แต่ก่อนนั้น...Before I love you (ชื่อเดิมวันนี้...ยังไม่สาย)

ตอนที่ 4 : อาการข้างเคียง - 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 441
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

3

ภาวะสูญเสียความทรงจำ

                หมอเย็บแผลให้เรียบร้อยแล้วนะครับ แต่อาการของคนไข้ยังน่าเป็นห่วง ต้องรอให้ฟื้นและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดอีกสองสามวัน หมอถึงจะสรุปผลได้

            แล้วถ้าไม่ฟื้นล่ะครับ

            ถ้าคนไข้ไม่ฟื้นภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ก็ต้องเอ็กซเรย์สมองดูว่ามีเลือดออกในสมองหรือเปล่าและเตรียมผ่าตัดทันทีครับ

            แม้สถานการณ์จะไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากปริมาณเลือดที่เสียไปจนน่าวิตก ประกอบกับอาการหมดสติกะทันหันของหญิงสาวส่อเคล้าความรุนแรงมาตั้งแต่ต้น ณัฐคณินจึงเตรียมใจรับไว้อยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าจากคุณหมอ มันก็ยิ่งทำให้เขาวิตกกังวลมากกว่าเดิมและเริ่มโทษตัวเอง  

ชายหนุ่มนึกหงุดหงิดตัวเองที่มัวแต่พูดร่ำทำเพลง ทั้ง ๆ ที่เธอก็เป็นแค่หญิงสาวหุ่นบางร่างน้อยไร้พิษสง หากเขายืนกร้านจะพาเธอมาโรงพยาบาล โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอต่อรอง เรื่องทั้งหมดมันคงไม่บานปลายขนาดนี้ เขาไม่ควรถือเอาการต่อปากต่อคำของเธอมาบั่นทอนความเดือดเนื้อร้อนใจ เขาผิดที่ชะล่าใจ เป็นเหตุให้อาการของเธอย่ำแย่จนหมอเองยังคาดเดาอาการไม่ได้

แต่มีอีกเรื่องที่ค่อนข้างรบกวนจิตใจชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่ว่าเขาสามารถหยั่งรู้หรือมีคนมานั่งเรียบเรียง ลำดับความเหตุการณ์ให้ฟัง เขาคาดเดาเรื่องราวจากความบังเอิญ เก็บข้อมูลแบบเก็บเล็กผสมน้อยจนกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เขาได้ยินชื่อ ปอล์ จากปากของจิรัชยาหรือน้ำตาล แฟนสาวของเขาหลายครั้งในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง ครั้งแรกคือตอนที่เขาปลดล๊อคลิฟท์เพื่อให้จิรัชยาขึ้นมาและก็เหมือนทุกครั้ง เขาปลดล๊อคและลืมตั้งล๊อค นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ดูเหมือนทุกคนในบริษัทจะรู้โดยทั่วกันว่าชั้นสิบห้าเป็นสถานที่ต้องห้าม และด้วยสถานะของเขาที่มีต่อบริษัทนี้ จึงไม่มีใครกล้าขึ้นมายุ่มยามหรือท้าทายโดยไม่ได้รับอนุญาตเลยซักครั้ง ชายหนุ่มเองแม้ไม่ใช่คนที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะมีคนทะเล่อทะล่าขึ้นมา เขาจึงถามไถ่จากแฟนสาวที่มีอาการคล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่าง หลังจากเห็นบุคคลปริศนาที่โผล่ขึ้นมากะทันหัน จิรัชยาตอบว่า ผู้หญิงคนนั้นหน้าตาคล้ายเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม เธอจึงขอเข้าร่วมงาน เพื่อให้แน่ใจว่าจำคนไม่ผิด

                ครั้งที่สองอาจพูดได้ว่าเป็นความบังเอิญที่เขานอนเอกเขนกคุยโทรศัพท์อยู่บนโซฟา ในห้องเพนเฮ้าส์ของเขาเองและได้ยินเสียงแฟนสาวตนเองเรียกชื่อ ปอล์ ผ่านสายโทรศัพท์ก่อนสัญญาณจะถูกตัด เวลาผ่านไปแค่เสี้ยวนาที วัตถุสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำก็ปรากฏเข้ามาในรัศมีสายตา มันลอยลงมากระทบเพดานห้องที่เป็นกระจกหนา ซึ่งเป็นก้นสระว่ายน้ำที่อยู่บนดาดฟ้า ก่อนที่ร่างหญิงสาวจะจมดิ่งตามมา

                ณัฐคณินมองดูภาพนั้นด้วยความตื่นตกใจ อีกใจก็รอคอยอย่างจดจ่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ด้วยรู้อยู่แล้วว่าน้ำในสระลึกแค่อก ปรากฏว่าร่างนั้น นอกจากยกมือปิดหูตัวเองแล้วก็ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งแผ่นหลังกระทบก้นสระ เขานั่งไม่ติด ลุกขึ้นเดินวนไปมาขณะมองแผ่นหลังบางของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่ง พรางนับเวลาตามจังหวะเข็มวินาที

                ชายหนุ่มวิ่งไปยังประตูฉุกเฉินทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดอีกเมื่อนับถึงยี่สิบ เขาวิ่งผ่านผู้คนนับสิบ กระโดดลงสระว่ายน้ำโดยไม่รีรอ เมื่อช่วยหญิงสาวขึ้นมาได้อย่างทุลักทุเล เขาก็ได้ยินชื่อ ปอล์ จากปากแฟนสาวเป็นครั้งที่สามตอกย้ำความมั่นใจเป็นครั้งสุดท้าย อีกทั้งคำพูดของคภาชาที่เอ่ยขณะอยู่ในรถ ถ้าไม่บังเอิญเจอตาลที่นี่ ป่านนี้ฉันคงนอนอยู่ที่ห้องแล้ว ฉันไม่น่ามางานคืนนี้เลย จากสถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้เขาสรุปได้โดยง่ายว่า หญิงสาวเจ้าของชื่อ ปอล์ คือ ผู้หญิงคนที่คุยโทรศัพท์กับเขา และ เพื่อนรัก ในความทรงจำของหญิงสาว คือ จิรัชยา

                แต่เพราะอะไรณัฐคณินจึงตัดสินใจช่วยเหลือหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้นะเหรอ ส่วนหนึ่งเพราะสิ่งที่เธอทำมันเสี่ยงและสิ้นคิด เธอคิดว่าการจมน้ำตายดีกว่าขึ้นมาเผชิญหน้ากับเพื่อนเก่า หากเขาปล่อยให้เธอเผชิญหน้ากับคนที่เธอยอมตายเพื่อหลบเลี่ยง เขาก็อดหวั่นใจในสิ่งที่เธอจะทำต่อไปไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะเธอกำลังจนตรอก สถานการณ์บีบบังคับให้เธอเผชิญหน้ากับปมในใจ ทั้งๆ ที่เธอยังไม่พร้อม เธอต้องการเวลาและพื้นที่สำหรับตั้งหลัก อีกส่วนสุดท้ายเพราะคำพูดนั้นของเธอ ไม่มีใครเข้าข้างฉันเสียซักคน เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ดีจนยอมช่วยเหลือเธอโดยไม่รู้เลยว่าเรื่องราวมันจะลงเอยอย่างนี้

 


 

     ณัฐคณินไม่สามารถบังคับตนเองให้จดจ่อกับเอกสารรายงานที่วางอยู่ตรงหน้า จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่อาจทิ้งกังวลจากอาการของหญิงสาว เมื่อคืนเขารอดูอาการของเธออยู่ในห้องฉุกเฉินนานราวสามชั่วโมงและตัดสินใจกลับตอนตีหนึ่ง เขาทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้พยาบาล กำชับให้โทรหาทันทีที่เธอฟื้น ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาเกือบบ่ายสองโมงแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากโรงพยาบาล อีกทั้งยังไม่มีใครรู้เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนอกจากเขา ณัฐคณินหวั่นเกรงว่าคนในครอบครัวของเธอจะเป็นห่วงและตามหาเธอจนไม่เป็นอันกินอันนอน

 

                งานเลี้ยงเมื่อคืนผ่านไปด้วยดี พนักงานของเรามาร่วมงานกันครบทุกคน ต้องขอบคุณคุณณัฐคณินมากนะคะ ที่ให้ความสำคัญกับแผนกของเราอมรศรี ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า ซึ่งสาวแก่ท่าทางเข้มงวด เธอนั่งหลังตรงเป็นไม้บรรทัด ยิ้มน้อย ๆ ขณะเอ่ยปากขอบคุณหัวหน้าหนุ่มอย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือนชายหนุ่มที่ถูกพูดถึงจะไม่รับรู้ถึงคำกล่าวขอบคุณนั้น หรือแม้แต่ผู้เข้าร่วมประชุมที่ต่างส่งสายตาเป็นคำถามให้กันไปมา

                คุณคณินครับชายสูงวัย ใส่แว่นหนาเต๊อะ ดูภูมิฐาน ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ที่สุด ตัดสินใจเรียกสติ เพราะดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่รับรู้ถึงปฏิกิริยาของคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย

                ครับ คุณปราโมทย์มีอะไรเหรอครับณัฐคณินสะดุ้งเล็กน้อย คล้ายถูกปลุกจากภวังค์ ก่อนเอ่ยถามกลับอย่างไม่รู้สาอะแฮ่ม เปล่าครับ แต่คุณอมรศรีเพิ่งกล่าวขอบคุณเรื่องงานเลี้ยงเมื่อคืนชายสูงวัยช่วยบอกใบ้

                อ๋อ...ครับ ไม่เป็นไรครับ ผมถือว่ามันเป็นหน้าที่ในความรับผิดชอบในฐานะผู้จัดการฝ่ายการตลาด ที่จะต้องตอบแทนน้ำอดน้ำทนและคอยเติมเชื้อไฟให้พนักงานของเรา ผมดีใจจริง ๆ ที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีณัฐคณินกลับมาตั้งหลักได้อย่างสวยงาม เขามองหน้าผู้ร่วมประชุมทีละคน พลางส่งยิ้มยินดีไปให้ ทำให้บรรยากาศในที่ประชุมกลับมาเข้าร่องเข้ารอยอีกครั้ง

                น่าดีใจแทนพนักงานนะคะ ฉันจะกำชับให้ทุกคนตั้งใจทำงานให้สมกับที่ได้รับความใส่ใจ เอ่อ... ฉันได้ยินพนักงานพูดกันว่า เมื่อคืนมีพนักงานผลัดตกสระว่ายน้ำ แล้วคุณคณินเป็นคนกระโดดลงไปช่วยจริงหรือเปล่าคะอมรศรี เอ่ยปากถามด้วยความอยากรู้ทันที เธอได้ยินพนักงานต่างพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างหนาหู

                ใช่ครับ โชคดีที่ช่วยไว้ทัน

                จริงเหรอคะ พนักงานคนนั้นโชคดีจริงๆ  แต่ก็น่าแปลก น้ำในสระก็ไม่ได้ลึกมาก ไม่น่าจะจมน้ำได้ ฉันขอเวลาหาตัวพนักงานคนนั้นก่อน แล้วฉันจะบอกให้เจ้าตัวมาขอบคุณด้วยตัวเองนะคะเมื่อได้รับการยืนยัน. เธอจึงออกหน้าอาสาตามหาคนซะเอง

                ไม่รบกวนดีกว่าครับ ที่จริงผู้หญิงที่ผลัดตกน้ำเป็นเพื่อนสมัยเรียนของน้ำตาล ไม่น่าเชื่อเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้ชายหนุ่มตอบน้ำเสียงราบเรียบ จับความรู้สึกใด ๆ ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

                คุณณัฐคณินหมายถึง คุณจิรัชยาแฟนของคุณเหรอคะอมรศรี ยืดตัว เบิกตากว้างขึ้นมาทันทีใช่ครับ คุณอมรศรีมีอะไรหรือเปล่าครับ ทำหน้าตาตื่นเชียวชายหนุ่มจับสังเกตได้ทันที

                เอ่อ..ไม่มีอะไรค่ะ แค่นึกไม่ถึงเท่านั้นเอง ว่าแต่...เพื่อนของคุณจิรัชยาชื่ออะไรเหรอคะอมรศรีสีหน้ากระอักกระอ่วน คล้ายคนหายใจลำบาก เพราะข้อมูลที่เพิ่งได้รับรู้มาทำให้เธอขวัญกระเจิง การมีคนสำคัญระดับนี้ อยู่ในแผนกโดยไม่เคยระแคะระคายใจมาก่อน ทำให้เธอใจคอไม่ดี ด้วยรู้ตัวดีว่าเธอไม่ใช่หัวหน้าที่ใจดีนัก

                ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับ น้ำตาลไม่ได้บอกว่าชื่อจริงชื่ออะไร แต่น้ำตาลเรียกเธอว่า ปอล์อมรศรีครุ่นคิดอย่างหนัก แม้จะเป็นชื่อที่มักจะได้ยินอยู่ทั่วไปแต่กลับฟังไม่คุ้นหู ผ่านไปซักพัก เธอก็นั่งเบิกตาโพล่ง

                โอปอล์หรือเปล่าคะ ผู้หญิงผอมสูง ผิวซีด ๆ ผมหยักศก ตากลม ๆ เฉี่ยว ๆ แต่ไม่มีแวว ท่าทางเหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้าใช่ไหมคะอมรศรีร่ายยาว พร้อมทำท่าประกอบอย่างลืมตัว คนที่เหลืออีกสี่ชีวิตต่างมองเธอด้วยสายตาไม่น่าเชื่อ หัวหน้าหนุ่มเพิ่งบอกกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนของแฟนสาว แต่อมรศรีกลับกล้าพูดถึงเธอคนนั้นแบบนี้อีก

                ใช่ครับณัฐคณินตอบ พลางมองปฏิกิริยาตอบสนองของสาวแก่อย่างพินิจ ในขณะที่อมรศรีถูกสายตาของชายหนุ่มกดดัน ถึงรู้สึกตัวแล้วว่าตนเองได้พูดอะไรที่ไร้มารยาทออกไป อมรศรีมัวแต่ใจเสียกับคำขู่ที่ตนเคยพูดไว้ ตอนที่หญิงสาวขออนุญาตไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัด ในช่วงที่มีการจัดงานเลี้ยงพอดี จนเสียอาการ “ถ้าอย่างนั้น หลังเลิกประชุมผมรบกวนคุณอมรศรีหาประวัติและข้อมูลการสมัครงานของเธอด้วยนะครับ รบกวนเอาขึ้นไปให้ผมที่ห้องทำงานด้วยชายหนุ่มสบโอกาส จึงออกปากไหว้วานซะเลย

 

                ขอบคุณมากครับอมรศรีนำแฟ้มประวัติและข้อมูลการสมัครงานมาให้ตามคำขอ ณัฐคณินเปิดแฟ้มอ่านทันทีที่รับมาไม่ทราบว่า คชาภามีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะอมรศรีเอ่ยถามเพราะไม่อาจอดกลั้นความอยากอยากเห็นของตัวเองไว้ได้ เผื่อว่าดิฉันจะช่วยได้

                เอ่อ...จริงสิ คุณเป็นผู้จัดการแผนก น่าจะใกล้ชิดกับพนักงานมากกว่าผม ผมอยากรู้ว่าคชาภาสนิทกับใครในที่ทำงานเป็นพิเศษหรือเปล่าครับชายหนุ่มถามขณะกวาดสายตาอ่านชื่อจริงของหญิงสาว พลางคิดว่าอะไร ๆ คงง่ายขึ้นถ้าได้ข้อมูลจากคนสนิท

                ไม่มีค่ะอมรศรีตอบฉะฉาน

                เธอเพิ่งเข้ามาทำงานเหรอครับชายหนุ่มตั้งข้อสงสัย

                ไม่ใช่ค่ะ คชาภาทำงานมาเกือบปีแล้ว แต่ไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษณัฐคณินเงยหน้าขึ้นมองคนตอบด้วยความเคลือบแคลงใจอย่างน้อยก็น่าจะมีใครซักคนที่พอจะรู้ว่าเธอพักอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร คุณพอจะตามตัวมาพบผมได้ไหมครับ

                ไม่มีใครรู้เลยจริง ๆ ค่ะ จะให้พูดตรง ๆ คือ คชาภาค่อนข้างจะเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่สุงสิง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ดิฉันเห็นเธออยู่คนเดียวตลอด แต่เท่าที่ฉันรู้ คชาภาเช่าห้องพักอยู่คนเดียวค่ะ ตอนสัมภาษณ์งานดิฉันจำได้ว่าพ่อเธอเสียตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนแม่ก็อยู่ต่างจังหวัด ย้ายไปย้ายมา อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ดิฉันคิดว่ามันอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอดูเหมือนคนอมทุกข์ณัฐคณินก้มหน้าอ่านประวัติของหญิงสาวอย่างละเอียดทั้งประวัติส่วนตัว การศึกษา เกรดเฉลี่ย ชายหนุ่มให้ความสำคัญกับที่อยู่ปัจจุบันของเธอ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านชุมชนแออัด ที่หาได้ไม่ยากและเมื่อสายตาเลื่อนมาเห็นเบอร์โทรศัพท์ สมองก็ส่องสว่างขึ้นมาทันที เขามีโทรศัพท์ของเธอ

                ครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ผมไม่รบกวนแล้วอมรศรีรู้ว่าคำพูดนั้นหมายความว่าให้เธอออกไปได้ แต่เธอก็ยังละล้าละลังอยู่ที่เดิมนานพอให้ชายหนุ่มสังเกตเห็น

                ก๊อก ก๊อก หญิงสาวท่าทางสำรวม ก้มหน้าก้มตา เดินผ่านประตูห้องเข้ามา

                คุณณัฐคณินคะ มีแขกมาขอพบค่ะชายหนุ่มโล่งอก นับว่าการมาของแขกคนนี้เป็นการไล่อมรศรีไปโดยปริยาย

                ใครครับ

                เขาไม่บอกค่ะ แต่เป็นผู้ชายหน้าตาดี หูกางนิดๆ ตัวสูง ๆ ย้อมผมสีน้ำตาลทอง เขาฝากให้ฉันมาบอกคุณว่า อยากกินก๋วยเตี๋ยวเรือใจจะขาดแล้วณัฐคณินฉีกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนเกลื่อนใบหน้า เมื่อฟังเลขาสาว อธิบายถึงลักษณะของแขกผู้มาเยือน เขาหลุดขำออกมาเมื่อได้ฟังข้อความที่จงใจส่งถึงเขาโดยเฉพาะและมุ่งไปหาแขกผู้ลึกลับด้วยความกระตือรือร้น

 


 

                ก๋วยเตี๋ยวเรือเหรอ?ณัฐคณินเอ่ยเมื่อก้าวเข้ามาในห้องรับรองแขก ถึงแม้เห็นเพียงด้านหลัง แต่ชายหนุ่มก็มั่นใจว่าผู้ชายที่กำลังยกเท้าพาดหัวเข่าตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์นั้นคือใคร แค่บอกว่าเป็นนาย ฉันก็รีบมาแล้ว ไม่เห็นต้องขยี้ปมกันเลยชายหนุ่มที่พูดถึงลุกขึ้นเต็มความสูง หันมาเผชิญหน้ากับณัฐคณิน พร้อมรอยยิ้มกว้าง

                นายเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผู้กว้างขวาง ถ้าบอกแค่ชื่อก็เกรงว่านายจะนึกไม่ออก ก็เลยต้องทดสอบความทรงจำกันหน่อย เป็นไงบ้าง คิดถึงฉันไหมผู้มาเยือนซึ่งเป็นชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับณัฐคณินเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น พร้อมหยักยิ้มมุมปาก

                นายไม่เปลี่ยนเลยนะ เรื่องง่าย ๆ ก็คิดให้มันซับซ้อน เพื่อนอย่างนายต่อให้ไม่เจอกันเป็นสิบปี ฉันก็ลืมไม่ลงหรอก เชฟวีร์ผู้โด่งดังณัฐคณินตอบกลับ พลางเดินเข้าไปตบบ่าเพื่อนรักที่ไม่ได้กันนานอย่างรักใคร่สนิทสนมฉันมันเป็นพวกศิลปิน ชอบใช้อารมณ์นำทาง ถ้าอยากได้รับความสำคัญจากเพื่อนรักก็ต้องรื้อฟื้นความหลังกันหน่อย ไม่เหมือนกับนักธุรกิจหัวแข็ง ใจหิน เก่งแต่ใช้สมองอย่างนาย เห้อ..นึกแล้วก็อดสงสารแฟนนายไม่ได้ ผู้ชายตายด้านอย่างนายคงไม่รู้จักคำว่า เอาอกเอาใจ” เชฟวีร์ หรือ รณวีร์ ตอกกลับเพื่อนรักด้วยรอยยิ้มกวน ๆ เป็นการหยอกเหย้ามากกว่าเอาเรื่อง

                ถ้าเอาอกเอาใจ แล้วต้องถูกผู้หญิงทุบกระจกรถหรือโดนไวน์สาดใส่หน้า ฉันขอเป็นของฉันแบบนี้ดีกว่า”  ณัฐคณินส่งยิ้มท้าทายอย่างไม่ยอมแพ้ รณวีร์เม้มริมฝีปาก หัวคิ้วขมวดเป็นปม ก้มหน้ามองรองเท้าตัวเอง พลางส่ายหัวอย่างไม่สบอารมณ์

                ความจริง...ฉันไม่ได้อยากจะรื้อฟื้นเรื่องนี้หรอกนะ” รณวีร์เงยหน้าขึ้นมาสบตาณัฐคณิน ท่าทางเอาเรื่อง ในขณะที่รอยยิ้มค่อย ๆ เลือนหายไปจากใบหน้าคมของณัฐคณิน ทั้งคู่จ้องตากันเขม็ง ราวกับกำลังทดสอบความอดทน         “พรืดดดด....ฮ่าๆ” แต่แล้วชายหนุ่มทั้งสองก็หัวเราะพรวดขึ้นมาและโผล่เอากอดกันอย่างแนบแน่น

                “ฉันคิดถึงนายจริง ๆ คณิน”

                “ฉันเพิ่งรู้ว่าคิดถึงนายมากก็ตอนเห็นหน้านายนี่แหละ” ทั้งสองหัวเราะจนหอบ ตบไหล่กันอย่างหนักหน่วงสองสามที ก่อนจะผละออกจากกัน “ว่าแต่นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ น่าจะบอกกันก่อน ฉันจะได้ไปรอรับ

                “ฉันกลับมาก่อนกำหนด ที่ไม่ได้บอกนายเพราะกลัวข่าวจะหลุดออกไป ไม่ใช่ว่าฉันไม่ไว้ใจนาย แต่พ่อแม่ฉันมีหูมีตาอยู่ทุกที นายรู้ดีว่าพ่อแม่ฉันเป็นยังไง ถ้าได้ตัวฉันไปแล้ว คงไม่ยอมปล่อยออกมาง่าย ๆ ฉันไม่อยากโดนขังเลยแอบกลับมาก่อน

                อืม..คงไม่มีใครอยากถูกขังอยู่ในคฤหาสน์ร้อยล้านหรอกณัฐคณินประชด พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

                “นายรู้ดีว่าฉันยอมอยู่ห้องเช่ารูหนู ดีกว่าถูกพ่อแม่บงการชีวิต ฉันหาข้ออ้างหนีไปอยู่ซานฟรานฯ มาเกือบปี นั่งคิดนอนคิดหาวิธีทำให้พ่อแม่เลิกแทรกแซงชีวิต ในที่สุดฉันก็เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ฉันขอเวลาสามเดือน ถ้าล้มเหลว ฉันจะกลับไปมอบตัวกับพ่อแม่เอง

                ที่ไปซานฟรานฯ คราวนี้ ไม่ใช่ตามแม่สาวอเมริกันผมบลอนด์คนนั้นไปหรอกเหรอ”

                “เออ...มันก็แค่แรงจูงใจส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดหรอก ฉันอยากไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก็แค่นั้น” รณรวีร์รีบแก้ต่างให้ตัวเอง พลางโน้มตัวเข้ามากระซิบกระซาบข้างหูณัฐคณินว่า “นายไม่ได้บอกใครเรื่องสาวผมบลอนด์ใช่ไหม” ณัฐคณินยืนกอดอกนิ่ง ยิ้มเย้ยอย่างเป็นต่อ

                “ตอนนี้ฉันยังไม่คิดจะบอกใคร แต่ต่อไปก็ไม่แน่” แม้ในใจรู้อยู่เต็มอกว่า ผู้หญิง สำหรับรณวีร์เปรียบเสมือนหมากฝรั่งที่เคี้ยวจนหมดหวานแล้วก็คายทิ้ง ในโลกใบนี้มีเพียงเรื่องเดียวที่รณวีร์ใส่ใจจริง ๆ นั่นคือ การทำอาหาร “ว่าแต่แสงสว่างที่นายว่า หมายถึงอะไรรณวีร์ยิ้มอย่างมีลับลมคมใน พลางเหวี่ยงแขนคล้องคอเพื่อนทันที

                “เอาเป็นว่าเย็นนี้ เลิกงานแล้วนัดน้ำตาลไปทานมื้อเย็นด้วยกัน ในเมื่อนายกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของฉันแล้ว ยังไงก็ปิดน้ำตาลไม่มิด ฉันจะได้แถลงการณ์ให้ฟังพร้อมกัน ตกลงตามนี้นะ ฉันมีธุระต้องไปจัดการ เจอกันตอนเย็นรณวีร์ตบหน้าอกเพื่อนเบา ๆ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ทันสังเกตอาการหนักใจของเพื่อนที่ทิ้งไว้ข้างหลัง


------------------------LOADING  50%-----------------------


               หลังจากผ่านเรื่องน่ายินดีที่ได้พบเพื่อนเก่าอย่างไม่คาดฝัน อารมณ์ของณัฐคณินก็ดีขึ้นไม่น้อย เขาคิดถึงเพื่อนรักมากจริง ๆ ตั้งแต่จำความได้เขาไม่เคยไม่เห็นหน้าเพื่อนนานขนาดนี้มาก่อน แม้จะติดต่อกันอยู่ตลอดไม่เคยห่างเหิน แต่ก็ไม่อุ่นใจเท่าเห็นว่ายืนอยู่ข้างกาย เมื่อหวนนึกถึงวีรกรรมในอดีตที่ร่วมสร้างด้วยกันมา รอยยิ้มบาง ๆ แสนอบอุ่นที่น้อยครั้งจะปรากฏก็ฉายชัดบนใบหน้าคมคาย รณวีร์ในวัยเยาว์ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมก่อเรื่อง หาเรื่องทะเลาะชกต่อยได้ไม่เว้นแต่ละวัน เวลาผ่านไปรณวีร์เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่กลับมีชื่อเรื่องเจ้าชู้ประตูดิน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งเป็นสิ่งที่ณัฐคณิน นึกอิจฉาในตัวตนของเพื่อนรักมาโดยตลอด คือ ไม่มีอะไรควบคุมรณวีร์ได้ เขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไรและไม่ยอมให้ใครหรืออะไรก็ตามเหนี่ยวรั้งหรือกักขังความต้องการของเขาได้ แม้นิสัยส่วนนี้จะสร้างปัญหามากกว่าประโยชน์ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องน่าอิจฉาสำหรับณัฐคณินอยู่ดี เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาทำไม่ได้  

ดังนั้น การกลับมาก่อนกำหนดในครั้งนี้ของรณวีร์ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าชีวิตอันปกติสุขของเขากำลังถูกคุกคาม ถึงอย่างนั้น ด้วยมิตรภาพที่มีมาแต่ช้านานเขาก็เต็มใจแบกรับมัน หากแต่ยังมีเรื่องของคชาภา ที่บอกไม่ได้ว่าจะลงเอยยังไงเกิดขึ้นอย่างกะทันหันซะก่อน เมื่อนึกถึงเรื่องนี้รอยยิ้มพลันเลือนหายไปจากใบหน้าทันที เขาหยุดเดินกลางทางระหว่างเดินกลับห้องทำงาน รู้สึกหนักอกหนักใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่คิดว่ามันจะยากขนาดนี้ โดยทั่วไปคนเรามักจะมีใครซักคนอยู่ใกล้ตัวเสมอ เขาพอจะเข้าใจว่านี่เป็นที่ทำงาน คชาภาอาจไม่สนิทใจถึงขั้นคบใครเป็นเพื่อน แต่ก็น่าจะมีคนที่พูดคุยด้วยมากที่สุด แต่เธอกลับไม่มีใครเลย

เป็นไปได้ยังไง ณัฐคณินพึมพำกับตนเอง ในใจรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง เพราะโดยสัญชาตญาณ มนุษย์นับว่าเป็นสัตว์สังคม  การที่หญิงสาว เก็บเนื้อเก็บตัว จนเกินไปนั้น ทำให้เขาอยากรู้อยากเห็นความเป็นมาของเธออยู่ไม่น้อย แล้วความคิดที่สว่างวาบเข้ามาในสมองก่อนที่รณวีร์จะปรากฏตัวก็ส่องแสงย้ำเตือนเขาอีกครั้ง โทรศัพท์ ชายหนุ่มหมุนตัวเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าตรงไปยังลิฟท์ ขึ้นไปชั้นสิบสี่ เดินกึ่งวิ่งไปยังประตูหนีไฟ ผลักประตูขึ้นไปสู่ชั้นดาดฟ้ากว้างที่กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนงานเลี้ยงฉลองเมื่อคืน

                ณัฐคณินเดินสาวเท้ายาว ๆ อยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้าที่สาดแสงแรงกล้ามาพร้อมความร้อนระอุที่แผดเผากาย จนกระทั่งถึงขอบสระว่ายน้ำ เขาเพ่งสายตามองผิวน้ำ ทะลุลงไปเบื้องล่างอย่างค้นหา เขาก็ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวโปรดเมื่อมั่นใจว่าเจอสิ่งที่ตามหา พลางบ่นงึมงำกับตัวเองเบา ๆ ว่า ไม่น่าเล่นอะไรพิเรนทร์ ๆ เลยเรา หาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆชายหนุ่มถอดสูทวางทิ้งไว้บนขอบสระ บรรจงปลดกระดุมเสื้อเชิ้ต ถอดเข็มขัดและถุงเท้ากองสุมไว้รวมกัน เหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกง หวังว่าคงไม่มีใครขึ้นมาตอนนี้นะ' ชายหนุ่มปลอบขวัญตัวเอง ก่อนจะกระโดดลงไปในสระว่ายน้ำ ดำลงไปเก็บโทรศัพท์มือถือที่แน่นิ่งอยู่ก้นสระขึ้นมาอย่างง่ายดาย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดั่งใจคิดแล้วเขาก็เก็บรวบรวมข้าวของที่กองทิ้งไว้ขึ้นมา เดินกลับเข้าห้องเพนท์เฮ้าในสภาพเปียกปอน ใช้เวลาเพียงไม่นานณัฐคณินก็จัดการอาบน้ำ เปลี่ยนเป็นชุดลำลองและขับรถออกจากบริษัทพร้อมกับโทรศัพท์ที่เพิ่งเก็บมาได้ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ได้หมายมั่นตั้งใจ ไม่นานนักเขาก็มาถึง ศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่ง

                เอาล่ะ มาดูกันว่าฉันจะเสียเวลาไปฟรี ๆ หรือเปล่า ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์ไว้กับตัว เปิดประตูเดินลงจากรถไปด้วยความมาดมั่น สายตาผู้คนนับสิบต่างพากันจ้องมองเขา ซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชายหนุ่มไปเสียแล้ว เพราะทั้งหน้าตา บุคลิกท่าทางที่อยู่เหนือคนธรรมดาทั่วไปอยู่มาก ทำให้เขาเป็นที่จับตามองเมื่อเดินรวมกลุ่มกับผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ริมถนน แต่การตกเป็นเป้าสายตาก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มสะทกสะท้านแต่อย่างใด

                “เครื่องจมน้ำข้ามคืนแบบนี้ คงต้องส่งให้ช่างตรวจดูอาการก่อนนะคะ ยังบอกไม่ได้ว่าซ่อมได้ไหม หรือถ้าซ่อมได้จริง ๆ ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของอะไหล่เพิ่มเติม เพราะโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมีวงจรเครื่องที่ค่อนข้างละเอียดซับซ้อน ดิฉันแนะนำให้ลูกค้าเปิดใช้ซิมใหม่เบอร์เดิมไปใช้ก่อน เพื่อไม่ใช้กระทบกับชีวิตประจำวันค่ะณัฐคณินไม่ได้ให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่าย สิ่งที่เขาอยากได้ยินมากที่สุด คือ มันซ่อมได้

                “ใช้เวลานานแค่ไหนครับ

                “ประมาณหนึ่งเดือนค่ะณัฐคณินกลับมาขบคิดถึงสถานการณ์ที่ไม่เป็นดั่งหวัง ใจหนึ่งก็ยังหวาดหวั่นเพราะยังไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากโรงพยาบาล อีกใจก็รู้สึกฉงนที่ตนวิ่งพล่านเป็นเดือดเป็นร้อนโดยที่เจ้าตัวเองไม่ได้เรียกร้อง ยิ่งกว่านั้นด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน เขาสามารถร้องขอให้คนอื่นเป็นธุระแทนได้ โดยไม่ต้องแก้ผ้าแก้ผ่อนโดดลงสระว่ายน้ำหรือตาลีตาเหลือกปรี่ออกมาด้วยตัวเอง ทิ้งงานเอกสารกองพะเนินซึ่งหมายถึงกำไรก้อนใหญ่ไว้บนโต๊ะทำงาน

                เรียบร้อยแล้วค่ะ ถ้ามีอะไรคืบหน้า ทางเราจะติดต่อกลับไปทันทีเลยค่ะพนักงานสาวยิ้มหวานพร้อมยื่นถุงกระดาษใบใหญ่ให้ชายหนุ่มโทรมาได้ตลอดเลยนะครับ ยังไงซะ ผมก็ยังต้องการข้อมูลที่อยู่ในเครื่องเดิมนั้นอยู่ณัฐคณินรับถุงมาพร้อมส่งยิ้มตามมารยาท กลับหลังหันเดินออกจากศูนย์ฯ โดยไม่รับรู้ถึงสายตาหยาดเหยิ้มชวนฝันของพนักงานสาวที่ติดสอยห้อยตามไปจนลับตา

                Rrrr….rrrrr

                “ครับตาลณัฐคณินรับโทรศัพท์ขณะขับรถตรงไปยังโรงพยาบาล

                พี่คณินเลิกงานหรือยังคะ เสียงหวานกังวานหูของหญิงสาวเจ้าของชื่อน้ำตาลดังมาจากปลายสาย

                “ตาลมีธุระอะไรหรือเปล่าปลายสายเงียบไปราวห้าวินาที

                เอ่อ...เย็นนี้พี่วีร์นัดเราทานมื้อเย็นไม่ใช่เหรอคะ พี่วีร์บอกตาลว่านัดพี่คณินไว้แล้ว' น้ำเสียงเธอหมองลงด้วยคำถามที่ช่างห่างเหิน

                “อ่อ พี่ลืมสนิทเลยแต่ชายหนุ่มไม่รับรู้ถึงความหมองหม่นนั้นแต่อย่างใด ขอโทษนะ แต่พี่ต้องไปทำธุระที่หนึ่งก่อน ไม่นานหรอกแล้วพี่จะตามไปทีหลัง ฝากบอกวีร์ด้วยนะ

                แต่พี่วีร์นัดเวลาไว้หนึ่งทุ่มนะคะ เหลือเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีแล้ว ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงรถติด ถ้าพี่คณินไปทำธุระที่อื่นก่อนแล้วมาช้า พี่วีร์ต้องน้อยใจแน่ ๆ ตาลว่าเราไปหาพี่วีร์ก่อน ถ้าเป็นธุระสำคัญจริง ๆ พี่วีร์ก็น่าจะเข้าใจนะคะ ยังไงก็ดีว่าบอกปัดทางโทรศัพท์

                ณัฐคณินพลิกข้อมือดูเวลาจากนาฬิกาหรูราคาแพงของตน จริงอย่างที่หญิงสาวพูด เกือบหนึ่งทุ่มแล้ว มีเวลาเหลืออีกประมาณสี่ชั่วโมงก่อนจะครบยี่สิบสี่ชั่วโมงตามที่หมอบอก ถ้าหากเร่งทำเวลาไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อ เขาก็ไปถึงโรงพยาบาลทันเวลาและไม่ต้องทนฟังเพื่อสนิทตัดพ้ออีกด้วย

                “เอาอย่างนั้นก็ได้ ตอนนี้ตาลอยู่ที่ไหน เดี๋ยวพี่ไปรับ

                คอนโดฯ ค่ะ หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงอันแช่มชื่น ณัฐคณินตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางตามคำแนะนำของแฟนสาว แม้เขาจะยอมรับในเหตุและผล แต่กลับรู้สึกขัดอกขัดใจและพะว้าพะวังอย่างบอกไม่ถูก

 

                “อะไรนะ นายมีธุระด่วนงั้นเหรอ ไม่เจอกันเกือบปี ฉันนึกว่าจะได้นั่งดื่มกับนายทั้งคืนซะอีกรณวีร์ตัดพ้อดังคาด

ได้สิ แต่ไม่ใช่คืนนี้ณัฐคณินตอบอย่างเย็นชา รณวีร์อ้าปากหวออย่างเหลือเชื่อ

                “พี่ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าตาลทนอยู่กับผู้ชายแบบนี้ได้ยังไง ทั้งแข็งทื่อทั้งเย็นชาเหมือนหินอ่อนไม่มีผิด

                “นั่นสิคะ ว่าแล้วก็อดน้อยใจไม่ได้ เมื่อคืนพี่คณินโทรหาตาล บอกว่าวันนี้จะโทรหา ตาลรอทั้งวันก็ไม่โทรมาก็แล้วไปเถอะ แต่พอตาลโทรไป รู้ไหมคะว่าพี่คณินรับสายแล้วพูดว่าอะไร.....รณวีร์ทำตาโต ยื่นหน้าเข้ามาใกล้หญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความอยากรู้ ตาลมีธุระอะไรหรือเปล่า..หญิงสาวทำเสียงทุ่มต่ำเลียนแบบชายหนุ่ม แต่ไม่อาจดึงความสนใจใดๆ จากชายหนุ่มผู้ถูกกล่าวถึงได้ เขาแค่นั่งจิบกาแฟ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวหรือแสดงท่าทีตอบโต้ใด ๆ

                “แฟนกันเขาคุยกันแบบนี้เหรอ อย่างกับคุยกับเลขาฯ แน่ะ พี่ว่าตาลมาคบกับพี่ดีกว่า เรื่องอื่นยังไม่แน่ว่าจะรับปากได้ แต่รับรองว่ามีอาหารดี ๆ ให้กินทุกวัน ตาลก็รู้ว่าฝีมือทำอาหารของพี่ไม่มีเคยทำให้ใครผิดหวังรณวีร์แกล้งหยอกเพื่อน ในขณะที่จิรัชยาลอบมองปฏิกิริยาของแฟนหนุ่มที่นั่งข้างกัน หวังจะเห็นอาการหึงหวงหรือไม่พอใจ ณัฐคณินเพียงเหม่อมองแก้วกาแฟในมือ ไม่มีทีท่ารับรู้คำพูดเหย้าแหย่นั้น หรืออาจจะได้ยินแต่ไม่ใส่ใจ

                “พี่คณินยอมหรือเปล่าคะจิรัชยาตัดสินใจถามออกไปตรง ๆ

                “วีร์มันแค่ล้อเล่นน่ะ ไม่มีทางที่มันจะทำอย่างนั้นหรอก มันเคยสัญญาว่าจะไม่แตะต้องผู้หญิงของพี่ณัฐคณินพูดจริงจัง ทำให้หญิงสาวแอบปลื้มปริ่มกับคำว่า ผู้หญิงของพี่ จนเผลอยิ้มออกมา

                “โห...ผ่านมาตั้งสิบห้าปีแล้ว นายยังจำได้อยู่เหรอ นึกว่าลืมไปแล้วซะอีกรณวีร์ไม่คาดคิดว่าเพื่อนจะจดจำคำสัญญาในอดีตได้คำสัญญาน่ะ คนฟังมักจะจำได้ดีกว่าคนพูด นายอย่าได้หวังว่าฉันจะลืม ว่าแต่เมื่อไหร่จะบอกเรื่องของนายซักที

                ณัฐคณินตัดบท พลางพลิกข้อมือดูเวลา สองทุ่มสิบนาที เขาเริ่มอยู่ไม่สุข เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองชั่วโมง ถ้าคชาภายังไม่ฟื้น เธอก็ต้องรีบเข้ารับการผ่าตัดโดยด่วน

                “ก็ได้ ที่ฉันนัดพวกนายสองคนมาเพื่อบอกว่า ฉันจะก่อกบฏรณวีร์ประกาศก้องอย่างภาคภูมิ

                “กบฏ? หมายความว่าอะไรเหรอพี่วีร์

                “หมายความว่า พี่จะเปิดร้านอาหารของตัวเอง แทนที่จะไปบริหารโรงแรมของพ่อแม่

                “ที่นายกลับมาคราวนี้ เพราะนายรับปากพ่อแม่ว่าจะกลับมาบริหารโรงแรมไม่ใช่เหรอณัฐคณินเตือนสติเพื่อน

                “ใช่ แต่นั่นมันก่อนที่ฉันจะรู้ว่าพ่อแกล้งป่วยเพื่อบีบให้ฉันกลับมา ฉันเลยต้องหาทางหนีทีไล่ ฉันจะใช้เวลาสามเดือนต่อจากนี้สร้างชื่อให้ตัวเอง ฉันหาทำเลดี ๆ ได้แล้ว ถ้าทุกอย่างที่ฝันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างและทุกอย่างไปได้สวย ฉันจะดื้อด้านปล่อยให้พ่อแม่ตัดหางปล่อยวัด แต่ถ้าหากมันล้มไม่เป็นท่า ฉันก็จะยอมรับว่าตัวเองไม่มีฝีมือและยอมให้พ่อแม่บงการชีวิตแต่โดยดี ฉันอยากจะพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าฉันสามารถทำได้ดีในทางที่ฉันเลือก ก็แค่นั้นทั้งโต๊ะเงียบกริบ เมื่อคนเรื่อยเปื่อยเอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างรณวีร์ จริงจังจนผิดวิสัย

                “ถ้านายคิดดีแล้ว ฉันยินดีช่วยเต็มที่ ต้องการความช่วยเหลือหรือขาดเหลืออะไรบอกฉันได้ทันที” ณัฐคณินยื่นมือไปตบบ่าเพื่อนเพื่อให้กำลังใจ เขาไม่ตะขิดตะขวงใจในแผนการนี้เลยแม้แต่น้อย รณวีร์ตัดสินใจทำในสิ่งที่เป็นตัวตนของเขาที่สุดแล้ว

                “ตาลเชื่อว่าพี่วีร์ทำได้ค่ะ” น้ำตาลถือโอกาสวางมือทาบไว้กับมือหนาของณัฐคณินที่วางอยู่บนโต๊ะ เราสองคนเอาใจช่วยพี่วีร์นะคะพร้อมส่งยิ้มในกำลังใจอีกแรง

                 Rrrrr...rrrrrr  เสียงโทรศัพท์ของณัฐคณินดังขึ้นระหว่างนั้น ชายหนุ่มดึงมือออกอย่างรวดเร็ว ดูคล้ายสะบัดมือบางของหญิงสาวตกกระทบโต๊ะเสียงดังกึกโดยไม่ได้ตั้งใจ หัวใจเธอหล่นวูบหายไป ในขณะที่ชายหนุ่มลุกจากโต๊ะ ไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย

                “พี่จะไม่แก้ตัวแทนเพื่อนหรอกนะ คณินมันเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไหร่แล้วล่ะ รู้จักใช้สมอง แต่ใช้หัวใจไม่เป็น ตาลคงรู้เรื่องพ่อของคณินแล้วใช่ไหมรณวีร์มองตามหลังเพื่อนไปและหันกลับมามองหญิงสาวอย่างเห็นใจก็พอได้ยินจากคุณป้ามาบ้างค่ะน้ำตาลกำมือที่ถูกทิ้งไว้แน่นวางมันบนหน้าตักตัวเองอย่างทะนุทนอมราวกับมันเพิ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส

                “คณินมีอคติกับความรักเพราะเห็นแม่ตรอมใจเพราะพ่อมานาน นานจนมันเข็ดขยาดกับความรักทั้ง ๆ ที่ไม่เคยได้รักใครมาก่อน ถ้าตาลรักมันจริง ๆ ก็อย่าเพิ่งถอดใจนะ ช่วยทำให้มันตาสว่าง ทำให้มันรู้ซักทีว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่ความรักเฮงซวย ถ้าท้อเมื่อไหร่ก็คิดซะว่าอย่างน้อย ๆ ก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวว่าคณินมันจะชายตามองผู้หญิงอื่นรณวีร์ปลอบ จิรัชยาได้แต่ก้มหน้ามองมือที่อยู่บนตักตัวเอง พร้อมกับพยายามค้นหาหัวใจที่หล่นหายไปกลับคืนมา

                “ถึงจะเรียกว่าเป็นแฟนคนแรก แต่ตาลก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่พี่คณินรัก ตาลเป็นผู้หญิงที่แม่พี่คณินเห็นว่าดีเท่านั้น พี่คณินไม่อยากขัดใจแม่เลยปล่อยเลยตามเลย เราสองคนคบกันเพราะอยากตามใจผู้ใหญ่ ตาลเข้าใจข้อจำกัดนี้ดี ที่ผ่านมาเลยไม่กล้าก้าวก่ายชีวิตหรือเรียกร้องอะไรจากพี่คณิน แต่ก็อดกลัวไม่ได้ว่าถ้าวันหนึ่งพี่คณินเจอผู้หญิงที่เขารักจริง ๆ  แล้วตาลจะทำยังไงน้ำตาลก้มหน้ามองมือตัวเอง

                “มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก พี่อยู่กับคณินมาตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยเห็นมันหลงเสน่ห์ผู้หญิงคนไหนมาก่อน ตอนนี้ตาลได้เปรียบเพราะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ใกล้หัวใจคณินมากที่สุด ถ้าตาลทำไม่ได้ก็คงไม่มีใครทำได้ ท้ายที่สุดแล้วคณินมันต้องหันกลับมามองคนใกล้ตัวที่สุด เชื่อพี่เถอะ อย่าเพิ่งถอดใจ” รณวีร์ทุบกำปั้นกระแทกโต๊ะเรียกขวัญกำลังใจให้หญิงสาว จิรัชยาเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจและหลุดยิ้มเพราะสีหน้ามุ่งมั่นเกินพอดีของรณวีร์ แต่ก็ยิ้มได้เพียงไม่นาน

                “วีร์ วานไปส่งตาลที่คอนโดฯ ด้วยนะ ฉันต้องรีบไปแล้วเสียงณัฐคณินดังขึ้นก่อนที่ตัวเขาจะเดินมาถึงเสียอีก เมื่อมาถึงโต๊ะเขาก็คว้ากุญแจรถที่วางทิ้งไว้ใส่กระเป๋ากางเกง วางฝ่ามือใหญ่บนหัวหญิงสาวเป็นการบอกลา โดยปราศจากคำพูดใดๆ ก่อนจะเดินออกจากร้านโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ตั้งคำถาม

                “เดี๋ยวก่อนสิ นายจะรีบไปไหน....เห้ย คณินรณวีร์ตะโกนตามหลัง แต่ณัฐคณินเดินกึ่งวิ่งออกจากร้านไปอย่างร้อนรน “เรื่องอะไรนะที่ทำให้คณินร้อนใจได้ขนาดนี้ ดูไม่เหมือนคณินที่พี่เคยรู้จักเลย” รณวีร์ผิดสังเกต ปกติแล้วณัฐคณินไม่ใช่คนใจร้อน ค่อนไปทางเฉยเมยต่อสิ่งรอบตัวด้วยซ้ำ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เพื่อนรักจะใส่ใจ เมื่อตัวต้นเหตุไม่อยู่ให้ซักไซ้ รณวีร์จึงหันมาคาดคั้นหญิงสาวที่ยังคงส่งสายตาละห้อยตามแผ่นหลังกว้างไป แม้จะหายลับตาไปแล้วก็ตาม

                “วันนี้พี่คณินแปลกไปจริง ๆ ค่ะ เห้อ....คนถูกทิ้งรู้สึกแบบนี้นี่เองจิรัชยาเอ่ยเสียงสลด รณวีร์ได้แต่มองหญิงสาวนั่งไหล่ตก ขอบตาแดงก่ำอย่างเห็นใจ ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปจะวางบนหัวหญิงสาวเพื่อปลอบโยน แต่จำต้องชะงักค้างไว้กลางอากาศเหมือนคิดอะไรได้ ก่อนจะชักมือกลับ กำหมัดแน่น ทิ้งไว้ข้างลำตัวอย่างอดกลั้น ปากก็พูดออกไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า “อย่าพูดอย่างนั้นสิ พี่อยู่นี่ทั้งคน”

 


 

                โรงพยาบาลโทรมาแจ้งว่า คชาภาฟื้นแล้ว ณัฐคณินโล่งอก แต่ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่านี่เป็นข่าวดี มันคล้ายเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่เขาไม่มีทางเลือก นอกจากกระโจนเข้าใส่ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ตาม เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่ได้ตั้งตัว

                “หมอครับ ตอนนี้อาการเธอเป็นยังไงบ้างคุณหมอเจ้าของไข้เปิดประตูออกมาจากห้องพักผู้ป่วย ตอนที่เขามาถึงพอดี

                “สภาพภายนอกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วครับ แผลที่หัวไม่ติดเชื้อ คนไข้ขยับแขนขาได้ปกติ ตอนนี้หมอกำลังรอดูผลตรวจสแกนสมอง ถ้าไม่มีอะไรร้ายแรง พรุ่งนี้ก็กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ แต่...จากคำบอกเล่าของหมอ ถึงแม้จะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่สีหน้าหมอกลับเคร่งขรึมลงทันตา

                “แต่อะไรครับหมอ

                “อืมม... ก่อนอื่นหมอต้องรู้ก่อนว่าคุณมีความสัมพันธ์ยังไงกับคนไข้ครับ

                “ผมเป็นหัวหน้าของเธอครับชายหนุ่มไม่ได้โกหก

                “งั้นคุณพอจะติดต่อกับญาติ เพื่อนหรือคนใกล้ชิดของคนไข้ได้ใช่ไหมครับหมอถามอย่างไม่เร่งไม่ร้อนนัก แต่น้ำเสียงแฝงความตึงเครียดอยู่ไม่น้อย

                “นี่ครับ” ณัฐคณินยื่นเอกสารข้อมูลประวัติที่เขาขับรถกลับไปเอาที่บริษัทไปให้ “ครอบครัวเธออยู่ต่างจังหวัด ผมกำลังพยายามหาทางติดต่ออยู่ ส่วนเครื่องค่าใช้จ่าย ทางบริษัทจะรับผิดชอบเอง” ชายหนุ่มเสนอตัว ด้วยเข้าใจผิดว่าคุณหมออยากได้ความกระจ่างในเรื่องนี้ แต่กลับไร้ท่าทีใดๆ ตรงกันข้ามคุณหมอกลับดูกังวลมากขึ้นกว่าเดิม

                “ปัญหาไม่ใช่เรื่องนั้นครับ แต่อาการข้างเคียงของคนไข้จำเป็นต้องมีญาติหรือคนสนิทอยู่ใกล้ ๆ ถึงจะดีขึ้นได้

                “อาการข้างเคียงเหรอครับ เธอเป็นอะไรกันแน่หมอชายหนุ่มทนความยืดเยื้อไม่ไหว หมอมองเขาอย่างครุ่นคิด ก่อนจะทอดถอนหายใจอย่างจำยอมตามกฎแล้ว เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ หมอไม่สามารถแจ้งอาการป่วยของคนไข้ นอกจากบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากคนไข้หรือญาติใกล้ชิด แต่ในเมื่อสถานการณ์ตอนนี้ คนไข้ไม่ได้อยู่ในภาวะที่สามารถตัดสินใจได้และคุณเป็นคนเดียวที่อยู่ที่นี่ หมอจึงจำเป็นต้องบอกคุณ อาการข้างเคียงของคนไข้ ก็คือ......

 

                ณัฐคณินเปิดประตูเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย ความกังวลที่เด่นชัดอยู่บนใบหน้าหมอซักเมื่อครู่ ทาบทับอยู่บนใบหน้าเขาเช่นกัน ชั่ววินาทีหนึ่งเขาคิดว่าควรจะกลับไปตั้งหลัก คิดเรื่องนี้ให้ตก หาทางแก้ปัญหาและกลับมาเยี่ยมหญิงสาวในวันพรุ่งนี้ แต่เมื่อคิดว่าเธอคงรู้สึกโดดเดี่ยวมาก เมื่อจู่ ๆ ก็กลายเป็นคนไร้ตัวตน ความเห็นอกเห็นใจจึงเป็นฝ่ายชนะ

                คชาภานั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงผู้ป่วย สายตาเหม่อมองไปทางหน้าต่าง ชุดผู้ป่วยที่เธอสวมใหญ่กว่าตัวอยู่มาก ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันรอบศีรษะ สายตาเคลื่อนลอยไร้จุดหมาย

                “คุณคชาภา” หญิงสาวหันมาทางที่มาของเสียง พลางมองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาระแวดระวัง

                “นั่นชื่อฉันเหรอคะชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แค่คำถามง่ายๆ แต่เขากลับรู้สึกคล้ายมีแรงกดดันบางอย่างจนพูดไม่ออก เขาจึงพยักหน้าแทนคำตอบคุณคือ ผู้ชายคนที่พาฉันมาส่งโรงพยาบาลใช่ไหมคะ” ณัฐคณินรู้สึกแปลก ๆ ผู้หญิงที่กำลังมองเขาด้วยสายตาเปล่งประกายความหวังที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ ช่างแตกต่างจากผู้หญิงที่พร้อมผลักคนทั้งโลกให้ห่างจากตัวคนเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง มันทำให้เขาอึดอัดใจ ไม่รู้ว่าควรจะวางตัวกับเธอยังไง

                “ใช่ครับ” ชายหนุ่มตอบกลับไป

                “ฉันรออยู่ตั้งนาน นึกว่าจะไม่มาซะแล้วคชาภาพูดอย่างคนน้อยเนื้อต่ำใจ ขอบตาทั้งสองแดงก่ำ เมื่อเห็นอย่างนั้นชายหนุ่มจึงเดินเข้ามายืนข้างเตียงขอโทษนะ ผมมาช้าเพราะต้องกลับไปเอาเอกสารของคุณเพื่อส่งให้ทางโรงพยาบาลก่อน

                “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ ขอบคุณจริง ๆ ที่มาณัฐคณินอึ้งสนิทเมื่อเห็นแววตาซาบซึ้งที่เปล่งประกายด้วยหยาดน้ำตา เขามั่นใจแล้วว่าอาการข้างเคียงของเธอเป็นเรื่องจริง หมอกับพยาบาลเอาแต่ถามฉันว่าจำได้ไหมว่ามาโรงพยาบาลได้ยังไง ชื่ออะไร ทำงานที่ไหน พักที่ไหน ถามซ้ำไปซ้ำมา จนฉันแทบจะกระโดดออกจากหน้าต่างไปให้รู้แล้วรู้รอดหญิงสาวร้องไห้ น้ำตานองหน้า ปากก็บ่นคร่ำครวญไม่หยุด “ฉัน...ฉันกลัวแทบจะบ้าแล้ว”

                “คุณหมดสติไปเกือบหนึ่งวันเต็ม ๆ คงจะมีอะไรหลุดหายไปบ้างณัฐคณินยิ่งเห็นน้ำตายิ่งพาให้ใจอ่อนยวบ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันหนักหนาเกินไปสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจริงๆ ชายหนุ่มใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบแผ่นหลังบางอย่างอ่อนโยน พลางสำรวจอารมณ์บนใบหน้าหญิงสาว ใบหน้าเธอซีดขาวพอ ๆ กับผ้าพันแผลที่พันอยู่ ขอบตาแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบหน้า เขาทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ปล่อยให้เธอร้องไห้จนกว่าจะสบายใจ พลางนึกถึงคำพูดของหมอก่อนหน้านี้

 

            ....อาการข้างเคียงของคนไข้ ก็คือ ภาวะสูญเสียความทรงจำครับ

            “สูญเสียความทรงจำ เป็นไปได้ยังไงณัฐคณินถึงกับตั้งตัวไม่ติด

            “ถึงจะเจอไม่บ่อยนัก แต่เกิดขึ้นได้ในกรณีที่สมองในส่วนของความทรงจำได้รับการกระทบสะเทือน หมอเพิ่งส่งคนไข้ไปสแกนสมองเพื่อดูความเสียหาย ถ้าผลออกมาว่าไม่พบความผิดปกติ พรุ่งนี้หมอต้องส่งคนไข้ไปตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองเพิ่มเติม ถ้าผลตรวจคลื่นไฟฟ้าปกติ แสดงว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่น

            “สาเหตุอะไรครับ

            “สภาพจิตใจครับ เกิดจากความเครียดเรื้อรังหรือเคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ โดยปกติคนทั่วไปมักจะอยากลืมเหตุการณ์ที่ทำให้เสียใจเป็นธรรมดา แต่ในกรณีที่เหตุการณ์นั้นร้ายแรงถึงขั้นฝังใจเจ็บมานานจนเป็นอาการเรื้อรังและไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยเวลา เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไปกระตุ้นจิตใจในส่วนที่บอบช้ำหรือเผลอไปรื้อฟื้นความทรงจำส่วนนั้น ร่างกายก็จะสร้างกำแพงขึ้นมาปกป้องจิตใจ โดยการลบความทรงจำทิ้งไป ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะสูญเสียความทรงจำ ตอนนี้หมอค่อนข้างแน่ใจว่าน่าจะมาจากสภาพจิตใจ แต่หมอต้องรอดูผลตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองเพื่อความมั่นใจอีกครั้งก่อน"

            “แล้วมีทางรักษาไหมครับหมอ

            “มีครับ คนไข้ส่วนใหญ่มักจะสูญเสียความทรงไปแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนไข้เสียความทรงจำไปบางส่วนหรือว่าทั้งหมด เท่าที่หมอลองหยั่งอาการตอนนี้ คนไข้น่าจะเสียความทรงจำทั้งหมด คงต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ความทรงจำกลับคืนมา ทั้งนั้นทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคนไข้เอง ดังนั้นคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดจึงมีความสำคัญมาก หากคนไข้ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย คอยพูดคุยเพื่อกระตุ้นความทรงจำควบคู่ไปกับการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ทานยาอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยได้มาก

            “ต้องใช้เวลานานแค่ไหนครับ

            “สมองจะฟื้นความจำอย่างช้า ๆ มีคนไข้รายหนึ่งได้ความทรงจำทั้งหมดกลับมาภายในเวลาหกเดือน แต่จากสถิติการรักษาโรคนี้ ถ้าเกินหนึ่งปีแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การฟื้นคืนก็เป็นไปได้น้อยมากครับ


------------------------LOADING  100%-----------------------



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

56 ความคิดเห็น