แต่ก่อนนั้น...Before I love you (ชื่อเดิมวันนี้...ยังไม่สาย)

ตอนที่ 13 : กระจ่างใจ 85%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    12 ก.ย. 62

12

กระจ่างใจ

แกร๊ก

ณัฐคณินตื่นอยู่ก่อนแล้ว ตอนที่หญิงสาวเปิดประตูห้องและเดินย่องออกมาจากห้องนอน เขาแสร้งทำเป็นหลับ แอบหรี่ตามองว่าเธอจะทำอะไรต่อไป คอยเฝ้าระวังคีย์การ์ดที่วางไว้โต๊ะรับแขกเป็นพิเศษเพราะกังวลว่าเธอจะแอบหนีอีก ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าเธอมาหยุดอยู่เหนือโซฟาที่เขาใช้ต่างเตียงนอนชั่วครู่ และเดินผ่านไปโดยไม่ใส่ใจคีย์การ์ด หลังจากนั้นก็มีเสียงกุกกักเบาๆ มาจากเคาเตอร์ครัว  ชายหนุ่มหรี่ตาและผงกหัวขึ้น พยายามหาคำตอบว่าเธอกำลังทำอะไร

คชาภาในชุดเดียวกับเมื่อวาน เธอเกล้าผมขึ้นแบบลวกๆ มีปอยผมหลายปอยร่วงลงมาคลอเคลียลำคอระหง กำลังง่วนอยู่กับการหาอะไรก็ตามที่กินได้จากตู้เย็น เธอทำทุกอย่างอย่างเบาไม้เบามือจนน่าเอ็นดู เหตุเพราะกลัวจะทำให้เขาตื่น เห็นอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ล้มศีรษะลงนอนอีกครั้ง เขายิ้มกว้างทั้งที่ยังหลับตา

นับเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่แปลกใหม่และให้ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเสียจริง

 

โอ๊ย!

ณัฐคณินดีดตัวขึ้นจากโซฟาทันทีเมื่อได้ยินเสียงโอดครวญ เขาพุ่งตรงไปหาหญิงสาวด้วยความเร็วพอๆกับสายฟ้าแลบ

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” คชาภากำลังยืนหันหน้าเข้าหาเตา เธอหันหลังกลับมาทำหน้าตาตื่น ตกใจที่เขาพุ่งมาเร็วปานนี้

“เอ่อ..เปล่าค่ะ ฉันไม่ชินกับของใช้ที่นี่ มือเลยไปโดนขอบกระทะ ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ” หญิงสาวหันหน้ามาหาชายหนุ่ม แต่เอามือทั้งสองข้างไขว้ไว้ข้างหลัง

“ไหนให้ผมดูหน่อย” ชายหนุ่มขมวดคิ้วขุ่น

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ว่าแต่..คุณหิวหรือยังคะ นี่ฉันทำคุณตื่นหรือเปล่า” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ดูมีพิรุธ

“คุณไม่ได้ไม่เป็นอะไรจริงๆหรอก” ณัฐคณินยื่นมือข้างหนึ่งออกไปข้างหน้า “ให้ผมดูหน่อย หรือคุณชอบให้ผมจับล๊อคเหมือนเมื่อคืน” เขาจ้องเธอ พร้อมหยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย

เมื่อพูดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ภาพที่เขาจับตัวเธอล๊อคไว้ในอ้อมกอดจากด้านหลัง ก็ทำเอาพวงแก้มนวลแดงระเรื่อขึ้นมาทันใด

“ฉันไม่ชอ...” หญิงสาวพูดค้างไว้แค่นั้นและยืนอ่ำอึ้ง ชักเริ่มไม่แน่ใจ เพราะความจริงเธอค่อนข้างจะพอใจที่ถูกเขากอดเสียด้วยซ้ำ

ณัฐคณินมองดูอาการอึกๆ อักๆ ของเธอแล้วแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ “คุณรู้ไหม ว่าข้อดีของคุณคืออะไร” เขาก้าวเข้าไปหาเธอก้าวหนึ่ง สองมือใหญ่จับต้นแขนเล็กทั้งสองอย่างอ่อนโยน และค่อยๆ เลื่อนลงมา คล้ายบังคับให้เธอยอมปล่อยมือที่ไขว้ไว้ข้างหลัง แต่สัมผัสแผ่วเบานั้นกลับให้ความรู้สึกว่าเขากำลังอ้อนวอนมากกว่าบังคับ รู้ตัวอีกทีมือบางทั้งสองก็อยู่ในฝ่ามือใหญ่ของเขาเรียบร้อยแล้ว

“คุณไม่เคยเก็บความรู้สึกตัวเองได้เลย” ณัฐคณินพูดขณะพลิกมือบางเพื่อหาต้นเหตุ จนเจอรอยแดงบวมเป็นเส้นยาวที่หลังมือข้างซ้ายระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มจัด เขาประคองมือนั้นอย่างทะนุทนอม ก่อนจะดึงเธอไปที่อ่างล้างจาน เปิดก๊อกน้ำ เพื่อทำความสะอาดแผล

คชาถาสองหูฟัง สองตามองดูการกระทำนั้นด้วยความเคลิบเคลิ้ม สัมผัสอ่อนโยนและอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ ทำให้อาการแสบร้อนคล้ายหายมลายลงทีละน้อย “ไม่ว่าจะเสียใจ  ดีใจ กังวล หรือลำบากใจ มันเขียนไว้บนหน้าคุณชัดเจน เพราะฉะนั้นก็อย่าพยายามปกปิดมันจะดีกว่า” ชายหนุ่มพูดเรียบเรื่อย ไม่ได้แฝงการตำหนิติเตือนใดๆ

“ฉันแค่ไม่อยากทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” หญิงสาวตอบกลับ

“หรือบางทีคุณอาจคิดว่าบอกไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา” เขาพูดต่อประโยคด้วยน้ำเสียงขึงขังขึ้นมาทันควัน ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูที่อยู่ใกล้มือมาเช็ดมือบางจนแห้งสนิท การที่จู่ๆ เขาก็เกิดจริงจังขึ้นมาทำเอาหญิงสาวทำตัวไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ “แต่คุณบอกผมได้ เพราะมันไม่มีทางที่จะไม่มีอะไรดีขึ้นมา ดูสิ มีผมล้างแผลให้ ดีกว่าคุณต้องทำเองไม่ใช่หรอ หรืออย่างน้อย มันก็หมายความว่าคุณยังมีผม คุณไม่ได้โดดเดี่ยว” ณัฐคณินวางผ้าเช็ดมือบนเคาร์เตอร์ครัว สองมือยังคงเกาะกุมมือบางของเธอเอาไว้ เขาสัมผัสอย่างทะนุถนอมราวกับเธอเป็นสิ่งล้ำค่าหรือไม่ก็เป็นแก้วที่เต็มไปด้วยรอยร้าว จวนเจียนจะแตกอย่างไงอย่างงั้น “อย่าทำเหมือนผมเป็นคนอื่น ผมไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับคุณอีกแล้ว” ชายหนุ่มพูดจริงจัง แฝงแววเว้าวอนอยู่ในที “คุณรู้ใช่ไหมว่าผมพูดเรื่องอะไร” เขาถาม

“เอ่อ คุณคงไม่ชอบที่ฉันทำเหมือนคุณเป็นคนอื่น”

“ผมกำลังพูดถึงความสัมพันธ์ของคุณกับผม” หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ


-------------------Loading 25%--------------------

“คุณเข้าใจหรือเปล่าว่าความสัมพันธ์ที่เราสองคนยืนอยู่นี้ มันหมายความว่าอะไร” คชาภายืนทึ่มทื่อ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่เชิงว่าเข้าใจ

“หมายความว่า เราเป็นแฟนกันใช่ไหมคะ” หญิงสาวพูดแต่ละคำด้วยความกระดากอาย

“และหมายความว่าเราต้องพูดกันมากขึ้น ฟังมากขึ้น สบตากันมากขึ้น พึ่งพากันมากขึ้น ต่อแต่นี้ไปความสุขของคุณจะกลายเป็นความสุขของผม ปัญหาของคุณก็คือปัญหาของผม เราจะแชร์เวลาทุกนาทีด้วยกัน เพราะฉะนั้นคุณต้องพยายามเรียนรู้และชินกับมันซะ”

คำพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของหญิงสาว แม้แต่ตอนที่เธอยืนประจันหน้าสายป่านอยู่หน้าประตูคอนโด

“สิบเอ็ดโมงสามสิบแปด เลยเวลาไปเยอะเลยหนิ” สายป่านในชุดพร้อมทำงาน พลิกข้อมือดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือตนเองและเงยหน้าขึ้นสำรวจใบหน้าของคชาภา พลางยิ้มกรุ้มกริ่ม “เจอกันแล้วสินะ” สายป่านทิ้งคำพูดไว้ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง โดยไม่ใส่ใจใบหน้าเหลอหลาของคชาภา

“เดี๋ยวก่อน เธอรู้ด้วยเหรอ?” คชาภารีบประติดประต่อความนึกคิด ขณะเดินตามสายป่านไปติดๆ ไปพร้อมกับคำถาม สายป่านเดินมาหยุดอยู่หน้ากระจกและหยิบตุ้มหูขึ้นมาใส่

“ฉันแค่เดา” สายป่านตอบคำถามผ่านภาพสะท้อนของคชาภาในกระจก “เขารบเร้าจะมาส่งเธอด้วยใช่ไหม” แต่ยังรู้สึกสนุกที่ได้ป่วนประสาทของคชาภา จึงยังเล่นไม่เลิก

“เธอเห็นเหรอ?” สายป่านแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เมื่อได้ยินน้ำเสียงแตกตื่นและท่าทีคล้ายคนขวัญกระเจิงของคชาภาผ่านกระจก

“ฉันแค่เดา” สายป่านตอบคำเดิม น้ำเสียงเดิม และด้วยความสัตย์จริงโดยแท้

“ละ...แล้วเธอเดาจากอะไรล่ะ” คนถูกแกล้งอยู่ไม่สุข เธอก้าวเข้ามาประชิดตัวสายป่านหนึ่งก้าว สายป่านซึ่งใส่ตุ้มหูเรียบร้อยแล้ว หันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับคชาภาโดยไม่มีอาการสะท้านใดๆ

“จากหน้าเธอไง เช้านี้เธอได้ส่องกระจกหรือเปล่า ใต้ตาคล้ำลึกโบ๋ สีหน้าซีดเซียวดูอิดโรย แต่แววตากลับใสแจ๋วเป็นประกาย และเท่าที่ฉันรู้ มีแต่พลังความรักเท่านั้นแหละที่ทำได้” คชาภาผงะ ถอยหลังกลับไปยืนจุดเดิม โดนจี้จุดตายแบบนี้ เธอก็หมดคำพูดจะเอ่ย “ฉันพูดสะกิดนิดหน่อย อาการ้อนตัวก็พุ่งสูงเฉียดร้อยองศา ไม่ต้องรอให้เธอบอกฉันก็ดูออกได้ไม่ยากอยู่แล้ว”

“แต่เธอรู้ได้ยังไง ว่าฉันเจอเขาแล้ว” คชาภายอมรับในใจว่าตนเองเป็นคนเก็บอารมณ์ไม่เก่งอยู่แล้ว แต่สำหรับเรื่องนี้มันมีอะไรที่มากกว่าแค่การเดา สายป่านพูดเหมือนรู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องได้เจอณัฐคณิน

“เขามาที่แผนกเกือบทุกคืน ฉันก็ต้องเห็นสิ" สายป่านตอบคลุมเครือ หยักยิ้มมุมปากน้อยๆ ในใจรู้สึกสนุกที่ได้ปลุกเร้าความอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิงที่ไม่เคยใส่ใจในรูปรสกลิ่นสีใดๆ

“เขา..เขาไหน หรือเธอหมายถึงคุณคณิน” คชาภาไม่รู้ตัวเลยว่า เธอได้เปิดโปงความลับของตัวเองเสียแล้ว

“อ่อ ที่แท้เขาก็คือคุณณัฐคณิน ทุกครั้งที่ฉันเห็น เขาจะใส่แมสปิดหน้าไว้ตลอดและทำลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่หน้าห้องแผนกเกือบทุกคืน ที่แท้ก็มาตามหาเธอนี่เอง ตกลงว่าข่าวลือเรื่องเธอกับเขาก็เป็นเรื่องจริง” สายป่านยกมือขึ้นกอดอก สายตาจ้องจะจับพิรุธอย่างเปิดเผย ด้านคชาภาเมื่อรู้ตัวว่าตนเองทำพลาด จนหมดหนทางจะหลบเลี่ยงก็ไม่คิดจะปฏิเสธอีกต่อไป ในสถานการณ์ตอนนี้ ไม่ว่าสายป่านจะเห็นด้วยหรือไม่ เธอก็เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่คชาภาไว้ใจ อีกทั้งรางสังหรณ์เรื่องผู้ชายของสายป่าน ดูแล้วคงไม่ใช่แค่คำคุยโว้ คชาภาจึงตัดสินใจเดินไปนั่งที่โซฟา กวักมือเรียกสายป่านมาหาและเล่าเรื่องณัฐคณินทั้งหมด

“ฉันสงสัยมานานแล้วว่า เธอเอาตัวรอดมาจากจุดที่แย่ที่สุดมาได้ยังไง ที่แท้ก็มีสปอตเซอร์กระเป๋าหนักอยู่เบื้องหลังนี่เอง” สายป่านเอ่ย ด้วยท่าทางเอ่อระเหย คล้ายไม่ใส่ใจกับเรื่องที่ได้ฟังเท่าใดนัก

“ฉันไม่รู้เรื่องน้ำหนักของกระเป๋าเขามาก่อนและไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยซักนิด”

“ก็ถูก เธอถึงได้น่าหมั่นไส้ยังไงล่ะ เพราะเธอมันโชคดีเป็นบ้าเลย”

“ฉัน..โชคดีงั้นเหรอ” คชาภาพูดอย่างไม่มั่นใจนัก ขณะทบทวนเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันจนสูญเสียความทรงจำ ตกเป็นเหยื่อของคนโรคจิต ถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจและคล้ายจะถูกครอบครัวทอดทิ้ง  

“ถึงจะไม่ใช่ซะทีเดียว แต่อย่างน้อยในช่วงเวลาที่เธอดวงตกสุด ๆ ก็ยังมีเขาให้พึ่งพิง ลองคิดดูสิ ถ้าไม่มีเขา อะไรๆ คงแย่กว่านี้” ถึงแม้จะทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่สายป่านกลับรู้สึกว่าตนเข้าใจความรู้สึกของคชาภาอย่างน่าประหลาด

“งั้นน...ฉันก็โชคดีที่ได้เจอเธอด้วยนะสิ” คชาภาดูออกว่าคนหวานฝ่าซากอย่างสายป่านกำลังปลอบใจตนอยู่ จึงอดหยอกกลับไม่ได้

“ฉันถูกมัดมือชกต่างหากละยะ” สายป่านหันมาค้อนใส่คนพูดแรงๆ หนึ่งที ทำเอาคชาภาหัวเราะร่าอย่างผู้ชนะ ตั้งแต่มาอยู่กับสายป่าน หญิงสาวถูกสายป่านตอกกลับจนหน้าหงายมาหลายครั้งหลายครา ดังนั้นการทำให้ใบหน้าตายด้านของสายป่านปรากฏคลื่นอารมณ์ขึ้นมาได้ก็นับเป็นชัยชนะของเธอ

สายป่านนั่งมองใบหน้าเล็กเรียวที่ผลิบานด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า ฟังเสียงหัวเราะสดใสที่ก้องกังวานในอากาศจนมันค่อย ๆ แผ่วลง พอเสียงนั้นหายไปพร้อมรอยยิ้มนั้น ความกังวลที่ไม่ทราบที่มาก็ผุดขึ้นมารบกวนจิตใจ

“แต่ความสัมพันธ์ของพวกเธอ มันค่อนข้างจะอันตราย” สายป่านพูดเสียงเรียบ แต่ให้ความรู้สึกว่ากำลังจะพูดเรื่องสำคัญ

“ฉันเตรียมใจไว้แล้วล่ะ การที่พนักงานธรรมดาในแผนกเล็กๆ คนหนึ่ง กับเขาที่เป็นถึงผู้บริหาร...”

“ปัญหาเล็ก ๆ แค่นั้นไม่ได้อยู่ในสายตาฉันหรอก” สายป่านพูดแทรกขึ้นมาทันควัน “ฉันหมายถึง ตัวเธอต่างหาก เธอไม่รู้สึกเหรอว่า มีเรื่องที่ไม่รู้เกี่ยวกับตัวเองมากเกินไป มีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจรออยู่อีกเพียบ เธอหวังหรือว่าวันหนึ่ง หากความทรงจำของเธอกลับมาแล้วเขาจะอ้าแขนกอดเธอและบอกว่ารับได้ทุกอย่าง ถ้าความจริงไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ ถ้าเขาบอกว่ารับอดีตของเธอไม่ได้ในวันที่เธอรักเขาหมดหัวใจไปแล้วล่ะ” ทุก ๆ คำที่หลุดจากเรียวปากอิ่มของสายป่าน ทำให้ใบหน้าเล็กซีดเผือดลงเรื่อย ๆ

 “นี่เธอรู้หรือเปล่า ว่าตัวเองกำลังอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยความคาดหวังที่ไม่ได้รับการตอบรับ และความสัมพันธ์ที่จริงจังไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถาม” สายป่านพูดตบท้ายประโยคได้อย่างเลือดเย็น      

-------------------Loading 40%--------------------

ซ่า ซ่า ....สายฝนร่วงหล่นจากท้องฟ้าสีหม่น พร้อมกับเสียงอื้ออึ้งที่ดังอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เสียงนั้นช่วยให้หญิงสาวในห้องไม่ได้ยินเสียงความคิดของตัวเองไปชั่วขณะ แต่ไม่อาจช่วยลบความรู้สึกสับสนและหนักอึ้งในหัวใจได้

คชาภานั่งสดับฟังเสียงของสายฝนตกกระทบกระจก ทีละเม็ด ทีละเม็ด นับครั้งไม่ถ้วนอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางบรรยากาศมัวหม่นของเมฆฝน เวลาพลันเดินช้าลง หัวใจเต้นช้าลง หญิงสาวมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ผ่านหยาดฝนที่เกาะพราวอยู่เต็มกระจก มีไอน้ำจับตัวหนาเนื่องจากแอร์คอนดิชั่นภายในห้อง ทำให้มองภาพด้านนอกได้ไม่ชัดเจน มันช่างคล้ายกับชีวิตของเธอนัก ไม่มีอะไรชัดเจนเลยซักอย่าง

ฉันเองก็รู้จักเธอไม่มากไปกว่าคนอื่น ๆ หรอก แต่สิ่งที่ฉันกล้าพูดได้เต็มปากคือ เธอเปลี่ยนไปมาก จะให้พูดว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนก็ดูจะน้อยไปด้วยซ้ำ เธอเคยเกลียดทุกอย่างบนโลกใบนี้  เธอทำเหมือนตัวเองเป็นนักโทษและมองโลกเป็นคุก ฉันแน่ใจว่ามันต้องมีเหตุผลที่ทำให้เธอเป็นอย่างนั้น แล้วดูเธอตอนนี้สิ เธอถึงขั้นมีความรักและยังบอกฉันว่าพร้อมจะฝ่าฟันทุกอย่างไปด้วยกันกับเขา เธอใช้ชีวิตด้วยความหวัง โลกกลายเป็นสิ่งที่สวยงามสำหรับเธอไปแล้ว ที่ฉันพูด ไม่ใช่เพราะว่าเธอดูเลวมาก่อนหรอกนะ ถึงฉันจะชอบเธอตอนนี้มากกว่าแต่ก็ทำเป็นลืมเรื่องนี้ไม่ได้ เฮ้อ...ฉันไม่คิดจะก้าวก่ายชีวิตเธอหรอกนะ ไม่ว่าเธอจะตัดสินใจทำอะไรมันก็เป็นเรื่องของเธอ เพราะเธอเป็นคนรับผลจากการตัดสินใจของเธอเอง ฉันแค่กลัวแทนเธอก็เท่านั้น

สายป่านหันมาพูดก่อนจะปิดประตูห้องเดินจากไปด้วยสีหน้าจนใจ นับเป็นครั้งแรกที่สายป่านให้ความเห็นเกี่ยวกับชีวิตที่พลิกผันของเธออย่างจริงจังและตรงไปตรงมาที่สุด

ผู้หญิงมนุษยสัมพันธ์ต่ำ ชอบทำตัวไม่มีสี ไม่มีตัวตน ดูกลมกลืนกับฝ้าผนังประตูจนแทบแยกไม่ออก จู่ ๆ ก็ทำตัวเด่นเป็นดอกไม้บาน ล่อหลอกสายตาคน...

แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพูดถึงความเปลี่ยนแปลงของหญิงสาว เธอยังจำคำพูดของรุ่งรัตน์เมื่อคืนได้ดี มันยังคงดังสะท้อนอยู่ในหัวสลับกับคำพูดของสายป่านและเสียงฝนที่ตกกระทบหน้าต่าง วนเวียนอยู่อย่างนั้น ครั้งแล้วครั้งเล่า

ปี๊บ...เสียงข้อความเข้า

ผมมีนัด จะไปรับตอน 6 โมงเย็น

ข้อความจากชายหนุ่มทำให้เธอตื่นตัวขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับกระตื้อรื้อร้น หญิงสาววางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างตัว วางมือทั้งสองไว้บนตัก สายตามองเวลาจากนาฬิกาติดผนัง เธอมีเวลาเหลืออีกประมาณห้าชั่วโมงเศษ เพื่อจะตกลงกับตัวเองว่าควรจะจัดการกับชีวิตตัวเองยังไง ทั้ง ๆ ที่เธอเองก็ยังไม่แน่ใจหนักว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตกันแน่

ผมไม่สน ที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้คือทุกสิ่งที่ผมต้องการแล้ว

ตอนเช้ามืดพอพูดถึงเรื่องความทรงจำของเธอ คำตอบจากณัฐคณินทำให้เธอดีใจจนไม่รู้สึกถึงเท้าที่สัมผัสพื้น แต่ตอนนี้ หลังจากคำพูดของสายป่าน มันกลับทำให้หัวใจเธอจมดิ่งลงสู่เหวลึกที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

อะไรกันนะ ที่ทำให้ความรู้สึกที่ราวกับอยู่ในฉากฝันนั้นเปลี่ยนไป สายป่าน เขา หรือตัวเธอเอง

ปี๊บ...

ผมคิดถึงคุณ

หลังจากอ่านข้อความ หญิงสาวรู้สึกคล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างในตัวปริแตกและพรั่งพรูออกมาอย่างยากจะควบคุม น้ำตาพลันไหลรินออกมาเป็นทาง แม้จะห่างกันแค่ไม่นาน แต่เธอก็คิดถึงเขามากเช่นกัน คิดถึงความรู้สึกเวลาที่เขาอยู่ข้างๆ คิดถึงแววตาที่แน่วแน่ไม่วอกแวก น้ำเสียงที่อบอุ่น เขาทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยเสมอเวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆ และเขาคงไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองได้กลายเป็นความสุขเพียงเรื่องเดียวในชีวิตของเธอในตอนนี้ไปเสียแล้ว

คชาภาตอบไม่ได้ว่าเผลอมอบหัวใจให้ชายหนุ่มไปตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นตอนที่เขากอดเธอตอนกำลังร้องไห้จนหลับไป หรืออาจจะเป็นตอนที่เขาจูบเธอริมสระน้ำ หรืออาจจะตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอเขาเลยก็ได้ แต่เธอบอกได้เรื่องหนึ่ง เธอรู้สึกตื้นตันใจทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว ไม่ว่า ณ ขณะนั้น สถานการณ์ของเธอจะย่ำแย่เพียงใดก็ตาม เมื่อเขาปรากฏตัว ทุกอย่างมักจะดีขึ้นเสมอ รวมถึงสภาพจิตใจเธอด้วย  แม้จะพูดได้ว่าความรู้สึกที่เธอมีต่อเขานั้นค่อย ๆ บ่มเพาะจากสถานการณ์เลวร้ายหรือจากความโชคร้ายก็คงไม่ผิด และเธอก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้มันผิดหรือถูก ไม่รู้ว่าเร็วไปหรือช้าไป แต่ท้ายที่สุดแล้ว เธอแน่ใจว่ามันคือ ความรัก 


-------------------Loading 50%--------------------

หญิงสาวก้มลงฟุบหน้ากับผ่ามือบาง ปล่อยเสียงร้องไห้โฮแข่งกับฝนตก หวังปลดเปลื้องอารมณ์ที่อัดอั้นแน่นอยู่ในอก รู้ทั้งรู้ว่าน้ำตาไม่ได้ช่วยอะไร แต่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เธอทำแล้วรู้สึกดีขึ้นได้แม้มันจะเพียงน้อยนิดก็ตาม กระทั่งเกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไป

ฝนหยุดตก พร้อมน้ำตาที่หยุดไหล หลงเหลือเพียงบรรยากาศเย็นชื้นและหมองหม่นที่ไม่ยอมจางหายไปเสียที  หญิงสาวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แม้จะหยุดร้องไห้ แต่เธอยังคงซึมซับทุกหยาดน้ำตาที่รินไหลและพยายามทำความเข้าใจไปพร้อมกับมัน

แอ็ดด....ประตูห้องเปิดออก สายป่านเดินเข้ามาและปิดประตูไล่หลัง เมื่อหันกลับมาเห็นสภาพของเพื่อนร่วมห้อง เธอก็ถึงกับถอนหายใจทิ้ง

“นี่เธอพยายามทำให้ฉันรู้สึกผิดที่พูดออกไปแบบนั้นใช่ไหม” เมื่อเห็นสภาพของหญิงสาวตรงหน้าแล้ว ความรู้สึกผิดก็ผุดขึ้นมาในใจ

“ฉันก็แค่...ร้องไห้” คชาภาพูดเสียงขึ้นจมูก ท่าทางเซื่องซึม ไม่มีอาการตื่นตกใจกับการกลับมาอย่างกะทันหันของเจ้าของห้องเลยแม้แต่น้อย สายป่านปัดหยดน้ำฝนที่เกาะอยู่บนเสื้อผ้า ก่อนจะเดินมานั่งที่โซฟา

“เธอน่าจะนอนเอาแรงซักหน่อย สภาพเธอดูไม่ได้เลยรู้ไหม” สายป่านพูดพรางลอบสำรวจดวงตาแดงก่ำที่เริ่มบวมของคนข้างๆ คชาภาไม่ตอบ เพียงระบายยิ้มอย่างอ่อนระโหยโรยแรง “ถึงฉันจะรู้สึกผิด แต่ฉันไม่ถอนคำพูดหรอกนะ”สายป่านยืนยันจุดยืนเดิม แม้ลึกๆแล้วจะรู้สึกหดหู่และกังวลใจอยู่ไม่น้อย คชาภาไม่ตอบ เธอเพียงก้มหน้ามองฝ่ามือบางของตนที่วางไว้บนตักอย่างใจลอย

“พอกันที ฉันเพิ่งหนีฝนข้างนอกนั่นมา ฉันจะไม่ยอมให้เธอสร้างบรรยากาศอึมครึมเหมือนฝนจะตกในห้องฉันอีกเด็ดขาด ลุกขึ้นมา” สายป่านพรวดพราดลุกขึ้น ทำเสียงแข็งออกคำสั่ง ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องนอนตนเองและกลับมาออกมาพร้อมขวดไวน์ขวดใหญ่ในมือ เธอเดินตรงไปที่โต๊ะอาหาร แต่ต้องชะงักหยุดเพราะเห็นคนถูกสั่งยังไม่มีท่าทีว่าจะขยับ สายป่านเหลืออดเต็มแก่แล้วเธอจึงเดินไปคว้าแขนของคชาภาและลากมาที่โต๊ะอาหาร สายป่านวางขวดไวน์บนโต๊ะเสียงดัง ปึก  คชาภาตกใจอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ขัดขืนหรือตอบรับ

“ที่เธอทำอยู่นี้อาจทำให้คนอื่นเห็นแล้วรู้สึกสงสาร แต่รู้ไว้ว่ามันทำให้ฉันอารมณ์เสีย” พูดจบ สายป่านก็เดินไปที่ตู้แขวนในครัว หยิบที่เปิดขวดไวน์และแก้วไวน์ติดมือมาสองใบ “อย่าทำเหมือนคนใกล้ตายเพราะผู้ชายต่อหน้าฉัน ฉันยอมเห็นเธอเมาเรี่ยราดเหมือนหมาดีกว่าหมดอะไรตายอยากเพราะผู้ชาย” สายป่านเปิดจุกไวน์ รินไวน์สีแดงเข้มใส่แก้วแล้ววางตรงหน้าคชาภา ก่อนจะรินให้ตัวเองและนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ดื่ม” สายป่านยกแก้วไวน์ขึ้นกลางอากาศ

คชาภามองแก้วไวน์ตนเองสลับกับแก้วของสายป่านด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ไม่คิดว่าสายป่านจะใช้วิธีนี้จัดการกับตน “ถึงจะเศร้าแค่ไหน เธอก็ต้องมีมารยาท เร็วสิ ยกแก้วเธอขึ้นมา ฉันเริ่มเมื่อยแล้วนะ” สายป่านเร่ง

กริ๊งง  เสียงแก้วไวน์กระทบกันลอยคว้างอยู่ในอากาศ ทั้งสองยกแก้มขึ้นดื่มพร้อมกัน รสฝาดหวานคลุ้งกระจายอยู่ในปาก “ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอมีของพวกนี้อยู่ในห้องด้วย” คชาภาเอ่ย ขณะใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะไม่คุ้นชินกับรสชาติ

“หลังจากบำบัดอาการติดเหล้ามาหกเดือนเต็มๆ ก็มีเหลืออยู่ขวดเดียวนี้แหละ”

“ห๊า...เธอว่าไงนะ” คชาภาไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

“ไวน์เป็นอย่างเดียวที่ฉันดื่มรวดเดียวหมดแก้วไม่ได้ บางครั้งฉันก็ต้องจิบบ้างไม่ใช่ตัวเองลงแดงตายไปซะก่อน”

“เธอเคยติดเหล้าเหรอ” คชาภาตื่นตัวขึ้นมาจากเมฆหมอกของความมัวหม่น

“เรื่องเศร้าไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอคนเดียวหรอกนะ” แม้จะพูดเรื่องของตัวเองอยู่ แต่สายป่านก็พูดคล้ายไม่ใส่ใจนัก ราวกับมันเป็นเรื่องของคนอื่น

“งั้นเธอก็ไม่ควรดื่ม” ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกเหมือนคนตื่นเต็มตาและนึกห่วงสายป่านขึ้นมาทันใด หากสายป่านเคยติดเหล้าและเลิกเหล้าได้แล้ว เธอก็ไม่ควรแตะต้องมันอีก

“ก็จริง เป็นเพราะเธอนั่นแหละทำให้ฉันนึกถึงความเจ็บปวดของตัวเอง แต่ฉันไม่โทษเธอหรอก อย่างน้อยมันก็ทำให้ห้องฉันเป็นเขตปลอดแอลกอฮอล์ร้อยเปอร์เซนต์” สายป่านชูแก้ว จิบอีกหนึ่งอึก

“แน่ใจนะว่าเธอจะไม่เป็นอะไร” ที่จริงแล้วคชาภาอยากถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับเธอ  หรือ ทำไมเธอถึงติดเหล้า มากกว่า แต่หญิงสาวไม่อยากขุดคุ้ยความเจ็บปวดของสายป่านขึ้นมาอีกครั้ง เพราะการที่สายป่านเคยติดและเลิกเหล้าได้แล้ว แสดงให้เห็นว่าเธอได้ข้ามผ่านจุดนั้นมาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงมันอีก แม้จะอยากรู้แต่ก็ไม่ควรถาม

“ฉันจะแน่ใจได้ยังไงล่ะ เอาอย่างนี้ละกัน” สายป่านเทไวน์ใส่แก้วตนเองทั้งที่ไวน์ยังเหลืออยู่ครึ่งแก้วจนเกือบปริ่มแก้ว “นี่ของฉัน ส่วนที่เหลือของเธอ” สายป่านวางขวดไวน์ที่มีไวน์เหลืออยู่ค่อนขวดไว้ข้างแก้วของคชาภาเสียงดัง ปึก

“มันจะช่วยฉัน เหมือนที่ช่วยเธอใช่ไหม” คชาภาเหน็บ ความหมายแอบแฝง ก็คือ จะให้ฉันติดเหล้าเหมือนเธอใช่ไหม

 “ฮ่า ๆ เห็นไหมแค่อึกเดียวก็ทำให้เธอลืมเรื่องเศร้า แล้วหันมากระแนะกระแหนฉันได้แล้ว” สายป่านเป็นสาวช่างเหน็บอยู่แล้ว เธอจึงเข้าใจความหมายแอบแฝงนั้นได้ทันทีและไม่มีทางทีขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกเบิกบานใจอย่างน่าประหลาด ซึ่งอาจเป็นเพราะได้กลับมาดื่มอีกครั้งหรืออาจเพราะเห็นคนตรงหน้าเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างแล้ว ส่วนคชาภาเมื่อเห็นสายป่านหัวเราะเต็มหน้า ไม่มีท่าทีผูกใจเจ็บกับอดีตเธอก็รู้สึกเบาใจจนเผลอยิ้มตาม

“ถ้าฉันผ่านเรื่องนี้ไปได้ ฉันจะดีขึ้นใช่ไหม” คชาภาเอ่ย

“ถ้าเธอผ่านเรื่องนี้ไปได้ ต่อไปเธอก็จะเจอเรื่องๆ อื่นอีก รู้ไหมว่าปัญหาไม่มีวันหมดไปจากชีวิตเราหรอก แต่อย่าไปนึกถึงมันเลย ตอนนี้เธอคิดหาทางเอาตัวเองรอดจากเรื่องนี้ก่อนดีกว่า” สายป่านพูด ยกแก้วขึ้นจิบ คชาภายกจิบตาม รู้สึกถึงความอุ่นร้อนที่ไหลลงไปสู่กระเพาะอาหาร

“เธอเคยรักใครหรือเปล่า” คชาภาถาม

“ฉันเคยคบผู้ชายหลายคน แต่ไม่เคยรักใคร” สายป่านตอบอย่างง่ายดายราวกับถูกถามว่า กินข้าวแล้วหรือยัง

“ทำไมล่ะ” คชาภาถามต่อ ยกแก้วจิบ

“เพราะไม่มีใครทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นได้นะสิ”

“แล้วเธอทำยังไงกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก”

“ก็เลิก” สายป่านตอบติดรำคาญ “ฉันรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ยอมเสียเวลากับอะไรที่มันไม่ใช่เด็ดขาด” สายป่านพูดจบ ทั้งสองก็ยกแก้วขึ้นจิบพร้อมกัน

“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”

“เธอรักเขา” สายป่านพูดหน้านิ่ง คชาภาพยักหน้ารับ “ฉันต้องการเขา” คชาภาตอกย้ำความสำคัญของชายหนุ่ม

“เธอแน่ใจแล้วใช่ไหม” สายป่านถามย้ำ

“ฉันจะแน่ใจได้ยังไงล่ะ” คชาภาเอาคำพูดเดิมและเลียนแบบน้ำเสียงของสายป่าน แล้วทั้งสองก็ส่งยิ้มให้กันเป็นเชิงหยอกเหย้า ก่อนที่คชาภาจะเอ่ยขึ้นว่า “ฉันไม่รู้หรอกว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ฉันเลยไม่อยากใช้ชีวิตให้มันซับซ้อนนัก ฉันอยากจะซื่อสัตย์กับตนเอง อยากหัวเราะเวลามีความสุข อยากร้องไห้ฟูมฟายเมื่อรู้สึกเจ็บปวดใจหรือสาปแช่งใครก็ตามที่ทำให้เจ็บช้ำใจ และเมื่อในตอนนี้ฉันรักเขาไปแล้ว ฉันก็อยากรักเขาอย่างหมดหัวใจ ฉันรู้ว่าจุดจบของผู้หญิงที่งมงายในรักมักจะไม่สวยงามนัก แต่ฉันยินดีจะเสี่ยง จริงอยู่ที่ฉันน่าจะลองพยายามเข็มแข็ง ฝืนใจตัวเองเลิกกับเขาเสียตอนนี้ดีกว่าต้องเจ็บปวดเพราะเขารับตัวตนของฉันไม่ได้ ฉันบอกตัวเองว่าควรเลือกทางที่เจ็บปวดน้อยกว่า แต่มันยากที่จะหักห้ามใจ ฉันจึงนั่งถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาจนแน่ใจแล้วว่า ฉันหยุดรักเขาไม่ได้ แค่คิดว่าไม่มีเขา ฉันก็รู้สึกราวกับว่าความสุขจะหายสาบสูญไปจากโลกนี้ น้ำตาก็รั้งแต่จะไหลออกมา ฉันเข้าใจในสิ่งที่เธอกลัวแทนฉัน ฉันเองก็กลัว แต่ฉันนั่งคิดจนกระจ่างแก่ใจแล้วว่า ฉันมีทางเลือกอยู่สองทาง คือเลิกกับเขาแล้วกลับไปใช้ชีวิตมืดมนเหมือนเดิม หรือ รักเขาต่อไปแม้จะสุดท้ายอาจจะต้องเสียใจก็ตาม”

สายป่านมองคชาภาอย่างพินิจ หญิงสาวไม่เคยคาดหวังให้คชาภาฟังคำแนะนำและคล้อยตามในสิ่งที่เธอพูด เพียงแต่อยากชี้นำให้คชาภาได้ตรึกตรองจนมั่นใจก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไปก็เท่านั้น 

“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเธอ ต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจำไว้ละกันว่าที่นี่เป็นที่ของเธอ ถือซะว่าเป็นฐานที่มั่น เธอจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้” คชาภาชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะระบายยิ้มจนเกลื่อนใบหน้า เมื่อมีใครซักคนพร้อมจะอยู่เคียงข้างโดยไม่สนใจว่าสิ่งที่เราทำจะถูกหรือผิดนั้น ทำให้เธอรู้สึกมีพลังอย่างน่าประหลาด เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าผู้หญิงที่น่าจะติดอับดับหนึ่งในสิบผู้หญิงที่เย็นชาที่สุดในโลกจะยอมเสนอตัวเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้แก่เธอ คชาภาพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยกแก้วไวน์ชนกันและดื่ม เสียงกังวานใสดังเนินนานอยู่ในอากาศ ขณะที่น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มรื้นขึ้นมาคลอหน่วย

“ฉันรู้ ไม่ต้องพูดหรอก” สายป่านพูดจบ น้ำตาพลันไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นน้ำตาแห่งความปิติยินดี คำขอบคุณที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยมักตราตรึงอยู่ในใจเนินนานเสมอ คภาชาไม่อาจหาคำบรรยายใดมาอธิบายความรู้สึกที่เต็มตื้นอยู่ในอกนี้ได้ เธอทำได้เพียงยกแก้วชนครั้งแล้วครั้งเล่า หัวเราะไปกับเพื่อนผู้แสนดีที่เพิ่งค้นพบ

จนกระทั่ง

นิ่งหน่อง......เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น   

-------------------Loading 70%--------------------

สายป่านที่มีสติมากกว่าหันไปมองประตูห้อง ก่อนจะพลิกดูนาฬิกาที่ข้อมือบางของตน หนึ่งทุ่มสิบเก้านาที

“ฉันได้ยินเหมือนกริ่งหน้าห้องดัง เธอได้ยินหรือเปล่า” คนรู้ตัวช้า เอ่ยถามขึ้น ไม่แน่ใจว่าตนหูแว่วไปเองหรือมีคนกดกริ่งหน้าห้องจริงๆ

“ได้ยิน เดี๋ยวฉันไปเปิดเอง” สายป่านขันอาสา เพราะไม่ไว้ใจคนตรงหน้าที่ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ แถมพูดลากเสียงยาวกว่าปกติ แต่ดูท่าทางไม่ถึงกับเมา คงจะแค่กึ่มๆ

แอ๊ดดด.....

            “สวัสดีค่ะ” สายป่านกล่าวทักทายแขกผู้มาเยือน ด้วยความรู้สึกไม่น่าเชื่อ “ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้เจอคุณที่หน้าห้องตัวเอง” สายป่านยิ้มมุมปากเล็กน้อย แขกผู้มาเยือนยืนทำหน้านิ่ง สายตาสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอย่างรักษามารยาท ก่อนจะยิ้มน้อยๆ คืนกลับไป

                “สวัสดีครับ คุณคงจะเป็นคุณสายป่าน”

                “ใช่ค่ะ และก็เป็นลูกน้องของคุณด้วย” ถึงจะพูดอย่างนั้น สายป่านก็ยังคงพูดจาฉะฉาน ไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย “ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะมาบ้านฉันเมื่อไหร่ก็ได้” สายป่านเหน็บต่อ ไม่มีออมมือ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า คนที่ชายหนุ่มต้องการพบไม่ใช่ตน

                ชายหนุ่มยืนฟังนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขายังคงปักหลักมั่นคงไม่สะท้านไหวแต่อย่างใด

                “ผมผิดเอง แต่ถ้ามีทางเลือกอื่นผมคงไม่ทำแบบนี้” ชายหนุ่มรับผิดอย่างมีมารยาท ปราศจากอาการไม่พอใจหรือขุ่นเคืองใดๆ ทั้งสิ้น “ผมไม่รบกวนคุณนานหรอก ถ้าโอปอล์อยู่ข้างใน ช่วยเรียกเธอออกมาเจอผมหน่อยได้ไหม ผมพยายามโทรหาเธอหลายครั้งแล้ว แต่เธอไม่รับสาย” แต่เมื่อพอพูดถึงคชาภา ทั้งแววตาและน้ำเสียงก็ปรากฏความกังวลออกมาอย่างชัดเจน       

            สายป่านไม่ได้รู้สึกประหลาดกับคำขอของชายหนุ่ม เพราะรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมาตามหาคชาภาอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ทำให้เธออึ้งค้างอยู่ชั่วครู่ คือแววตาและน้ำเสียงที่สะท้อนถึงความเป็นกังวลและห่วงใยที่แผ่ออกมาจนแทบจะจับต้องได้ แม้ภายนอกเขาจะดูสงบนิ่ง แต่ภายในคงกำลังกระวนกระวายใจที่ติดต่อคชาภาไม่ได้

          “คุณมารับโอปอล์หรอคะ”

“ผมมีเรื่องต้องคุยกับเธอ” ชายหนุ่มพูดเสียงเครียด

“ฉันจะไปบอกโอปอล์ให้ คุณขึ้นไปรอที่สวนหย่อมบนดาดฟ้าก็แล้วกัน” สายป่านสัมผัสได้ถึงความวิตกกังวลที่เข้มข้นแผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม เธอจึงยอมอ่อนข้อให้ ที่จริงลึกๆแล้วสายป่านไม่ค่อยจะปลื้มชายหนุ่มซักเท่าไหร่ เพราะเขาเป็นผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาที่ร่ำรวย มีตำแหน่งมีฐานะถูกจับคู่กับผู้หญิงที่แม่เลือกให้ แต่กลับเอาตัวมาพัวพันผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างคชาภา มันทำให้สายป่านอดนึกถึงพ่อของเธอไม่ได้ พ่อผู้ซึ่งเพียบพร้อมทั้งชื่อเสียงเงินทองและชาติตระกูล แต่กลับไม่เคยเหลียวแลลูกที่เกิดจากผู้หญิงจนๆ เลยแม้แต่น้อย

                “ใครมาเหรอ” คชาภาผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวและไม่รู้ถึงความผิดของตน ยังคงเกาะติดอยู่กับแก้วไวน์อย่างต่อเนื่อง

                “คุณณัฐคณินคนดีของเธอไง เขาบอกว่าโทรหาเธอหลายครั้ง แต่เธอไม่รับ เขาถึงมาหาเธอที่นี่”

                 ครืนนนน..... คชาภาพรวดพราดลุกขึ้น เกิดเสียงเก้าอี้ขูดกับพื้น เสียงดังบาดหู

                 “ฉันลืมสนิทเลย” หญิงสาวทำหน้าแตกตื่น หันซ้ายหันขวามองหาโทรศัพท์ที่ลืมไปแล้วว่าตนวางไว้ที่ไหน “ว่าเขาบอกจะมารับฉันหกโมง ตอนนี้กี่โมงแล้วเนี่ย"

                “นี่มันทุ่มกว่าแล้วยะ ถึงจะลืมเวลา แต่ก็น่าจะแยกกลางวันกับกลางคืนได้สิ ดูข้างนอกมืดตึ๊ดตื๋อซะขนาดนี้ยังไม่เอะใจ ฉันชักจะเริ่มสงสารผู้ชายขึ้นมาแล้วสิ” สายป่านกลับมานั่งจิบไวน์ต่อ ปากก็ทำหน้าที่ที่ถนัดอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง ซึ่งนั่นก็คือ การซ้ำเติม ขณะที่คชาภาเดินไปที่โซฟาและเจอโทรศัพท์นอนนิ่งอยู่ขอบโซฟา เธอหยิบมันขึ้นมา หน้าจอแสดงข้อความว่า 11 สายไม่ได้รับ   

            “ไว้ฉันจะแวะมารับคำสั่งสอนจากเธอทีหลัง ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาแล้ว ฉันยังไม่ได้เก็บของเลย” หญิงสาวพยายามสลัดอาการมึนเมาและตั้งสติ

                “เขาไม่ได้มารับเธอ” สายป่านแทรกขึ้นมา คชาภาถึงกับชะงักก้าวในทันใด

                “เธอว่าอะไรนะ” คชาภาถามซ้ำ

                “เขาบอกฉันว่ามีเรื่องต้องคุยกับเธอ ไม่ได้บอกว่าจะมารับเธอ”

                “แต่เขาส่งข้อความมาว่า........”

                “ฉันบอกให้เขาไปรออยู่ที่สวนหย่อมบนดาดฟ้า อยากรู้อะไรก็ไปคุยกับเขาเองละกัน” สายป่านตัดบทเอาดื้อๆ ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมแก้วไวน์ในมือและหายเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ทิ้งให้คชาภาอยู่ลำพังกับลางสังหรณ์แปลกๆ  

                เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่านะ?   หญิงสาวรำพึงกับตนเองในใจ

                -------------------Loading 85%--------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

56 ความคิดเห็น

  1. #56 ชิโรสญา (@plafany) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 19:27

    รออ่านอยู่นะจ้ะ
    #56
    0