แต่ก่อนนั้น...Before I love you (ชื่อเดิมวันนี้...ยังไม่สาย)

ตอนที่ 11 : สายป่าน 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 283
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

10

สายป่าน

คชาภาแทบจะคุกเข่าขอบคุณฟ้าดินที่ไม่บีบคั้นชีวิตเธอจนไม่เหลือทางเลือก อย่างน้อยก็ส่งหญิงสาวเจ้าเสน่ห์มาช่วยบรรเทาสถานการณ์ชีวิตอันตึงเครียดให้ผ่อนคลายลงไปได้บ้าง ตั้งแต่แวบแรกที่เห็น เธอก็ยกให้สายป่านขึ้นแท่นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่เธอเคยพบเจอมานับตั้งแต่สูญเสียความทรงจำ นอกจากเค้าโครงใบหน้าได้องศาสวยชวนมองแล้ว บุคลิกท่วงท่า รวมถึงผมยาวหนาถึงเอวก็ดึงดูดสายตาคนไม่น้อย ทั้งรูปร่างสูงโปร่ง เคลื่อนไหวลื่นไหลคล่องแคล่วไม่ขัดสายตา เสมือนนั่งมองสายน้ำที่ไหลตามธรรมชาติ ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งมีชีวิตชีวา หากไม่พูดถึงความตรงไปตรงมาแบบสุดโต่งและปากร้ายอย่างไร้ขีดจำกัดแล้วละก็ สายป่านก็นับว่าเป็นผู้หญิงที่ไร้ที่ติคนหนึ่งเลยทีเดียว และเมื่อฟ้าส่งสายป่านลงมาให้เธอแล้ว เธอไม่มีทางขัดเจตนาฟ้า ปล่อยให้สายป่านหลุดมือไปโดยเด็ดขาด

คชาภาหาสถานที่เหมาะๆ เล่าสถานการณ์ของตนเองหลังจากจมน้ำให้สายป่านฟัง เน้นเฉพาะใจความสำคัญ ข้ามรายละเอียดและณัฐคณิน  ส่วนสายป่านที่ตั้งใจเอาบัตรพนักงานและกระเป๋าสตางค์ที่ตกอยู่ริมสระน้ำ ซึ่งไม่มีใครอาสาเอาไปคืน ย่อมไม่รู้ตัวว่าถูกมองเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตไปแล้ว

และเมื่อเล่าจบ 'ว่าแล้วเชียว คนอวดดีอย่างเธอ จะต้องแพ้ภัยตัวเองเข้าซักวัน'

เมื่อขอไปอยู่ด้วยชั่วคราว 'ฉันไม่เคยให้ผู้หญิงค้างคืนที่บ้านมาก่อน เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าฉันทำได้ยังไงล่ะ'

เมื่อขอไปอยู่ด้วยรอบที่สาม 'พอซักที ฉันเพิ่งออกกะดึก เหนื่อยจนไม่มีแรงจะเถียงกับคนน่าไม่อายอย่างเธอแล้ว อยากจะทำอะไรก็เชิญ แต่อย่าทำให้ฉันเดือดร้อนเด็ดขาด ไม่งั้นเธอโดนเตะโด่งไปนอนข้างถนนแน่ๆ'

คำพูดแต่ละคำล้วนสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้คนโดยแท้ แต่คชาภากัดไม่ปล่อย ในที่สุดการทำหน้าหนาไร้ยางอายก็สัมฤทธิ์ผลแล้ว

“ฉันเคยเห็นเธอทำเหมือนไม่ต้องคนทั้งโลกมาตลอด พอจะเล่นบทตื้อใครซักคนก็ทำตัวอย่างกับปลิงไม่มีผิด ฉันเชื่อแล้วล่ะว่าเธอเสียความทรงจำจริงๆ” สายป่านกุมขมับ ส่ายตัวอย่างเอือมระอา รู้สึกคล้ายตนกำลังติดกับดักยากจะถอดตัว

“ฉันเป็นคนอย่างนั้นหรอ” เมื่อได้ยินคนอื่นพูดถึงตัวตนของเธอที่เธอจำไม่ได้ขึ้นมาอีก มันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว้าวุ่นใจ สายป่านพยักหน้า “ฉันคุยกับเธอครั้งแรกตอนที่เธอลงลิฟท์มาจากชั้นสิบห้า รู้ไหมว่าเธอตอบฉันว่ายังไง มันก็ไม่เกี่ยวกับเธอไม่ใช่หรอ  แล้วยังทำตาเขียวใส่ฉันอีก เธอควรรู้ว่าการช่วยเธอมันฝืนใจฉันแค่ไหน”

“เธอหมายถึง ห้องเพนเฮ้าส์หรอ” คชาภาถามกลับ

“ใช่ วันที่มีงานเลี้ยงนั่นแหละ เธอมาก่อนงานเริ่มสองชั่วโมง แล้วก็ลงมาจากชั้นสิบห้า”

คชาภารู้สึกเหมือนมีสายฟ้าผ่าลงมาตรงหน้า นี่มันหมายความยังไง ทำไมเขาถึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ คชาภาคิดในใจ พลันนึกถึงคำพูดของแม่บ้านหม้าย เธอนำมาคิดรวมกับคำพูดของสายป่านตอนนี้ ก็เป็นไปได้ว่าผู้หญิงที่แม่บ้านพูดถึงอาจจะเป็นตัวเธอเอง เธอกับเจ้านายมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันจริง ๆ แล้วเรื่องจูบก็จะไม่ใช่เรื่องผิดอีกต่อไป แต่พอลองคิดให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง ก็พบจุดที่อธิบายไม่ได้อยู่หลายจุด อย่างเช่น ทำไมเขาไม่บอกเธอตรงๆ และอยู่เคียงข้างเธอในฐานะคนรัก ตั้งแต่สูญเสียความทรงจำเขาดูแลเอาใจใส่เธอ ทำตัวเป็นเจ้านายผู้มีคุณธรรมสูงส่ง  เพื่ออะไรกัน? 

หรือว่า....เธอเป็นผู้หญิงที่เขาคิดจะสลัดทิ้ง แต่เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น ด้วยเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน จึงทิ้งขว้างเธอไม่ลง ที่แสร้งสวมบทเป็นเจ้านายก็เพื่อรักษาระยะห่าง ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมเมื่อคืนเขาถึงจูบเธอ ในเมื่อคิดจะเขี่ยทิ้งอยู่แล้ว เรื่องราวมันชวนให้สับสนมากขึ้นทุกที และเธอก็ปวดหัวจนแทบจะระเบิดอยู่รอมร่อ

คชาภาให้คำตอบตัวเองในใจว่า นี่เป็นเรื่องไร้สาระมาก เป็นเพียงความคิดฟุ้งซ่านไร้แก่นสาร แม้ใจจะเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่คิดว่า เขากับเธอเป็นคนรักกัน แต่มันจบแล้ว เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อรู้ว่าเธอสูญเสียความทรงจำ เขาก็บอกเจตนาของตัวเองชัดเจนมาตั้งแต่ต้น  เพราะฉะนั้นไม่ว่าก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาจะเป็นยังไง ไม่ว่าเมื่อคืนเขาจะจูบเธอหรือไม่ มันก็ไม่มีทางให้เดินต่อ หากเธอต้องการหาคำตอบของความสัมพันธ์นี้จริงๆ มีเพียงทางออกเดียว คือ ต้องจำให้ได้ แต่ปัญหาใหญ่ของสถานการณ์นี้คือ ไม่ว่าคำตอบจะเป็น ใช่ หรือ ไม่ใช่ ผลลัพธ์สุดท้ายเธอก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี

คชาภาอยู่ร่วมบ้านกับสายป่านมาหลายวันแล้ว บ้านสายป่านเป็นคอนโดขนาดห้าสิบตารางเมตร หนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องรับแขก หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องน้ำ อยู่ห่างจากบริษัทไม่ถึงห้าร้อยเมตร ใช้เวลาเดินไม่ถึงสิบนาที ถึงอย่างนั้น สายป่านก็ยังมีรถยนต์ ชีวิตสายป่านโดยรวมแล้วดูดีมีระดับกว่าชีวิตเธอหลายขุมเลยทีเดียว

ในแต่ละวันที่ผ่านมา คชาภาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเก็บกวาดเช็ดถู การใช้ชีวิตอยู่กับสายป่านทำให้เธอรู้ตัวว่า เธอเป็นคนรักความสะอาดเป็นที่สุด ในขณะที่สายป่านรักความสบายเป็นที่สุด ไม่ว่าสายป่านจะนั่งตรงไหน มุมใดในห้องก็จะมีจานชามใช้แล้ว แก้วน้ำใช้แล้ว ห่อขนมหรือไม่ก็เศษกระดาษวางทิ้งไว้ทุกที่ 'เดี๋ยวค่อยเก็บ' เป็นคำพูดติดปากที่ คชาภาได้ยินบ่อยที่สุด ยังไม่พูดถึงสภาพในห้องนอนที่มีเสื้อผ้าใส่แล้ว ชุดชั้นใน ผ้าเช็ดตัว บ้างพาดอยู่บนหัวเตียง บ้างกองสุมอยู่กับพื้นห้อง เละเทะไม่เป็นระเบียบ แน่นอนว่าเมื่อคชาภาปริปากบ่น 'ใครขอให้เธอทำไม่ทราบ' สายป่านก็ตอกกลับมาจนเธอหน้าหงาย แต่ในเมื่อเธอเป็นคนอาศัย ถึงเจ้าบ้านไม่ขอ เธอก็ควรมีจิตสำนึกที่ดี ก้มหน้าเก็บกวาดข้าวของที่สายป่านทำรกไว้ รวมถึงล้างจานล้างห้องน้ำด้วย อย่างน้อยเธอก็ได้ผลตอบแทนเป็นข่าวคราวจากบริษัทบ้างเป็นครั้งคราว ถือว่าสายป่านยังใส่ใจเธออยู่บ้าง

“หัวหน้าบอกว่าเธอได้ลาหยุด จนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น ไม่ยักรู้ว่าบริษัทมีสวัสดิการดีขนาดนี้” สายป่านคาบข่าวมาบอกในวันที่สาม “มีคนพูดกันว่าเห็นเธออยู่กับคุณณัฐคณินด้วยนะ แต่ฟังดูเหมือนพวกนั้นจะอิจฉาเธอมากกว่าแค่อยากสอดรู้สอดเห็น” สายป่านเบะปาก ทำหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่และไม่พูดอะไรอีก เธอนั่งบนโซฟาสีเขียวซึ่งคชาภาใช้ต่างเตียงนอนทุกคืน เท้าพาดโต๊ะรับแขก กินแตงโมดูโทรทัศน์อย่างสบายใจ

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่คชาภาสบายใจที่จะอยู่ที่นี่ จริงอยู่ที่สายป่านเป็นผู้หญิงปากร้าย ตลอดหลายวันที่ผ่านมา สายป่านไม่รังเกียจที่จะพูดทุกอย่างที่คิดออกมา แม้มันจะทำร้ายคนฟังแค่ไหนก็ตาม แต่ข้อดีของสายป่านคือไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน คล้ายเป็นคติประจำ เธอไม่ชอบก้าวก่ายชีวิตใคร เธอไม่ตั้งคำถาม เธอแค่บอกกล่าวและปล่อยให้คชาภาตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยตัวเอง มันทำให้คชาภาสบายใจ ไร้แรงกดดันอย่างน่าประหลาด


---------------------------LOADING 25 %----------------------------

“เธอว่า....ฉันควรกลับไปทำงานได้หรือยัง” คชาภาถามหยั่ง

“แล้วเธอกำลังรออะไรอยู่มิทราบ” สายป่านถามกลับ สายตาไม่ละจากโทรทัศน์แม้แต่น้อย “หรือว่ากำลังหลบหน้าใครอยู่” นับว่าสายป่านถามได้ถูกจุดจริงๆ

“ไม่ๆๆ ไม่ใช่อย่างนั้น” คชาภายกมือขึ้นโบกเป็นพัลวัน สายป่านหันมากอดอก หรี่ตามองอย่างจับผิด “สิ่งที่เธอควรรู้เกี่ยวกับฉัน คือ ฉันมีเซนส์เรื่องผู้ชายรุนแรงมากและฉันสัมผัสได้ว่าจะต้องมีผู้ชายเกี่ยวข้องด้วยแน่ๆ”

“ปะๆ ๆ ปะ เปล่า ฉะ ฉันแค่ยังตัดสินใจไม่ได้” คชาภาติดอ่าง ลนลานจนไม่เหลือท่า สายป่านยิ้มเยาะอย่างไม่เชื่อ ยิ่งเห็นปฏิกิริยาของคนโกหกไม่เก่ง เธอก็ยิ่งมั่นใจ แต่ไม่ได้ไล่บี้จนคนไม่เหลือทางถอย ถึงยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับเธออยู่แล้ว เธอแค่อยากทดสอบลางสังหรณ์ของตนเองเท่านั้น

“งั้นก็รีบตัดสินใจได้แล้ว ถึงเธอจะมีบัตรวิเศษวงเกินไม่จำกัดก็ตาม” คชาภายังไม่ทันได้สงบใจ สายป่านก็ยิงคำเหน็บแหนมมาอีกระลอก ทำเอาขวัญกระเจิงไปหมด

“แค่ยืมเขามา ไม่ใช่ของฉันหรอก” อย่างน้อยคชาภาก็โล่งอกที่ไม่ต้องโกหก จริงอยู่ที่เธอไม่เคยบอกสายป่านเรื่องบัตรเครดิต แต่เธอก็ไม่ได้พยายามปิดบัง จึงไม่แปลกที่สายป่านจะสังเกตเห็นในเมื่อพวกเธออยู่ด้วยกันทุกวัน

“ฉันไม่สนว่าเธอได้มันมาจากไหน แต่การวิ่งหนีปัญหา มันไม่ได้ทำให้เธอเจอทางออก” สายป่านพยักเพย่อไปทางโทรศัพท์ที่คชาภาเฝ้ารอฟังเสียงมาตลอดหลายวันนี้ “เรื่องบางเรื่องมันก็ขึ้นอยู่กับเวลา อย่าเอาแต่รอและปล่อยให้ชีวิตหยุดอยู่กับที่” เป็นครั้งแรกที่สายป่านพูดจาผลักดันเธอ อาจเพราะเริ่มเห็นเธอเป็นเพื่อนแล้วก็ได้

“ที่พูดแบบนี้ เริ่มเป็นห่วงฉันแล้วใช่ไหม” คชาภายิ้มกว้างรอ

“เปล่า แต่เพราะว่าพรุ่งนี้ฉันจะต้องใช้ เวลาส่วนตัว ต่างหาก ฉันอยากให้เธอไปทำงานกะดึกแทน” สายป่านพูดหน้าตาเฉย

“อ้าว” คชาภาหุบยิ้มลงทันใด แทบจะได้ยินเสียงหน้าตัวเองแตกกระจายลงพื้น พลางโทษตัวเองที่ประเมินสายป่านสูงเกินไป

เวลาส่วนตัว ใช่มันเป็นโค้ดลับ ข้อตกลง กฎ หรืออะไรก็ตามที่คนเราตั้งขึ้นเพื่อบีบบังคับคนอื่น ซึ่งในที่นี้มีอยู่ว่าทุกครั้งที่สายป่านเอ่ยหรือส่งข้อความว่า เวลาส่วนตัว หมายความว่าคืนนั้นคชาภาต้องไปนอนที่อื่น ห้ามกลับห้องเด็ดขาด แน่นอนว่าสายป่านไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนั่งจับเข่าคุยกันหรือเสียเวลาอธิบายจนกว่าคชาภาจะเข้าใจ

'ฉันไม่บอกหรอกนะว่าทำไม โอเคก็อยู่ ไม่โอเคก็เชิญ ไม่ส่งนะ' สั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ แต่เรื่องที่น่าวิตกไม่ได้มีแค่นั้น

“อะไรนะ พนักงานรับโทรศัพท์!” ทีนี้ไม่ใช่แค่ตะลึงตาค้างแล้ว ปากก็อ้าค้างด้วย ไม่ใช่ว่าอาชีพนี้ต้อยต่ำเกินกว่าผู้หญิงอย่างเธอจะทำได้ เมื่อย้อนนึกถึงคำบอกเล่าเกี่ยวกับตัวตนเดิมของเธอ อาชีพนี้ก็เหมาะกับคนอย่างเธอดี แต่สำหรับผู้หญิงอย่างสายป่าน มันไม่ต่างกับจับหงส์ขาวมาขังรวมกับเป็ดน้ำยังไงยังงั้น “เธอก็เป็นพนักงานรับโทรศัพท์หรอ” คชาภาถามซ้ำ ทำหน้าเหมือนเพิ่งกลืนยาขม

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าเราอยู่แผนกเดียวกัน จะถามซ้ำทำไม” สายป่านตอบ น้ำเสียงปนรำคาญ

“แต่เธอไม่น่า....”

“สนใจแต่เรื่องตัวเองเถอะ พรุ่งนี้จะไปทำงานอยู่แล้ว จำอะไรไม่ได้แบบนี้แล้วจะทำยังไง”

ทั้งคู่จบบทสนทนาเพียงเท่านี้ และใช้เวลาหลังจากนั้นไปกับการเคี่ยวกรำคชาภาให้จดจำกฎพื้นฐานของการเป็นพนักงานรับโทรศัพท์ เรียนรู้ขั้นตอนการให้ข้อมูลกับลูกค้า หมายเลขติดต่อภายในและหมายเลขฉุกเฉินในกรณีที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

“ในเวลาทำการปกติแผนกของเราเป็นศูนย์บริการข้อมูล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมการขาย การบริการหลังการขาย ให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับฟังค์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ รับฟังข้อแนะนำของลูกค้า ทุกอย่างอยู่ในคู่มือ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ติดต่อมาตอนกลางดึกมักจะโทรมาขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน อย่างเช่น แบตเตอรี่หมดระหว่างเดินทาง รถยนต์สตาร์ทไม่ติด ลืมกุญแจไว้ในรถ สิ่งที่เธอต้องทำเป็นอันดับแรกคือ ให้คำแนะนำเบื้องต้นและประสานงานเจ้าหน้าที่ออกช่วยเหลือลูกค้ายังสถานที่ต่างๆ ห้ามลืมว่าส่วนนี้ต้องแจ้งยอดประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นให้ลูกค้าทราบก่อนและต้องได้รับการยืนยันจากลูกค้าถึงจะติดต่อช่างได้ ฉันให้เบอร์โทรติดต่อช่างตามจุดบริการต่าง ๆ ไปแล้ว พยายามเก็บไว้ใกล้ตัวตลอดเวลาก็แล้วกัน”

“แล้วถ้าเกิดมีลูกค้าโทรมาแจ้งอุบัติเหตุล่ะ” สายป่านกรอกตา พร้อมพ่นลมหายใจออกมาด้วยความทดท้อใจ

“ถ้าเธอขับรถชน กำลังจิตตก เสียขวัญหรืออาจได้รับบาดเจ็บปางตาย เธอจะนึกถึงอะไรเป็นอันดับแรกล่ะ” คชาภานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มเจื่อน “เอ่อ จริงด้วย” คงไม่มีคนสติดีคนไหนโทรเข้าศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าแทนที่จะโทรแจ้งกู้ภัย โรงพยาบาลหรือไม่ก็ตำรวจ

“เอาล่ะ ฉันสอนทุกอย่างที่เธอควรรู้หมดแล้ว ปกติกะดึกจะมีคนสแตนบายไม่เกินห้าคน และสามในห้าจะอู้งานไปงีบในห้องเก็บของหรือไม่ก็นั่งดิ้งข้างบริษัท ไม่ว่ายังไงเธอต้องมั่นใจว่าจะมีคนรอรับโทรศัพท์ลูกค้า แม้มันจะหมายความว่าเธอคือคนที่ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวก็ตาม”

“แล้วไม่มีใครว่าอะไรเลยหรอ”

“เชื่อเถอะ ลูกค้ารับมือง่ายกว่าเพื่อนร่วมงานเฮงซวยเยอะ ถ้าเธอจำอะไรๆ ได้ก็คงไม่แปลกใจกับเรื่องพวกนี้หรอก และมีอีกเรื่องที่ฉันอยากจะย้ำให้ฟังชัด ๆ” สายป่านยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “ห้ามกลับก่อนเก้าโมงเช้าเด็ดขาด” สายป่านทำเสียงเข้ม บ่งบอกว่าเอาจริง คชาภาทำได้เพียงพยักหน้าตกลงอย่างคับข้องใจ สายป่านรู้เรื่องของเธอเกือบทุกเรื่อง เว้นก็แต่เรื่องของณัฐคณินที่สายป่านน่าจะเดาออกได้แล้ว แต่เธอกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสายป่านเลย ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม บางทีการที่สายป่านไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน นั่นคงเพราะว่าไม่อยากให้ใครมายุ่งเรื่องของเธอด้วยเช่นกัน

เมื่อบทเรียนหลักสูตรเร่งรัดผ่านพ้นไป สายป่านก็บ่นง่วงและเดินเข้าห้องไปตอนเกือบสิบโมงเช้า วันนี้สายป่านออกกะดึกตอนเกือบหกโมงเช้า กลับมาอาบน้ำ ทานมื้อเช้าและสอนงานเธอต่อ ดังนั้นเธอจึงสมควรได้รับการพักผ่อน คชาภาไม่รั้งเธอ แม้ยังมีเรื่องที่อยากจะถามอยู่มาก อย่างเช่น เสื้อผ้าที่จะใส่ไปทำงาน คชาภาไม่ได้เตรียมตัวสำหรับไปทำงานวันพรุ่งนี้ เธอไม่มีทั้งเสื้อผ้า รองเท้าและความพร้อม ได้แต่หวังว่าสายป่านจะให้ยืมชุดเก่าๆ ซักชุด

สายป่านไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เธอตื่นนอนอีกทีตอนห้าโมงเย็น อาบน้ำ ออกทานมื้อเย็นที่คชาภาเตรียมไว้ให้ ออกปากจะจัดแจงเรื่องเสื้อผ้าให้โดยที่คภาชาไม่ทันได้เอ่ยปาก ที่จริงสายป่านดูตื่นเต้นและกระตือรือร้นกว่าปกติ เหมือนเด็กเจอของเล่นที่ถูกใจ “ฉันอยากจะทำแบบนี้มานานแล้ว” สายป่านแสยะยิ้มแปลก ๆ และจัดการแปลงโฉมคภาชาผู้ซีดเซียวให้กลายเป็นคภาชาผู้โดดเด่น


---------------------------LOADING 50 %----------------------------

“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้มั่ง ทำงานกะดึกไม่มีใครมองอยู่แล้ว” คชาภาประท้วงขณะนั่งมองสายป่านเลือกเสื้อผ้าจากตู้เสื้อผ้าของตัวเอง

“ใครบอกว่าแต่งให้คนอื่นดู แต่งให้ตัวเองดูต่างหาก เธอจะได้รู้จักชื่นชมตัวเองบ้าง แต่ก่อนเธอเหมือนคนหมกมุ่นไม่รู้จักหาความสุขใส่ตัว ต่อไปเธอควรเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เธอจะได้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น แต่มันก็ยากจริง ๆ นั่นแหละ” สายป่านสะบัดหัวอย่างคับข้องใจ “เห็นอยู่บ้านเฉยๆ มาหลายวัน นึกว่าจะมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง ผอมเป็นไม้เสียบผีแบบนี้ หาชุดยากจริงๆ”

ใครบอกว่าอยู่เฉยๆ แค่ตามล้างตามเช็ดที่เธอทำรกไว้ก็เสียเวลาไปครึ่งค่อนวันแล้ว ยังต้องออกไปซื้อของทำกับข้าวอีก แทบไม่ได้พักเลยต่างหาก คชาภาแอบค่อนขอดในใจลำพัง และปล่อยให้สายป่านทำตามใจชอบต่อไป

 “ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่” สายป่านพูดขณะมองพิศเธออย่างละเอียด คชาภาเห็นด้วยอยู่ในใจ แม้จะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นตัวเองแล้วยิ้มออก

ความจริงแล้วสายป่านไม่ได้พยายามเปลี่ยนเธอให้สวยที่สุด เพียงทำให้น่ามองมากขึ้น สายป่านลงมือจัดการผมเส้นเล็ก หยักศกให้เป็นลอนด์สวยในไม่กี่นาที แต่งแต้มใบหน้าซีดเซียวให้ดูสดใสเปล่งปลั่งดูสุขภาพดี ปัดแก้ม ทาลิปสติกสีอ่อนเข้ากันกับเสื้อคอปีน เนื้อผ้าชีฟองสีเบจกับกางเกงสกินนี่สีขาว เป็นความเรียบง่ายที่มีเสน่ห์ ถึงแม้คชาภาจะไม่ชินกับการใส่รองเท้าส้นสูง เพราะมันทำให้เธอเดินลำบากและรู้สึกไม่มั่นคง แต่มันก็ทำให้คชาภารู้ว่า เธอใส่รองเท้าของสายป่านได้พอดีเป๊ะและตัวสูงพอๆ กับสายป่านเลยทีเดียว  

เธอโอเคแล้ว ที่เหลือก็แค่พยายามชินกับมัน สายป่านพูดทิ้งท้ายก่อนจะถีบส่งเธอออกมาอย่างไร้เยื่อใย

การปรากฏตัวของคชาภาเมื่อมาถึงบริษัทพร้อม สร้างความตื่นตาให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ไม่นับสายตาที่ติดสอยห้อยตามมาตลอดทาง ตอนนี้ยังเป็นช่วงหัวค่ำ ผู้คนยังคงพลุกพล่านละลานตา จะบอกว่าไม่สนใจสายตาพวกนั้น ก็ออกจะเกินจริงไปหน่อย ความจริงแล้วการตกเป็นเป้าสายตาทำให้เธอรู้สึกอึดอัดและพลอยวางตัวไม่ถูกไปโดนปริยาย คาดไม่ถึงว่าตัวเองจะดึงดูดสายตาคนรอบข้างได้มากมายขนาดนี้         

“เธอเพิ่งมาทำงานวันแรกเหรอ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน” หญิงรูปร่างเจ้าเนื้อ ผมสั้นประบ่า ดวงตาเรียวเล็กหยีดู เกือบเป็นเส้นตรงสองเส้น ริมฝีปากหนาโดดเด่นและยื่นออกมาดูเหมือนคนอารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลา เธอเอ่ยถามคชาภาขณะกำลังยืนรอลิฟท์

“เปล่า ฉันทำงานที่นี่” คชาภาหันมาตอบคำแบบผ่าน ๆ และหันไปแหงนมองลิฟท์อย่างรอคอย เธอยังรู้สึกประหม่าอยู่มาก พอถูกตั้งคำถามตรง ๆ ก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก เธอจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ คิดว่าหญิงเจ้าเนื้อคงเลิกใส่ใจไปเอง แต่เธอคิดผิด หญิงเจ้าเนื้อชะโงกหน้าก้มมองบัตรพนักงานที่คชาภาห้อยอยู่อย่างไร้มารยาท

“คชาภา...คุ้นๆนะ” หญิงเจ้าเนื้อขมวดคิ้ว มันยิ่งทำให้สีหน้าเธอดูบูดบึ้งยิ่งขึ้นไปอีก คชาภากุมบัตรพนักงานของตัวเองไว้ ไม่พอใจกับกิริยาละลาบละล้วงนี้ “ทำไมล่ะ บัตรพนักงานเขาก็ห้อยไว้ให้อ่านไม่ใช่เหรอ” หญิงเจ้าเนื้อประชดกลับ ด้วยอ่านปฏิกิริยาของคชาภาออก

“...” คชาภาพูดไม่ออก มันก็จริงอย่างที่หญิงเจ้าเนื้อพูด แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงไม่พอใจ อาจเพราะเธอเคยชินกับนิสัยของสายป่านไปแล้ว เธอไม่ชินกับการถูกไล่ปี้กดดัน รวมทั้งณัฐคณิน สิ่งที่เขาทำคือคอยอยู่ข้างๆ มากกว่าตั้งคำถาม เขาคอยอ่านสีหน้าเธอเสมอ ทุกครั้งที่เห็นเธออึกอัก เขาก็จะเปลี่ยนเรื่อง ข้ามเรื่องที่ทำให้เธอไม่สบายไปเสียทุกครั้ง

ชั่วขณะที่คชาภาเผลอปล่อยใจลอยไปหาณัฐคณิน หญิงเจ้าเนื้อก็อ้าปากร้องอ๋อ พร้อมเสียงลิฟท์ที่เคลื่อนมาถึง

“คชาภา...ปอล์ โอปอล์นี่เอง ก็ปล่อยให้ฉันคิดอยู่ตั้งนาน นี่เธอเปลี่ยนไปจนฉันจำไม่ได้เลยนะ หรือที่ลาหยุดไปจะแอบไปอัพเกรดหน้ามา ว่าแล้วเชียวว่าจมน้ำแค่นั้นไม่น่าจะเป็นอะไรมาก ว่าแต่ไปทำอะไรมาบ้างล่ะ ดูธรรมชาติมากเลยนะ ไม่บวมเลยด้วย เธอไปทำคลินิกไหน หมออะไร หมดไปเท่าไหร่หรอ” หญิงเจ้าเนื้อรัวคำถามไม่หยุดระหว่างที่รอคนในลิฟท์ที่มีไม่กี่คนเดินออกมา  กระทั่งเข้ามาในลิฟท์คชาภาก็ยังถูกกระหน่ำด้วยคำถามซ้ำๆ หลายครั้งหลายหน แต่ที่น่ารำคาญใจยิ่งกว่านั้น คือไม่ว่าเธอจะปฏิเสธคำกล่าวหานี้ยังไง หญิงเจ้าเนื้อก็ปักใจเชื่อว่ามันเป็นคำแก้ตัว คชาภาภาวนาในใจขอให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปโดยเร็ว แต่โชคชะตาคงอยากจะทดสอบความอดทนของเธอ คชาภาถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นหญิงเจ้าเนื้อเดินออกจากลิฟท์พร้อมเธอ ทำไมต้องอยู่แผนกเดียวกันด้วยนะ คชาภาประท้วงในใจ

“ไม่ต้องอายหรอกน่า สมัยนี้ศัลยกรรมเป็นเรื่องปกติจะตาย ฉันก็อยากจะไปทำตา ทำปากเหมือนกัน” ระหว่างทำงานหญิงเจ้าเนื้อ ซึ่งเธอมารู้ทีหลังว่าชื่อ รุ่งรัตน์ ก็ปรี่เข้ามาชวนคุยทุกครั้งที่มีโอกาส ซึ่งหาได้ง่ายมากในช่วงกะกลางคืน แต่ที่หนักกว่านั้น ยายรุ่งรัตน์ตัวดียังป่าวประกาศให้ทุกคนที่เหลือทราบโดยทั่วกันอีกด้วย

การทำงานคืนแรกของคชาภาจึงดำเนินไปด้วยความรำคาญใจ เธอไม่มีปัญหาเรื่องงาน จากกล้าๆ กลัวๆ ก็เริ่มคล่องปากคล่องมือมากขึ้น ทุกอย่างราบรื่น ไร้กังวล  แต่ต้องปากเปียกปากแฉะกับรุ่งรัตน์ผู้สู่รู้จนแทบจะหมดแรง คชาภาจึงเลือกที่จะเงียบสู้ จำกัดตัวเองอยู่ในคอกเล็กๆ ของเธออย่างสงบ เมื่อเห็นคชาภาปลีกวิเวกตัวเอง รุ่งรัตน์จึงไปจับกลุ่มคุยกันกับคนอื่นๆ แทน และชวนกันออกไปหาอะไรกินหน้าบริษัท ทิ้งให้คชาภาอยู่กับผู้ชายตัวผอมเตี้ยชื่อ นิธิ เพียงลำพัง

“...สามในห้าจะอู้งาน....” คชาภาต้องยอมศิโรราบให้แก่ความแม่นยำราวกับตาเห็นของสายป่าน คืนนี้มีคนเข้ากะกลางคืนห้าคนถ้วนๆ ไม่ขาดไม่เกิน

จนกระทั่งตีสอง รุ่งรัตน์และเหล่าผู้ร่วมอุดมการณ์ยังไม่กลับมา คชาภาเหลือบมองคอกของชายผู้ร่วมชะตากรรมของเธอ เห็นว่าเขาไม่ได้ติดสายลูกค้า จึงเดินเข้าไปหา

“กาแฟซักแก้วไหมคะ ฉันกำลังจะไปชงพอดี” คชาภาขันอาสา เพราะต้องมีคนอยู่รอรับโทรศัพท์ นิธิหมุนเก้าอี้หันไปหาเธอที่ยืนรอคำตอบอยู่ด้านหลัง “ก็ดีครับ ขอบคุณมาก” เขายิ้มเป็นมิตร ผงกหัวน้อยๆ เป็นการขอบคุณ ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลและเป็นปกติดี หากรุ่งรัตน์ไม่ได้กลับขึ้นมาเห็นตอนที่คชาภายกแก้วกาแฟมาให้เขาที่โต๊ะพอดี

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง มิน่าถึงได้ทำเมินใส่พวกเรา” รุ่งรัตน์หันไปคุยกับสาวสองคนที่กลับมาพร้อมกัน แต่ระดับเสียงที่พูดนั้น แน่นอนว่าตั้งใจให้คชาภาได้ยิน

คชาภาอยู่ในความเงียบมานาน เมื่อได้ยินเสียงรุ่งรัตน์ก็สะดุ้งโหย่ง เผลอทำกาแฟร้อนๆ หกใส่แขนเสื้อของนิธิโดยไม่ได้ตั้งใจ

อ๊าา....นิธิพรวดลุกขึ้นจากเก้าอี้ สะบัดแขนข้างที่ถูกลวก พร้อมเสียงร้องโอดครวญ


---------------------------LOADING 75 %----------------------------

“ตายจริง ขอโทษนะคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่า” คชาภาวางแก้วกาแฟไว้บนโต๊ะ แล้วปรี่เข้าไปคว้ามือของนิธิข้างที่ถูกลวก ปลดกระดุมแขนเสื้อและรั้งขึ้นไปเพื่อสำรวจบาดแผล คชาภาใจเสียเมื่อผิวหนังของเขาเริ่มบวมและเห็นเป็นรอยแดงชัดเจน “ไปโรงพยาบาลดีไหมคะ” คชาภาเอ่ยถามอย่างร้อนรนใจ พร้อมเป่าลมให้หวังบรรเทาอาการแสบร้อน ตรงกันข้ามกับนิธิที่ดูผิดแผกไปจากเดิม

“ไม่เป็นไรมากหรอกครับ ผมแค่ตกใจนิดหน่อย” นิธิตอบอย่างสุภาพ น้ำเสียงติดเก้อเขินอยู่หน่อยๆ

“แต่มือคุณ...” คชาภาชะงักเมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของนิธิที่ตอนนี้แดงยิ่งกว่ามือเสียอีก เธอปล่อยมือเขารวดเร็วราวกับจับของร้อน “เอ่อ...ขอโทษค่ะ ฉันตกใจมากไปหน่อย” เมื่อรู้ตัวว่าตนเองตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ ทำให้เกิดสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วน คชาภาจึงไม่กล้าสบตานิธิตรง ๆ

“ไม่คิดว่านอกจากรูปลักษณ์จะเปลี่ยนแล้ว นิสัยก็ยังเปลี่ยนไปด้วย นี่ถ้าฉันไม่ได้มาเห็นกับตา คงไม่เชื่อแน่ว่าคนแพ้สังคมอย่างเธอจะมือไวกับผู้ชายขนาดนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะใจเร็วด้วยหรือเปล่า” รุ่งรัตน์ที่มองดูเหตุการณ์อย่างออกรสออกชาติเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มหยัน อย่างที่คนเรามักจะทำเวลาจับผิดคนอื่นได้คาหนังคาเขา

“ดูสิ นิธิหน้าแดงลามไปถึงคอแล้ว ถือว่าเธอไม่เสียแรงเปล่าจริง ๆ  ฮ่าๆ” หนึ่งในสองสาวที่ยืนประกบรุ่งรัตน์เข้าผสมโรงด้วยอีกคน และทั้งสามก็หัวเราะชอบใจกันยกใหญ่

“ฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นนะ” คชาภาแย้ง

“พวกคุณพอเถอะ แค่อุบัติเหตุเล็กน้อย น้ำร้อนไม่กี่หยดไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ผมขอตัวไปจัดการตัวเองก่อนละกันนะครับ” นิธิช่วยแก้ต่าง แต่ไม่ได้ทำให้ทั้งสามเปลี่ยนความคิด กลับกลายเป็นสร้างหัวข้อใหม่ให้รุ่งรัตน์โจมตี 

“มีคนออกรับแทนแบบนี้ เธอคงปลื้มใจแย่เลยละสินะ เห็นไหม ผู้หญิงเราพอสวยขึ้นอะไรๆ มันก็ดีขึ้นตามไปด้วย แต่ฉันยอมรับว่าวันนี้เธอเซอร์ไพรส์ฉันได้จริงๆ เอ๊ะ...หรือว่าที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองก็เพราะเธอชอบนิธิ” คชาภาหลับตาสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ รุ่งรัตน์ทำเธอเหลืออดแล้วจริงๆ

“คนหูตาสั้น ใจคอคับแคบ คิดว่าความคิดตัวเองถูกเสมออย่างเธอ ถึงฉันพูดอะไรไปก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะเธอก็คงได้ยินแค่เสียงในสมองเน่าๆ ของตัวเองเท่านั้น” คชาภาไม่รู้ว่าพูดอะไรออกไป กระทั่งเธอพูดมันออกไปแล้ว ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่นึกเสียใจ หากมีใครโทษที่เธอไม่อดทนอดกลั้นมากพอ ใครคนนั้นก็คงเป็นเทวดา เพราะคนปกติทั่วไปไม่มีทางที่ทนกับการถูกใส่สีตีไข่กันซึ่งหน้าแบบนี้ได้ และแม้จะสูญเสียความทรงจำ เธอก็ยังเป็นคนปกติที่มีความรู้สึกครบถ้วนทุกประการ

รุ่งรัตน์ฮึดฮัดเต้นเร่าๆ เป็นเจ้าเข้าที่ถูกเปิดโปงต่อหน้าคนอื่น “นี่เธออย่าคิดว่าตัวเองสนิทชิดเชื้อกับคนมีตำแหน่งแล้วจะเที่ยวว่าใครต่อใครก็ได้นะ” คชาภาฉุกคิดชั่วครู่ ค่อยๆ เริ่มเห็นเค้าโครงของเรื่องราวชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ข่าวที่สายป่านคาบไปบอกคงลุกลามไปทั่วบริษัทแล้ว คนมีตำแหน่ง ที่รุ่งรัตน์พูดถึงก็คงจะหมายถึง ณัฐคณิน ไม่ผิดแน่ “คนอื่นเขาเล่าลือเรื่องเหม็นโฉ่ของเธอไปทั่วบริษัทแล้ว คนมีตาคนไหนก็ดูออกว่างานเลี้ยงคืนนั้น เธอจงใจจัดฉากเรียกร้องความสนใจจากคุณณัฐคณิน ทุกคนในบริษัทรู้ว่าห้องเพนท์เฮ้าส์อยู่ใต้สระว่ายน้ำ และถ้าเธอไม่ถูกมัดมือมัดเท้าก็ไม่ทางจมน้ำในสระที่ลึกแค่อกได้แน่ๆ ฉันยอมรับว่าเธอทำการบ้านมาดี เพราะคุณณัฐคณินโผล่มาช่วยเธอจริงๆ  มีคนเห็นว่าเขาอุ้มเธอเข้าไปในห้องและหลังจากนั้นเธอก็หายหน้าไปหลายวัน ฉันได้กลิ่นตุ ๆ ตั้งแต่ผู้จัดการบอกว่าเธอป่วย แต่ที่น่าสงสัยยิ่งกว่านั้น ไม่เคยมีพนักงานชั่วคราวคนไหนได้วันลาหยุดพักจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้นโดยไม่ถูกหักค่าแรงมาก่อน มันไม่เท่ากับว่าเธออยากมาทำงานเมื่อไหร่ก็มาหรอกหรอ” รุ่งรัตน์เล่าเรื่องด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว แต่คชาภาไม่มีเวลามาถือสา เธอกำลังตะลึงลานกับข่าวลือของตนที่แผ่สะบัดไปโดยที่เธอไม่รู้ตัว “หลายวันก่อนมีคนเห็นเธอกับคุณณัฐคณินอยู่ด้วยกัน แล้วก็หายออกไปข้างนอกพร้อมกัน ยิ่งมาเห็นเธอวันนี้ ฉันก็ยิ่งเชื่อ จากผู้หญิงมนุษยสัมพันธ์ต่ำ ชอบทำตัวไม่มีสี ไม่มีตัวตน ดูกลมกลืนกับฝ้าผนังประตูจนแทบแยกไม่ออก จู่ ๆ ก็ทำตัวเด่นเป็นดอกไม้บาน ล่อหลอกสายตาคน แล้วทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะแอบไปทำคะแนนในที่ลับกับคุณณัฐคณิน แล้ววันนี้เธอก็มาอ่อยเพื่อนที่ทำงานอีก หึ เมื่อกี้เธอบอกว่าฉันเป็นคนใจคอคับแคบใช่ไหม งั้นก็แสดงว่าใจคอเธอคงจะกว้างมากสินะ ถึงเก็บผู้ชายทีละหลายๆ คนได้” รุ่งรัตน์ยิ่งพูด สีหน้าของคชาภาก็ยิ่งซีดเผือดลงเรื่อย ๆ พอเห็นอย่างนั้น รุ่งรัตน์ที่พูดอย่างดุเดือด แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะอย่างเหยียดหยามแทนในช่วงท้าย

หลังจากรุ่งรัตน์พูดจบ คชาภายืนยิ่งงันคล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่าง เธอไม่โต้ตอบใดๆ  เพียงก้มหน้าก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปยังทางออก ผ่านรุ่งรัตน์และหญิงสาวอีกสองคนที่ลอบลงสายตาสาแก่ให้กัน รุ่งรัตน์แสยะยิ้ม เอี้ยวตัวมองตามร่างระหงไปรู้สึกพอใจกับผลงานของตัวเองไม่น้อย แต่เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มที่ยืนปักหลักอยู่ตรงทางเข้าออกแผนก สีหน้าเขาเรียบเฉยแต่สายตาเย็นชาพาให้ขนลุกชันไปทั้งร่าง   

ด้านคชาภา สภาพจิตใจของเธอย่ำแย่ถึงขีดสุด เรี่ยวแรงหดหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ขาแต่ละข้างหนักอึ้งยกแทบไม่ไหว แต่เธอจะไม่อยู่เป็นเป้าให้ใครยิงซ้ำๆ อีก เธอก้มหน้าเดินออกมาโดยไม่ทันสังเกตเห็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหน้าตน

ปึก คชาภาเดินชนบางอย่างที่ทั้งนุ่มทั้งแข็งในเวลาเดียวกัน ที่จริงแล้ว เธอไม่อยากสนใจ หากสิ่งนั้นไม่ได้ขว้างทางเธออยู่

คชาภาเงยหน้าขึ้นมองสิ่งนั้น เห็นแผงอกกว้างของชายหนุ่มในเสื้อสีเขียวอ่อน เธอตกใจผงะถอยหลังหนึ่งก้าว แต่มีมือหนาโอบประคองแผ่นหลังบางเอาไว้ เธอเงยหน้าขึ้นมอง เห็นคางแหลมที่เริ่มมีไรหนวดขึ้นบางๆ เรื่อยขึ้นไปเห็นริมฝีปากบางที่เคยทำให้หัวใจเธอสะท้านไหวและแววตาที่เธอไม่เคยคาดเดาความคิดได้เลยก็ปรากฏต่อสายตา

“จะหนีไปไหน ทำไมไม่บอกไปว่าคุณไม่ได้ทำอย่างที่พวกเธอพูด” ชายหนุ่มพูด ขณะที่สายตาจับจ้องรอให้หญิงสาวหันสบสายตาอยู่ก่อนแล้ว

“คะ คา คูณ คุณณัฐคณิน” คชาภาพูดเสียงเบาเสียจนไม่มีใครได้ยิน ยกเว้นณัฐคณิน

“แค่คณินก็พอ ระหว่างเราไม่ได้ห่างเหินกันขนาดนั้นซักหน่อย” น้ำเสียงณัฐคณินคล้ายจะพูดหยอกเหย้า แต่ไม่มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าหรือแม้กระทั่งแววตาเลยแม้แต่น้อย “คุณบอกไปสิว่าคืนนั้น ผมเป็นคนอุ้มคุณเข้าห้องผมเองและรั้งให้คุณอยู่ต่อ หลังจากนั้นผมก็เป็นคนเข้าหาคุณ ตามตื้อคุณและถ้าใครให้ความสำคัญกับการคำคะแนนในที่ลับของคุณ ผมก็จะพิจารณาความสำคัญของคนๆ นั้นที่มีต่อบริษัทนี้ด้วยเหมือนกัน” ตอนนี้สายตาของณัฐคณินจ้องมองไปยังหญิงสาวสามคนที่ยืนอกสั่นขวัญแขวน “อ๋อ จริงสิ ผมลืมคิดไปว่าเรื่องแบบนี้ต้องให้ผู้ชายเป็นฝ่ายพูด คุณทำดีแล้วล่ะที่ไม่พูด งั้นก็เอาอย่างนี้แล้วกัน คุณรุ่งรัตน์ คุณกชกร คุณวิลาวรรณ” ณัฐคณินไล่สายตาอ่านชื่อจากป้ายพนักงานของหญิงสาวทั้งสามทีละคน พร้อมเลื่อนฝ่ามือที่ทาบอยู่กลางแผ่นหลังบาง เอื้อมมาโอบที่หัวไหล่มนของเธอ ใช้แรงเพียงน้อยนิดหมุนร่างบางให้หันกลับมาเผชิญกับหญิงสาวทั้งสาม พร้อมทั้งกระชับร่างบางให้แนบสนิทกับร่างตน เขายิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย “ช่วยบอกต่อเหตุการณ์ในคืนนี้และคำพูดของผมให้ทั่วบริษัทแบบคำต่อคำเลยนะครับ ห้ามตกหล่นแม้แต่คำเดียว ถ้าพวกคุณทำสำเร็จผมจะให้โบนัสพิเศษเป็นรางวัล” หญิงสาวทั้งสามคนตาลุกวาวขึ้นมาทันที ไม่คิดไม่ฝันว่าสถานการณ์ของตนจะกลับตาลปัตร ในใจพลางริษยาที่คชาภาทำให้เจ้านายหนุ่มหลงหัวปรักหัวปรำขนาดนี้

“แต่......” ณัฐคณินเน้นเสียงแน่นหนัก “หลังจากนี้หนึ่งสัปดาห์ ถ้าข่าวที่ผมได้ยินจากคนอื่นผิดเพี้ยนไปจากที่ผมพูดแม้แต่คำเดียว ผมจะไล่พวกคุณออก” เมื่อหญิงสาวทั้งสามผงะถอยหลังพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ใบหน้าถือดีอย่างผู้เหนือกว่าขาดสีเลือดไปในพริบตา ด้วยได้รับรู้ชะตากรรมที่แท้จริงของตัวเองแล้ว 

นี่ถึงจะเป็นสิ่งที่ณัฐคณินอยากพูดจริงๆ คชาภาคิดไม่ถึงว่าว่าชายหนุ่มจะสั่งสอนทั้งสามด้วยวิธีนี้ จึงอดมองเขาด้วยความชื่นชมไม่ได้

“พะ..พวกเราจะบังคับคำพูดคนอื่นได้ยังไงล่ะคะ” รุ่งรัตน์ทำใจกล้าโอดครวญขึ้นมาเป็นคนแรก ในขณะที่หญิงสาวอีกสองคนได้แต่พยักรับอยู่ข้างๆ

“นั่นนะสิ มันเป็นโจทย์ที่ผมให้พวกคุณไปหาคำตอบ ไม่ใช่ให้ย้อนกลับมาถามผม นี่พวกคุณคงไม่คิดจะรับเงินฟรีๆ หรอกใช่ไหม” ณัฐคณินยิ้มเย็นเป็นการตบท้าย แค่นั้นก็ทำให้หญิงสาวทั้งสามกลืนน้ำลายลำบากแล้ว แต่ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะหันหลังจากไป เขากลับชะงัก เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วเอ่ย “เกือบลืมไป ยังมีอีกเรื่อง ผมตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งให้ปอล์เป็นเลขาของผมตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป” รอยยิ้มเย็นที่ยังไม่ทันเลือนหายไป เมื่อเพิ่มแววตาดุดัน น้ำเสียงวางอำนาจก็ยิ่งทำให้คนฟังรู้สึกตัวหดเล็กและไร้แรงต่อต้านอย่างไม่น่าเชื่อ หญิงสาวคนหนึ่งถึงกลับเข่าอ่อนเซไปพิงรุ่งรัตน์ ด้วยไม่นึกไม่ฝันว่าการนึกสนุกเพียงชั่วครู่จะเป็นการนำพาตัวเองมายืนอยู่ขอบปากเหว หมดหนทางย้อนกลับ"


---------------------------LOADING 100 %----------------------------


ปาริฉัตร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

56 ความคิดเห็น

  1. #54 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 20:27
    งื้อออ ไรต์หาย
    #54
    0
  2. #53 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 07:53
    ขอบคุณค่ะ
    #53
    0
  3. #52 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 14:50

    สู้ๆเด้อไรท์
    #52
    0
  4. #51 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 14:59
    ถ้าจำได้แล้วเจ็บปวดหรือกลับไปเป็นแบบเดิมอีก ก็ไม่อยากให้จำได้ไปตลอดเลย เฮ้ออออ
    #51
    0