แต่ก่อนนั้น...Before I love you (ชื่อเดิมวันนี้...ยังไม่สาย)

ตอนที่ 12 : สมหวัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    23 มิ.ย. 62

11

สมหวัง

ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ฉันคิดว่าอยู่เป็นภาระของคุณมานานเกินไปแล้ว แต่ฉันจำเป็นต้องใช้เงิน คุณคงไม่ว่าที่ฉันเอาบัตรเครดิตของคุณไปด้วย ฉันไม่มีเจตนาขโมยจริงๆนะคะ ฉันจะคืนให้เร็วที่สุดส่วนเรื่องคดีกับอาการของลุงเร่ร่อน ฉันจะแวะมาถามเป็นระยะ

ข้อความสั้นๆ ที่คชาภาทิ้งไว้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับจูบในคืนนั้น แต่ณัฐคณินมั่นใจเกินร้อยว่า สาเหตุมาจาก จูบ นั้นอย่างแน่นอน

ณัฐคณินคิดไม่ถึงว่าหญิงสาวจะตอบโต้เรื่องจูบในคืนนั้นด้วยการ หนีเตลิด เธอควรจะเรียกร้องคำอธิบายอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างที่เคยทำ แต่คืนนั้นเขาคิดเอาเองว่าเธอต้องการเวลาทำความเข้าใจกับจูบที่ไม่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า เขาจึงเว้นช่องว่างให้เธอตั้งหลักแล้วค่อยหาโอกาสคุยกับเธออย่างตรงไปตรงมา แต่ผลที่ได้รับกลับตาลปัตรจนเขาทำอะไรไม่ถูก 

หลังจากคชาภาหายตัวไป ชายหนุ่มจึงไม่กล้าวู่วามทำอะไรหุนหันพลันแล่น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสงบใจ แม้จะมีข้อความการใช้บัตรเครดิตไว้ให้คลายกังวล แต่เขาก็ยังกระวนกระวายเพราะความเป็นห่วงจนนอนไม่เต็มตื่นเลยซักคืน

ณัฐคณินโล่งใจที่คชาภาไม่ได้เสียสติจนถึงขั้นตัดทางรอดตัวเอง ทุกครั้งที่หญิงสาวรูดบัตรเครดิตจะมีข้อความเข้าที่เบอร์โทรศัพท์ของณัฐคณินเหมือนตอนที่เธอใช้บัตรเครดิตจ่ายค่ารถแท็กซี่ ชายหนุ่มสั่งให้เลขาค้นหารหัสร้านค้าที่เธอรูดบัตรตามข้อความที่ส่งมา เขาถึงรู้การเคลื่อนไหวของเธอเกือบทุกวัน เธอยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเขา มันช่วยให้เขาข่มตานอนได้ซักสามสี่ชั่วโมง แต่หากวันไหนที่บัตรเครดิตไม่มีการเคลื่อนไหว เขาก็จะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องขับรถตระเวนตามร้านค้าที่เธอเคยไป พร้อมความหวังว่าจะเจอหน้าเธอราวกับคนโง่ ใช่แล้ว การหมกมุ่นกับผู้หญิงคนนี้นานๆ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนคนโง่เข้าไปทุกที

กระทั่ง ยุ้ย แม่บ้านลูกหนึ่งที่เป็นเดือดเป็นร้อนกับการหายตัวไปของหญิงสาวไม่ต่างกัน เกิดนึกบางอย่างขึ้นมาได้ บางอย่างที่เธอหลงลืมไปเสียสนิท และมั่นใจว่าเป็นสาเหตุของการหายตัวไปของคชาภา เธอจึงเข้าไปสารภาพกับณัฐคณินทันทีที่รู้ตัว เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมด ความขับข้องใจที่ค้างคามาหลายวันก็คลี่คลายได้ในที่สุด แต่มันกลับตอกย้ำปัญหาหนักอกที่เขาพยายามหลบเลี่ยงมาตลอด

ณัฐคณินยืนมองเหตุการณ์ตั้งแต่นิธิขอตัวไปจัดการตนเอง เขาเห็นหลังไวๆ ของนิธิเดินไปทางห้องน้ำ ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับทางที่เขาเดินเข้ามา และเมื่อมองเข้าไปในแผนก เขาก็พบหญิงสาวที่ตั้งตารอ หัวใจเขาพองโตและเต้นรัว ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ คล้ายเป็นหนังม้วนเดียวกับตอนที่คชาภาขังตัวเองอยู่ในห้อง ตอนนั้นทุกคืนเขาจะสะดุ้งตื่น เดินมาเฝ้าหน้าห้องนอนเธอและกังวลว่าเธอจะเป็นอะไรหรือเปล่า  ต่างกันตรงที่เขานอนไม่หลับ จึงเดินลงมาตามหาเธอที่แผนกด้วยชุดนอน ใส่แมสปิดหน้าและความหวังว่าจะได้พบเธอ

ชายหนุ่มได้ยินทุกคำกล่าวหาที่ถูกยัดเหยียดให้หญิงสาว เขาไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกสงสารหรือโมโหมากกว่ากัน แต่ความรู้สึกหนึ่งที่ชัดเจนอยู่ในใจ คือ เทียบกับผู้หญิงพวกนั้นแล้ว เธอดีเกินไป ซื่อตรงเกินไป ถึงเธอจะรั้น หัวดื้อ แต่ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล พอเห็นหญิงสาวยืนนิ่ง ไม่ตอบโต้หรือพยายามปกป้องตนเองเลยแม้แต่น้อย เขาปลดแมสปิดหน้าออก เตรียมจะโผล่เข้าไปปกป้องเธอ แต่ความรู้สึกขณะที่ยืนมองคชาภาเดินก้มหน้าคอตกมาทางเขานั้นยากจะอธิบาย เขาเกิดลังเลว่าหากแสดงตัวตอนนี้อาจทำให้สถานการณ์ของหญิงสาวย่ำแย่ลงไปอีก เขาจึงหยุดคิด ไตร่ตรองและสงบสติอารมณ์ไปพร้อมกัน กระทั่งเธอเดินมาชนเขา ยามเห็นขอบตาหญิงสาวแดงก่ำตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา แววตาเธอแฝงความตื่นตกใจมากกว่าหม่นหมอง ก่อนจะค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยประกายประหลาด เขาเข้าใจในทันทีว่า เธอต้องการเขา ที่สำคัญไปกว่านั้นมันทำให้รู้ตัวว่า เขาคิดถึงเธอมากเหลือเกิน




ตีสามสิบสองนาที

คชาภามองเวลาจากหน้าปัดนาฬิกาในรถหรูของณัฐคณิน เธอเคยนั่งรถคันนี้มาหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดหวั่นเท่าครั้งนี้มาก่อน ด้วยไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะพาตนไปที่ไหน ที่แย่กว่านั้น คือเธอเองก็ไม่กล้าเอ่ยถาม กระทั่งชายหนุ่มขับรถมาจอดหน้าร้านกาแฟใต้ตึกสูงที่อยู่ไม่ไกลจากบริษัทนัก จิตใจที่หนักอึ้งมาตลอดทางจึงเบาบางลงไปได้บ้าง แต่สถานการณ์ยังคงยากจะคาดเดา

 

หญิงสาวนั่งก้มหน้ามองไอจางๆ ที่กำลังลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือถ้วยกาแฟที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างช่วยไม่ได้ เหตุเพราะเธอไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาสบตาชายหนุ่มที่เพิ่งสั่งกาแฟมาให้เธอ ซึ่งนั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยที่ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่ได้ แม้เธอจะรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าซักวันต้องกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง แต่ก็นั่นแหละ เรื่องบางเรื่องเรารู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิด แต่จนปัญญาจะพาตนเองผ่านพ้นจุดนี้ไป ก็เกิดขึ้นบ่อยไป

เวลาผ่านไปราว 5 นาที ความเงียบยังคงดำเนินต่อไป คล้ายเขากำลังกดดันให้เธอทำอะไรซักอย่างหรือพูดอะไรซักคำ ในที่สุดคชาภาอดรนทนไม่ไหว ตัดสินใจเป็นฝ่ายเริ่ม แม้จะยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นที่ตรงไหนก็ตาม

หญิงสาวเร่งเร้าตนเองให้พูด เธอยื่นมือออกไปยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบและวางมันกลับที่เดิมด้วยท่าทางเงอะๆงะๆ เธอปรายตาขึ้นมองเขา แต่ชายหนุ่มกลับนั่งเหม่อมองแก้วกาแฟที่เธอเพิ่งวางไว้อยู่บนโต๊ะด้วยสายตาว่างเปล่า

“คุณมีอะไรจะพูดกับผมหรอ” ณัฐคณิอ่านปฏิกิริยาของเธอออก สายตาเขาเลื่อนขึ้นมาจับจ้องที่ใบหน้าเธอ พอได้ยินน้ำเสียงเคร่งขรึมที่ขัดกับท่าทางเหม่อลอยกับสายตาอันเหนื่อยล้าแล้ว มันยิ่งทำให้เธอวางตัวลำบาก สภาพเขาดูน่าเป็นห่วง อันที่จริงเขาดูแย่กว่าครั้งสุดท้ายที่เจอกันมากพอสมควร

คชาภาไม่อยากเชื่อเลยว่า ชายหนุ่มที่เคยดูราวกับถูกประดิดประดอยขึ้นมาด้วยวัตถุที่ดีที่สุด จะดูเหี่ยวเฉาจนน่าสงสาร ต่างจากเธอในวันนี้โดยสิ้นเชิง เพราะตั้งแต่จำความได้วันนี้เธอดูดีอย่างไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ มันจึงพลอยทำให้เธอรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ อยู่ๆ เธอก็สับสน ไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือนิ่งเงียบต่อไป

“ฉัน...ฉันขอบคุณที่คุณ...” หญิงสาวพลั้งปากพูดออกไปในที่สุด และไม่ว่าอะไรที่ทำให้เธอพูดคำนี้ออกไป เธอก็รู้สึกเสียใจที่พูด

“คุณอยากจะพูดเรื่องนี้จริงๆ น่ะหรอ” ณัฐคณินแย้งขึ้นมาทันควัน ไม่บอกก็ดูออกว่าเขาไม่พอใจกับการเริ่มต้นด้วยคำขอบคุณซักเท่าไหร่นัก “คุณหายตัวไปแบบนั้น รู้ตัวหรือเปล่าว่าทำให้ผมแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว” ณัฐคณินคาดโทษเธอ ด้วยความอดอั้นตันใจทั้งหมดที่สะสมมานานหลายวัน ในน้ำเสียงนั้นแฝงความขุ่นข้องหม่องใจผสมปนเปกับความน้อยเนื้อต่ำใจ อีกทั้งแววตาแข็งกราวที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความเจ็บปวดนั้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งที่เธอทำมีผลต่อจิตใจเขามากมายเหลือเกิน “ผมถามคุณจริงๆ คุณเคยนึกถึงความรู้สึกของผมบ้างไหม” คำถามนี้ทำเอาหญิงสาวพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ น้ำลายหนืดเหนียวจุอยู่ในลำคอ สมองก็ไม่ช่วยคิดผลิตถ้อยคำใดๆ ในขณะที่หัวใจคล้ายถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ใจหนึ่งรู้สึกผิดคิดเห็นใจเขา อีกใจก็แน่วแน่มั่นคงว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นถูกต้องแล้ว

“แล้วคุณจะไม่ถามฉันซักคำเหรอคะ ว่าทำไมฉันถึงต้องหายไป” คชาภากัดฟันทำใจแข็ง ไม่ใช่ว่าเธอไม่รับรู้ถึงความรู้สึกที่เขามีให้ และไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้หัวใจตัวเอง แต่ความใจอ่อนไม่ใช่การแก้ปัญหาในสถานการณ์นี้

คราวนี้กลายเป็นณัฐคณินที่นิ่งเงียบ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเครียดขรึม จนเวลาผ่านไปราวสองนาที ชายหนุ่มคล้ายหลงอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง

“ถ้าคุณไม่ถาม ก็หมายความว่าคุณรู้คำตอบอยู่แล้ว ฉันคงไม่ต้องพูดอะไรอีก” ความเงียบที่คล้ายเป็นการยอมรับอยู่กลายๆ ทำให้เธอใจคอไม่ดี เธอนึกสงสัยตัวเองที่รู้สึกแบบนี้ หรือที่จริงลึกๆ แล้วเธอหวังให้เขาปฏิเสธ

หึ หญิงสาวแอบยิ้มเยาะตัวเองในใจ ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นผู้หญิงเพ้อฝันที่ชอบคิดเข้าข้างตัวเอง มาถึงจุดนี้ ในเมื่อเขาไม่พูด เธอก็หมดหน้าที่ตรงนี้แล้ว

คชาภาลุกขึ้น เคลือบมองหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง “ฉันขอตัวก่อนนะคะ ส่วนตำแหน่งเลขาฉันขอไม่รับ ถ้าคุณเห็นว่าฉันไม่มีคุณสมบัติในตำแหน่งพนักงานรับโทรศัพท์ ฉันจะลาออกเอง” คชาภาบอกตัวเองให้เว้นระยะห่าง มันเป็นเรื่องยากที่จะประคองความสัมพันธ์ในระดับเจ้านายกับลูกน้อง แม้จะไต่ตรองและเตรียมใจกับเรื่องนี้มาหลายวัน แต่เธอน่าจะรู้ว่าการเรื่องนี้มันยากจะลงเอยด้วยดีอยู่แล้ว

หญิงสาวละสายตาจากเขา อย่าเพิ่งร้องไห้ เธอย้ำกับตัวเองขณะหันหลังเดินออกจากร้านด้วยก้าวย่างที่ไม่หนักแน่นนัก เธอผลักประตูร้าน แต่ยังไม่ก้าวพ้นประตูออกไป ก็ถูกฉุดข้อมือจากทางด้านหลัง เธอชะงัก ในใจรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นเขา แต่ไม่ได้หันไปมอง

“ดึกขนาดนี้จะกลับคนเดียวได้ยังไง” เขาพูด

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับเองได้” หญิงสาวยืนกร้าน เสียงขึ้นจมูก มืออีกข้างถูกหน้าซ้ายทีขวาทีคล้ายปาดน้ำตา ณัฐคณินเห็นอย่างนั้นก็ขมวดคิ้ว พลางกระชับข้อมือเล็ก เดินจูงมือเธอออกจากร้าน แต่แทนที่จะเดินไปที่จอดรถ เขากลับเดินเข้าตัวตึกตรงไปที่ลิฟท์ กดปุ่มชั้น 11

“คุณจะพาฉันไปไหน” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาถามเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ น้ำตาพลันเหือดหายไปพร้อมความฉงน ก่อนหน้านี้เพราะมัวแต่น้ำหูน้ำตาจึงไม่ทันมองว่าถูกพามาที่ไหน รู้ตัวอีกทีเธอก็เข้ามาอยู่ในลิฟท์แล้ว

“ไปที่ที่ผมเคยบอกคุณไว้ไง” ณัฐคณินตอบ พลางใช้นิ้วเช็ดคราบน้ำตาให้เธอ คชาภาถอยหนีแต่ก็ถูกเขาดึงกลับมาแนบชิดยิ่งกว่าเดิม “ถ้าคุณพร้อมจะฟังและเชื่อในสิ่งที่ผมจะพูด คุณก็ไม่จำเป็นต้องร้องไห้”

คชาภามองเข้าด้วยสายตาไม่เข้า และยังไม่ทันทำความเข้าใจกับคำพูดของเขา ลิฟท์ก็ขึ้นมาถึงชั้นสิบเอ็ดแล้ว ณัฐคณินจับข้อมือบางไว้ไม่ยอมปล่อย ขณะก้าวออกจากลิฟท์

“เดี๋ยวค่ะ!” คชาภาไม่ยอมถูกลากออกจากลิฟท์ง่าย ๆ “ถ้าคุณจะพูดอะไร ก็พูดตรงนี้เลยก็ได้” หญิงสาวประท้วง

“นี่มันเกือบตีสี่แล้วนะคุณ และที่นี่ก็เป็นคอนโด ยืนคุยตรงนี้ก็เท่ากับมายืนเอะอะหน้าบ้านคนอื่น” ณัฐคณินค้าน

“ที่นี่เป็นคอนโดเหรอคะ” คชาภารู้สึกประหลาดอยู่บ้าง เพราะตอนมาถึงเธอไม่ได้ใส่ใจเลยว่าตึกนี้ใช้ทำอะไร

“ใช่ ผมหาห้องให้คุณได้แล้ว แต่คุณดันหนีออกมาซักก่อน” คชาภายืนลังเลอยู่ในลิฟท์ เห็นอย่างนั้นชายหนุ่มก็พอจะคาดเดาความคิดเธอออก “ไม่ต้องห่วงว่าผมจะทำอะไรคุณ ครั้งที่แล้วแค่จูบครั้งเดียวคุณก็ทำเอาผมแทบจะเป็นบ้าเป็นหลังอยู่แล้ว ผมไม่กล้าทำอะไรคุณหรอก”

“นี่ คะ..คุณ!..” ชายหนุ่มลากคนตัวเล็กออกมาจากลิฟท์ในจังหวะที่เธออ้ำอึ้งเพราะถูกจี้ใจดำเข้าอย่างจัง ทั้งคู่เดินออกจากลิฟท์เดินเลี้ยวซ้ายออกมาแค่ไม่กี่ก้าว ยังไม่ทันให้คชาภาได้คิดคำโต้แย้งใดๆ ก็มาถึงห้องหมายเลข 1111 ณัฐคณินหยิบคีย์การ์ดแตะที่แผงประตูและเปิดประตูเดินเข้าไปพร้อมกันสองคน ก่อนที่ประตูจะปิดตามหลัง

ภายในห้องมืดสนิท แต่เพียงไม่นาน แสงไฟสีเหลืองนวลก็สาดส่องไปทั่วห้อง คชาภายืนตะลึงตาลานกับภาพที่อยู่เบื้องหน้า ห้องนี้มีพื้นนี้กว้างกว่าคอนโดของสายป่านเล็กน้อย ตกแต่งด้วยโทนสีเทาเข้ม เทาอ่อน ขาว ผนังด้านในสุดเป็นผ้าม่านผืนใหญ่สีครีม โดยรวมแล้วไม่มีอะไรพิเศษ มีเพียงเฟอร์นิเจอร์และของใช้จำเป็น จะมีเพียงภาพวาดสีน้ำมันที่แขวนไว้เหนือโซฟาที่สะดุดตาเธอ มันเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่ง นั่งมองทะเลยามตะวันใกล้ตกดินอยู่บนโขดหินใหญ่ คชาภายอมรับกับตัวเองว่า ห้องนี้ได้ใจเธอไปเต็มๆ มันเปิดโล่ง สะอาด และน่าอยู่จนเธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

“ผมคิดไว้แล้วว่าคุณจะต้องชอบ” ณัฐคณินที่คอยสังเกตปฏิกิริยาของหญิงสาวตลอดเวลาเอ่ยอย่างรู้ทัน

“โลกนี้คงไม่มีเรื่องอะไรที่คุณไม่รู้” คชาภาย้อน ชายหนุ่มพยักหน้ารับ

“ประชดได้ดี แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่รู้ คือคุณหายไปอยู่ที่ไหนมา” ชายหนุ่มกอดอก ขมวดคิ้วท่าทางขบคิด

“แล้วมันสำคัญตรงไหนคะ”

“สำหรับผมเรื่องของคุณสำคัญเสมอและผมจะรู้ให้ได้ว่าคุณหายไปอยู่ที่ไหนมา แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” ณัฐคณินตอบแทบจะในทันที ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นหลังใหญ่ หยิบเบียร์กระป๋องกับขวดน้ำเปล่าออกมา เดินมาวางที่โต๊ะรับแขก เขานั่งลงที่โซฟารับแขกสีเทาอ่อน ก่อนจะเอ่ยเรียกเธอ “นั่งก่อนสิ”

คชาภาครุ่นคิดอย่างหนัก ไม่ใช่ว่ากลัวหรือหวาดระแวงว่าเขาจะทำอะไรเธอ เพียงแต่ไม่อยากใช้เวลาในห้องเล็ก ๆ กับเขานานเกินไป เธอเคยหวั่นไหวกับเขามาแล้วและยังคงหวั่นไหวกับเขาอยู่ ยิ่งถูกคำพูดที่ให้ความสำคัญกับตนเองขนาดนี้ มันยิ่งทำให้เธอใจอ่อน หากปล่อยให้เขาพูดทำคะแนนต่อไป ที่พยายามดึงตัวออกห่าง จะกลายเป็นว่าเธอวิ่งกระโจนเข้าหาเขาเสียเอง

“ที่จริง ฉันคิดว่าไม่จำเป็นต้องฟังอะไรอีก ใจความสำคัญของเรื่องนี่คือ คุณมีคนรักอยู่แล้ว และในชีวิตคุณไม่มีที่ให้ฉันยืน คุณต้องปล่อยให้ฉันไป แล้วกลับไปใช้ชีวิตของคุณซะ ทั้งหมดมันก็แค่นี้” คชาภารวบรัดตัดความได้อย่างไม่ปรานีคนฟังและกับหัวใจเธอเองด้วย คชาภาหันหลังกลับไปเปิดประตู แต่ประตูไม่ยอมเปิด เธอสังหรณ์ใจว่า..

“ประตูต้องใช่คีย์การ์ดหรือใส่รหัสทุกครั้งทั้งตอนเข้าและออก” ณัฐคณินเฉลย ตอกย้ำว่าลางสังหรณ์ของเธอนั้นแม่นยำ เพราะคอนโดของสายป่านใช้ระบบนี้เช่นกัน

ในห้องเงียบสงัดชั่วครู หญิงสาวยังหันหน้าเข้ากับประตู ไม่คิดว่าเขาจะใช้วิธีนี้กดดันตน ในเมื่อทุกอย่างมันชัดเจนขนาดนี้ เธอถึงกับลาออก ยอมตัดทางทำมาหากินของตน เพื่อจบปัญหานี้ เขายังต้องการอะไรจากเธออีก

คชาภาหันมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง ในใจคิดจะแตกหักกับเขาให้จบให้สิ้นกันคืนนี้เลย

เมื่อหันกลับมา เธอเห็นชายหนุ่มวางคีย์การ์ดไว้บนโต๊ะรับแขก ไสมันมาให้เธอ ก่อนจะยกเบียร์ขึ้นดื่มอึกใหญ่และลุกขึ้นไปเปิดผ้าม่านสีครีมผืนใหญ่ เผยให้เห็นประตูกระจกบานคู่ ซึ่งนำไปสู่ระเบียงกว้างด้านนอกและทิวทัศน์แสงสียามค่ำคืนของเมือง เขาเปิดประตูออก สายลมเย็นวูบใหญ่พัดเข้ามาให้ห้องช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงไปได้มาก ในขณะที่คชาภาสองตาลุกวาวกับภาพที่เห็นจนหลงลืมความนึกคิดไปชั่วครู่    

“ขอเวลาให้ผมห้านาที หลังจากนั้นถ้าคุณยังอยากเดินออกไปจากชีวิตผม คุณก็ไปได้ทุกเมื่อ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงหมองเศร้า เขายืนพิงกรอบประตูระบียง มองจ้องเธอด้วยสายตาคล้ายวิงวอน

ห้านาที เวลาแค่ห้านาทีจะแก้ไขสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ได้เหรอ คชาภาคิดในใจ

แล้วถ้าได้ล่ะ? เธอเองก็คิดไม่ออกว่า เรื่องราวของเขาและเธอจะเปลี่ยนไปทางไหน

แต่ถ้าไม่? เธอก็แค่หยิบคีย์การ์ด เดินออกจากห้องนี้และชีวิตเขาไปตลอดกาล

“ห้านาที” คชาภาพูดย้ำ ณัฐคณินยิ้มเศร้า ก่อนเอ่ยซ้ำอีกครั้งว่า “ห้านาที”

คชาภาเดินมาหยิบคีย์การ์ดจากโต๊ะรับแขกและเดินมายืนพิงประตูฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่ม สายตาทอดมองออกไปยังวิวด้านนอก ปล่อยให้เส้นผมยาวสลวยปลิวไปตามแรงลม

ณัฐคณินยืนมองภาพนั้นอยู่นานสองนาน พลางคิดในใจว่าวันนี้เธอสวยมากจริง ๆ แม้ขอบตาจะแดงก่ำและดูไม่มีความสุขเลยก็ตาม  กระทั่งหญิงสาวหันมาพูดซ้ำว่า ห้านาที ชายหนุ่มถึงรู้ตัวว่า เขาควรพูดได้แล้ว

“ผมวาดรูปนั้น ตอนอายุ 14” ณัฐคณินหันไปยังภาพวาดสีน้ำมันที่แขวนอยู่เหนือโซฟา หญิงสาวมองตามแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา “มีอีกรูปในห้องนอน เป็นรูปนกนางแอ่นบินอยู่บนท้องฟ้าเหนือภูเขาลูกใหญ่ ผมวาดตอนอายุ 16” เขาชี้ไปที่บานไม้ประตูอีกบ้านที่อยู่ด้านหลังของเธอ หญิงสาวหันไปมองหันหลังตน เห็นเป็นทางเดินนำไปสู่ประตูอีกบาน แต่ยังคิดไม่ตกว่ามันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ “มันเป็นภาพสุดท้าย หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้วาดอะไรอีกเลย”

“ทำไมละค่ะ” ถึงแม้จะไม่เข้าใจ แต่หญิงสาวก็อดถามออกมาไม่ได้ ฝีมือวาดรูปของเขาใช้ได้เลยทีเดียว

“หลังจากเรื่องของพ่อ แม่ก็บังคับกะเกณฑ์ชีวิตผมสารพัด รวมถึงให้เลิกวาดรูปด้วย”

“มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหนเลยนี่คะ”

“เกี่ยวตรงที่พ่อเป็นคนสอนให้ผมวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก” คชาภาพูดไม่ออก “และตั้งแต่ผมเกิดมา พ่อเป็นคนเดียวที่คอยเป็นโล่ให้ผม แม่ผมเป็นจอมวงการ แม่เป็นคนจัดการทุกอย่างในชีวิตผมและพ่อ พูดได้ว่าทุกคนต้องอยู่ในที่ที่แม่วางไว้เสมอ ผมโชคดีที่มีพ่อที่เข้าใจ หลายครั้งที่พ่อยอมทะเลาะกับแม่เพื่อให้ผมได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่พ่อไม่มีใคร สุดท้ายพ่อถึงทนไม่ได้” คชาภาเข้าใจแล้วว่าทำไม ตอนที่อยู่ริมสระน้ำ เขาถึงไม่แม้แต่จะตำหนิพ่อและยังพูดเหมือนเข้าใจในสิ่งพ่อทำ “หลังจากพ่อไป ทุกอย่างเลวร้ายลง ทั้งๆ ที่พ่อยอมทะเลาะกับแม่ตั้งหลายครั้งเพื่อให้ผมได้เรียนศิลปะ สุดท้ายแม่ก็ล้มหมากทั้งกระดาน และบังคับให้ผมเรียนบริหารธุรกิจ ชีวิตผมขาดโล่และต้องยอมตามใจแม่เพราะไม่อยากเพิ่มน้ำหนักของความทุกข์ที่แม่แบกไว้อยู่ และหวังลึกๆ ว่าอาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากพ่อได้ ผมวาดรูปเป็นงานอดิเรกก็ไม่มีอะไรเสียหาย แต่แม่กลับยื่นคำขาดว่า ห้ามวาดรูปเด็ดขาด  ผมถึงยอมตัดขาดจากสิ่งที่รักและยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมทำเพื่อแม่ รวมถึงเรื่องผู้หญิงคนนั้น” ฟังมาถึงจุดนี้ คชาภาเข้าใจเรื่องราวต่างๆ แล้ว เธอรู้สึกชาและแน่นหน้าอกอย่างบอกไม่ถูก

“อ๋อ....แล้วเธอเป็นคนยังไงคะ” คชาภาถามออกไปโดยไม่ได้คิด เธอไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงอีกต่อไปแล้ว

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นพยาบาลส่วนตัวของแม่ผมมานานเกือบปีแล้ว แต่เพิ่งผมถูกจับคู่เมื่อสองสามเดือนก่อน ผมเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ ประกอบกับช่วงนั้นผมทะเลาะกับแม่ค่อนข้างรุนแรงอยู่นาน สุดท้ายเลยเออออกับแม่ไปเหมือนทุกเรื่องเพื่อให้แม่หายโกรธเพราะเป็นห่วงสุขภาพของแม่ อีกทั้งเธอก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า แถมยังเข้ากับที่บ้านผมได้ดีกว่าผมเสียอีก ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าดีกว่าถูกบังคับให้คบกับลูกคุณหนูบ้านรวยหรือลูกสาวของหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งที่มีความเอาแต่ใจเป็นนิสัยพื้นฐาน และก็เป็นอย่างที่คิด เธอไม่เคยทำให้ผมรู้สึกอึดอัดหรือเข้ามาก้าวก่ายชีวิตผม ผมใช้ชีวิตของผมได้เหมือนปกติก่อนจะถูกจับคู่ แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟน แต่เธอไม่เคยเรียกร้องหรือเจ้ากี้เจ้าการผมเลย..”

“งั้นก็ดูเหมือนคุณเจอผู้หญิงที่เหมาะกับคุณแล้ว ฉันขอตัวนะคะ” คชาภาพูดแทรกขึ้นมา ด้วยทนฟังต่อไปไม่ได้ เธอไม่พอใจที่เขาเอาแต่พูดสรรเสริญผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าเธอแบบนี้

“เดี๋ยวก่อนสิ” ก้าวขาแต่ก้าวเดียวเขาก็เข้าไปรั้งข้อมือเธอได้แล้ว “ผมยังพูดไม่จบ”

“แล้วคุณจะให้ฉันอยู่ฟังคุณสรรเสริญผู้หญิงของคุณงั้นหรอ ฉันคงจะไปตั้งแต่แรก ถ้ารู้ว่าคุณจะใช้ห้านาทีนี้เพื่อประกาศว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่มีผู้หญิงคนนี้เป็นแฟน” คชาภาพูดขณะบิดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุม

“มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด..หรือว่า...คุณกำลังหึง” ณัฐคณินรู้ทันอาการของหญิงสาว ทำเอาเธอชะงักงันไปช่วยขณะ ก่อนจะดิ้นพล่านเป็นเจ้าเข้ายิ่งกว่าเดิม

“คุณพูดบ้าอะไรของคุณ ปล่อยฉันสิ ปล่อย!  

หญิงสาวขัดขืนรุนแรงขึ้น แต่ไม่ได้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้แก่ชายหนุ่มแต่อย่างใดตรงกันข้าม เขาดูพออกพอใจกับปฏิกิริยาตอบโต้ของเธอเสียด้วยซ้ำ

ณัฐคณินฉุดข้อมือหญิงสาวขึ้นเหนือศีรษะเธอ ออกแรงเล็กน้อยหมุนร่างเธอกลับหลังหัน และใช้มือใหญ่ล๊อคข้อมือทั้งสองข้างไว้จากทางด้านหลัง กระป๋องเบียร์และคีย์การ์ดตกลงพื้นพร้อมกันดัง เคร้งงงง  กระป๋องเบียร์ค่อยๆ กลิ้งไปชนกับประตูห้องนอน

ในห้องเงียบสงัดลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบหนักของหญิงสาว แต่ผลจากการดิ้นร้นที่เกือบจะเป็นการกระเสือกกระสนคือ เธอโดนเขากอดจากด้านหลัง ถ้าเขาคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะหยุดเธอได้ เขาก็คิดถูก

“อย่าเพิ่งเข้าใจผิด” เสียงเขาดังอยู่ใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจ “เธอเป็นคนดี แต่ผมรู้สึกกับเธอ ไม่เหมือนที่รู้สึกกับคุณ” คชาภานิ่งฟัง เธอยืนตัวแข็งเกร็ง เขาไม่ได้กอดเธอแน่นเกินไปหรือหลวมเกินไป เขาใช้น้ำหนักแรงที่ทำให้เธอรู้สึกไม่อยากไปไหน “ที่ผมพยายามจะบอกคือ ระหว่างผมกับผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและที่ผ่านมามันไม่มีจุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผิดพลาดหรือต้องแก้ไข ผมเลยปล่อยให้ความสัมพันธ์นี้มันดำเนินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งพบคุณ” ชายหนุ่มคลายอ้อมกอด เขาหมุนตัวเธอให้หันมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง และจับมือเล็กทั้งสองเข้าไว้ตลอดเวลาขณะพูด “ผมจะแก้ไขเรื่องนี้ และคุณก็ไม่ควรรู้สึกผิดอะไรทั้งสิ้น” น้ำเสียงเขาไม่ได้อ้อนวอน ทว่าหนักแน่น

“แต่แม่คุณ...” ได้ยินอย่างนั้นแล้ว คชาภาก็ทนทำใจแข็งต่อไปอีกไม่ได้ เพียงแต่อดกังวลไม่ได้ เธอกับเขาต่างกันเกินไปและเรื่องนี้อาจทำให้เขามีปัญหากับแม่อีกครั้ง

“ผมจะทำทุกทางให้แม่ยอมรับเรา” ชายหนุ่มให้คำมั่น เขาสบตาเธอพร้อมส่งยิ้มเพื่อให้เธอคลายกังวล

“แล้วเรื่องความทรงจำของฉันล่ะคะ” เมื่อพูดถึงการยอมรับ คชาภาก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่ายังมีปัญหาที่แก้ไม่ตก “ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเคยเป็นใคร”

“ผมไม่สน ที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้คือทุกสิ่งที่ผมต้องการแล้ว” หัวใจเธอพองโตจนคับแน่นอยู่ในอก

ณัฐคณินปล่อยมือเธอ เขาไล้ปลายนิ้วไปตามแนวใต้ตาที่บวมและแดงก่ำของหญิงสาว

“ไม่ต้องมีความทรงจำก็ได้ คุณจะได้เป็นของผมคนเดียว” ณัฐคณินหมายความอย่างที่พูดจริง ๆ  เขาอยากซ่อนเธอจากความทรงจำเลวร้ายทั้งหลายไปตลอดกาล ให้เขาเป็นเพียงคนเดียวในความทรงจำของเธอ “จูบในคืนนั้น ผมตั้งใจทำ เพื่อเริ่มต้นเรื่องของเรา แค่คุณบอกว่าคุณก็รู้สึกเหมือนกัน” เขาจ้องตาเธอ ค้นหาความรู้สึกที่อยู่ในนั้น ทั้งๆ ที่ค่อนข้างแน่ใจอยู่แล้วว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับตน แต่ใจเกิดหวาดหวั่นว่าเธอจะเลือกหันหลังให้กับความสัมพันธ์ครั้งนี้  “ผมก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกอย่าง”

“จะเป็นไปได้เหรอคะ” คชาภาเอ่ย ทำให้ณัฐคณินใจคอไม่ดี เหมือนเธอไม่มั่นใจในตัวเขามากพอ เขาดึงเธอเข้ามากอด เธอไม่ได้ขัดขืนและยอมอยู่ในอ้อมกอดเขาแต่โดยดี “ฉันคุ้มค่ากับทุกอย่างที่คุณต้องเผชิญหรอคะ” หญิงสาวพูดอู้อี้กับอกกว้าง

“คุณคุ้มค่าเสมอ สำหรับผม”

“คุณแทบไม่รู้จักฉันเลย”

“ผมรู้จักคุณพอๆ กับที่คุณรู้จักตัวเองนั่นแหละ”

“งั้น..คุณก็รู้คำตอบของฉันอยู่แล้ว”

“ห๊า.....” ชายหนุ่มร้องห๊าเสียงแผ่วเบา ฟังคลายคนละเมอ คนตัวเล็กในอ้อมอกหนาค่อยๆ ผละตัวออกห่าง พลางเงยหน้ามองใบหน้าคม หญิงสาวพยักหน้าเป็นคำตอบสองสามที ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบางๆ ก่อนที่คนตัวเล็กจะโผล่กลับเข้าสู่แผงอกแกร่งอีกครั้งและโอบกอดร่างหนาเอาไว้แน่น

ญัฐคณินยืนแข็งทื่อไปชั่วขณะ พยายามทำเข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้น

นี่สินะ.....ที่เรียกว่า สมหวัง

นี่สินะ.....ความรู้สึกอิ่มเอมใจ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ

มันนานจนเขาเกือบลืมไปแล้วว่า ความรู้สึกนี้มันวิเศษขนาดไหน 


----------------------Loading 100%---------------------

Talks..

สวัสดีค่ะ

กลับมารายงานตัวอีกครั้ง หลังจากหายไปครึ่งปีกว่า ขอโทษล้านรอบที่หายไปไม่บอกกล่าว ขอบคุณรีดหลายๆคนที่ยังไม่หายไปไหนนะคะ ช่วงเวลาที่หายไปเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ขาดแรงบันดาลใจ เนี่องจาก นิยายไม่ผ่านการพิจารณาจาก สนพ. ตอนนั้นเฟลกับการแต่งนิยายมากเลยเงียบหายไปซะเฉยๆ ไม่เข้าเว็บ Dek-d เลยก็ว่าได้ ฮ่าๆ ไม่งายเลยที่จะรวบรวมกำลังใจกลับมาเขียนอีกครั้ง แต่ก็ทำได้แล้ว

  ไรท์ตัดสินใจสู้อีกซักตั้ง ไรท์จะรีไรท์โครงเรื่องใหม่ในช่วงท้ายนะคะ บอกตามตรงว่าครั้งนี้ยังเขียนไม่จบ ไม่มีกำหนดอัพนิยาย ไรท์จะค่อยๆ เขียน ค่อย ๆ อัพ กำลังรอแรงใจจากรีดเป็นแรงผลักดันต่อไปอยู่นะคะ


ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วยกันค่ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

56 ความคิดเห็น

  1. #55 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 00:56
    สู้ๆนะคะ😁😉❤❤❤❤
    #55
    0