชั่นที่หญิงสาวแจ้งในประวัติว่าเป็นที่อยู่ปัจจุบัน ก็พบชายเร่ร่อนใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ขาดรุ่งริ่ง นั่งพิงเสาอยู่หน้าตึก สายตาเฝ้ามองไปยังถนนที่เขาขับรถเข้ามา คล้ายรอคอยใครบางคน ย่านนี้นับเป็นศูนย์รวมของคนทุกประเภทจริง ๆ ชายหนุ่มคิดในใจ พลางสอดส่ายสายตามองหายามเฝ้าตึก แต่หาไม่เจอ

                ลุง รู้ไหมครับคนดูแลแมนชั่นอยู่ที่ไหนชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าไปถามคนเร่ร่อน

                หา?” ชายเร่ร่อนเอียงหูฟัง เขาจึงย่อตัวนั่งยอง ๆ

                คนดูแลแมนชั่นอยู่ที่ไหนครับเขาพยายามพูดให้ช้าและชัดขึ้น

                นู้นไงชายเร่รอนตอบเสียงแหบแห้ง ใบหน้าที่มีริ้วรอยฝังลึกสั่นกระตุก ลุงยกแขนอันสั่นเทาชี้ไปทางห้องกระจกที่มีคำสามคำตัวใหญ่สีแดงติดอยู่ที่บานกระจกว่า ซัก อบ รีด

                ขอบคุณครับชายหนุ่มกล่าวขอบคุณตามมารยาท แต่ชายเร่รอนไม่สนใจ หันไปชะเง้อมองถนนอีกครั้ง ชายหนุ่มลุกขึ้น เดินตรงไปยังห้องกระจก

                ไอ่ขี้เรื้อน มาอีกแล้ว ไปเลยนะเสียงแหลมแสบแก้วหูดังมาจากห้องซักอบรีด พร้อมหญิงร่างอ้วน ใบหน้าอวบอูม ผมหยิกงอสั้นเสมอหู โผล่พรวดออกมาจากห้องกระจก เธอชี้ไปทางชายเร่รอน สีหน้าโกธรจัด

                ณัฐคณินหันไปมองชายเร่รอน แต่เขายังคงมองถนนไม่ใส่ใจคำด่าทอ ราวกับไม่ได้ยิน

                น่ารำคาญจริง ๆ ไล่ยากไล่เย็นยิ่งกว่าแมลงสาปซะอีก พูดดี ๆ ไม่ฟังใช่ไหมหญิงอ้วนก้มหยิบรองเท้าแตะที่อยู่ใกล้ ๆ เหวี่ยงแขนขว้างออกไปสุดแรง มันลอยผ่านร่างเขาไปจนแทบมองไม่ทัน โดนศีรษะชายเร่รอนอย่างแม่นยำ ชายเร่รอนตัวโยนด้วยแรงปะทะ พอทรงตัวได้ก็มองหาตัวการอย่างลนลาน เมื่อเห็นว่ามาจากหญิงร่างอ้วน สายตาทั้งสองเบิกกว้างด้วยความตระหนก เขาดีดตัวลุกขึ้นรวดเร็วราวกับกำลังนั่งบนกองไฟ ก่อนจะวิ่งเท้าเปล่าหายไปจากหน้าตึก ในขณะที่หญิงอ้วนขวางรองเท้าอีกข้างตามไป แต่พลาดเป้า คนรับเคราะห์จึงกลายเป็นณัฐคณิน โชคดีที่เขาไหวตัวทัน รับมันไว้ก่อนที่จะโดนหน้าท้อง

                ว้าย! ตายแล้ว พ่อหนุ่มเป็นอะไรหรือเปล่าหญิงอ้วนปรี่เข้าไปหาชายหนุ่มทันที เจ็บตรงหรือเปล่า ไม่ได้โดนหน้าใช่ไหม น้าขอโทษนะ น้าไม่ได้ตั้งใจหญิงอ้วนรีบขอโทษขอโพยยกใหญ่

                ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องขอโทษผมหรอก แต่ความจริง น้าไม่ควรทำแบบนี้นะชายหนุ่มตำหนิ ทำเอาหญิงอ้วนทำหน้าไม่ถูกไม่ใช่ว่าน้าอยากทำหรอกนะ น้าเคยบอกให้ไปดี ๆ แล้ว แต่ลุงแกไม่ยอมฟัง ที่นี่มีน้าดูแลคนเดียว ก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อน เมื่อเช้าก็เพิ่งมีคนเช่ามาบอกว่าได้ยินเสียงคนงัดห้องตอนกลางวันแสก ๆ ถ้าคนเช่าไปฟ้องเจ้าของตึก น้าจะต้องเดือดร้อนแน่ๆ แล้วจะไม่ให้น้าไล่ได้ยังไงล่ะ

                แต่น้าทำเกินไปหรือเปล่า คนเร่รอนก็คนนะครับ

                ถ้าเป็นคนปกติ น้าก็ไม่ทำแบบนี้หรอก ไอ่นี่มันปัญญาอ่อน หูก็ไม่ดี พูดก็ไม่รู้เรื่อง น่าโมโหจะตายหญิงอ้วนทำฮึกฮัดแก้ต่างให้ตัวเอง ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาอย่างปลง ๆ แม้ในใจยังคงไม่เห็นควรกับการกระทำนี้ แต่เขาต้องปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน นี่ครับเขายื่นรองเท้าคืนให้หญิงอ้วนขอบใจจ้ะ พ่อหนุ่มเข้าใจน้าหน่อยละกันนะ ปกติน้าไม่ใช่คนแบบนี้หรอกเห็นชายหนุ่มไม่พูดอะไรต่อ หญิงอ้วนจึงยิ้มหน้าบาน ทำเสียงอ่อนเสียงหวานกลบเกลื่อน “แต่คิดแล้วก็น่าแปลก ก่อนหน้านี้มันไม่เคยมาป้วนเปี้ยนแถวตึกนี้เลย ไม่รู้ว่าทำไมถึงมานั่งหน้าตึกเหมือนกำลังรอใครอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วดันมาตอนเกิดเรื่องขโมยพอดี แต่ช่างเถอะ พ่อหนุ่มมาทำอะไรที่นี่ล่ะ มาหาห้องเช่าเหรอ ดูเสื้อผ้าหน้าผมแล้วไม่น่าจะอยู่ห้องเช่าเลยนะหญิงอ้วนเปลี่ยนมามองสำรวจชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า

                คือแฟนผมอยู่ห้อง 604 ครับ ผมมา....

                ห๊า!! 604 เหรอ ล้อน้าเล่นหรือเปล่า หนูคนนั้นไม่น่าจะมีแฟนได้หรอก พ่อหนุ่มจำห้องผิดแล้วชายหนุ่มคิดมาตลอดทางว่าจะใช้วิธีใดเข้าห้องคชาภาได้โดยไม่ทำให้คนอื่นสงสัย เพราะหากบอกว่าเป็นเจ้านายก็ดูเหินห่างเกินไป สุดท้ายจึงเลือก แฟน มาเป็นใบเบิกทาง แต่กลับถูกขว้างกลางลำซะได้

                ผมเป็นแฟนปอล์จริง ๆ ครับณัฐคณินยืนยันหนักแน่น

                ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างหนูโอปอล์จะมีแฟนกับเขาด้วย ถึงจะสวยก็เถอะ แต่นิสัยเงียบ ๆ เหมือนคนเจ้าทุกข์แบบนั้น ถ้าน้าเป็นผู้ชายคงไม่คิดจะจีบหรอก ผู้หญิงที่ใช้ชีวิตเหมือนอยู่ใต้เมฆฝนตลอดเวลาอย่างนั้น มีแต่จะทำให้คนหดหู่ใจ” หญิงอ้วนพูดไปเรื่อยเปื่อยตามวิสัยพวกปากไม่มีหูรูด แต่ไม่รู้ทำไม เมื่อได้ยินคนอื่นพูดถึงหญิงสาวในด้านลบ ชายหนุ่มถึงรู้สึกขัดอกขัดใจอย่างบอกไม่ถูก อดตอกกลับให้คนพูดเสียหน้าไม่ได้

                ปอล์แค่มองโลกไม่เหมือนใคร แต่ไม่ใช่ผู้หญิงไม่ดี เท่าที่ผมรู้จักปอล์ เธอไม่เคยว่าร้ายใครหรือพูดถึงใครลับหลังหญิงอ้วนหลบตา มีอาการกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันทีด้วยรู้ตัวว่าตนถูกเหน็บแหนมเสียแล้ว พอเห็นท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของหญิงอ้วนตรงหน้า ชายหนุ่มจึงรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง ถึงจะเป็นการพูดโกหกก็ตาม ผมมีเรื่องรบกวนหน่อยครับ คือตอนนี้ปอล์ไม่สบายอยู่โรงพยาบาล ผมเลยมาเก็บของใช้ที่ห้องไปให้ แต่ดันลืมเอากุญแจมาด้วย ผมขอยืมกุญแจสำรองได้ไหมครับชายหนุ่มยิ้มหวานตบท้าย ไม่ต่างกับการตบหัวแล้วลูบหลัง แต่ก็ได้ผล หญิงอ้วนไม่ซักไซ้ไล่ความใด ๆ อีก หมุนตัวเดินอุ่ยอ้ายเข้าไปหยิบกุญแจสำรองมาให้เขาอย่างว่าง่าย

                เมื่อมาขึ้นมาถึงหน้าห้อง 604 ชายหนุ่มถึงรู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องเค้นสมองหาวิธีขอกุญแจห้องเลยด้วยซ้ำ เพราะประตูห้องถูกงัด ลูกบิดเสียหาย เศษไม้แตกออกจากบานร่วงหล่นอยู่หน้าห้อง แค่ผลักเบา ๆ บานประตูก็เปิดอ้าอย่างง่ายดาย ช่วงนี้เธอคงดวงตกจริง ๆ ชายหนุ่มนึกสงสารหญิงสาวอยู่ในใจ หลังจากเจ็บตัว ก็สูญเสียความทรงจำ แล้วยังมาโดนยกเค้าอีก นี่แหละหนา เวรซ้ำกรรมซัด โดยแท้

                หลังจากเห็นบานประตู สิ่งที่เขาจินตนาการอยู่ในหัว คือสภาพห้องถูกรื้อกระจุยกระจาย ข้าวของตกระเนระนาด แต่สภาพความเป็นจริงที่เห็นกลับตรงกันข้าม ห้องเล็ก ๆ มีเตียง ตู้เสื้อผ้าตั้งอยู่ด้านใน เก้าอี้โซฟายาวตัวเดียวตั้งอยู่ด้านนอก มีชั้นหนังสือสูงกั้นระหว่างกลาง แบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างทั้งทีวี เครื่องเล่นซีดี ตู้เย็น ไมโครเวฟ อยู่ในสภาพปกติเรียบร้อย ไร้ร่องรอยการถูกเคลื่อนย้าย ชายหนุ่มตัดสินใจลงมาเรียกหญิงอ้วนผู้ดูแลตึกให้ขึ้นมาดูความเสียหายของบานประตู

                ตายจริง! ถูกงัดห้องจริง ๆ ด้วย คนเช่าคนที่บอกน้าว่าได้ยินเสียงงัดห้องอยู่ถัดจากห้องหนูปอล์นี่เอง น้าเห็นว่าไม่มีใครมาแจ้งว่าถูกงัดห้อง เลยคิดว่าคงไม่มีอะไร ว่าแต่ทำไมห้องถึงเรียบร้อยอย่างนี้ล่ะ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะอยู่ครบ หรือว่าจะเอาไปแต่เงินหญิงอ้วนออกความเห็นขณะเดินสำรวจห้อง ชายหนุ่มไม่สนใจหญิงอ้วน เขาสังเกตเห็นความปกติบางอย่าง ในเมื่อประตูถูกงัด แต่ข้าวของกลับอยู่ครบ นี่มันแปลกเกินไปแล้ว เขาเดินไปเปิดลิ้นชักหัวเตียงสำรวจ ชั้นหรือตู้ที่ถูกปิดไว้อย่างมิดชิด พบสมุดบัญชีที่มียอดคงเหลือเพียงน้อยนิด เงินจำนวนหนึ่งและสร้อยคอทองหนึ่งเส้นหนึ่ง หมายความว่าขโมยไม่ได้ต้องการเงิน แล้วจะงัดเข้ามาเพื่ออะไร

                หญิงอ้วนเห็นณัฐคณินเจอบางอย่างจึงเดินเข้ามาดู พอเห็นเงินกับสร้อยทองในมือของชายหนุ่มก็ลงความเห็นเช่นเดียวกับเขา ถ้าไม่มาขโมยของ แล้วจะงัดเข้ามาทำไม

                งัดเข้ามาตอนกลางวัน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นช่วงเวลาทำงานอาจจะไม่มีคนอยู่ ก็น่าจะมาขโมยของแต่กลับไม่เอาอะไรไปเลย ถ้าแอบงัดตอนกลางคืนก็พอเข้าใจว่าคงหวังทำไม่ดีไม่ร้ายณัฐคณินเคลือบแคลงใจกับเรื่องนี้เช่นกัน ถ้าไม่ใช่เพราะเงิน ของมีค่า แล้วจะมีเหตุผลอะไรอีกที่สามารถจูงใจให้โจรงัดห้องกลางวันแสก ๆ หากเป็นกลางคืนก็พอคาดเดาได้ว่าอาจเพราะหวังปล้นสวาท

                อ้าว..พ่อหนุ่ม ไหนบอกว่าเป็นแฟนหนูปอล์ แล้วทำไม่รู้ล่ะว่า หนูปอล์ทำงานกะกลางคืนหญิงอ้วนสวนกลับทันควัน พลางส่งสายตาจับผิดอย่างไม่คิดปิดบัง ชายหนุ่มยืนอึ้ง เขาไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน แต่ยังพอประคองสติไว้ได้ เขาพยายามสงวนท่าทีไม่ให้ดูแตกตื่น ใช้ฝ่ามือหนาตบชั้นหัวเตียงเสียงดังสนั่น

                ปัง! อะไรนะครับ ปอล์ยังทำงานกะกลางอยู่อีกเหรอ มิน่าล่ะ โทรหาตอนพักเที่ยงทีไรไม่เคยรับสาย อุตส่าห์รับปากกับผมเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเลิกอยู่กะกลางคืน ไม่คิดว่าจะดื้อขนาดนี้ วันนี้ผมจะต้องไปเคลียร์กับปอล์ให้รู้เรื่องชายหนุ่มทำเสียงขึงขัง แสร้งทำเป็นโมโหควันออกหู ทำเอาหญิงอ้วนปั้นหน้าไม่ถูก

                ใจเย็น ๆ ก่อนพ่อหนุ่ม หนูปอล์คงตั้งใจว่าจะบอก แต่ยังไม่ทันบอก อย่าอารมณ์เสียเลยนะ เห็นพ่อหนุ่มโกรธขนาดนี้ น้ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพวกปากสว่างยังไงก็ไม่รู้หญิงอ้วนเห็นท่าทางของชายหนุ่ม ก็กลัวว่าตัวเองจะเป็นต้นเหตุทำให้หญิงสาวมีปัญหา จึงคล้อยตามโดยง่าย

                ไม่ได้หรอกครับน้า ผมยอมปอล์มามากแล้ว” เห็นหญิงอ้วนคล้อยตาม เขาจึงแสดงต่อไป จู่ ๆ ก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “งั้นก็หมายความว่าโจรที่งัดห้องเข้ามาหวังจะทำไม่ดีไม่ร้ายปอล์งั้นเหรอ” คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็เริ่มชักจะกระกวนกระวายใจขึ้นมาบ้างแล้ว

                น้าก็ว่างั้นแหละ แถวนี้มีผู้คนพลุกพล่านก็จริง แต่หนูปอล์เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อนฝูงไปมาหาสู่ หน้าตาก็สะสวย แถมนิสัยเงียบขรึม ไม่มีปากมีเสียง ไอ้พวกบ้ากามมันเล็งผู้หญิงแบบนี้แหละ เพราะคิดว่าจัดการง่าย พอสำเร็จความใคร่แล้วก็คิดว่าคงไม่กล้าแจ้งความเพราะกลัวอาย แต่พ่อหนุ่มไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวน้าจะรีบบอกให้ช่างมาซ่อมประตูให้ รับรองว่าเสร็จก่อนหนูปอล์ออกจากโรงพยาบาลแน่นอนหญิงอ้วนพูดออกมาโดยไม่รู้เลยว่า คำพูดเหล่านั้นไม่ต่างกับราดน้ำมันลงในกองไฟ

                ตามใจน้าเถอะครับ ยังไงซะ ผมก็จะให้ปอล์ย้ายออก

                อ้าว ทำไมล่ะ ถ้าย้ายออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เจ้าของตึกจะไม่จ่ายค่าประกันคืนนะคำขู่นี้อาจจะได้ผลกับคชาภา แต่ไม่ใช่กับเขาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แลกกับความปลอดภัยของปอล์ ก็ถือว่าคุ้มค่า ดูจากสถานการณ์แล้วโจรที่งัดเข้ามาคงจะอยู่แถวนี้ ถึงได้รู้เวลาเข้างานออกงานของปอล์ ผมไม่เสี่ยงให้แฟนตัวเองอยู่ที่นี่หรอกครับ

                น้าเข้าใจ แต่เงินประกันไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ คิด ๆ แล้วก็เท่ากับค่าเช่าห้องรวมกันตั้งหกเดือน หนูปอล์เองก็เป็นแค่มนุษย์เงินเดือน จะทิ้งเงินก้อนใหญ่ไปเฉย ๆ น่าเสียดายแย่

                เงินมันจะเทียบกับชีวิตคนได้ยังไงครับ น้าคิดบ้างหรือเปล่าว่าถ้าปอล์ไม่ได้บังเอิญเข้าโรงพยาบาลในวันที่ไอ้บ้ากามนั่นแอบงัดเข้ามาในห้อง ตอนนี้ปอล์จะมีสภาพเป็นยังไง จะเป็นผู้เป็นคนอยู่ไหม แล้วถ้าผมเห็นเงินดีกว่าความปลอดภัยและชีวิตของปอล์ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าที่นี่มันอันตราย แล้วผมจะกล้าบอกใครต่อใครว่าเป็นแฟนปอล์ได้ยังไง น้าไม่ต้องพูดอะไรแล้วครับ ผมตัดสินใจแล้วณัฐคณินทนฟังต่อไปไม่ไหว ชัดเจนแล้วว่าผู้หญิงคนนี้ให้ความสำคัญกับเงินมากกว่ามนุษยธรรม ณัฐคณินปลายตามองหญิงอ้วนอย่างดูแคลนเป็นการบอกลา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมสมุดบัญชี เงินและสร้อยคอของหญิงสาว

                ท้ายที่สุดแล้ว จากที่ตั้งใจมาตามหาเงื่อนงำ แต่กลับมาสร้างเงื่อนงำจอมปลอมให้ชีวิตของเธอซะได้ เขากุเรื่องแฟนขึ้นมาเอง แต่ตอนนี้เขากับหัวเสียเพราะเรื่องหลอก ๆ ที่สร้างขึ้นมากับมือ จะเรียกว่าอินกับบทบาทหรืออุปาทานไปเองก็ยากจะกล่าว

                ทำไมต้องโมโหด้วยวะ ไม่ได้เป็นแฟนจริง ๆ ซะหน่อย ณัฐคณินบ่นงึมงำกับตัวเองระหว่างขับรถไปโรงพยาบาล แม้จะไม่เข้าใจในอารมณ์คุกกรุ่นที่ระอุอยู่ในอก แต่เขามั่นใจว่าตนเองได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง จะเป็นแฟนหรือไม่ใช่แฟนก็ไม่สำคัญ ยังไงซะเธอก็ไม่ควรจะเสี่ยงอยู่ที่นั่นอีกต่อไป


------------------------LOADING 100%----------------------

> อัพทุกวันอังคารและวันศุกร์ สัปดาห์ละ 1 ตอน หากมีเหตุขัดข้องไรท์จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้านะคะ < 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

56 ความคิดเห็น