แต่ก่อนนั้น...Before I love you (ชื่อเดิมวันนี้...ยังไม่สาย)

ตอนที่ 3 : คนแปลกหน้า 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 454
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

2

คนแปลกหน้า

            'สวัสดีครับ ผมคิดว่าคุณจะไม่โทรมาซะแล้ว'

            เสียงผู้ชายดังมาจากปลายสาย จากการทำงานผ่านโทรศัพท์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ช่วยสร้างทักษะในการแยกแยะ จดจำ ไปถึงขั้นจับความรู้สึกในน้ำเสียงได้เป็นอย่างดี ดีจนฉันเองยังตะลึง เหลือเวลาอีกสิบห้านาที ถ้าคุณอยากพูด อยากระบายเรื่องอะไร เชิญเลยนะครับ ผมยินดีรับฟัง น้ำเสียงเขาทุ้มนุ่มลึก ฟังสบายหู แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกหนักแน่น มั่นคง อีกทั้งพูดจาเป็นจังหวะ ลื่นไหล ไม่สะดุด เขาใช้คำสุภาพ แต่ฟังเป็นกันเอง ยังอยู่หรือเปล่าครับ เขาเร่งการตอบสนอง จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ฉันจะเหวี่ยงอารมณ์ใส่คนไม่รู้จัก ที่ดูเหมือนจะเป็นคนดีแบบนี้ได้ยังไง ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ คุณไม่รู้จักผม ผมไม่รู้จักคุณ ผมแค่มาเป็นท่อน้ำทิ้งให้คุณได้ปลดปล่อย ระบายความในใจ สิ่งที่ไม่ชอบ คนที่เกลียด เรื่องที่ทำให้รู้สึกแย่ ปัญหาในการทำงาน ผมสัญญาว่าจะลืมมันทันทีที่วางสาย เขาพูดราวกับได้ยินความคิดของฉัน แต่ถึงยังไงฉันก็ตั้งใจไว้ว่าจะวางสายเมื่อเขาพูดจบ แต่เพราะคำพูดประโยคหนึ่งของเขา ฉันจึงยั้งมือเอาไว้

                อย่างแรกเลย คือ ฉันไม่เชื่อคำสัญญาฉันตอบกลับไปโดยที่ไม่รู้ตัว คำว่า สัญญา มันตีอารมณ์ฉันให้ขุ่นมัว

                ขอโทษครับ งั้นผมจะไม่สัญญา เอาเป็นว่ามันเป็นกฎเหล็กของเกมส์นี้ก็แล้วกัน เขาแก้คำอย่างว่าง่าย ปกปิดความขุ่นเคืองของตัวเองได้อย่างแนบเนียน แก้สถานการณ์ได้อย่างพลิ้วไหว เขาค่อนข้างฉลาด มีไหวพริบจนฉันเริ่มหวั่นใจ

                ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ ฉันจะวางแล้ว

                เดี๋ยวสิครับ ไหน ๆ ก็โทรมาแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะเล่าให้ผมฟังว่าใครที่ทำให้คุณไม่เชื่อคำสัญญา และยังโน้มน้าวคนเก่งอีกด้วย ฉันเงียบ นับว่าเขามาถูกทาง เป็นการตั้งคำถามได้ถูกจังหวะและจี้ใจดำฉันจริงๆ คุณถูกแฟนนอกใจมาเหรอ

                หึ...ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนหรอกนะคะ ที่มัวแต่หมกมุ่นเรื่องผู้ชาย

                เอ่อ...ผมแค่เดาน่ะครับ ไม่ได้ตั้งใจดูถูกคุณว่าเป็นผู้หญิงที่หมกมุ่นเรื่องผู้ชาย แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักอ่อนแอให้กับความรักและฝังใจกับความเจ็บปวดที่เกิดจากความไว้ใจ ฉันแอบปรบมือให้เขาในใจ ฉันแทบจับความขุ่นเคืองในน้ำเสียงของเขาไม่ได้เลย 'แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ งั้นก็น่าจะเป็น พ่อแม่ พี่น้องหรือไม่ก็เพื่อนสนิท'

                เมื่อคำว่า เพื่อนสนิท หลุดออกจากปากเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกยิงโดนจุดตาย ฉันไม่ตอบ ได้แต่ยืนนิ่ง มองผิวน้ำสีฟ้าใส ผ่านทะลุลงไปถึงก้นสระ ในขณะที่สมองย้อนกลับยังภาพการปรากฏตัวครั้งแรกในรอบสิบปีและแววตาตื่นตะลึงของเพื่อนเก่า

                ฉัน....เคยเล่าความลับให้เพื่อนรักฟัง เธอสัญญาว่าจะไม่บอกใครจนกว่าโลกจะแตก สุดท้ายเธอก็ไม่รักษาสัญญา และโลกของฉันก็แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ หลังจากเธอพูดความลับของฉันออกไป

                แล้วตอนนี้เพื่อนคนนั้นอยู่ที่ไหนครับ ยังติดต่อกันอยู่หรือเปล่า'

                ไม่ค่ะ ฉันต้องย้ายโรงเรียนหลังจากเกิดเรื่อง ส่วนแม่ก็ถูกไล่ออกจากราชการ สิบปีแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน สิบปีที่ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรไม่ได้ ฉันจะอยากตายวันละสิบๆ ครั้ง แต่ก็ต้องบังคับตัวเองให้หายใจอยู่บนโลกที่ยับเยินนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าวันนี้ เราจะบังเอิญเจอกัน หึ แค่เห็นเธอมีความสุขดี ฉันก็รู้สึกเหมือนถูกทารุณก้อนสะอื้นเลื่อนขึ้นมาจุกแน่นอยู่ในลำคอ น้ำเสียงฉันสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้

                'ไม่ได้มีแค่คุณหรอกนะครับ ที่ต้องทุกข์ใจด้วยเรื่องแบบนี้ คนเราก็ต่างเคยเจ็บปวดเพราะความไว้ใจกันทั้งนั้น เรื่องก็ผ่านมาสิบปีแล้ว คุณควรจะปล่อยวาง'

                ฉันรู้ค่ะ แต่ความลับที่ฉันบอกเพื่อน มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด และความลับที่เกิดจากการเข้าใจผิดนั้น มันทำลายชีวิตและครอบครัวฉันจนพังพินาศ แล้วคุณจะให้ฉันวางมันลงได้ยังไง” เขาเงียบไปชั่วขณะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองพูดมากเกินไปแล้ว จึงพยายามกล่ำกลืนก้อนสะอื้นลงท้อง คิดว่าควรจบการสนทนานี้เสียที ฉันไม่ควรโทรมาตั้งแต่แรก ที่มาถึงจุดนี้ได้ ต้องเป็นเพราะเมาแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่กล้าพูดถึงปมในอดีตออกมามากมายขนาดนี้

                เพื่อนคนนั้นรู้หรือเปล่าครับ ว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด จู่ๆ เขาก็ถามแทรกขึ้นมา บีบครั้นอารมณ์ให้ดำดิ่งลงไปอีกขั้น

                ไม่มีใครรู้ค่ะ กว่าจะรู้ว่าเป็นเข้าใจผิดก็สายไปแล้ว ตอนนั้นฉันอายุสิบสี่ แม่ต้องตกเป็นจำเลยสังคมเพราะคำพูดพล่อย ๆ ของฉัน แล้วใครจะเชื่อคำพูดของลูกสาวจำเลยล่ะคะ ไม่มีใครฟังเสียงฉัน ไม่มีใครใส่ใจน้ำตาของฉัน ไม่มีใครเข้าข้างฉันเลยซักคน” เขาเงียบอีกครั้ง ส่วนฉันรู้สึกเหมือนรถที่เบรกแตก น้ำตาที่เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจทะลักไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ฉันยืนร้องไห้โดยไร้สุ่มเสียง ยกมืออีกข้างขึ้นปิดปากเพื่อกั้นเสียงสะอื้น พลางคิดในใจว่าฉันทำพลาดอีกแล้ว ฉันมอมเหล้าตัวเอง โทรคุยกับคนแปลกหน้า และลงเอยด้วยการยืนร้องไห้อยู่ริมสระน้ำ ฉันเสียสติไปแล้วจริงๆ

                อืม..ฉันว่า น่าจะหมดเวลา.....

                ปอล์

                ฉันชะงักทันที ค่อย ๆ หันหลังไปมองเจ้าของเสียนั้นช้า ๆ ทั้งๆ ที่น้ำตายังไหลอาบหน้า ในใจภาวนาขอให้คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือสายป่าน

     ผู้หญิงตากลมโต ผิวขาว ตัวเล็กน่าทะนุถนอม แตกต่างจากสายป่านโดยสิ้นเชิง แต่ฉันจดจำเธอได้ขึ้นใจ ตาล สองมือพลันหมดเรี่ยวแรง โทรศัพท์ร่วงหล่นจากมือ ค่อย ๆ จมลงไปสู่ก้นสระน้ำ ในขณะที่ฉันกำลังพยายามทำความเข้าใจกับรอยยิ้มประหลาดบนใบหน้างามของอดีตเพื่อนรัก

                ปอล์ จริง ๆ ด้วย โล่งอกไปที นึกว่าจำผิดคนแล้วซะแล้ว

                ฉันยืนนิ่ง มองผู้หญิงตรงหน้า ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่หักหลังฉันเมื่อสิบปีก่อน ตาลกำลังส่งยิ้มสดใสเจิดจ้าจนแทบจะมีแสงพุ่งออกมาจากรอยยิ้มนั้น ฉันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองจนนึกอยากจะควักลูกตาออกมาล้างและมองให้เต็มตาอีกครั้ง อะไรที่ทำให้ตาลกล้าเดินเข้ามาหาฉัน ยิ้มให้ฉัน ทั้ง ๆ ที่พังชีวิตฉันจนย่อยยับ ไม่เหลือชิ้นดีน้ำตาลไง จำได้ไหม เมื่อก่อนเราสนิทกันมากเลยนะ” ตาลพูดเหมือนลืมไปแล้วว่า ตัวเองนั่นแหละเป็นคนจุดไฟเผามิตรภาพนั้น รวมถึงชีวิตฉันจนมอดไหม้ ว่าแต่เป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าดูไม่ดีเลยตาลเดินก้าวเข้ามาใกล้ เธอยื่นมือออกมาจะคว้ามือฉัน ฉันขบริมฝีปาก ชักมือหลบ พลางก้าวถอยหนี ตาลอาจจะลืมไปแล้วว่าเคยทำอะไรเอาไว้ แต่ฉันไม่มีทางลืมมันลง และรับไม่ได้กับการเสแสร้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเรา

                 ซ่า....

                ชั่วขณะนั้น ฉันลืมเสียสนิทเลยว่าตัวเองยืนอยู่ที่ไหน ถอยแค่ก้าวเดียวฉันก็จมลงก้นสระตามโทรศัพท์ลงไปติด ๆ    ปอล์!!!!

                ฉันได้ยินเสียงตื่นตระหนกของตาลแม้กำลังดิ่งลงสู่ก้นสระน้ำ ฉันหลับตา สองมือปิดหู ไม่อยากเห็นหรือได้ยินอะไรอีกแล้ว ปล่อยให้ตัวเองจมลงเรื่อย ๆ น้ำในสระอุ่นจนแทบไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในน้ำ ไม่นานนักแผ่นหลังก็ปะทะก้นสระเร็วกว่าที่คิด ฉันไม่ได้ดิ้นร้น แค่นอนอยู่อย่างนั้น แม้กำลังทรมานเพราะขาดอากาศหายใจ แต่ฉันไม่อยากขึ้นไปเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของตาล ฉันยอมอยู่ในนี้ดีกว่าขึ้นไปเผชิญหน้ากับตาลและแสร้งทำเหมือนว่าฉันไม่เป็นอะไร แม้จะต้องแลกด้วยลมหายใจที่กำลังเหือดหายไปก็ตาม

 


 

                นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ น้ำลึกแค่อก ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองจมได้ตอนที่สติกำลังจะหลุดลอยไปฉันก็เสียงผู้ชายดังอย่างหัวเสียอยู่เหนือร่างฉัน

                แอ๊ก แอ๊ก แอ๊ก ในขณะที่ฉันสำลักน้ำและลมไปพร้อมกัน โพรงจมูกแสบแกนไปถึงสมอง

                คิดจะฆ่าตัวตายหรือไงเขาตำหนิต่อเนื่อง ฉันพยายามหายใจให้เป็นปกติและเมื่อลืมตาขึ้น ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่ง เนื้อตัวเปียกโชกนั่งอยู่ไม่ห่างจากฉันที่กำลังนอนราบอยู่กับพื้นริมสระน้ำ ฝูงชนนับสิบชีวิตยืนมุงดูความเป็นไปของฉัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือตาล

                ปอล์ เป็นยังไงบ้างตาลพุ่งเข้ามานั่งลงข้าง ๆ ผู้ชายคนนั้นพร้อมสีหน้าและน้ำเสียงที่เจือด้วยความห่วงกังวล ฉันหลับตาลงอีกครั้ง แสร้งทำเป็นหมดสติ หลีกหนีสายตาอยากรู้อยากเห็นที่พุ่งตรงมา หวังลม ๆ ในใจว่ามันจะทำให้ฉันรอดพ้นจากสถานการณ์นี้ได้พี่คณิน ตาลว่าพาไปโรงพยาบาลดีกว่าค่ะ หัวอาจจะกระแทกขอบสระก็ได้

สองคนนี้รู้จักกัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นผลดีกับฉันแน่ๆ!

                นั่นสิ อยู่ ๆ ก็หมดสติ เดี๋ยวพี่พาไปเองเมื่อนอนหลับตาฟังเสียงเขาอย่างตั้งใจ ฉันก็จำได้ทันที เขาคือคนแปลกหน้าที่อยู่ปลายสายโทรศัพท์ไม่เป็นไรค่ะ ปอล์เป็นเพื่อนตาลเอง เดี๋ยวให้สตาฟท์พาไปที่รถตาลก็แล้วกัน

นี่ตาลพยายามทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีอยู่งั้นเหรอ?

พี่ตัวเปียกแล้ว พี่อุ้มไปเอง รถพี่จอดอยู่ที่ลาน เอารถพี่ไปจะเร็วกว่าพูดจบเขาก็ค่อยๆ โน้มตัวลงมาใกล้ สองแขนช้อนใต้ร่าง ฉันคิดว่าเขาคงอยู่ใกล้พอจะได้ยินแล้ว

                ฉันไม่อยากไป ขอร้องฉันกัดฟันเสี่ยงพูดออกไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขารู้จักตาล เขาชะงักไปราวสามวินาที ก่อนจะอุ้มฉันขึ้นเหนือพื้น น้ำหนักร่างกายฉันหายไป ถูกถ่วงด้วยน้ำหนักของเสื้อผ้าที่เปียกปอน ลมพัดแรงจนฉันเผลอตัวสั่น เขากระชับร่างฉันแนบอกตัวเอง สาวเท้าเดินอย่างไม่เร่งรีบนัก เสียงซุบซิบของผู้คนเริ่มห่างออกไปเรื่อย ๆ จนแทบไม่ได้ยิน ฉันรู้สึกได้ว่าเขากำลังอุ้มฉันเดินลงบันได ในใจลุ้นระทึกว่าเขาจะยอมทำตามคำขอหรือเปล่า ไม่นานฉันก็ได้ยินเสียงปุ่มกดหกครั้ง เสียงประตูเปิดและปิดไล่หลัง สายลมเย็นหายไป แทนที่ด้วยอากาศเย็นชื้นของแอร์คอร์ดิชั่นที่ทำให้สั่นสะท้านมากว่าเดิม

                ลืมตาได้แล้วเขาวางฉันลงบนฟูกนุ่ม ๆ ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะพบว่าหลังจากจมน้ำไปหนึ่งรอบ สติและความนึกคิดก็กลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ฉันนอนจ้องโทรศัพท์ตัวเองที่นอนนิ่งอยู่ก้นสระ ผ่านเพดานกระจกใส ใช้ข้อศอกยันร่างตัวเอง ลุกขึ้นนั่งด้วยความกระอักกระอ่วนใจ พลางใช้สายตามองสำรวจห้องอีกครั้ง เป็นห้องเดียวกับที่ฉันหลงขึ้นมาจริงๆ นั่นหมายความว่า เขาคือผู้ชายที่เปลือยท่อนบนคนนั้นและความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตาลคงจะลึกซึ้งว่าที่ฉันคิด

                แอ่ก แอ.... ฉันไอออกมาเบาๆ พยายามไล่น้ำที่ยังติดค้างอยู่ในทางเดินหายใจ

                “ชู่ววววว....” ฉันปิดปากตัวเองทันทีและหันไปทางเสียงตามสัญชาตญาณ เห็นผู้ชายคนนั้นกำลังใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเอง ส่งสัญญานบอกให้ฉันเงียบ ในขณะที่อีกมือถือโทรศัพท์แนบหู

                ตาล เพื่อนตาลฟื้นแล้วล่ะ เธอบอกว่าไม่เป็นไร พี่เลยบอกให้กลับไปพัก” เขาจ้องฉันตาเขม็ง ราวกับกำลังชี้หน้าด่าว่า เพราะเธอคนเดียว

ฉันหลบสายตาเขา ไม่รู้ว่าควรจะปั้นหน้ายังไง ได้แต่นั่งฟังคำโกหกที่เขาพูดเพื่อช่วยปกปิดด้วยความละอายใจ ครับ ตาลไม่ต้องกังวล พรุ่งนี้พี่จะเช็คให้ งั้นพี่ขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ ดึกแล้ว ตาลกลับไปพักผ่อนเถอะ ไว้พรุ่งนี้พี่จะโทรหา ฝันดีนะครับ” แถมยังช่วยกันไม่ให้ตาลย้อนกลับมาเจอฉันอีก

                เอ่อ...ขอบคุณคุณมากนะคะฉันเอ่ย เมื่อแน่ใจว่าเขาวางหูโทรศัพท์แล้ว

                ขอบคุณเรื่องไหนล่ะ คงไม่ใช่เรื่องที่ผมช่วยชีวิตคุณจากการจมน้ำที่ลึกแค่อกหรอกใช่ไหมเขาประชดด้วยรอยยิ้มขี้เล่น แตกต่างจากผู้ชายเจ้าอารมณ์ที่เพิ่งตวาดใส่ฉันเมื่อกี้ราวกับคนละคน “ผมอยากทุบกะโหลกและเข้าไปดูด้วยตาตัวเองจริงๆ ว่าสมองคุณคิดอะไรอยู่ตอนที่ปล่อยให้ตัวเองจมน้ำ” หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ ฉันคงโมโหจนควันออกหูแล้ว แต่เมื่อคิดว่าเขาอุตส่าห์พาฉันหลบหน้าตาลมาได้ ฉันจึงสั่งตัวเองว่าอย่าต่อปากต่อคำกับเขา

                ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะฉันลุกขึ้น จิตใต้สำนึกบอกให้ฉันรีบออกไปจากทีนี่ก่อนจะถูกซักไซ้

                เดี๋ยวก่อนสิ คุณแน่ใจว่าอยากกลับไปในสภาพนี้ ผมว่าคุณไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เป่าผมให้แห้งก่อนไม่ดีกว่าเหรอเขาพูดคล้ายกับไม่ใส่ใจนัก เส้นผมสีทองแดงเปียกกระเซอะกระเซิงลงมาบดบังใบหน้า ยากจะสังเกตอารมณ์ แต่สายตาเขามองสำรวจฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า

                ไม่เป็นไรค่ะฉันรั้น สายตามองหาประตู อยู่ ๆ เขาก็เดินเข้ามาใกล้ พลางยกมือขึ้นเสยผมที่ปกใบหน้าขึ้น ฉันจึงได้เห็นใบหน้าเขาเต็มตา พลางบังเกิดความรู้สึกไม่สบายใจแปลก ๆ ที่ผู้ชายหล่อเหลาขนาดนี้เป็นคนช่วยชีวิตฉันไว้

                เขาเป็นผู้ชายผิวขาวเหลือง คางแหลมยาวรับกับจมูกยาวที่งองุ้มตรงปลายเล็กน้อยได้ดี ขนตายาวจนผู้หญิงหลายคงรู้สึกอาย คิ้วดกหนาโค้งตัวยาวพอดีกับดวงตาคม นัยน์ตาเป็นประกาย ริมฝีปากบาง เสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกแฉะแนบมัดกล้ามแน่น ชัดเจนจนดูเหมือนเปลือยเปล่า ฉันหลุบตามองต่ำทันที

                ไม่เป็นไรไม่ได้ คุณซ่อนรูปซะขนาดนี้ เห็นใจคนมองบ้าง” เขาพูดเสียงเข้ม ฉันจึงเผลอเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้งด้วยความงุนงง เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น สายตาส่องประกายประหลาดเมื่อมองเสื้อที่ฉันใส่ ฉันไม่เข้าใจในตอนแรก แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าฉันเองก็ใส่ชุดนักเรียนสีขาวเหมือนกัน ฉันก้มมองตัวเอง ชั้นในสีดำสนิทเด่นชัดอวดทรวงทรงผอมโกรก ฉันยกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้าอกทันที

                นี่คุณเป็นโรคจิตหรือไง ยืนมองอยู่ได้ฉันเอ็ดเขาอย่างลืมตัว

                ฮ่าๆ สำหรับผู้ชายถือเป็นเรื่องปกติที่สุดแล้วล่ะเขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ไม่สะท้านกับคำกล่าวโทษใด ๆ พลางปลดกระดุมเสื้อตัวเองทีละเม็ดอย่างท้าทาย ฉันกลับหันหลังให้เขาทันที ตาลเป็นห่วงคุณมาก พรุ่งนี้ผมต้องโทรรายงานว่าคุณสบายดี เพราะฉะนั้นคุณจะเป็นอะไรไม่ได้ ผมกำลังทำหน้าที่แฟนที่ดี ชดเชยเรื่องที่เพิ่งโกหกไปเมื่อกี้ และในเมื่อคุณเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ก็ควรจะให้ความร่วมมือแต่โดยดีถึงจะถูก เอาเป็นว่าคุณเข้าไปใช้ห้องน้ำในห้องนอนแขกก็แล้วกัน ผมจะให้แม่บ้านเตรียมชุดไปให้คุณเปลี่ยน

                แฟน? ฟังดูไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ แต่เรื่องที่น่ากังวลคือฉันดันเล่าเรื่องตาลให้เขาฟัง หวังว่าเขาจะเดาไม่ออกว่าเพื่อนรักที่ฉันพูดถึงคือตาลและผู้หญิงที่เพิ่งคุยกับเขา ก็คือฉัน

                “ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นนะ ความรู้สึกที่ว่า ไม่มีใครเข้าข้างเลยซักคน มันโดดเดี่ยวมากจริง ๆ แต่ต่อให้ไม่มีใครอยู่ข้างคุณ คุณก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ อย่าทิ้งขว้างชีวิตตัวเองเหมือนวันนี้อีก”

                อึ้ง ฉันได้ยินเสียง เพล้ง ดังกระหึ่มอยู่ในสมอง เขารู้แล้ว


----------------Loading 50%----------------

               ซ่า..ซ่า.... สายน้ำเย็นจากฟักบัวขนาดเท่ากระทะไฟฟ้าไหลปะทะใบหน้า ฉันอาบน้ำเสร็จนานแล้ว แต่ยังปล่อยให้น้ำเย็นไหลผ่านร่างเพื่อตั้งสติ

                ฉันไม่คิดเลยว่าโลกจะแคบขนาดนี้ ตาลได้หายสาบสูญไปจากชีวิต ทิ้งให้ฉันรับผลจากการกระทำของเธอนานนับสิบปี แต่จู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาในชีวิตอีกครั้ง โดยไร้วี่แววหรือสัญญาณเตือนล่วงหน้า และทั้ง ๆ ที่ฉันพยายามดึงตัวเองให้ห่างจากอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับตาล แต่กลับกลายเป็นว่าฉันเอาตัวเองเข้ามาพัวพันกับตาลโดยไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่คิดว่าเขาโกหกเรื่องที่ว่าเขาเป็นแฟนของตาล สถานการณ์ต่าง ๆ ก่อนหน้านี้มันตอกย้ำว่าเขาเป็นแฟนตาลจริง ๆ แต่การที่เขาคือคนแปลกหน้าที่ฉันคุยโทรศัพท์ และเป็นคนช่วยฉันขึ้นมาจากน้ำ ช่างเป็นความบังเอิญที่ไม่รู้กาลเทศะ ตอนนี้ฉันเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมถึงไม่มีใครลงไปช่วยฉัน ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าน้ำลึกแค่อก แต่เขาคงจะอยู่ในห้องนี้และเห็นฉันจมน้ำผ่านเพดานกระจกหนาที่เป็นก้นสระ เมื่อคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง ฉันหลงลืมสิ่งที่สำคัญพอ ๆ กับการที่เขาเป็นแฟนตาล นั่นคือการที่เขาเป็นเจ้าห้องเพนท์เฮ้าส์สุดหรู เพราะมันทำให้เขาดูเหมือนเป็นคนสำคัญของบริษัท

                ตอนนี้ถึงแม้เขาจะรู้แล้วว่าฉันคือผู้หญิงที่คุยกับเขา แต่เขาอาจจะยังไม่รู้ว่าเพื่อนคนนั้นที่ฉันพูดถึงคือตาล ฉันไม่รู้ว่าความคิดนี้มันเป็นการปลอบใจตัวเองหรือเปล่า แต่ฉันต้องหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความบังเอิญที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นอีก คิดไปคิดมาก็เหลือแค่หนทางเดียว คือ ฉันควรลาออกจากงานและยอมอดตายอย่างสงบ

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังแทรกความคิด น่าจะเป็นแม่บ้านที่เขาพูดถึง ฉันปิดน้ำ เดินออกจากตู้อาบน้ำกระจก หยิบผ้าเช็ดตัวมาพันรอบตัว เดินไปแง้มประตูเปิด พอให้หน้ารอดออกไปได้

                “เข้ามาเลยค่ะฉันตะโกนออกไป ประตูห้องซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกับประตูห้องน้ำเปิดออก แต่คนที่เดินเข้ามาไม่ใช่แม่บ้านอย่างที่เข้าใจนี่คุณ....ปัง!ฉันตกใจ โชคยังดีที่ตั้งสติปิดประตูได้ทัน คุณเข้ามาทำไม

                “ผมลืมดูเวลา ดึกป่านนี้แม่บ้านกลับไปหมดแล้ว ผมเลยต้องเป็นคนเอาชุดมาให้ จะให้ผมวางไว้ตรงไหนดีล่ะคำตอบของเขาก็พอจะเข้าใจได้อยู่หรอก แต่สถานการณ์ระหว่างฉันกับเขาตอนนี้ มันชวนให้ไม่สบายใจ

                “วะ..วางที่ไหนก็ได้ค่ะ คุณรีบออกไปก่อนดีกว่าฉันย่อตัวลง มือจับผ้าเช็ดตัวแน่น เอาหูแนบสนิทกับประตู รอฟังสัญญาณอะไรก็ตามที่บ่งบอกว่าเขาออกไปแล้ว ฉันยังไม่ควรเจอเขาในสภาพนี้

                ก๊อก ก๊อก “นี่คุณ....

                “ว้ายย!!!.....ตึง!ฉันร้องเสียงหลง ตกใจผงะถอยหลัง เสียหลักล้มไม่เป็นท่า ศีรษะกระแทกพื้นจนสายตาพร่าเลือนไปชั่วขณะ

                อู้ยยย....สะโพกกระแทกพื้นห้องน้ำ ปวดระบมตั้งแต่ก้นกบร้าวไปถึงกระดูกสันหลัง ผ้าเช็ดตัวเลื่อนต่ำลงเกือบหลุดจากร่าง คิดไม่ถึงว่าเขาจะเคาะประตูและดันเคาะตรงที่ฉันแนบหูฟังพอดีนี่คุณ...เป็นอะไรหรือเปล่าเสียงเขาดังแตกตื่นมาจากอีกฝากของประตู ฉันเห็นลูกบิดประตูหมุนเปิด ฉันไม่ได้ล๊อคประตู

                “อย่าเข้ามา....ฉันข่มความเจ็บปวด ใช้ข้อศอกข้างหนึ่งยันร่างตัวเองขึ้น อีกข้างจับผ้าเช็ดตัวไว้แน่น ปากก็เอ่ยคำยับยั้ง แต่ไม่ทันการณ์แล้ว เขาเปิดประตูเข้ามา สีหน้าตื่นตะลึงเมื่อเห็นฉันนอนกองอยู่บนพื้นห้องน้ำ เขาหมุนตัวกลับทันที โชคดีที่ฉันคว้าผ้าเช็ดตัวขึ้นมาปกปิดหน้าฉากไว้ได้ทัน แม้ว่าด้านหลังจะเย็นวาบคุณเป็นอะไรหรือเปล่า

                “ไม่ๆๆๆๆๆ ค่ะ คะ..คุณออกไปก่อนเถอะฉันติดอ่างไปโดยปริยาย ไม่ง่ายที่จะประคองเสียงให้ปกติ ทั้ง ๆ ที่เจ็บจนแทบขยับไม่ได้

                “คุณนี่...เหลือเกินจริง ๆเขาพูดทิ้งท้าย ก่อนจะพุ่งตัวเดินออกจากห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว ฉันพ่นลมหายใจด้วยความโล่งอก พยายามฝืนความเจ็บปวดที่เต้นตุบ ๆ อยู่บริเวณด้านหลังศีรษะ หวังว่ามันคงไม่เลวร้ายหรือรุนแรงถึงขั้นหัวแตกหรอกนะ แต่เมื่อใช้มือคลำบริเวณที่เจ็บ เลือดสีแดงเข้มก็ติดมือมาด้วย ฉันเริ่มกลัวขึ้นมาจริง ๆ แล้ว

                “อยู่นิ่ง ๆฉันเงยหน้าขึ้นตามเสียง รู้สึกอุ่นวาบที่หัวใจเมื่อได้ยินเสียงใครอีกคน ก่อนจะเห็นผ้าห่มสีเทาอ่อนผืนใหญ่กางอยู่เต็มประตู มันพุ่งเข้ามาหา โอบรอบตัวฉันอย่างรวดเร็ว ฉันจึงเห็นเขาอยู่อีกของผ้าห่มผมไม่รู้ว่าที่คุณทำอย่างนี้ เพื่อพิสูจน์อะไร แต่เวลาที่คุณช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คุณก็ต้องยอมให้คนอื่นช่วยเขาขมวดคิ้วแน่น ขณะย่อตัวลงนั่งยอง ๆ เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับฉัน พันผ้าห่มรอบตัวจนกลายเป็นดักแด้หัวกระแทกหรือเปล่า

                “ค่ะฉันตอบสั้น ๆ เจ็บจนหมดอารมณ์จะรั้น ตอนนี้แค่จะกลืนน้ำลายยังลำบาก

                “ตรงไหนเขาถามต่อ ไม่เว้นวรรคหายใจ

                “ด้านหลังเขาลุกขึ้นเดินอ้อมมาด้านหลังทันที

                “เลือดออกขนาดนี้แล้วยังไล่ผมออกไปอีก ผมไม่เข้าใจคุณเลยจริง ๆเขาพึมพำพลางใช้มือปัดเส้นผมเปียกชื้นเพื่อหาบาดแผล

                “โอะ!ฉันโอดเมื่อเขาสะกิดโดนแผลดีที่แผลไม่ใหญ่มาก คุณเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า

                “สะ...สะโพก

                “คิดว่าจะลุกไหวไหม

                “ฉันก็ไม่แน่ใจว่าแล้วฉันก็ลองขยับตัว แต่ช่วงล่างตั้งแต่เอวลงไปมันฝืดไปหมด ไม่ว่าจะขยับไปทางไหน ก็ไม่ได้ดั่งใจ รู้สึกขัดยอกบริเวณข้อต่อระหว่างก้นกบกับกระดูกสันหลัง หลังจากตระหนักถึงสถานการณ์ของตัวเอง ฉันก็รู้สึกกลัวจับใจ ส่วนเขากำลังรอดูความพยายามของฉันอยู่เงียบ ๆ

                “ผมจะอุ้มคุณไปที่เตียง ถ้าผมทำให้เจ็บ รีบบอกเลยนะฉันผงกหัวรับ เขาอุ้มฉันที่ไม่ต่างจากดักแด้ขึ้นทันทีด้วยสีหน้าเครียดขรึม ก่อนจะพาออกจากห้องน้ำวางฉันนั่งบนเตียงอย่างแผ่วเบา ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างเขานั่งลงข้าง ๆ ฉัน หยิบหมอนใบหนึ่งมาถอดปลอกหมอนออกอย่างรวดเร็ว

                “ฉัน...กลัว” ฉันยอมรับแต่โดยดี แม้จะเคยผ่านเรื่องราวเลวร้ายมามาก แค่ไม่เคยผ่านเรื่องเฉียดตายมาก่อน

                “ถ้าคุณตั้งใจฟังผมให้ดี ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว” เขาพูดขณะพับปลอกหมอนจนมีขนาดเท่าฝ่ามืออย่างเร่งร้อน ใช้มันกดแผลด้านหลังศีรษะของฉันไว้แน่น “ผมเคยหัวแตกมาก่อน สถานการณ์ของคุณตอนนี้ค่อนข้างจะฉุกเฉิน ถึงแผลจะไม่ลึกมาก แต่แผลที่หัวมักมีเลือดไหลมากกว่าส่วนอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำเวลา ถ้าคุณยังพอขยับตัวได้ ผมอยากให้คุณใส่เสื้อผ้าเดี๋ยวนี้ แล้วผมจะพาคุณไปโรงพยาบาล

                “คุณว่าอะไรนะสิ่งที่เขาพูดมันไม่ต่างกับการบอกให้แก้ผ้าต่อหน้าเขาเลย หรือไม่ก็จับผ้ากดแผลนี้ไว้ แล้วให้ผมช่วยใส่ให้ คุณเสียเลือดไปมาก ถ้าคุณไม่เลือกทำอะไรซักอย่าง ผมก็จำเป็นต้องอุ้มคุณไปโรงพยาบาลในสภาพนี้เพราะผมไม่มีทางปล่อยให้คุณตายในห้องของผมแน่ ๆเขายืนกร้านหนักแน่น ไม่มีท่าทีลังเล อีกทั้งยังใช้สายตาดุดันเร่งให้ฉันตัดสินใจ

                “ฉันจะเชื่อได้ไงว่าคุณจะไม่แอบดู

                “ให้ตายเถอะ น่าหงุดหงิดชะมัด คุณเห็นสภาพตัวเองหรือเปล่า หน้าซีดเผือดไม่ต่างกับศพ คุณคิดว่าผมจะมีอารมณ์ทั้ง ๆ ที่คุณเลือดอาบขนาดนี้ได้ยังไงเขาตะคอกใส่ฉันอย่างเหลืออด มองค้อนเหมือนตอนที่เขาช่วยฉันขึ้นจากสระ เอาอย่างนี้นะเขาสะบัดหัวเล็กน้อย พ่นลมหายใจและหลับตาข่มอารมณ์ คุณไม่ต้องเชื่อผม แค่นึกถึงชีวิตตัวเองก็พอเขาพยายามปรับเสียงพูดเป็นโทนต่ำ ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาสบตาฉัน หยิบเสื้อสีดำที่วางอยู่ปลายเตียงมาให้ “ผมรู้ว่าต่อให้ผมสัญญาหรือสาบาน คุณก็ไม่มีทางเชื่อ ผมถึงไม่ขอให้คุณเชื่อ แต่ขอให้นึกถึงชีวิตตัวเอง รีบใส่เสื้อผ้าซะ ยิ่งเสียเลือดมากเท่าไหร่อาการของคุณยิ่งแย่มากขึ้นเท่านั้นถ้าคุณไม่อยากให้ผมมอง ผมก็จะไม่มอง ผมจะจ้องตาคุณเอาไว้ ตกลงไหมเขายื่นเสื้อมาให้ตรงหน้า สายตาจับจ้องฉันไว้ตลอดเวลา แต่ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจงั้นผมจะ...

                ก็ได้ค่ะฉันแทรก ตอนที่เขาทำท่าจะลุก คิดในใจว่าอย่างน้อยก็แค่อายเขาคนเดียว ดีกว่าอายคนทั้งโรงพยาบาล ฉันค่อยๆ ดึงแขนตัวเองออกจากผ้าห่มทีละข้าง และยื่นมือออกไปรับเสื้อ โดยใช้ต้นแขนหนีบให้ผ้าห่มปิดหน้าอกไว้ คล้ายเกาะอก พยายามสอดแขนเข้าไปทีละข้างอย่างทุลักทุเลเพราะเคลื่อนไหวลำบากคุณต้องทำให้เร็วกว่านี้เขาเร่ง

                “ฉันรู้สึกขัดยอกที่สะโพก…”

                “งั้นก็ใส่แค่นี้แหละ กดผ้าเอาไว้เขาดึงมือฉันแทบไว้บนมือของตนที่กำลังกดห้ามเลือดไว้ ค่อย ๆ เลื่อนมือออกช้า ๆ และลุกขึ้นทันที

                “แต่..ฉันทำท่าจะประท้วง ไม่สบายใจที่ช่วงล่างถูกทิ้งให้โล่งโจง แต่เขาคว้าข้อมือฉันมากดไว้ที่แผลโดยไม่ฟังเสียงใดถ้าคุณสลบ อะไร ๆ มันคงง่ายกว่านี้เขาเหน็บ ก่อนจะอุ้มฉันขึ้น ฉันกำลังจะประท้วงที่ท่อนล่างถูกปล่อยให้เปล่าเปลือย แต่พอเขาอุ้มฉันขึ้นและดึงผ้าห่มออก ฉันถึงรู้ว่าเสื้อตัวนี้ยาวพอให้หายกังวลเรื่องนั้นไปได้เลย ปล่อยให้เขาอุ้มร่างที่ปวดระบมเดินกึ่งวิ่งโดยไปเรื่อยไม่มองทาง

ฉันเริ่มรู้สึกวูบไหวแปลก ๆ ตอนที่เขาวางฉันลงที่เบาะข้างคนขับ ปวดหัวจนเหมือนจะระเบิดได้ทุกเมื่อ “อดทนอีกหน่อยนะ” เขาพูดขณะเข้ามานั่งประจำที่นั่งคนขับ

                “คุณพูดถูก สลบไปเลยน่าจะดีกว่า” ฉันพูดแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งลานจอดรถ

                “ถ้าคุณไม่เอาแต่เรื่องมาก ป่านนี้คงถึงมือหมอนานแล้ว”

                “ไม่ใช่ ถ้าไม่บังเอิญเจอตาลที่นี่ ป่านนี้ฉันคงนอนอยู่ที่ห้องแล้ว ฉันไม่น่ามางานคืนนี้เลย”  สายตาฉันเริ่มพร่ามัวไปทุกที สติถดถอยลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ  ทำให้หลงลืมไปชั่วขณะว่าเขาเป็นแฟนตาล

                “อย่าเพิ่งคิดอะไร แข็งใจไว้ก่อน ใกล้จะถึงแล้ว” เขาเอื้อมมือมาจับมือฉันไว้แน่น ฉันรู้สึกขอบคุณที่เขาทำอย่างนั้นจริง ๆ ฉันมองเห็นใบหน้าเขาไม่ชัด แต่มือเขาอุ่นจัด อุ่นจนลามไปถึงหัวใจ การมีใครซักคนอยู่เคียงข้างในช่วงเวลาน่าสิ่วน่าขวาน ช่างเป็นความรู้สึกที่ดีเหลือเกินจริง ๆ  แม้ว่าใครคนนั้นจะเป็นแค่คนแปลกหน้าก็ตาม มันทำให้ฉันรู้สึกสงบทั้ง ๆ ที่ความเจ็บปวดยังคงดำเนินอยู่ และทำให้ฉันหวนนึกถึงครั้งสุดท้ายที่เคยรู้สึกแบบนี้ เมื่อสิบปีก่อน

 

            “แกแน่ใจเหรอ ตาฝาดไปเองหรือเปล่าตาลถลึงตาประท้วง แม่แกกับผอ. อาจจะแค่ยืนคุยกัน แต่องศาสายตาแกเพี้ยนไปเลยทำให้ดูเหมือนจูบกันก็ได้นะ

            “ฉันก็อยากจะคิดอย่างนั้น แต่ถึงองศาสายตาจะเพี้ยนแค่ไหน แล้วจะอธิบายเรื่องกอดยังไง

            “กอดเหรอ?” ตาลทำเสียงสูงจนฉันสะดุ้ง

            “ชู่ว...เบา ๆ สิแกฉันปราม ยกมือขึ้นปิดปากเพื่อน ทุกวันนี้แค่มองหน้าแม่ไม่ติด ฉันก็อึดอัดจะแย่แล้ว ถ้ามีคนรู้เข้า ฉันจะกล้าสู้หน้าคนอื่นได้ยังไงตาลพ่นลมหายใจใส่ฝ่ามือฉัน ฉันจึงดึงมือกลับ ก้มหน้าหลบตา ไม่กล้าสู้หน้าตาลด้วยอีกคนแกเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่

            “เย็นวันจันทร์ พอเลิกเรียนฉันก็ไปหาแม่ที่ห้องพักครูเหมือนทุกวัน แต่แม่ไม่อยู่ ฉันเลยเดินเล่นฆ่าเวลา เดินเลยไปถึงหน้าห้องผอ. และประตูดันปิดไม่สนิทฉันเล่า พลางบีบมือตัวเองไว้แน่น ตอนนั้น ฉันรู้สึกเหมือนมีคนมาขวานเอาเครื่องในออกไป โหวงเหวงจนทำอะไรไม่ถูก

            “แล้วทำไมไม่ถามแม่ไปตรง ๆ ล่ะ แกหลบหน้าแม่ตลอดไม่ได้หรอกนะ

            “ก็ฉันทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรถามแม่หรือรอให้แม่บอกเอง ตั้งแต่พ่อตาย ฉันก็ไม่เคยได้ยินแม่ฮัมเพลงตอนอาบน้ำอีกเลย แต่หลังจากวันนั้น แม่ยิ้มให้ฉันบ่อยขึ้น บ่นฉันน้อยลง ฉันได้ยินแม่ฮัมเพลงตอนอาบน้ำและตอนทำกับข้าวทุกวัน แม่กำลังมีความสุขหลังจากที่ทนทุกข์กับการสูญเสียพ่อมานานหลายปี ฉันเลยไม่กล้าพูดถึงเรื่องวันนั้นเพราะไม่อยากทำให้แม่อึดอัดใจ"

            “แล้วแกโอเคหรือเปล่าตาลถามไถ่ด้วยความกังวล

            “โอเคเรื่องอะไร"

            “ถ้าแม่แกรักผอ. จริง ๆ แกจะไม่เป็นไรใช่ไหม"

            “ขอแค่ให้แม่มีความสุข ไม่ว่าแม่จะรักใครฉันก็ไม่ขัดหรอก แต่ฉันเคยได้ยินคุณครูพูดถึง คุณนายผอ.ในห้องพักครู ถ้าผอ.มีครอบครัวอยู่แล้ว แม่ฉันจะอยู่ในสถานะอะไร

            ชู้ ฉันตอบตัวเองเบา ๆ ในใจ แต่ไม่กล้าพูดออกไป

            “นี่ปอล์...แล้วแกจะหลบตาฉันทำไมตาลพูดอย่างขัดอกขัดใจ ฉันเลยยิ่งทำตัวไม่ถูก ฉันเป็นเพื่อนรักแกนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันก็เข้าข้างแกอยู่แล้ว ฉันว่าเรื่องนี้แกไม่ต้องคิดมากหรอก ฉันถามแกคำเดียวแกไว้ใจแม่หรือเปล่า” ตาลกุมมือทั้งสองของฉันไว้แน่น ทำตาแป๋ว มองหน้าฉันอย่างรอคำตอบ เอ้า...ตอบสิ แกไว้ใจแม่ตัวเองหรือเปล่า มั่นใจไหมว่าผู้ชายที่แม่เลือกจะเป็นคนดีตาลยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ฉันพยักหน้ารับถี่รัว ขอบตาร้อนผ่าวด้วยมิตรภาพที่เพื่อนรักส่งมาให้ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ปล่อยให้ผู้ใหญ่จัดการเรื่องพวกนั้นไป พร้อมเมื่อไหร่แม่แกคงหาโอกาสบอกแกเอง ส่วนแกก็แค่อยู่เฉย ๆ เตรียมตัวรับความสุขก็พอ จะว่าไปพ่อแกตายไปนานแล้วนะ แกกับแม่ก็ลำบากมาตลอด ถึงเวลาอ้าแขนรับความสุขซักที ฉันสัญญาว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ จะไม่บอกใครเด็ดขาด ส่วนแกก็เลิกหลบหน้าแม่ได้แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องที่เด็กอย่างพวกเราจะยื่นมือเข้าไปยุ่งได้ ทำได้ดีที่สุดก็แค่รอและเรียนตาลเหลือบตาไปทางการบ้านบนโต๊ะ

            “ตาล มันจะไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอ ถ้ามีคนรู้เรื่องนี้ขึ้นมาล่ะฉันถามซ้ำ กังวลว่าถ้ามีคนรู้เรื่องนี้ก่อนเวลาอันสมควร แม่ก็อาจจะมีปัญหาในที่ทำงาน แกเข้าใจใช่ไหมว่า ถ้ามีคนเรื่องนี้และเอาไปพูดเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็จะเดือดร้อน

            “เข้าใจสิ แต่นี่ก็ผ่านมาเกือบอาทิตย์หนึ่งแล้ว ฉันยังไม่ได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้เลย แกไม่ต้องห่วง ต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ ฉันจะไม่ปล่อยให้แกเจอปัญหาคนเดียวหรอกตาลยิ้มให้ แต่ฉันน้ำตาลซึม พลางโผล่เข้ากอดตาลไว้แน่นขอบใจมากนะตาล ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกัน

            วันนั้น ฉันหลงคิดว่าตัวเองคิดถูก ถึงขึ้นรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก ที่มีเพื่อนอย่างตาล ฉันเชื่อมั่นในมิตรภาพของเรามากจนไม่ฉุกคิดเลยว่า ทุกอย่างบนโลกล้วนเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เว้นแม้แต่มิตรภาพความเป็นเพื่อน ฉันอยากลืมมันจริง ๆ ทั้งความทรงจำที่คอยย้อนกลับมาตอกย้ำให้เจ็บช้ำใจ รวมถึงความรู้สึกผิดที่ติดค้างในใจเพราะสิ่งที่ตัวเองเคยทำผิดพลาด หากเป็นไปได้ ฉันขอลืมไปเลยว่าตัวเองเป็นใคร

 

                “ปอล์....คุณห้ามหลับนะเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วนเบียดแทรกเศษเสี้ยวของความทรงจำเข้ามา ถ้าฉันไม่ได้หูแว่วเพราะหัวกระแทก ก็แสดงว่าเขากำลังเรียกฉันอยู่ แต่มันไม่สำคัญแล้วว่าเขาจะรู้จักฉันได้ยังไง ฉันแทบจะประคองตัวเองให้นั่งอยู่กับที่ไม่ไหว มือข้างที่กดแผลไว้ร่วงขนาบข้างลำตัวตอนไหนไม่รู้ ปลอกหมอนสีชมพูอ่อนเปื้อนเลือดหล่นอยู่ที่พักเท้า

                “ตั้งสติสิ อยู่กับผมเขาเอ็ดตะโร่ พลางเขย่ามือที่อ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงของฉัน ตาบ้า! แล้วใครกันที่บอกว่า ถ้าฉันสลบ อะไร ๆ คงง่ายกว่านี้ ฉันคิดแต่ไม่มีปัญญาจะโต้กลับ เปลือกตาทั้งสองหนักอึ้ง ไม่เหลือแรงพอจะขยับปาก ถึงอย่างนั้นฉันก็พยายามออกแรงกระดิกนิ้วมือข้างที่เขาจับ เพื่อให้เขารับรู้ว่าฉันได้ยินที่เขาพูด แม้จะรู้สึกเหมือนคนกึ่งหลับกึ่งตื่นก็ตามถึงโรงพยาบาลแล้ว แข็งใจไว้เขาปล่อยมือฉัน ประตูฝั่งฉันเปิดออก ใครบางคนอุ้มฉันออกจากรถไปวางบนเตียงผู้ป่วยและพาร่างฉันลอยผ่านดวงไฟไปอย่างรวดเร็ว เสียงเอะอะของชายและหญิงสลับกันวุ่นวายจับทิศทางไม่ถูก ฉันจับใจความอะไรไม่ได้เลย แต่ในความเอะอะวุ่นวายนั้น ฉันได้ยินเสียงเขาชัดเจนคล้ายกับกระซิบอยู่ข้างหู มือคู่ใหญ่เกาะกุมมือฉันไว้อย่างแน่นหนาอีกครั้ง

                “คุณต้องปลอดภัย” นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ฉันได้ยิน ก่อนมือหนาจะเลื่อนหลุดไป หลงเหลือไว้เพียงความอบอุ่นที่ค่อย ๆ จางหายไป ฉันยังคงลอยผ่านดวงไฟดวงแล้วดวงเล่า ฉันรู้สึกตัวอีกครั้งอยู่ในห้องที่เงียบสงัด เสียงเอะอะกลายเป็นเสียงพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่อาจรู้ได้ ฉันพยายามรั้งสติเอาไว้ สายระโยงระยางถูกเชื่อมต่อเข้ากับร่างกายอย่างไม่ปรานี ฉันยอมแพ้และหมดสติไปในที่สุดโดยไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสลืมตาอีกครั้งหรือเปล่า


----------------Loading 100%----------------



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

56 ความคิดเห็น

  1. #32 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 21:30
    รีไรท์ใหม่หมดเลยเหรอค่ะ
    #32
    1
    • #32-1 Weela (@crc6chaos) (จากตอนที่ 3)
      26 กรกฎาคม 2561 / 00:32
      พล๊อตหลักยังเหมือนค่ะ แต่มีการเพิ่มเนื้อหา แก้ไขสำนวน ปรับรูปแบบประโยค ปรับเปลี่ยนสถานการณ์ในเรื่องเล็กน้อยและลำดับเหตุการณ์ใหม่ในบางช่วงบางตอนจ้า โดยรวมแล้วจะเรียกว่ารีไรท์หมดเลยก็น่าจะใช่นะคะ 555+
      #32-1
  2. #1 Suratsawade Nakaviroght (@dreamzaa78910) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 / 01:46
    สนุกค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #1
    1
    • #1-1 Weela (@crc6chaos) (จากตอนที่ 3)
      9 กรกฎาคม 2560 / 19:48
      ขอบคุณมากค่ะ ^______^
      #1-1