แต่ก่อนนั้น...Before I love you (ชื่อเดิมวันนี้...ยังไม่สาย)

ตอนที่ 2 : พนักงานรับโทรศัพท์ - 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 515
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

1

พนักงานรับโทรศัพท์

                ฉันรู้ตัวดีว่าไม่ใช่ผู้หญิงประเภทสะดุดตาสะดุดใจใครต่อใครตั้งแต่แรกเห็น ฉันเป็นผู้หญิงที่ใครเห็นแล้วมักจะไม่หันกลับมามองซ้ำอีก แต่ถึงแม้จะแค่แวบเดียวฉันก็อ่านสายตาของคนเหล่านั้นออก สายตาขุ่นเคืองแฝงความกังวล ราวกับพวกเขาคิดไม่ตกว่าจะแยกขยะอย่างฉันไว้ประเภทไหนดี ฉันไม่ถือสา ตราบใดที่พวกนั้นทิ้งฉันไว้ลำพังและเดินผ่านไป เพราะฉันพอใจที่จะถูกมองว่าเป็นคนไร้ตัวตน

แน่นอนว่า การฝังตัวเองในมุมอับสายตาของคนอื่น ๆ ทำให้ฉันลำบากไม่น้อย ที่สำคัญคือมันไม่ช่วยให้อิ่มท้อง ฉันหลบหน้าคนทั้งโลกไม่ได้ ในเมื่อเงินยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต และอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าหรือจ้องตากับมนุษย์หน้าไหนก็มีให้เลือกไม่มากนัก

                นับเป็นโชคดีของฉัน ที่โลกใบนี้อยู่ในยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับสื่อสารคมนาคมและการบริการ ดังนั้น พนักงานรับโทรศัพท์ จึงเป็นอาชีพที่มีความต้องการสูง แน่นอนว่าไม่ติดอันดับหนึ่งในสามอาชีพในฝันของฉันเมื่อตอนอายุเก้าขวบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรื่องยากที่สุด คือ การท่องสูตรคูณแม่สิบสองและการเอาคืนพวกที่ชอบล้อชื่อพ่อ ชีวิตยากขึ้นตามวัยและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และเรื่องยากที่สุดของเด็กจบใหม่อย่างฉัน คือ หางานทำ

ฉันทำงานให้กับบริษัทนำเข้ารถยนต์แห่งหนึ่ง ที่มีสาขาอยู่ในเกือบทุกจังหวัดของประเทศ ต้องยอมรับว่าการเริ่มต้นด้วยอาชีพ พนักงานรับโทรศัพท์ นั้น ไม่น่าโอ้อวด ไม่มีหน้ามีตาในสังคม แต่ทำเงินได้พอกินพอใช้ ระบบงานไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน แม้จะซ้ำซากจำเจก็ตาม อีกอย่างฉันไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเลือกงานได้ อันเนื่องมาจากสภาพคล่องทางการเงิน สภาพจิตใจและปัญหาพฤติกรรมต่อต้านสังคม ฉันคิดเอาเองว่ามันเป็นศัพท์ทางการของพวกรักสันโดษ ฉันจึงไม่อิดออดที่ต้องถูกบังคับให้นั่งอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มีแค่คอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์เสียบหูเป็นอุปกรณ์เลี้ยงชีพ

ข้อดีที่ดีสุดของอาชีพนี้ คือ ฉันไม่จำเป็นต้องสานสัมพันธ์กับใคร บ่อยครั้งที่ต้องตกเป็นที่ระบายอารมณ์ของลูกค้าปากร้าย แต่ทุกอย่างจะจบลงเมื่อวางสายและคนแปลกหน้ารายต่อไป ๆ ก็จะเรียงแถวกันเข้ามา ข้อดีที่ดีรองลงมาคือทำงานเป็นกะ ฉันอยู่ประจำกะดึกเสมอ นั่นหมายความว่าฉันต้องเข้างานตั้งแต่สองทุ่มถึงตีห้าของวันใหม่

                หลังเวลาตีห้าของทุกวัน ฉันมักจะมานั่งริมบึงในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งจนกลายเป็นความเคยชิน บ่อยครั้งที่ฉันเผลอปล่อยความคิดร่องรอยไปไกล พอรู้ตัวอีกทีเท้าทั้งสองก็พามายังสวนสาธารณะแห่งนี้ราวกับถูกปักมุดไว้โดยโปรแกรมอัตโนมัติ ฉันไม่มั่นใจว่ามันเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการหรือหัวใจต้องการกันแน่ แต่ทุกอย่างมักจะดีขึ้นเสมอเมื่อฉันได้นั่งอยู่ตรงนี้ ปลดปล่อยความเหนื่อยล้าไปกับกระแสคลื่นวันใหม่ บอกลาชีวิตนับล้านที่กำลังจะเริ่มต้น ก่อนส่งตัวเองเข้านอน หลับตาพักผ่อนในยามที่ชีวิตอื่น ๆ แย่งชิง ดิ้นร้น ค้นหาพื้นที่ของตัวเองบนโลกใบนี้ จวบจนกระทั่งชีวิตอื่นเริ่มเดินช้าลง และค่อย ๆ ถูกกลืนหายไปพร้อมแสงสุดท้ายของวัน ชีวิตฉันถึงจะเริ่มต้นอีกครั้ง วนเวียนอยู่อย่างนั้น วันแล้ววันเล่า แม้ยังมีอีกหลายชีวิตที่ดำเนินไปอย่างที่ฉันเป็น แต่พื้นที่บนโลกในยามค่ำคืนนั้น มากมายเสียจนการแย่งชิงไม่ใช่สิ่งสำคัญ ฉันพบที่นั่งว่างในรถไฟฟ้าเสมอ ฉันไม่เคยเดินชนใครหรือถูกใครชนระหว่างเดินบนทางเท้า ไม่เคยเบียดเสียดในลิฟท์หรือต้องยืนรอลิฟท์นาน ๆ รวมถึงจำนวนคนแปลกหน้าที่โทรเข้ามาใช้บริการ ก็ไม่ได้ลนลามจนน่าหงุดหงิดใจ การใช้ชีวิตกลางคืนง่ายดายกว่ากลางวันหลายเท่าตัวนัก ในกรณีที่คุณไม่จำเป็นต้องมีเพื่อน และฉันก็ไม่ต้องการเพื่อน

                มีหลายครั้งหลายคา ฉันเกิดความสงสัยว่า ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมถึงกลับมานั่งริมบึง เหม่อมองแสงสีส้มละมุนยามเช้าส่องแสงเป็นประกายสะท้อนผืนน้ำระยับตา ปล่อยให้สายลมพัดพาละอองน้ำปลิวปะทะใบหน้า มองท้องฟ้าสลับกับผืนน้ำอยู่อย่างนั้น บ้างก็แหงนมองต้นไม้ที่โบกสะบัดเหนือศีรษะ สลับกับก้มมองใบหญ้าน่าสงสาร ซึ่งนอนราบอยู่ใต้ร่างผอมโกรก และเมื่อแสงสีส้มละมุนกลายเป็นสีส้มจัด ร่างกายก็ประท้วงว่าถึงเวลาพักผ่อนของมันแล้ว หนึ่งวันผ่านไป  และเหมือนเดิมทุกวัน

             อาจมีบางอย่างผิดพลาด แน่ล่ะ มันไม่ใช่เรื่องปกติ ที่ฉันใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ยอมอยู่เดียวดายท่ามกลางโลกอันแสนกว้างใหญ่ แต่ทุกครั้งที่ฉันเริ่มสงสัยว่าเพราะอะไร ฉันจะกอดเข่า ซบหน้าลงกับเข่าทั้งสอง กลั้นหายใจ ปิดกั้นความเป็นไปของโลก และคำตอบก็จะย้อนกลับมาก่อนที่ปอดจะดิ้นร้นหาอากาศ ฉายชัดราวกับกำลังนั่งดูภาพจากจอขนาดยักษ์ ฉันจำได้แล้ว มันเกิดขึ้นในวันธรรมดาวันหนึ่ง ในวัยที่โลกแห่งความเป็นจริงยังเข้าไม่ถึง เมื่อสิบปีที่แล้ว

 

             “พรุ่งนี้วันจันทร์อีกแล้วเหรอเนี่ย การบ้านก็ยังไม่เสร็จเด็กสาวตาคม รวบผมยาวเป็นหางม้า โยนปากกาทิ้งไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นอย่างไม่ใยดี พลางทิ้งตัวลงไปนอนกับพื้นห้อง บ่นงึมงำกับเพื่อนรักที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาทำการบ้านวิชาภาษาอังกฤษอย่างขะมักเขม้น โดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนตาคมที่ไม่สบอารมณ์กับการมาถึงของวันพรุ่งนี้

            “นี่ ตาล ไม่เบื่อบ้างเหรอ” เมื่อเพื่อนไม่สนใจ เด็กสาวจึงเริ่มก่อกวน

            “อืม เบื่อสิ เลยต้องรีบทำให้เสร็จ ๆ จะได้ไปทำอย่างอื่น ว่าแต่ช่วงนี้เป็นอะไรอะปอล์ ฉันไม่ค่อยได้ยินแกบ่นเรื่องการบ้านเลยนะ จะว่าไปทำไมช่วงนี้แกมาทำการบ้านที่บ้านฉันทุกวันเลย หรือว่าแกทะเลาะกับแม่” เพื่อนผู้ถูกก่อกวนเจ้าของชื่อน้ำตาล ที่มักถูกเรื่องสั้น ๆ ว่า ตาล เริ่มตั้งข้อสงสัยในความผิดปกติของเพื่อนรัก 

            “ไม่ได้ทะเลาะ แต่อยู่ ๆ ก็มองหน้าแม่ไม่ติด” เด็กสาวตาคม เจ้าของชื่อโอปอล์ ที่ถูกเสียงสั้น ๆ ว่า ปอล์ ตอบเสียงสลด เพื่อนอย่างน้ำตาลจึงวางปากกาในมือ ขยับตัวมานั่งข้าง ๆ ไถ่ถามความเป็นไปของเพื่อนรักอย่างจริงจัง

            “อยู่ดี ๆ จะมองหน้าแม่ไม่ติดได้ยังไง มีอะไรหรือเปล่า เล่าให้ฉันฟังได้นะ” น้ำตาลแม้จะยังเป็นเพียงเด็กมัธยมคนหนึ่ง แต่ด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย จึงมองออกในทันทีว่าเพื่อนรักกำลังมีเรื่องกลุ้มใจ

โอปอล์นิ่ง สายตาเลื่อนลอยจ้องมองเพดาน “ฉันเล่าไม่ได้หรอก” โอปอล์ตอบเสียงแข็ง แววตาหม่นหมอง

            “ความลับเหรอ งั้นเอามาแลกกัน” น้ำตาลไม่ลดละ เธอชูนิ้วก้อยขึ้นกลางอากาศ “ฉันจะบอกความลับของฉัน แลกกับความลับของแก และฉันสัญญาว่ามันจะถูกฝังอยู่ในห้องนี้จนกว่าโลกจะแตก แกเอาด้วยไหม” น้ำตาลกระดิกนิ้วก้อยเล็ก ๆ ของตัวเองอย่างร่าเริงพร้อมรอยยิ้ม สายตาส่องประกายเชิญชวน คล้ายเร่งเร้าให้เพื่อนคล้อยตาม โอปอล์ยันร่างของตัวเองขึ้นอย่างไม่กระตือรือร้นนัก สีหน้าครุ่นคิด สายตาแฝงความกังวลขณะมองรอยยิ้มกว้างของเพื่อนรัก

            “แกสัญญาว่าจะไม่บอกใคร จริง ๆ นะ” โอปอล์ถามย้ำให้มั่นใจ น้ำตาลพยักหน้ารับแทบจะในทันที “จนกว่าโลกจะแตก” น้ำตาลตอบเสียงเข้ม ทำสายตาจริงจัง โอปอล์จึงชูนิ้วขึ้น เกี่ยวก้อย กันไว้แน่น ราวกับมันจะช่วยผนึกความลับนี้ไว้ได้

            “ฉันสัญญา” โอปอล์ประกาศก้อง แล้วทั้งสองก็นั่งขัดสมาธิ หันมาเผชิญหน้ากันและกัน สีหน้าจริงจัง ขณะที่สมองกำลังเรียบเรียงตระเตรียมความลับที่จะเอามาแลก น้ำตาลยกมือขึ้นก่อน

            “ในฐานะที่ฉันเป็นคนเสนอ ฉันจะเล่าก่อน” โอปอล์พยักหน้ารับ รอคอยเรื่องราวอันเป็นความลับที่จะออกมาจากปากเพื่อน “วันเสาร์หน้า พี่เอ็มชวนฉันไปดูหนังด้วยแก กรี๊ดดด.....” ทั้งสองส่งเสียงกรี๊ดดังลั่นห้อง ด้วยต่างรู้ว่าน้ำตาลแอบชอบพี่เอ็ม รุ่นพี่ที่โรงเรียนมานานแล้ว

           ผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง หลังจากความตื่นเต้นผ่านไป ความเป็นจริงก็เริ่มแทรกซึมเข้ามาทีละน้อย “แต่.....พี่เอ็มคบกับพี่เหมียวอยู่ไม่ใช่เหรอ” โอปอล์ดับฝันเพื่อนกลางคัน

            “ฉันถามแล้ว พี่เอ็มบอกว่าไม่มีปัญหา” แต่น้ำตาลไม่สะท้าน

            “ไม่มีปัญหา? ไม่มีปัญหาได้ไง พี่เหมียวเนี่ยนะจะยอมให้แฟนตัวเองไปดูหนังกับผู้หญิงคนอื่น แล้วทำไมต้องเป็นความลับด้วย” โอปอล์เริ่มเป็นห่วงเพื่อนเช่นกัน เพราะวีรกรรมความหึงโหดของพี่เหมียวเป็นที่รู้โดยทั่วกันอยู่แล้ว 

            “พี่เอ็มบอกเลิกกับพี่เหมียวเพราะทนกับความขี้หึงของพี่เหมียวไม่ได้ ที่ต้องเก็บเป็นความลับเพราะพี่เอ็มกลัวว่า ถ้าพี่เหมียวรู้ จะเข้าใจผิดคิดว่าพี่เอ็มบอกเลิกเพราะฉัน พี่เอ็มไม่อยากให้ฉันมีปัญหา” น้ำตาลโต้ พลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างภูมิใจในความเป็นสุภาพบุรุษของหนุ่มในฝัน

            “แต่........” โอปอล์ไม่วางใจ ด้วยความเจ้าชู้ของรุ่นพี่คนนี้ก็เป็นที่รู้โดยทั่วเช่นกัน แต่ถูกน้ำตาลยกมือขึ้นปราม ก่อนคำพูดจะหลุดออกจากปาก “ถึงตาแกแล้ว” โอปอล์งับปากแทบไม่ทัน เมื่อถูกดึงกลับมาสู่ปัญหาหนักอกของตัวเอง “บอกความลับของแกมา” น้ำตาลเร่ง ขณะที่โอปอล์พยายามเรียบเรียงคำพูดในหัวให้สั้นและเข้าใจง่ายที่สุดโดยไม่ต้องอธิบายซ้ำ “ฉันเห็นแม่........จูบกับ ผอ.ในห้องทำงาน” 

 

            “สาว!

                ฉันสะดุ้งสุดตัว หัวใจกระตุกวูบราวกับถูกฉุดกระชากกลางอากาศระหว่างที่ร่างกำลังจะตกกระทบก้นเหว ฉันเงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากับต้นเหตุของความหวาดผวานี้

                ชายชราสูงวัย อายุราวห้าสิบปลาย ๆ เส้นผมสีขาวสลับดำจนดูคล้ายเป็นสีเทายาวยุ่งเหยิง รอยเหี่ยวย่นซึ่งเป็นของฝากแห่งกาลเวลาฝังแน่นอยู่บนใบหน้าสีดำคล้ำ แก้มซูบตอบ ดวงตาทั้งสองหรี่เล็กอยู่ในเบ้าตาลึกส่องประกายความคาดหวัง พร้อมฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันสีเหลืองเข้มจนเกือบเป็นน้ำตาล เขานั่งยอง ๆ อยู่ข้างหลังของฉันอย่างรอคอย

                “โธ่ลุง ทำหนูตกอกตกใจแทบแย่” ฉันฟุบหน้าลงกับเข่าอีกครั้งพลางพ่นลมหายใจอกมาอย่างโล่งอก ถึงแม้ชายชราคนนี้จะไม่สมบูรณ์ด้วยรูปโฉมและไม่น่าจะสมประกอบ แต่ฉันได้มองข้ามกับความไม่สมบูรณ์แบบนี้มานานแล้ว

                “สาว...รองเท้า!” ลุงชราที่ฉันไม่รู้จักชื่อ พูดให้ชัดเจนคือเจ้าตัวเองก็จำไม่ได้ว่าตัวเองชื่ออะไร ลุงเรียกผู้หญิงทุกคนว่า สาว แม้กระทั่งแม่ค้าขายข้าวแกงที่มีลูกสาวสองคน หรือแม้แต่ลูกสาวแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวไก่ที่อายุเพิ่งจะห้าขวบ ลุงก็ต่างเรียกว่า “สาว” ด้วยกันทั้งนั้น คนอื่น ๆ พูดกันว่า ลุงชราถูกลูกสาวที่รักเพียงคนเดียวทิ้งให้ใช้ชีวิตตามยถากรรมหลังจากส่งเสียให้เรียนจนจบมานานกว่ายี่สิบแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ลุงกลายเป็นคนสติเลอะเลือนด้วยทำใจไม่ได้ และด้วยความคิดถึงที่มีต่อลูกสาวที่หายหน้าไปหลายสิบปี ลุงจึงมองเห็นผู้หญิงทุกคนเป็นลูกสาวของตน แต่ด้วยสังขารและสติปัญญาที่มีจำกัด จากคำว่า ลูกสาว จึงหลงเหลือแต่เพียง สาว สั้น ๆ เท่านั้น

                “ค่ะ รู้แล้วๆ ๆ หนูไม่ลืมหรอก” ฉันเงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากับลุงชราอีกครั้ง จ้องมองรอยยิ้มไร้เดียงสาที่ไม่เข้ากันกับใบหน้ายับย่น และก็อดยิ้มอย่างจนปัญญาออกมาไม่ได้

“นี่ค่ะ ตามสัญญา” ฉันเอี้ยวตัวไปหยิบถุงพลาสติกที่ใส่รองเท้าแตะสีดำถูก ๆ คู่หนึ่ง ยื่นให้ลุงชรา ลุงชราคว้าไปแนบไปกับอกทันที และพรวดพราดลุกขึ้นถอดรองเท้าแตะสีดำที่ตัวเองใส่อยู่ ซึ่งเหมือนกับในถุงพลาสติกที่ฉันยื่นให้ยังกับแกะ ต่างกันเพียงแต่ พื้นรองเท้าแตะคู่ที่ลุงชรากำลังอยู่นั้น ถูกใช้จนสึกและบางเกือบเท่ากระดาษเอสี่ “ไม่ต้องรีบค่ะ เดี๋ยวก็ล้มหรอก” ฉันเอ่ยเตือน แต่ไม่เป็นผล จึงจำต้องปล่อยเลยตามเลยและมองดูอย่างระแวดระวังแทน

เมื่อได้รองเท้าแตะคู่ใหม่ ลุงชราก็หมดความสนใจในตัวฉันทันที แม้ลุงชราจะไม่เคยไปไหนไกลจากสวนสาธารณะแห่งนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างที่ทำงานกับห้องเช่าของฉัน บ่อยครั้งที่ฉันมักจะพบลุงชราเดินเตร็ดเตร่อยู่ตามข้างถนนหน้าห้องเช้าที่เต็มไปด้วยรถเข็นขายอาหาร แต่นอกจากส่งรอยยิ้มมาทักทาย ลุงชราก็ไม่เคยเข้ามาวุ่นวายหรือสร้างความลำบากใจให้ฉันแม้แต่ครั้งเดียว มีเฉพาะตอนนี้เท่านั้น ที่ลุงชราจะเข้ามาทวงสัญญาที่ฉันเคยให้ไว้ ก่อนหน้านี้ฉันเห็นลุงชราเดินเท้าเปล่าตลอดเวลา หลังจากได้ฟังเรื่องราวของลุงผ่านคำบอกเล่าของแม่ค้าที่มักเอาเรื่องราวชีวิตของลุงมาถกเถียงกันบ่อย ๆ  ฉันจึงเป็นฝ่ายเข้าไปทักทายลุงก่อน และให้สัญญากับลุงชราไว้ว่าจะซื้อรองเท้าให้ใหม่ทุกเดือน ฉันรักษาสัญญาเสมอและลุงชราก็ไม่เคยผิดเวลา ถึงวันแรกของเดือนเมื่อไหร่ ลุงชราจะมาทวงสัญญาทันที ฉันไม่รู้ว่าลุงชราใช้วิธีใดจดจำวันเวลา เพราะแม้แต่ชื่อตัวเองลุงยังจำไม่ได้เลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ฉันได้รักษาสัญญาที่ไว้ก็พอแล้ว

 


 

                ค่ำคืนที่แสนธรรมดา หมุนวนผ่านไปคืนแล้วคืนเล่า บางเวลาก็ชวนให้รู้สึกเบื่อหน่าย แต่ความ ธรรมดา ทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย แม้จะไม่มีอะไรพิเศษ แต่ก็ไม่มีอะไรเลวร้ายเช่นกัน จนกระทั่งฉันเหลือบไปเห็นป้ายไวนิลสีสันสดใสผืนใหญ่จากทางหางตา ติดอยู่เหนือประตูทางเข้าบริษัท ฉันกวาดสายตาอ่านข้อความตัวใหญ่ที่สุด งานเลี้ยงสังสรรค์ แบคทูสคูลไนท์ปาร์ตี้ ฉันรู้สึกหนักอึ้งในอก คืนธรรมดาของฉันกำลังถูกคุกคาม สมองน้อย ๆ เร่งหาข้ออ้างดี ๆ หลบเลี่ยงเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์นี้ทันที    

 

                คุณรู้หรือเปล่า งานเลี้ยงสังสรรค์ครั้งนี้จัดให้แผนกเราโดยเฉพาะ ไม่ฉลาดเลยนะ ที่พนักงานที่ยังไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำอย่างคุณจะปฏิเสธการมีส่วนร่วมหรือกิจกรรมที่บริษัทตั้งใจจัดขึ้นเพื่อให้พวกคุณได้ปลดปล่อยความตึงเครียด พวกคุณโชคดีมากที่ผู้บริหารชุดนี้ให้ความสำคัญและเล็งเห็นว่าพนักงานรับโทรศัพท์ต้องตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของลูกค้าที่โมโหร้าย โรคจิต หรือแม้แต่พวกวิตถารอยู่บ่อยครั้ง การรับมือกับลูกค้าหลากหลายอารมณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย คนทำงานด้านนี้จึงจำเป็นต้องมีพื้นฐานสุขภาพจิตที่ดี ดังนั้นนี่ไม่ใช่แค่งานเลี้ยง ไม่ใช่แค่การหาความสนุก แต่เป็นการยกระดับจิตใจไปในตัวด้วย คิดให้ดีนะ ถ้าคุณมีความจำเป็นจริง ๆ ฉันก็คงรั้งคุณไว้ไม่ได้ แต่มันหมายความว่า ฉันจะต้องดึงชื่อคุณออกจากลำดับที่สิบเจ็ด และเอาไปต่อท้ายแถวบัญชีรายชื่อพนักงานที่รอรับการประเมินเป็นพนักงานประจำซึ่งมีทั้งหมดสามสิบเอ็ดคน

 

            ข้ออ้างเรื่องไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัดไม่ได้ผลอย่างที่หวัง คำอธิบายที่คล้ายจะเป็นการบังคับจากหัวหน้าแผนกนั้น อาจจะเป็นแค่คำขู่ แต่ฉันยังไม่พร้อมจะเสี่ยง ฉันต้องการงานและเงินเพื่อจุนเจือตัวเองและแม่ที่ตัดหางปล่อยวัดฉันไปนานแล้ว

                พอมานั่งคิดดูให้ดี พระเจ้ามักจะซ่อนมุกตลกร้ายไว้ในชีวิตคนเราเสมอ อย่างเช่น ในขณะที่ฉันปฏิเสธคนทั้งโลก แต่คนเพียงคนเดียวที่ฉันอยากวิ่งเข้าไปกอด กลับบอกว่าไม่อยากเห็นหน้าฉันอีก ฉันเสียใจแต่โกรธแม่ไม่ได้ ฉันทำลายชีวิตแม่ ทำลายชีวิตตัวเอง แม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่เหตุผลยังไม่มากพอจะให้อภัย

                แม่ทำอะไรอยู่ฉันไลน์หาแม่ทุกวัน  นั่งรอจนแม่เปิดอ่าน แม้จะไม่ค่อยตอบก็ตาม

                กำลังเตรียมของเปิดร้านวันไหนที่แม่ตอบกลับมา ฉันจะรู้สึกเหมือนได้รับอนุญาตให้ยิ้มได้ ฉันยิ้มให้โทรศัพท์ แต่เมื่อมองตัวเองในกระจก รอยยิ้มก็จืดจางหายไป ราวกับกำลังถูกภาพสะท้อนของตัวเองก่นด่าว่า ยังจะมีหน้ามายิ้มอีก ใช่ ฉันไม่ควรยิ้มในขณะที่ใส่ชุดนี้ ในใจพลางสงสัยว่า ใครกันนะ ช่างคิดธีมงานได้แสล้งใจดำฉันจริง ๆ แบคทูสคูลไนท์ปาร์ตี้ ความหมายตรงตัวอยู่แล้วว่า ต้องใส่ชุดนักเรียน ฉันยืนจ้องมองตัวเองรวบผมหยักศกเป็นหางม้าสูงกับชุดนักเรียนสีขาวกระโปรงสีน้ำเงิน          

                ฉันชอบผมแก เหมือนหางม้าโพนี่เลย คำพูดของเพื่อนรักในวัยเรียน ย้อนกลับมาตอกย้ำให้ช้ำใจ คนที่ทำให้ฉันหมดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อมนุษย์ด้วยกันหรือแม้แต่ตัวเอง ฉันเคยคิดว่า หากความเกลียดชังลบล้างความรู้สึกของการถูกหักหลังได้ ฉันคงจะหลุดพ้นจากหลุมแห่งความทรงจำนี้ไปแล้ว แต่ฉันกำลังติดอยู่ในหลุมลึก ลึกมากจนไม่มีแสงสีใดส่องถึง มันครอบงำฉัน ฉุดรั้งให้จดจำว่า ความไว้ใจที่มอบให้ผิดคน มันโหดร้ายแค่ไหน แต่ถึงแม้ฉันจะโกธรและโทษเพื่อนยังไง คนที่ฉันเกลียดที่สุดก็คือตัวฉันเอง ยิ่งเห็นตัวเองอยู่ในชุดนักเรียนดั่งในวันวาน มันก็ยิ่งตอกย้ำให้ระลึกถึงการกระทำอันไม่น่าให้อภัยของตัวฉันเองในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี

                คืนธรรมดาของฉันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลมพัดแค่ชั่ววูบ งานเลี้ยงสังสรรค์อันน่าหนักใจมาถึงรวดกว่าที่คิด ผู้บริหารผู้มีอุปการคุณได้เอื้อเฟื้อพื้นที่บนดาดฟ้าของบริษัท ซึ่งเป็นตึกสูงสิบห้าชั้นเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยง แผนของฉันในคืนนี้คือเข้าไปลงชื่อในงาน หามุมอับอายสายตาเพื่อหลบซ่อนกาย รอจังหวะเดินโฉบเข้าไปแสดงตัวให้หัวหน้าแผนกเห็น และหนีออกจากงานก่อนที่คนอื่น ๆ จะรับรู้ถึงการมีตัวตนของฉัน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ฉันน่าจะกลับถึงห้องก่อนสี่ทุ่มแน่นอน

                ฉันฝืนพาตัวเองมาถึงบริษัทก่อนเวลาเกือบสองชั่วโมงอย่างไม่เต็มใจนัก หวังหลบเลี่ยงสายตาผู้คนที่มาร่วมงาน ซึ่งคงจะมีมากกว่าห้าสิบชีวิต และเมื่อลิฟท์เปิดออก ภายในปราศจากผู้คน ฉันหลงคิดว่าตัวเองคิดถูกที่มาก่อนเวลา จนกระทั่งเดินเข้ามาในลิฟท์ ฉันเหลือบเห็นกลุ่มคนประมาณสี่ถึงห้าคน ใส่ชุดนักเรียนหลากสถาบันวิ่งหน้าตั้งมุ่งตรงมาที่ลิฟท์ตัวที่ฉันครอบครองอยู่ พลางโบกไม้โบกมือเป็นสัญญานบอกให้รอ แต่ฉันไม่รอ ฉันกดปุ่มปิดซ้ำ ๆ และกดไปที่ชั้นสิบห้าทันที ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ฉันรอดแล้ว ฉันคิดอย่างนั้น โดยไม่รู้เลยว่า กำลังส่งตัวเองไปเจอปัญหาที่ใหญ่กว่า

                ลิฟท์เคลื่อนตัวไปส่งฉันถึงชั้นสิบห้าโดยไม่หยุดพักชั้นไหนเลย ฉันคิดว่าตัวเองโชคดี จนกระทั่ง

             ติ้ง ประตูลิฟท์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากกันช้า ๆ ฉันหวังจะเห็นสถานที่เปิดโล่งบนดาดฟ้าตึกหรือสายลมวูบใหญ่ปะทะใบหน้า แต่เบื้องหน้ากลับเป็นภาพห้องหรู กว้างขวาง กระจกรอบด้าน ส่วนที่ดึงดูดสายตามากที่สุดคือเพดานห้องสีฟ้าใส เมื่อพยายามเพ่งพินิจให้ชัด มันคล้ายกับว่าเพดานทำจากกระจกและมีสระว่ายน้ำอยู่เหนือเพดานห้อง 

                ฉันอึ้ง ตื่นตะลึงกับภาพที่ไม่เป็นอย่างหวัง เมื่อกวาดสายตาสำรวจไปทั่วห้องอีกครั้ง ก่อนที่ฉันจะพยายามทำความเข้าใจใด ๆ ฉันก็เห็นผู้ชายคนหนึ่ง เปลือยท่อนบน พันผ้าขนหนูสีดำเกาะอยู่บนสะโพกแคบตัดกับผิวขาวเหลือง เขากำลังยืนดื่มน้ำจากขวดดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อน ผมสีทองแดงของเขาเปียกกระเซอะกระเซิง เห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน ฉันคิดว่าเสียงลิฟท์น่าจะดังพอดึงความสนใจของเขาได้  แต่เขากลับดื่มน้ำต่อไป เสมือนไม่รับรู้ความเป็นไปรอบตัว เป็นฉันต่างหากที่ยืนตัวแข็งค้าง ไม่กล้าขยับ กลัวว่าเขาจะรู้ตัว

                ใครมาเหรอคะ เสียงใสกังวานที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้นมานั้น ทำให้ลมหายใจฉันสะดุด ความคิดนิ่งสงัด ราวกับว่าเสียงนั้นได้กระตุกความทรงจำเกี่ยวกับคน ๆ หนึ่งในอดีต

                ครืนนน.....ประตูลิฟท์เคลื่อนตัวปิดอัตโนมัติ สิ่งที่ฉันเห็นก่อนที่ภาพห้องหรูจะค่อย ๆ แคบลง คือ ผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่หน้าลิฟท์ เธอหยุดยืน มองผ่านช่องว่างที่เหลือเพียงน้อยนิด แต่ก็มากพอให้เธอเห็นฉันที่ยืนแข็งทื่ออยู่ด้านใน เธอยืนนิ่ง ปากอ้าค้าง เบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง แววนัยน์ตาสั่นระริกราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตาเห็น ปอล์ ชื่อฉันหลุดจากปากของผู้หญิงคนนั้น ก่อนที่ลิฟท์จะปิดสนิท น้ำเสียงที่เอ่ยชื่อฉันนั้นเลื่อนลอย คล้ายพูดกับตัวเองมากกว่าจะเป็นการทักทาย ฉันเข่าอ่อนยวบลงกับพื้นทันที ผ่านมาสิบปีแล้ว แต่ผู้หญิงคนนั้นจำฉันได้แค่เสี้ยววินาทีที่ได้เห็นหน้า ผ่านช่องแคบที่กว้างไม่ถึงครึ่งฟุตด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะชุดนักเรียนที่ช่วยเตือนความจำให้เธอ หรืออาจเพราะฉันไม่เปลี่ยนไปเลยซักนิด ในขณะที่เธอเปลี่ยนไปจนฉันแทบจำไม่ได้ ตาล

                 ติ้ง  ประตูลิฟท์เลื่อนเปิด ฉันดิ่งลงมาชั้นหนึ่งอีกครั้ง สายตาหลายคู่จับจ้องฉันที่นั่งกองอยู่กับพื้นมีหลากหลายอารมณ์ แต่ทุกสายตามีความอยากรู้อยากเห็นแฝงอยู่อย่างเด่นชัด ฉันเร่งรวบรวมสติที่แตกกระเจิดกระเจิงกลับมาไว้เป็นเนื้อกับตัวอีกครั้ง ยันร่างตัวเองลุกขึ้นให้มั่นคงมากที่สุด ดันหลังติดผนังเหล็กเย็นเชียบ เว้นที่ว่างให้ขบวนนักเรียนเกินวัยเดินเข้ามาในลิฟท์ ภาวนาในใจว่าคนกลุ่มนี้คงไม่ใช่กลุ่มเดียวกับที่ฉันทิ้งไว้หรอกนะ

                “เธอลงมาจากชั้นสิบห้าเหรอ” เมื่อประตูลิฟท์ปิดสนิท ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ฉันที่สุดเป็นคนถาม แต่คนที่เหลือหันมารอฟังคำตอบ ฉันมองใบหน้าแต่ละคนช้า ๆ ฉันคุ้นหน้าคุ้นตาคนในแผนกดี พนักงานส่วนใหญ่จะหมุนเวียนกันอยู่กะเช้าและกะกลางคืน แต่สำหรับฉันที่อยู่ประจำกะกลางคืนตลอด จึงคล้ายว่าเป็นอนุสาวรีย์ตั้งประจำอยู่ที่เดิมและเห็นทุกคนที่เดินผ่าน ฉันพยักหน้ารับแบบขอไปที ในใจพลางประท้วงว่าฉันจะมาจากชั้นไหน ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับใคร “เธอขึ้นไปบนนั้นได้ยังไง ไม่รู้เหรอว่าชั้นสิบห้าเป็นห้องเพนท์เฮ้าส์ ถ้าคนบนนั้นไม่ปลดล็อคให้ ลิฟท์ก็ขึ้นไปไม่ได้” เรื่องราวที่เพิ่งได้รับรู้นี้ อยู่เหนือขอบเขตของฉัน ฉันไม่รู้มาก่อนว่าชั้นสิบห้าเป็นห้องเพนท์เฮ้าส์ ฉันไม่เคยแวะสำรวจชั้นไหนนอกจากชั้นที่ตัวเองทำงานอยู่ อีกทั้งไม่มีเพื่อนที่คอยบอกกล่าวเรื่องเหล่านี้ให้ฟัง แต่ฉันไม่อยากยอมรับว่าไม่รู้ 

                ฉันเงียบ พยายามหลบเลี่ยงโดยการปิดปากให้สนิท

                “ลองกดดู” คนถามไม่ย่อมปล่อยฉันไปง่าย ๆ เธอหันไปออกคำสั่งกับเพื่อนผู้ชายร่างท้วมที่อยู่ใกล้แผงควบคุมมากที่สุด

                “เดี๋ยว!” ฉันแทรกขึ้นมาอย่างไม่ทันยั้งคิด เพราะใจไม่ยินยอมจะขึ้นไปเจอคนที่อยู่บนนั้นอีก แต่ชายร่างท้วมไม่ฟัง เขากดปุ่มชั้นสิบห้าเรียบร้อยแล้ว ฉันยืนรอด้วยหัวใจที่สั่นระรัว และแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันเป็นปุ่มด้าน ๆ พอสังเกตที่ปุ่มชัด ๆ ฉันก็เห็นตัวอักษร PH เหนือตัวเลขจริง ๆ 

                “แต่เมื่อกี้เธอดูเหมือนคนที่เพิ่งเห็นผีมาอย่างนั้นแหละ” ฉันเริ่มขุ่นเคืองใจกับความอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิงคนนี้เต็มที่แล้ว

                “ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอไม่ใช่เหรอ” ภายในลิฟท์เงียบกริบลงในทันที ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ

                ติ้ง ลิฟท์หยุดนิ่งเมื่อถึงชั้นสิบสี่ ประตูลิฟท์เลื่อนเปิดอย่างเชื่องช้า แต่ละคนทยอยเดินออกไปอย่างไม่เร่งไม่ร้อนนัก ชายร่างท้วมหันมาทิ้งสายตาเคลือบแคลงใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสะบัดใบหน้าอันอวบอูมตามคนอื่น ๆ ไปฉันหลงคิดว่าเธอเป็นพวกหัวไวซะอีก นี่เธอคิดไม่ทันจริง ๆ เหรอว่าที่ฉันถาม ก็เพื่อให้เธอมีโอกาสพูด แล้วเป็นไงล่ะ คืนนี้พวกนั้นต้องเอาเรื่องนี้ไปใส่สีตีไข่จนสาแก่ปากกันแน่ ๆแต่ผู้หญิงจอมคาดครั้นยังไม่จากไปไหน เธอเดินไปหยุดอยู่ระหว่างประตูลิฟท์ หมุนตัวมาพูดกับฉันซึ่งหน้า พลางพยักเพย่อไปทางกลุ่มคนที่เดินออกไปแล้ว ก่อนจะหันมาปลายตามองฉันอย่างคนจนใจ ฉันส่งสายตาไม่สบอารมณ์ตอบกลับไป ผู้หญิงคนนี้ต้องการอะไรจากฉันกันแน่ “เธอควรรู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเธอไม่พูดออกมาดัง ๆ คนอื่นก็จะพูดแทนเธอ และคงไม่ใช่อะไรที่เธออยากจะได้ยินนัก ตัวอย่างเช่น ยายวิเวกวังเวงนั่น มาก่อนเวลาตั้งสองชั่วโมงโดยไม่จำเป็น คงคิดจะฉวยโอกาสขึ้นไปอ่อยเจ้านายหนุ่มสุดหล่อที่อยู่ห้องเพนท์เฮ้าส์ หวังใช้เต้าไต่เพื่อจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ....

                “แต่ฉันไม่.......ฉันอ้าปากจะแย้ง

                “เห้ออออ..ก็อย่างที่เธอพูดนั่นแหละ ความจริงแล้วเธอจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันหรือคนอื่น ๆ เพราะไม่มีใครสนใจหรอกว่าความจริงเป็นยังไง ทุกคนสนแต่ว่าจะเอาเรื่องเธอไปพูดยังไงให้สนุกที่สุด สะใจที่สุด นี่เธอไม่รู้เลยใช่ไหมว่าคนอื่นพูดถึงเธอยังไง ฉันขอแนะนำจากใจเลยว่าเธอควรตื่นตัวได้แล้ว ถึงเธอจะไม่นินทาคนอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่นินทาเธอ ฉันรู้ว่าเธอเป็นพวกเก็บเนื้อเก็บตัว แต่การอยู่คนเดียวมันทำให้เธอถูกทำร้ายได้ง่าย..

ตกลงนี่เธอกำลังสั่งสอนหรือกำลังขู่ฉันอยู่กันแน่ฉันแทรกขึ้นมาก่อนที่จะถูกวิจารณ์ไปมากกว่านี้

ฮ่า ๆ อาจจะทั้งสองอย่างนั่นแหละ แต่จะเรียกว่าขู่ไหม ก็ต้องรอดูว่าสิ่งที่ฉันพูดมันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า เอาล่ะ ฉันไม่ยุ่งกับเธอแล้วก็ได้ รู้ใช่ไหมว่าเธอต้องเดินขึ้นไปชั้นดาดฟ้าทางบันไดหนีไฟ แล้วฉันจะบอกคนอื่นเองว่าฉันกดชั้นสิบห้าติด แต่พอขึ้นไปถึง ประตูลิฟท์กลับไม่เปิด ทุกอย่างเป็นเรื่องผิดพลาดและเธอก็เป็นกบในกะลาไม่เต็มเต็งพูดจบเธอก็สะบัดร่างเดินออกไปจากลิฟท์ทันที ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

ยากจะอธิบายถึงความรู้สึกในตอนนี้ ฉันไม่รู้ว่าควรโมโหหรือซาบซึ้งกับสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ ได้แต่บังคับตัวเองให้เดินตรงไปข้างหน้าเรื่อย ๆ จนมาถึงบันไดหนีไฟตามคำบอก กระทั่งเดินขึ้นบันไดมาถึงชั้นสิบห้า ฉันเห็นประตูสองบาน บานหนึ่งเหมือนประตูหนีไฟทั่วไป อยู่เหนือบันไดขึ้นไปสิบขั้น ส่วนอีกบานอยู่ห่างออกไปแค่เพียงเอื้อมมือ บานประตูทำจากไม้เนื้อสีอ่อน มีแฝงตัวเลขสิบหลักฝังแน่นไว้กับประตู ไม่บอกก็รู้ว่าประตูบานนี้ถูกเข้ารหัสไว้ หัวใจฉันรับทราบได้ในทันทีว่า อีกฝากหนึ่งของประตูบานนี้ คือห้องเพนเฮ้าส์ที่ฉันทะเล่อทะล่าขึ้นไปโดยไม่ได้รับเชิญ ตาลอยู่ในห้องนั้น


----------- Loading 50% ---------


แค่ชั่ววินาที สมองที่กำลังงุนงงก็วิ่งถอยหลัง ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ราวกับรีเพลย์หนังกลับไปยังจุดเริ่มต้น ฉันไม่จำเป็นต้องพยายามรื้อฟื้นอะไรมากมาย ทุกอย่างในตัวฉันจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี ดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ ฉันเบือนหน้าหนีจากประตูบานนั้น เดินขึ้นบันไดไปพร้อมน้ำหนักของความทรงจำ ประตูบานสุดท้ายเปิดออก สายลมวูบใหญ่ปลิวปะทะใบหน้า สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตา คือ สระว่ายน้ำ ซึ่งหมายความว่าเพดานสีฟ้าใสในห้องเพนท์เฮ้าส์ที่ฉันเห็น คือก้นสระน้ำอย่างที่คาด เมื่อเห็นอะไรก็ตามที่นำพาให้นึกถึงตาล ฉันก็อยากหันหลังวิ่งกลับห้องให้รู้แล้วรู้รอด และบอกตัวเองว่าถึงจะไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ฉันก็ไม่แคร์ แต่ฉันหลอกตัวเองให้เชื่ออย่างนั้นไม่ลง แม้จะมั่นใจเกินร้อยว่าไม่มีใครใส่ใจตัวตนของฉัน แต่หัวหน้าแผนกจะจับตาดูฉันแน่นอน เธอต้องการเหตุผลในการส่งฉันลงไปรับตำแหน่งที่โล่อย่างเป็นทางการ เมื่อมีหน้าที่การงานค้ำคอ ฉันจึงจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปลงทะเบียนทางนี้ค่ะ เอาบัตรพนักงานมาแลกการ์ดด้วยนะคะผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อยืดน้ำเงิน กวักมือเรียกฉันอย่างกระตือรือร้น เส้นผมสั้นปะบ่าของเธอปลิวสยายไปตามแรงลม ฉันเดินตรงเข้าไปหาแม้จะไม่เต็มใจนัก ยื่นบัตรพนักงานให้อย่างเสียไม่ได้ เซ็นต์ชื่อบนหน้ากระดาษลำดับที่หกและเธอก็ยื่นกล่องขนาดกลางสีทองมาตรงหน้าฉัน            

            จับการ์ดได้เลยค่ะ แต่อย่าทำหายนะคะ เพราะต้องเอามาแลกบัตรพนักงานคืนตอนเลิกงาน

เอามาแลกเหรอ?” ฉันถามซ้ำ รู้สึกไม่สบายใจกับการแลกเปลี่ยนนี้

ใช่ค่ะ เผื่อไว้ ไม่ให้ใครหนีกลับก่อนคำตอบจากสตาฟท์สาว ทำให้แผนการกลับก่อนสี่ทุ่มของฉันพังทลายลงต่อหน้าต่อตาแล้วงานเลิกกี่โมงคะ

ห้าทุ่มค่ะ ตามกำหนดการฉันตระหนักได้ในทันทีว่าตนเองทำผิดพลาดอย่างมหันต์ ตั้งแต่ตัดสินใจมาก่อนเวลาเกือบสองชั่วโมง วางแผนไว้เป็นดิบดี มั่นอกมั่นใจหนักหนาว่าจะได้กลับก่อนสี่ทุ่ม แต่ปรากฏว่าฉันพาตัวเองมาจมปรักอยู่ที่นี่นานกว่าที่จำเป็น ถ้าฉันรู้ว่าจะลงเอยแบบนี้ ฉันคงเลือกมาช้าแทนที่จะมาก่อน ฉันถอนลมหายใจทิ้งขณะล้วงมือเข้าไปในกล่องสีทอง หยิบการ์ดใบแรกที่สัมผัสแตะปลายนิ้วมือขึ้นมา มันเป็นซองสีแดงคล้ายอั่งเปาและมีสายคล้องคอเหมือนบัตรพนักงานเขียนชื่อเล่นตัวเองที่หน้าซอง และอย่าเปิดจนกว่าพิธีกรจะให้สัญญาณนะคะสตาฟท์สาวยิ้มหน้าแป้น พร้อมยื่นปากกาเมจิสีดำมาให้ ท่าทางตื่นเต้นเสียเต็มประดา

ฉันเมินรอยยิ้มนั้น เขียนชื่อเล่นตัวเองอย่างไม่เต็มใจ และถึงแม้เธอบอกให้ฉันเปิดซองดูเดี๋ยวนี้ ฉันก็ไม่มีกะใจจะเปิดมันอยู่ดี สมองฉันไม่เหลือพื้นที่ให้เรื่องตื่นเต้นใดๆ อีกแล้ว

                ฉันคล้องสายซองอั่งเป่าไว้ที่แขน เดินผ่านโต๊ะลงทะเบียนไปตามทางเข้างานที่มีม่านน้ำขนาบสองข้างทางเดินยาวประมาณสองเมตร พลางกวาดสายตามองทั่วงาน มีสตาฟท์ชายหญิงใส่เสื้อสีดำประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ ประมาณห้าหกคน สายลมยังคงพัดมาอย่างต่อเนื่อง พระอาทิตย์สีส้มเศร้าสร้อยอ้อยอิ่งอยู่ที่เส้นขอบฟ้า ฉันยอมรับในใจว่าอากาศบนนี้ดีกว่าข้างล่างมาก แต่กลับต้องประหลาดใจกับการจัดงานที่ขัดกับธีมงานอย่างสิ้นเชิง ในสายตาของฉัน ที่นี่เหมือนผับลอยฟ้ามากกว่าโรงเรียน ไฮไลท์ที่น่าจับตามองที่สุดของงานในคืนนี้คือสระว่ายน้ำ เวทียกพื้นสูงจากพื้นประมาณหนึ่งฟุต ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสระว่ายน้ำ กินพื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของสระ มีผู้ชายหัวยุ่ง ท่าทางเซอร์ ๆ สองสามคนกำลังเช็คเครื่องเสียง เตรียมความพร้อมของเครื่องดนตรีอยู่บนเวที ลำโพงขนาดใหญ่ตั้งขนาบทั้งสองด้านของเวที

สายตาฉันเลื่อนผ่านไปเรื่อย ๆ จนไปสะดุดเข้ากับกลุ่มคนที่ขึ้นลิฟท์มาด้วยกัน พวกนั้นกำลังยืนรุมโต๊ะสูงตัวเดียวที่ดูไม่พอดีกับจำนวนคน และสตาฟท์ชายก็ยกโต๊ะหน้าตาเหมือนกันมาตั้งรอบสระ ไม่มีเก้าอี้เข้าชุด แต่กลับขนเก้าอี้ยาวมาเรียงต่อกันเหมือนเป็นกำแพงอีกชั้นบนพื้นหญ้าเทียม ถัดจากเก้าอี้ยาวออกไป ก็จะมีโต๊ะวางอาหาร ผลไม้ ของหวาน เคาร์เตอร์บาร์สำหรับของมึนเมา และมีฉากกั้นสูงเมตรครึ่งรอบงานเพื่อความปลอดภัย

หาที่หลบอยู่เหรอฉันหันไปหาต้นเสียง ไม่แปลกใจเลยซักนิดที่เห็นผู้หญิงคนเดิมยืนอยู่ด้านหลัง ฉันแนะนำให้ลงไปนอนที่ก้นสระ เพราะบนนี้ไม่มีที่ให้เธอซ่อนหรอก โอปอล์เธอก้มมองชื่อฉันที่เขียนบนซองสีแดง

“ฉันคิดว่าวันนี้ฉันได้คำแนะนำจากเธอมาเกินพอแล้วนะ สายป่าน แต่ถ้าอยากจะช่วยจริง ๆ ก็ช่วยทิ้งฉันไว้อย่างเดิมนั่นแหละฉันเห็นชื่อบนซองสีแดงของเธอเช่นกัน จึงโต้กลับทันที แต่เธอเพียงยิ้มน้อย ๆ รับคำอย่างอารมณ์ดี

“นี่ฉันไม่ได้มาหาเรื่องเธอหรอกนะ แต่อย่างน้อยเธอน่าจะขอบคุณที่ฉันช่วยพูดแก้ต่างไม่ให้เธอตกเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่น”

สายป่าน เธอคงไม่รู้ว่าสำหรับฉันแล้ว ไม่ว่าเธอจะหาเรื่องฉันหรือช่วยฉัน มันก็น่าหงุดหงิดใจทั้งนั้น กลับไปรวมหัวอยู่กับเพื่อน ๆ ของเธอดีกว่าฉันเดินหนีห่างออกมา ไม่ไหวจะทนกับการถูกรังควาน แม้เธอจะช่วยฉันไว้จริงๆ แต่ฉันไม่ซาบซึ้งที่ถูกซักไซ้

                เหอะ เธอเห็นคนพวกนั้นเป็นเพื่อนฉันงั้นเหรอคำพูดของสายป่านฟังคล้ายกำลังเยาะเย้ยตัวเองมากกว่าเป็นคำถาม ฉันจึงหันกลับไปมองเพื่อให้แน่ใจ แต่สายป่านกำลังเดินตรงกลับไปร่วมกลุ่มกับเพื่อนของเธอแล้ว

ฉันไม่ชอบสถานการณ์ในตอนนี้เอาซะเลย ฉันใจคอไม่ดีเวลาเกิดเรื่องที่ยากจะเข้าใจขึ้นพร้อมกัน การได้พบกับตาลอย่างไม่คาดฝันทำให้ฉันเกิดรางสังหรณ์ประหลาด ยังไม่รวมถึงบทสนทนาครั้งแรกระหว่างฉันกับสายป่าน ถึงแม้เราจะไม่ใช่คนแปลกหน้ากันซะทีเดียว แต่มันก็ยากจะคาดเดาเจตนาที่แท้จริงของเธอ ฉันเจอสายป่านตอนกะกลางคืนบ่อยมากเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ในกลุ่มของเธอ ถ้าจะให้พูดจากใจจริง ๆ สายป่านนับว่าเป็นผู้หญิงมีเสน่ห์ เธอมีเอกลักษณ์ ความมั่นใจถือเป็นธรรมชาติและจุดเด่นของเธอ ฉันมักจะเห็นสายป่านเป็นคนแรกเสมอ แม้จะยืนรวมกลุ่มกับผู้คนนับสิบ เธอโดดเด่นด้วยบุคลิกที่ไม่เหมือนใคร เธอสูงพอ ๆ กับฉันคือประมาณร้อยหกสิบห้า ตาเล็กเรียวรับกับจมูกเล็กคมสัน คิ้วดกหนาได้รูป ผมยาวสีดำขลับ ซึ่งวันนี้ถูกเปียเป็นแถวเดี่ยวยาวถึงกลางหลัง แขนขายาว ผิวสีแทน ฉันแทบละสายตาจากเธอไม่ได้เมื่อแสงสีล้มยามเย็นกระทบบนใบหน้านวลเนียนไร้แมคอัพ หากไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนพูดจาฉะฉาน ดูมั่นอกมั่นใจ ฉันคงคิดว่าเธอเป็นเด็กมัธยมไร้เดียงสาคนหนึ่งจริง ๆ และสิ่งที่ทำให้สายป่านแตกต่างจากฉัน คือเธอมักถูกห้อมล้อมด้วยผู้คนเสมอ นั่นทำให้ฉันไม่สะดวกใจที่จะเสวนากับเธอ ที่สำคัญที่สุด เธอเข้ามาในจังหวะที่ไม่พอดีนัก ฉันยังไม่ทันเก็บกวาดความรู้สึกที่ล้นทะลักออกมาจากกล่องความทรงจำเมื่อได้เจอหน้าตาล แต่ต้องมารู้สึกสับสนกับสถานการณนี้อีก

 เห้อ...ฉันคิดถึงค่ำคืนแสนธรรมดาที่สามารถคาดเดาได้ว่าอีกหนึ่งหรือสองชั่วโมงข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ฉันคิดไม่ออกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกหนึ่งนาทีข้างหน้า ฉันเริ่มหวาดหวั่น จากฝืนใจกลายเป็นเสียขวัญ พลางคิดในใจว่ามันจบแล้วหรือยัง ฉันจะเจอตาลในงานเลี้ยงไหม ถ้าเจอจริง ๆ ล่ะ ฉันจะทำหน้ายังไง จะพูดอะไร ฉันปลอบใจตัวเองแบบโง่ ๆ ว่าผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นแค่คนหน้าเหมือน ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่ามันเป็นไม่ได้ เธอเรียกชื่อฉัน เธอรู้จักฉันแน่นอนแล้ว

ฉันเดินสำรวจรอบงานไปพร้อมกับความคิดที่วิ่งชนกันอลหม่าน และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า สายป่านพูดถูก ไม่มีที่ซ่อนบนนี้ ไม่มีมุมอับ ไม่มีอากาศให้ใช้เพียงลำพัง พอรู้ตัวอีกทีแสงสีส้มก็หายลับไปพร้อมพระอาทิตย์ แทนที่ด้วยแสงสปอร์ตไลท์สูงเหนือหัวหลายสิบเมตร ซึ่งแย่งกันสาดแสงสลับกับลำแสงเรเซอร์ บดบังประกายของดวงดาวบนท้องฟ้า ผู้คนทยอยเข้ามาในงานหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ และต่างตบเท้ามาต่อแถวตักอาหารและเครื่องดื่ม ก่อนจะหาที่ทางให้ตัวเอง

 

                ฉันตัดสินใจเลือกเก้าอี้ยาวเป็นพื้นที่ปลอดภัย ฉันนั่งหันหลังให้เวทีและสระว่ายน้ำที่แน่นถนัดไปด้วยผู้คนที่รีบเข้ามาจับจองพื้นที่รอบสระใกล้กับเวที นั่งมองแสงหลากสีวิ่งวนไร้ทิศทางดูวุ่นวายสายตา พลางยอมรับกับตัวเองว่า ฉันต้องอยู่ที่นี่ ฉันก้มมองเวลาจากนาฬิกาข้อมือ เกือบสองทุ่มแล้ว ใกล้ถึงเวลาเปิดงานเต็มที หลังจากนั้นความสุข ความสนุกที่ฉันเข้าไม่ถึงจะตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทั้งเสียงเพลง เสียงโห่ร้อง เสียงหัวเราะ เสียงแก้วกระทบกัน ความคิดสุดท้ายนั้น ให้แรงบันดาลใจฉัน ฉันไม่หิวเท่าไหร่ แต่ควรมีอะไรรองท้องไว้บ้างหากจะดื่มเบียร์ซักแก้วสองแก้วเป็นตัวช่วยในการหลบหนีความทรงจำ ฉันลุกขึ้นพร้อมเสียงกล่าวทักทายของพิธีกรหนุ่มและพิธีกรสาว เป็นสัญณาณการเริ่มต้นงานเลี้ยงในคืนนี้ ฉันเดินตรงไปยังเคาร์เตอร์บาร์ ยืนต่อแถวรอเครื่องดื่มจากสตาฟท์ชายสองคน โดยไม่ใส่ใจเสียงทักทายและเสียงปรบมือดังกึกก้องที่ดังมาจากหน้าเวที พลางกวาดสายตามองเครื่องดื่มมึนเมาหลากหลายประเภท บ้างแปลกตา บ้างรู้จักดี ฉันสั่งเบียร์หนึ่งเหยือก แก้วหนึ่งใบ นำกลับมานั่งเก้าอี้ยาวตัวเดิม อย่างน้อยคืนนี้ก็ยังมีเรื่องดี ๆ การไม่มีเพื่อนทำให้ฉันไม่มีโอกาสได้ดื่มฟรีซักเท่าไหร่ ถึงแม้ฉันไม่ได้เป็นนักดื่มตัวยง แต่ต้องยอมรับว่ามันทำหน้าที่แทนยานอนหลับได้ดี ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะผ่านคืนนี้ไปอย่างไร้สติ ฉันอยากจะหยุดความรู้สึกใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในคืนนี้ เมื่อพรุ่งนี้มาถึง ฉันจะพาตัวเองกลับไปนั่งแง่วอยู่ที่บึง ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยอยู่ภายใต้ความปกติธรรมดาเหมือนที่เคยเป็น

                'เอาละค่ะ ตอนนี้ทุกคนคงอยากรู้แล้วว่า มีอะไรอยู่ในซองสีแดง' เสียงพิธีกรสาวดังขึ้นในขณะที่เสียงเสียงลดต่ำลง ตอนที่ฉันกำลังยืนต่อแถวรอรับเบียร์เหยือกที่สอง ฉันหันไปมองเวทีเป็นครั้งแรกด้วยความมึนงง เห็นสายป่านยืนอยู่กลางเวทีกับชายร่างท้วมที่มาพร้อมกับเธอ ฉันไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเมื่อเห็นเธออยู่บนนั้น เพราะถ้าจะโหวตให้ใครเป็นเชียร์ลีดเดอร์หรือหัวหน้าห้องของแผนกเรา แน่นอนว่าฉันจะโหวตให้สายป่าน มิน่าเธอถึงมาก่อนเกือบสองชั่วโมง

                'ทุกคนคงคิดเหมือนกันว่า อาชีพอย่างเรา มักจะถูกปฏิบัติด้วยความไม่เกรงใจ ไร้มารยาท บางครั้งก็ถูกจาบจ้วง โดยไม่มีสิทธิ์ตอบโต้ ในแง่ของมนุษยธรรมแล้ว มันไม่ยุติธรรมเลย แต่เราจำเป็นต้องเก็บกดมันไว้เพราะในแง่ของการทำงาน มันถือเป็นจรรยาบรรณ' เสียงปรบมือดังตามมา 'แต่เหนือสิ่งอื่นใด ที่เราต้องทน ก็เพื่อเงิน' ผู้คนโห่ร้อง ผิวปาก ชอบใจกันยกใหญ่ ฉันยิ้ม พยักหน้ารับคำพูดสายป่านโดยไม่รู้ตัว ฉันคิดว่าตัวเองน่าจะเมาหน่อย ๆ 'โชคดีที่คืนนี้ พวกเราได้รับความเห็นใจจากผู้ใหญ่ใจดี ที่เมตตาให้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในคืนนี้ เพื่อให้พวกเราได้ผ่อนคลาย และยังมีกิจกรรมดี ๆ ซึ่งอยู่ในซองสีแดงนี้ ทุกคนชูซองขึ้นมาเลยค่ะ' สายป่านชูซองของตัวเองขึ้นก่อน และซองสีแดงก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเหนืออากาศ กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ 'ในซองนี้มีกระดาษแผ่นหนึ่ง พร้อมตัวเลขสิบหลัก มันคือเบอร์โทรศัพท์ของคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ที่อาสารับฟังสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม โดยที่เขาไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร นี่ไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นโอกาสให้คุณระบายสิ่งที่ไม่สามารถพูดให้คนรู้จักฟังได้ ใครจะรู้ว่า คนแปลกหน้าที่อยู่ปลายสายอาจมีคำตอบให้กับปัญหาของคุณก็เป็นได้ ฉันมีให้เวลาครึ่งชั่วโมง ก่อนจะมอบเวทีนี้ให้กับวงดนตรีที่จะมาสร้างความสุขสนุกให้เราในคืนนี้ เอาล่ะ ใช้เวลาให้คุ้มค่านะคะ' สายป่านเป่านกหวีดผ่านไมค์เสียงดังบาดหู และเสียงฉีกกระดาษดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

                ฉันเดินกลับมานั่งที่เดิมพร้อมเบียร์เหยือกที่สอง เก้าอี้ข้างเคียงที่เคยว่างเปล่าเริ่มอัดแน่นด้วยผู้คนที่ต่างกระจายตัวออกมาจากหน้าเวที เสียงดนตรีอึกทึกก่อนหน้านี้ค่อย ๆ เบาลงเป็นเพียงเสียงดนตรีคลอแผ่วเบา ฉันรินเบียร์ใส่แก้วจนเต็ม ดื่มรวดเดียวหมดแก้ว ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบที่ดังมาจากทุกหนแห่งรอบตัว ฉันเหลือบมองผู้หญิงที่อยู่ใกล้ที่สุด เธอกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น พลางพ่นคำด่าทอใส่โทรศัพท์อย่างบ้าคลั่ง ก่อนหน้านี้ฉันไม่อยากรู้ว่าในซองมีอะไร สำหรับฉันมันเป็นแค่ใบผ่านเพื่อใช้กลับบ้านเท่านั้น แต่พอได้รู้ว่ามันคืออะไร ฉันก็รู้สึกเหมือนถูกยั่วยุ ทุกคนก็คงรู้สึกเหมือนกัน คงดีไม่น้อยหากได้เป็นผู้กระทำบ้าง หลังจากถูกกระทำมาเนิ่นนาน น้ำหนักของซองสีแดงที่คล้องคอฉันอยู่ หน่วงรั้งลำคออย่างน่าประหลาด คนแปลกหน้าที่เป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์อาจกำลังรอฉันอยู่ ฉันจะรู้สึกดีขึ้นไหม หากที่ได้เล่าสิ่งที่เบียดแน่นอยู่ในใจให้ใครคนหนึ่งที่อาสาเป็นที่รองรับอารมณ์ฟัง ที่สำคัญใครคนนั้นไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร ฉันย้อนนึกถึงวิธีที่ได้ซองนี้มา ฉันหยิบมันออกมาจากกล่องสีทองด้วยมือของตัวเอง เพราะอย่างนั้นฉันจึงมั่นใจว่า ไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นใคร ในขณะที่ฉันกำลังลังเลอยู่นั้น ผู้หญิงที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ตะคอกใส่โทรศัพท์จนฉันสะดุ้ง ไอ่เหี้.... ตอนนั้นเองที่ฉันตัดสินใจปลดซองออกจากแขน ลุกขึ้นเดินตรงไปยังริมสระน้ำที่มีผู้คนบางตาลงไปมาก ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปหาที่หลบ เพื่อปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาในใจ ฉันเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น ตอนนี้น่าจะเหลือเวลาไม่ถึงสิบห้านาที ฉันหันซ้ายที ขวาที เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้พอที่จะได้ยิน ก่อนจะฉีกซองสีแดง ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา หยิบมือถือขึ้นมากดตัวเลขสิบหลักบนหน้ากระดาษแผ่นนั้น เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณรอสายดังขึ้น หัวใจฉันก็สั่นระทึก อันที่จริงฉันไม่ค่อยรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร แต่ค่อนข้างแน่ใจว่าสิ่งที่ผลักดันให้ทำแบบนี้ คือ เบียร์หนึ่งเหยือกกับอีกหนึ่งแก้ว

               'สวัสดีครับ ผมคิดว่าคุณจะไม่โทรมาซะแล้ว'


                                        ----------- Loading 100% ---------

> อัพทุกวันอังคารและวันศุกร์ สัปดาห์ละ 1 ตอน หากมีเหตุขัดข้อง ไรท์จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้านะคะ < 





ปาริฉัตร.   





ฝากติดตามนิยายเรื่องแรกของไรท์ด้วยนะคะ 

ตามไปอ่านกันเต็ม ๆ ได้ที่ Meb ตามลิ้งด้านล่าง หรือ ทดลองอ่านได้ที่ https://my.dek-d.com/crc6chaos/writer/view.php?id=1457833

อ่านจบแล้วอย่าลืมให้คะแนน Ratings ด้วยนะคะ เพื่อเป็นกำลังใจและแนวทางในการปรับปรุงผลงานต่อไปค่ะ 

ขอบคุณค่ะ

ณ สายฝัน
ปาริฉัตร
www.mebmarket.com
ความรัก ไม่สำคัญว่าจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ หรือจบลงอย่างไร หากมันเกิดขึ้นแล้ว ก็นับเป็นสิ่งที่งดงามและน่าจดจำเสมอ ---------------------------------------ชีวิต เหมือนการวิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง มีอุปสรรคใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาตลอดเวลา แตกต่างกันตรงที่ ชีวิตมันไม่มีเส้นชัย มีแค่จุดเริ่มต้นและจุดจบ สิ่งที่เราต้องทำคือกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางนั้นให้พ้น ล้มก็ต้องลุก เหนื่อยก็ห้ามท้อ เพราะความสำเร็จไม่วัดจากสิ่งที่มี แต่วัดจากจำนวนสิ่งขีดกว้างที่กระโดดข้ามมาได้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

56 ความคิดเห็น