แต่ก่อนนั้น...Before I love you (ชื่อเดิมวันนี้...ยังไม่สาย)

ตอนที่ 10 : ความเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมชาติ - 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 589
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

9

ความเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมชาติ

                ย่างเข้าวันที่สามที่หญิงสาวขังตัวเองอยู่ในห้อง ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ราวกับเธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ ณัฐคณินจำไม่ได้แล้วว่า เขาเดินมายืนอยู่หน้าห้อง เฝ้าฟังสัญญาณจากคนที่อยู่อีกด้านของประตูเป็นรอบที่เท่าไหร่ แต่เท่าที่จำได้ เขาไม่เคยเดินผ่านไปโดยไม่ใยดีต่อความเป็นไปของหญิงสาวได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

                ฉันขออยู่คนเดียวได้ไหมคะ คำถามที่ไม่เชิงเป็นคำถาม แต่เป็นคำยืนกร้านจากหญิงสาว ก่อนจะปลีกวิเวกตัวเองอยู่แต่ในห้องทั้งวันทั้งคืน

                ฉันไม่เป็นไรค่ะ ทุกครั้งที่ชายหนุ่มเคาะประตู มักจะได้คำตอบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เห็นหน้าค่าตาเลยซักครั้ง จึงเป็นเรื่องยากที่จะยั้งตัวเองไม่ให้กังวล บางครั้งเขาถึงกับสะดุ้งตื่นกลางดึก ความกระวนกระวายใจทำให้เขาต้องออกมายืนเฝ้าหน้าห้องหญิงสาวท่ามกลางความเงียบสงัด หวาดวิตกว่าเธอจะคิดมากจนอาการป่วยและบาดเจ็บทรุดลงไปอีก ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำได้เพียงแต่รอ กำชับแม่บ้านให้คอยดูแลเธอ ทั้งอาหารและยาอย่าได้ขาด รวมถึงล้างแผลตามที่หมอสั่งด้วย เพราะมีแต่แม่บ้านที่เป็นแม่หม้ายลูกหนึ่งคนนี้เท่านั้นที่หญิงสาวยอมให้เข้าไปในอาณาจักรของเธอ

                หลังเลิกงานณัฐคณินกลับขึ้นห้องตามปกติ แต่ไม่ได้ตรงเข้าห้องตัวเอง อาบน้ำ เปลี่ยนชุด อย่างที่เคยเป็นก่อนที่ คชาภาจะก้าวเข้ามาในชีวิต เขาเดินมาที่ห้องนอนแขก พิงไหล่กว้างกับกรอบประตู สองมือล้วงกระเป๋า สายตาจ้องมองบานประตูอย่างจนใจ เขาหวังอยู่ในใจลึก ๆ ว่าตนเองจะทำอะไรได้มากกว่านี้จริง ๆ 

                แอ๊ดดดด ประตูเปิดออกจากด้านใน เขาผงะถอยหลังไปหลายก้าว หัวใจกระเด้งกระดอนด้วยความตกใจจนเผลอกลั้นลมหายใจชั่วขณะ ไม่คาดคิดว่าหญิงสาวจะสลัดความเสียใจและยอมออกจากห้องเวลานี้

                อ้าว คุณคณิน กลับมาแล้วเหรอคะครั้นเห็นหญิงผิวคล้ำ ร่างใหญ่ในชุดสีฟ้าเดินออกมาจากห้อง ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาอย่างลืมตัว ร่างสูงโปรงที่แข็งเกร็ง พลันอ่อนยวบราวกับสำลีต้องน้ำ ปฏิกิริยาน่าสงสัยเหล่านั้น ล้วนไม่พ้นสายตาของแม่บ้าน มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำหน้าตาตื่นเชียว

                เอ่อ..มืดแล้ว ยังไม่กลับเหรอครับเมื่อรู้ตัวว่าถูกจับได้ เขาจึงเป็นฝ่ายตั้งคำถามซะเอง พลางตรึงสีหน้าให้เรียบเฉย ต้องรีบไปรับลูกตอนสี่โมงเย็นไม่ใช่เหรอครับ นี่ทุ่มครึ่งแล้วชายหนุ่มปล่อยตัวตามสบาย ชี้ไปทางนาฬิกาติดผนัง แม่บ้านอ้าปากร้องอ๋อ เหมือนเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้านายหนุ่มถึงดูตื่นตกใจเมื่อเห็นหน้าตน

                หลายวันก่อนเจ้านายหนุ่มเรียกแม่บ้านมาแต่เช้า เอ่ยปากไหว้วานขอให้ดูแลหญิงสาวปริศนาคนนี้ แม่บ้านสาวหม้ายไม่ปฏิเสธ แต่ด้วยภาระของแม่หม้ายที่ต้องเลี้ยงดูลูกสาวเพียงลำพัง จึงมีความจำเป็นต้องไปรับลูกสาวเลิกเรียนทุกวัน ณัฐคณินไม่ขัดข้อง เพราะอย่างน้อยแม่บ้านคนนี้ก็ไม่ได้ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเช่นเขา 

              วันนี้พี่สาวแวะมาหาน่ะค่ะ บ่นคิดถึงหลาน แถมอาสาเป็นธุระไปรับลูกสาวให้ พี่เลยอยู่เป็นเพื่อนคุยกับคุณปอล์จนลืมเวลา แล้วคุณคณินทานอะไรมาหรือยังคะ คุณปอล์ขอให้พี่ทำต้มจืดลูกเงาะให้ทาน พี่ทำไว้เต็มหม้อเลย แต่ไม่รู้ว่าจะถูกปากคุณคณินหรือเปล่าชายหนุ่มได้ยินก็ขมวดคิ้วแน่น

              ขอให้ทำ?ชายหนุ่มทวนคำอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อวานบอกว่าแค่ทานข้าวยังแทบจะต้องง้างปากกันเลยไม่ใช่เหรอครับ

              พี่ก็แปลกใจเหมือนกันคะ ตอนเช้าพี่เห็นคุณปอล์นอนทำตาละห้อยเฝ้าโทรศัพท์ พี่เลยชวนคุยเรื่อยเปื่อย บวกกับดีใจที่พี่สาวแวะมาเยี่ยม พี่ก็เลยพูดมากไปหน่อย แต่พอพี่พูดถึงยายเปียลูกสาวคนเดียวของพี่ที่นิสัยเหมือนป้ามากกว่าแม่แท้ ๆ ของตัวเอง คุณปอล์ก็สนใจ ถามว่าลูกสาวพี่นิสัยยังไง ชอบไม่ชอบอะไร กลัวหรือเกลียดอะไร ถามนู้นถามนี้เกี่ยวกับชีวิตพี่ทั้งวัน ตกเย็นพี่ถามว่าอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม คุณปอล์ก็ขอให้ทำให้อาหารที่ลูกสาวพี่ชอบ  เห็นคุณปอล์เริ่มพูดเริ่มจาแล้ว พี่เลยตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนจนมืดค่ำนี่แหละคะ ถึงแววตาจะยังดูเซื่องซึมแต่น่าจะสบายใจขึ้นบ้างแล้ว

               เธอถามไปทำไม?ชายหนุ่มคล้ายพูดกับตัวเอง

               พี่ก็อยากรู้เหมือนกันค่ะ แต่คุณคณินเคยสั่งไม่ให้พี่ถามหรือพูดเรื่องที่ทำให้คุณปอล์ลำบากใจ” ใช่แล้ว เป็นเขาเองที่เคยสั่งห้ามไม่ให้แม่บ้านซักไซ้เรื่องราวของหญิงสาว เพราะเกรงว่าหากถูกคนแปลกหน้าบีบคั้นอีก อาจทำให้เธอรู้สึกว่าถูกคุกคามและไม่ปลอดภัย ที่สำคัญมันจะเป็นการตอกย้ำและเพิ่มน้ำหนักให้กับปัญหาของเธอ

              งั้นผมจะลองเข้าไปคุยกับเธอเองชายหนุ่มทำท่าจะเดินไปที่ประตู แต่แม่บ้านที่ยืนขวางประตูเอาไว้ พลางส่ายหน้า

                คุณปอล์ไม่อยู่ในห้องค่ะ ขึ้นไปรับลมบนดาดฟ้า”

              อะไรนะครับ!ชายหนุ่มขึ้นเสียง สายตาดุดันจ้องแม่บ้านตาเขม็งเกร็งอย่างคาดโทษ ปล่อยให้เธออยู่บนนั้นคนเดียวได้ยังไง

     ก...ก็คุณปอล์บอกว่าอยากสูดอากาศ พะ....พี่เลย....แม่บ้านจิตตก อึกอักพูดไม่ได้ศัพท์ แววตาตื่นตระหนกกับท่าทีของชายหนุ่มที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวกับพลิกฝ่ามือ

              โธ่เอ้ย!!ชายหนุ่มสบถ ไม่อยู่รอฟังจนแม่บ้านพูดจบก็วิ่งตามขึ้นไปดาดฟ้าด้วยความร้อนใจ

หากมองในมุมของแม่บ้านที่ไม่รู้เรื่องราวของหญิงสาวมาก่อน ย่อมไม่คิดหวาดระแวงกับสถานการณ์ในนี้ แต่สำหรับณัฐคณินที่รับรู้ทุกอย่างมาตั้งแต่ต้นและก้าวผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มาพร้อมกับเธอย่อมต้องหวาดวิตกมากกว่าคนอื่น เขาจำสายตาไร้แวว สีหน้าไร้อารมณ์ในวันที่เขาบอกเรื่องโทรศัพท์นั้นได้ มันเป็นแววตาของคนจนตรอก ไร้สิ่งยึดเหนี่ยว สำหรับหญิงสาวแล้วเธอไม่มีอะไรจะเสีย เขาจึงไม่อาจดูดายอยู่ได้แม้แต่วินาที เพราะในขณะที่เธอยืนอยู่ใกล้ความตายแค่ก้าวเดียว ความสิ้นหวังแค่ชั่ววูบ ก็เพียงพอจะบดบังสติสัมปชัญญะและผลักดันให้เธอดับชีวิตตัวเอง

ณัฐคณินยืนหายใจหอบอยู่ที่ประตูดาดที่เปิดทิ้งไว้ พลางกวาดสายตามองหาร่างหญิงสาวท่ามกลางแสงสลัว แต่ก็ไร้ความเคลื่อนไหวใด สายลมลมเอื่อย ๆ บวกกับอากาศเย็นชื้นที่พัดผ่านใบหน้าคม ยิ่งทำให้เขาอกสั่นขวัญแขวน

หรือว่า... ความคิดหนึ่งที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะพูดในใจ ก็ผุดขึ้นมาในสมอง เขาวิ่งไปที่ระเบียงดาดฟ้า ชะโงกหน้ามองลงไปเบื้องล่าง พลางสาวเท้าก้าวยาว ๆ ไปรอบระเบียงทั้งสี่ทิศด้วยหัวใจที่สั่นระทึก เขารู้ดีว่าแม้สายตาจะดีแค่ไหนก็คงมองลงไปไม่ถึงเบื้องล่าง เขาจึงพยายามจับสังเกตจากความโกลาหลหรือความผิดปกติแทน หากหญิงสาวคิดสั้นจบชีวิตตัวเองลงด้วยการกระโดดตึกจริง จะต้องมีการเคลื่อนไหวที่ผิดวิสัยแน่นอน

ทุกอย่างดูปกติดี แม้จะมีเสียงแตรรถ ดังบาดหูลอยขึ้นมาเป็นพัก ๆ แต่ก็ยังปกติดี ชายหนุ่มลอบถอนหายใจโล่งอก แต่ในเมื่อไม่พบตัวก็ยังวางใจไม่ได้ เขาพยายามนึกถึงสถานที่ที่น่าจะเป็นไปได้อื่นๆ  ห้องเช่าที่แมนชั่นถูกปิดไว้เพื่อตรวจสอบเนื่องจากเป็นสถานที่เกิดเหตุ เขาพูดได้เต็มปากว่าเขารู้จักเธอพอ ๆ กับที่เธอรู้จักตัวเองในตอนนี้ ถึงรู้ว่าเธอไม่มีที่ไปที่ไหนอีกแล้ว นอกจาก.....โรงพยาบาล เป็นไปได้ว่าเธออาจจะไปเยี่ยมอาการของลุงเร่ร่อน คิดได้อย่างนั้นชายหนุ่มก็วิ่งย้อนกลับไปที่ประตูดาดฟ้าทันทีโดยไม่รอช้า

จ๋อม...เท้าซ้ายก้าวข้ามประตูเข้าไปแล้ว แต่เท้าขวาชะงักค้างกลางอากาศ เขาขมวดคิ้วขุ่น นิ่งฟัง

จ๋อม ๆ...เมื่อได้ยินเสียงยืนยันอีกครั้ง เขาชักเท้าซ้ายกลับมา เดินตามเสียงไปที่สระว่ายน้ำทันที


------------------LOADING 25%---------------------

สิ่งแรกที่เห็นคือเงาร่างสีดำลอยอยู่บนผิวน้ำ ปลายจมูกโด่งโผล่พ้นเหนือน้ำขึ้นมา ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นใบหน้าเล็กได้เต็มชัดถนัดหน้า สองแขน สองขาโบกเป็นจังหวะอยู่ใต้น้ำ สองตาพริ้มหลับ ไม่รับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่คล้ายกำลังหลับใหลอย่างสงบสุขแล้วยิ้มเยาะตนเอง คาดไม่ถึงว่าตนจะลนลานจนทำอะไรไม่รอบคอบ ทั้งที่ไฟใต้สระน้ำเปิดไว้รอบสระเขาก็ยังสังเกตไม่เห็น  หรือหากเขาเอ่ยปากตะโกนเรียกชื่อเธอซักคำ คงไม่ต้องเดินวนจนขาขวิดแบบนี้

คชาภาย่อมไม่อาจรับรู้ถึงความเป็นไปรอบตัว เธอทิ้งร่างให้ผืนน้ำโอบอุ้ม ทั้งสบายตัว สบายใจ จนนึกอยากนอนหลับไปซะตรงนี้เลย จู่ ๆ แรงกระเพื่อมของน้ำก็พัดเข้ามาปะทะร่าง ใครบางคนคว้าคอเสื้อด้านหลังและดึง หญิงสาวตกใจร้องเสียงหลง เธอพยายามเอี้ยวตัวไปมองตัวการ แต่การเคลื่อนไหวใต้น้ำนั้นไม่ได้ดั่งใจเลยซักนิด

“นี่ คุณเป็นใคร!” คชาภาตะโกนถามอย่างเอาเรื่อง “ปล่อยฉันนะ!” เธอคว้ามือใหญ่ที่ฉุดคอเสื้อไว้ พยายามดึงให้หลุด แต่มือนั้นแข็งแรงเกินไป เธอจึงดีดแข้งดีดขากระเสือกกระสนดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมนั้น เจ้าของมือแกร่งยังคงลากเธอไปอย่างง่ายดาย ไม่ยี่หระต่อการแข็งขืนของเธอเลยแม้แต่น้อย “คุณจะทำอะไร ปล่อยนะ!” เธอแผดเสียงอย่างเหลืออด ใครคนนั้นปล่อยมือจากคอเสื้อทันที ทิ้งให้ร่างเธอจมลงไปใต้น้ำ ก่อนจะหิ้วปีกเธอขึ้นเหนือน้ำอย่างง่ายดายราวกับตุ๊กตาตัวหนึ่ง ยกขึ้นนั่งบนขอบสระ ส่วนหญิงสาวไหนเลยจะตั้งสติทัน เธอจมน้ำกะทันหัน ยังจับต้นจนปลายไม่ได้ก็ถูกยกและจับวางซะอย่างนั้น เธอนั่งโงนเงนทรงตัวไว้ไม่อยู่ จำต้องใช้แขนทั้งสองค้ำยันร่างไว้พลางสำลักน้ำใส่คนที่อยู่ตรงหน้าอย่างสุดจะยับยั้ง

“คุณนั่นแหละจะทำอะไร” เสียงทุ่มต่ำตวาดดังมาจากคนตรงหน้า หญิงสาวสะดุ้งโหย่งทั้งที่ยังไอสำลัก ถึงจะเห็นหน้าเขาไม่ถนัดตา แต่ก็เริ่มจำได้ราง ๆ แล้ว แผลคุณยังไม่หายดี หมอห้ามโดนน้ำไม่ใช่เหรอน้ำเสียงเขาไม่มีท่าทีผ่อนปนลงแม้แต่น้อย แต่มือหนาข้างหนึ่งกลับทาบทับลงบนแผ่นหลังลูบขึ้นลงในขณะที่เธอสำลักน้ำจนกระเพาะแทบจะหลุดออกมาทั้งยวง มืออีกข้างช่วยปัดป่ายเส้นผมเปียกแชะที่แนบติดกับใบหน้าไปทัดไว้กับใบหู พลางใช้นิ้วไล้ไล่หยดน้ำที่เกาะพราวออกจากเปลือกตาทีละข้างอย่างเบามือ ทำราวกับเธอเป็นเด็กน้อยที่ดูแลตัวเองไม่เป็น

                คชาภาหยุดสำลักทันทีอย่างไร้สาเหตุ พลางหันมาจ้องหน้าชายหนุ่ม ตอนนี้เธอเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้นแล้ว ชายหนุ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างไม่สบอารมณ์นัก แววตาเขาแฝงคำตำหนิเจือความจนใจอยู่จาง ๆ ท่ามกลางความฉงนฉงายมึนงง หญิงสาวเร่งดึงสติกลับมาก่อนที่มันจะเคลิบเคลิ้มไปกับการกระทำที่ใกล้ชิดสนิทสนมจนทำให้หัวใจเธอสั่นสะท้านไปทั้งดวง ที่จริงไม่ใช่แค่เขาที่โกธร เธอเองก็โกธรจนอยากกระชากคอเสื้อแล้วถามว่า บอกกันดีๆ ไม่ได้เหรอไง

                “บอกกันดีๆ ก็ได้มันควรเป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด  แต่กลับแฝงความขัดเขินจนไม่หลงเหลือความพรั่นพรึงใด ทั้งสองสบสายตากันชั่วครู่ ชายหนุ่มหยุดลูบแผ่นหลังเธอและเป็นฝ่ายหลบตาไปก่อน “หมอบอกว่าถ้าแผลเริ่มแห้งแล้วก็โดนน้ำได้” หญิงสาวอธิบาย

“ผมตามหาคุณแทบแย่” เขาหลุบตามองต่ำ พลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างอ่อนล้า

“พี่ยุ้ยไม่ได้บอกหรอคะ ว่าฉันอยู่บนดาดฟ้า” คชาภาบีบจมูกไล่น้ำ เสียงจึงฟังขึ้นจมูก เห็นอย่างนั้นชายหนุ่มก็ถอดเสื้อออก เหลือเพียงเสื้อกล้ามแขนกุด เขาพลิกหาด้านที่ไม่เปียกน้ำแล้วเช็ดหน้าให้เธอซะเลย พลางตอบว่า “บอก แต่ใครจะคิดว่าคนที่เพิ่งหายป่วยจะนึกสนุกลงมาว่ายน้ำเล่นในสระกลางค่ำกลางคืนแบบนี้” แม้น้ำเสียงจะอ่อนลงมาบ้างแล้ว แต่คิ้วหนายังขมวดเป็นปมแน่น

คชาภาปล่อยให้เขาเช็ดหน้าให้อย่างสงบเสงี่ยม บังคับตัวเองไม่ให้มองกล้ามเนื้อได้รูปสีขาวนวล แต่ห้ามหัวใจไม่ให้เต้นแรงไม่ได้ แก้มทั้งสองร้อนผ่าวทั้งที่ตัวเปียกโชก “เอ่อ...คือหมอเคยแนะนำให้ฉันลองเชื่อร่างกายตัวเองและคุณก็บอกว่าฉันจมน้ำในสระนี้ ฉันแค่ทดสอบว่าตัวเองว่ายน้ำเป็นหรือเปล่า สรุปคือฉันว่ายน้ำเป็น ที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือน้ำในสระนี้ไม่ได้ลึกมาก ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะจมน้ำได้หญิงสาวยิ้มฝืดเฝื่อน เหม่อมองน้ำในสระ “ไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลยซักอย่าง ตลกดีนะคะ ฉันถูกตัวเองต้อนจนมุมไม่รู้ว่าควรจะหันเข็มทิศไปทางไหนแล้ว แต่..เอ๊ะ มือคุณ”คชาภาพูดไป สายตาก็เหลือบเห็นมือใหญ่ที่ถูกผ้าพันเอาไว้ พลันนึกขึ้นได้กะทันหัน เธอคว้ามือใหญ่มากุมไว้ พลิกไปพลิกมาดูอาการอย่างละเอียด “เจ็บอยู่หรือเปล่า”

“เกือบหายแล้ว” เขาตอบเสียงอ่อนโยน ทำเอาใจเธอสั่นสะท้าน ตอนนี้เองที่เธอเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลง เธอปล่อยมือเขาทันที “อ๋อ หรอคะ แต่เห็นคุณเอะอะถอดเสื้อแบบนี้ ฉันแปลกใจจริงๆ ที่คุณไม่ป่วย” หญิงสาวแกล้งหยอกกลบเกลื่อน แต่กลับไม่กล้าสบตา

“ฮึ ไม่ใช่เพราะคุณหรอกหรอ หาเรื่องให้ผมต้องถอดเสื้อตลอด” ชายหนุ่มหยักยิ้มมุมปาก สะบัดเสื้อหนึ่งทีและคลุมไหล่ให้เธอ “คุณขังตัวเองมาสามวัน อยู่ๆ คุณก็ออกจากห้อง แล้วผมก็หาคุณไม่เจอ ผมกลัวว่าคุณจะทำร้ายตัวเองอีก” ชายหนุ่มทำหน้าจริงจัง น้ำเสียงหนักแน่นแฝงความห่วงใย ทำให้จิตใจเธอสั่นไหวชอบกล

“อีก? หมายความว่ายังไงคะ” หญิงสาวขมวดคิ้วขุ่น ไม่เข้าใจว่าตนเคยไปทำร้ายตัวเองตอนไหน

ชายหนุ่มนิ่งงันไปสามวินาที อยากจะตบปากซักร้อยครั้งที่พลั้งปากพูดโดยไม่คิด เหตุการณ์ที่หญิงสาวปล่อยตัวเองจมน้ำนั้นฝังหัวเขาไปลึกแล้ว แต่เขาลืมไปเสียสนิทว่าเธอจำไม่ได้ หากมานั่งฟื้นฝอยหาตะเข็บตอนนี้ ก็เกรงว่าเธอจะไม่พร้อม  

“เหมือนวันนั้นที่คุณตัวร้อนยังกับไฟแต่ก็ยังขึ้นเสียงตะโกนใส่ผมป่าวๆ ผมพูดเท่าไหร่คุณก็ไม่ฟัง สุดท้ายเป็นลมล้มพับไป ถึงคุณจะไม่ตั้งใจ แต่มันก็ไม่ต่างกับการทำร้ายตัวเอง ตอนนั้นผมโมโหคุณแทบตาย” นับว่าสติปัญญาเขายังว่องไว แก้ต่างให้ตัวเองได้อย่างไร้ช่องโหว่ แต่ก็ไม่วายแอบถอดหายใจในใจเบา ๆ

“อ๋อ จริงด้วย คุณดูโมโหมากจริงๆ” นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น คชาภาก็ยิ้มเจื่อนด้วยความละอายใจ “ดูเหมือนคุณจะไม่ชอบเห็นใครทำร้ายตัวเอง” หญิงสาวสรุปออกมาง่าย ๆ ตามที่เธอสังเกตเห็น แต่แววตาของชายกลับหม่นหมองลง

“ใช่ ผมไม่ชอบ โดยเฉพาะการทำร้ายตัวเอง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนที่ไม่เห็นค่า” เห็นแววตาเขาแล้ว คชาภารู้ได้ในทันทีว่าตนพูดจี้ปมของเขาซะแล้ว แต่มันไม่ได้ทำให้เธอถอย กลับทำให้เธออยากรู้เรื่องของเขามากขึ้น

“ทำไมหรอคะ” คชาภาเสี่ยงถามออกไป ชายหนุ่มมองสบสายตาเธอชั่วขณะ แววตาเขาลึกล้ำเกินหยั่ง คล้ายจิตใจลอยไปไกล ไม่ได้อยู่ในห้วงเวลานี้ นานสองนานไม่ยอมพูดอะไร ในขณะที่สายลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเธอเริ่มนึกเสียใจที่ถาม จู่ๆ เขาก็เท้าแขนทั้งสองกับขอบสระ ดีดตัวขึ้นมานั่งข้างเธอ ทอดสายตาไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า

------------------LOADING 50%---------------------

“พ่อแม่ผมแยกทางกันตอนผมอายุสิบหก ครอบครัวที่เคยสมบูรณ์ต้องบ้านแยกสาแหรกขาด แม่จับได้ว่าพ่อแอบมีผู้หญิงอื่น สุดท้ายพ่อก็ขนข้าวของย้ายไปอยู่ผู้หญิงคนนั้น พ่อทิ้งแม่กับผมให้อยู่กันตามลำพัง หลังจากพ่อไป แม่ก็ขังตัวเองอยู่ในห้องเป็นเดือน ทุกครั้งที่ผมยกอาหารเข้าไปให้ จะเห็นข้าวของกระจัดกระจายเสียหายเต็มพื้นไปหมด แม่จะมีแผลหรือรอยพกช้ำตามเนื้อตัวอยู่เสมอ ทุกครั้งที่แม่เห็นผม แม่จะดึงผมเข้าไปใกล้ๆ กระซิบบอกผมว่า...” ชายหนุ่มหลับตา คล้ายกำลังรวบรวมพลังใจ ราวกับสิ่งที่จะพูดต่อไปมันทรมานเขาได้ “รีบไปบอกพ่อแกสิ บอกว่าแม่เจ็บหนัก บอกให้พ่อมาหาแม่” ชายหนุ่มลืมตาขึ้น ในแววตามีประกายน้ำคลอเคลียอยู่และหันไปสบตากับหญิงสาว “หลังจากนั้น ถ้าผมกลับมาโดยไม่มีพ่อมาด้วย แม่ก็จะอาละวาดหนักขึ้น ทำให้ตัวเองเจ็บมากขึ้น ผมไม่เข้าไปหาแม่อีกเลย ตั้งแต่นั้นมาผมก็มักจะหงุดหงิดใจทุกครั้งที่เห็นคนทำร้ายตัวเอง”

“มันคงยากสำหรับคุณ”

“ผมอยากให้ตัวเองเด็กกว่านั้น จะได้ไม่ต้องจดจำอะไรที่ไม่อยากจำ พอโตขึ้นก็จะลืมเลือนไปตามกาลเวลา แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ  ตอนนั้นผมโตพอที่จะจำทุกอย่างได้ รู้ไหม ผมมารู้ทีหลังว่าที่แม่ทำร้ายตัวเอง เพราะก่อนที่พ่อเลือกจะไป แม่ไปอาละวาดที่บ้านของผู้หญิงคนนั้นและไปทำร้ายคนในบ้านได้รับบาดเจ็บและนั่นเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายของพ่อ พ่อตัดสินใจทิ้งพวกเรา ผมเข้าใจในทันทีว่าที่แม่ทำร้ายตัวเองเพราะหวังว่าถ้าพ่อรู้ พ่อจะกลับมา แต่ผมไม่ได้เข้าข้างแม่หรอกนะ ผมโทษแม่ที่ทำอย่างนั้น”

“ที่ทำร้ายตัวเองหรอคะ”

“ที่ทำร้ายคนในบ้านของผู้หญิงคนนั้นต่างหาก ถ้าแม่ไม่ไปอาละวาดพ่อก็อาจจะอยู่กับเรานานขึ้นอีกนิดและถ้าแม่ไม่เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น พ่อก็อาจจะเลือกอยู่กับเรา”

“ทำไมคุณพูดเหมือนเข้าใจในสิ่งที่พ่อคุณทำ”

“ผมบอกแล้วว่าผมโตเกินไป เข้าใจเกินไปจนไม่อาจโยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่งได้” ณัฐคณินตอบคลุมเครือ  แหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวดาษดื่น พลางเอ่ยออกมาอย่างเสียดายว่า “นี่เรากำลังคุยอะไรกันอยู่ คืนนี้อากาศดีซะขนาดนี้ เสียดายบรรยากาศจริงๆ”

ตลอดเวลาคชาภาจับจ้องชายหนุ่มไม่คาดสายตา สิ่งที่เธอเห็นคือผู้ชายตัวใหญ่คนหนึ่ง ตัวหดเล็กลงเรื่อยๆ ขณะพูดถึงเรื่องที่สร้างความเจ็บปวดในอดีต ดูเปราะบางเสียจนอยากโอบกอดเอาไว้ในอ้อมแขน

“แม่คุณก็แค่ กำลังสิ้นหวัง มันเกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ใช่หรอคะ” ณัฐคณินก้มหน้ามองน้ำในสระ ค่อย ๆ ไล่สายตาตั้งแต่เท้าของเธอที่แกว่งไกวอยู่ใต้น้ำ เรื่อยมาถึงใบหน้าเธอ แสงไฟสลัวในสระส่องกระทบใบหน้าเล็ก คล้ายเธอเป็นดั่งภาพฝันที่หากสัมผัสก็จะจางหายไป “ความสิ้นหวังมันทำร้ายแม่คุณ แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่ใช้ทำร้ายคนอื่น” หญิงสาวต่อท้าย

 “ผมรู้ แต่มันไม่หยุดแค่นั้น พ่อแม่ผมอย่ากันไม่ได้เพราะเหตุผลทางธุรกิจ ไม่น่าเชื่อว่าพ่อยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อที่จะหนีไปจากแม่ พ่อโอนหุ้นให้ผม ให้เหตุผลว่ามีปัญหาสุขภาพและขอวางมือจากวงการธุรกิจ สิ่งที่ทุกคนรู้คือพ่อกำลังรักษาตัวอยู่ต่างประเทศ ส่วนผมเตรียมตัวรับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อ สร้างฉากหน้าสวยหรูไร้ที่ติ ปกปิดความล้มเหลวในครอบครัวมาจนถึงตอนนี้ ผมไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่ผมพยายามสร้างให้ทุกคนเห็น และผมก็ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังมาก่อน” ชายหนุ่มจ้องตาเธอ พลางเอ่ย “คุณเป็นคนแรก”

“คนแรก! แล้วคุณเล่าให้ฉันฟังทำไมล่ะคะ” คชาภาหยุดแกว่งเท้า อยู่ ๆ เธอก็รู้ตื่นเต้นขึ้นมาซะอย่างนั้น บอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะคำพูดหรือสายตาของเขากันแน่

“เพราะมันอาจจะช่วยคุณได้”

“ช่วยฉัน?” คชาภาเอียงคอ ชี้นิ้วมาที่หน้าตัวเอง

“ช่วยให้คุณเตรียมใจว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างเมื่อพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ คุณเองก็เพราะหมกมุ่นอยู่กับความทรงจำที่เลวร้าย จิตใจจึงบอบช้ำถึงขีดสุด จนถึงขั้นสูญเสียความทรงจำ ถ้าต้องรับมือกับความเจ็บปวดอีกครั้ง คุณอาจจะรับมันไม่ไหวก็ได้” หญิงสาวกลับมานั่งตัวตรงอีกครั้ง เท้ามือกับขอบสระข้างตัว มองเท้าตัวเองที่แช่อยู่ในน้ำ

“ฉันรู้ค่ะว่ามันยาก แต่ฉันก็อยากจะจำได้อยู่ดี ยิ่งพอได้รู้ว่าพี่ยุ้ยที่มักยิ้มให้ฉันเสมอ สูญเสียสามีตั้งแต่ลูกอายุได้สองขวบ ต้องต่อสู้ดิ้นร้นหาเลี้ยงปากท้อง ดูแลปกป้องลูกสาวเพียงลำพัง และคุณ เบื้องหลังของผู้ชายที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง คือครอบครัวที่แตกแยก คุณอยู่กับความสิ้นหวังของแม่ ต้องเจ็บช้ำกับการกระทำของพ่อและยังต้องปกป้องพ่อแม่ที่ไม่เคยเหลียวแลคุณ ทั้ง ๆ ที่คุณเป็นคนที่ถูกทำร้ายมากที่สุดและเจ็บปวดมากที่สุดกับเรื่องนี้” หญิงสาวหันมามองเขา พลางเอ่ย “แต่คุณจะโกธรฉันไหมถ้าฉันบอกว่าเรื่องเศร้าของคุณกับพี่ยุ้ยมันปลอบใจฉันได้ มันทำให้ฉันเข้าใจว่าความเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่ต้องเจอกับเรื่องแย่ๆ ฉันจึงเลิกดึงดัน เปิดประตูออกจากห้องและพยายามทำใจให้กว้าง” พูดจบ คภาชาก็แหงนขึ้นมองท้องฟ้า พลางพ่นลมหายจออกมาอย่างสบายใจ “ไม่ผิดหวังเลยจริง ๆ คืนนี้ดาวสวยเป็นบ้าเลย” เธอยิ้มอ่อน เหม่อมองท้องฟ้าอย่างเป็นสุข ท่ามกลางสายลมพัดเอื่อย ๆ อากาศดีเสียจนทำให้คนสติหลุดลอยโดยเฉพาะณัฐคณิน

ชายหนุ่มคล้ายตกอยู่ภวังค์ตั้งแต่เธอพูดถึงครอบครัวของเขา หลายปีมานี้ เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร แม้กระทั่งเพื่อนสนิทอย่างรณวีร์ ทั้ง ๆ ที่รณวีร์รู้ทุกอย่างและเป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาในตอนนั้น เขาทำราวกับเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นและไม่ได้มีผลต่อจิตใจเขาแม้แต่น้อย แต่ความจริง มันไม่ใช่เลย    

ความรู้สึกในช่วงเวลานั้น ยังคงวนเวียนและคอยย้ำเตือนเขาอยู่เสมอ ความสิ้นหวังของแม่ แววตาไร้เยื่อใยของพ่อ ความโดดเดี่ยวที่ไม่มีใครเหลียวแล น้ำตาที่ไม่เคยมีใครหันมามอง พ่อแม่ที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิงให้เขากลับไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา แต่เขากลับรู้สึกโล่งใจที่เธอไม่ได้มองเขาด้วยแววตาเวทนาสงสารหรือนั่งปั้นแต่งคำพูดเพื่อปลอบใจเขาอย่างที่เขาคิดว่าคนอื่นจะทำถ้ารู้เรื่องนี้

คชาภาแค่ฟังเขาพูดไม่กี่คำ ซึ่งเขาไม่ได้เอ่ยถึงสถานการณ์ของตนเองเลย แต่เธอสามารถสัมผัสและเข้าใจได้ถึงสถานการณ์ในตอนนั้นได้ราวกับมานั่งอยู่ในใจเขา ทั้ง ๆ ที่คุณเป็นคนที่ถูกทำร้ายมากที่สุดและเจ็บปวดมากที่สุดกับเรื่องนี้ แล้วยังบอกว่าเรื่องเศร้าของเขาปลอบใจเธอได้และยิ้มอย่างสบายใจ น่าแปลก แทนที่จะรู้สึกว่าถูกซ้ำเติม เขากลับรู้สึกเหมือนได้รับการเยียวยา

ก่อนหน้านี้ ณัฐคณินไม่รู้ตัวเลยว่า การที่เขายอมเปิดให้หญิงสาวเห็นบาดแผลเหวอะแหวะในใจที่ไม่เคยหายดี เผยให้เธอเห็นจุดอ่อนที่สามารถทำลายเขาได้โดยไม่ลังเล เป็นเพราะความรู้สึกในใจลึก ๆ แล้วเธอไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเขามาตั้งแต่ต้น หลังจากได้ฟังเรื่องราวของเธอผ่านทางโทรศัพท์ ไม่มีใครเข้าข้างฉันเลยซักคน เมื่อเธอเอ่ยประโยคนั้น เธอก็พูดมันแทนเขาด้วยเช่นกัน เขาเข้าถึงความรู้สึกนั้นได้โดยไม่ต้องพยายาม นับแต่นั้นเขาก็เปิดใจรับเธอเข้ามาทีละนิดโดยไม่รู้ตัว 

และในเวลานี้ณัฐคณินตระหนักได้แล้วว่า เขาไม่ใช่คนที่ช่วยเธอ เธอต่างหากที่เดินเข้ามาแก้สมการชีวิตที่เขาหาคำตอบไม่ได้ ความเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมชาติ  คำพูดของเธอแตะโดนหัวใจเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แน่นอนว่ามันไม่ได้ทำให้บาดแผลนั้นหายดี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดขนาดนั้นอีกแล้ว

คชาภาเป็นผู้หญิงที่อยู่เหนือความคาดหมายของเขาเสมอ เธอไม่เคยอยู่ในที่ที่เขาคิดว่าจะอยู่ ไม่เคยทำในสิ่งที่เขาคิดว่าเธอจะทำ พอเขาคิดว่าเธอเป็นแบบนี้ เธอก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง และนั่นทำให้เขาหวั่นไหวกับผู้หญิงคนนี้ง่ายดายเหลือเกิน ความรู้สึกคงไม่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้หากเขาแยกกับเธอในคืนนั้น แต่คล้ายโชคชะตานำพาให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ผลักดันให้เขาและเธอผูกพันกันทีละนิด พร้อมความรู้สึกที่ค่อย ๆ ซึมลึกลงในใจทุกวันๆ เขาสูญเสียการควบคุมตัวเองไปทีละน้อย รู้ตัวอีกที เขาก็ไม่เป็นตัวของตัวเองเสียแล้ว

------------------LOADING 75%---------------------

ณัฐคณินมองใบหน้าด้านข้างที่แหงนหน้ามองดาวท้องฟ้าอย่างสบายอารมณ์ มีรอยยิ้มแต้มอยู่ตรงริมฝีปากจางๆ สายลมระลอกหนึ่งพัดมาปะทะใบหน้านวล เส้นผมสีดำเปียกชื้นลู่แนบใบหน้ามาจนถึงลำคอ ตัดกับสีผิวขาวซีด ส่งให้เธอดูบอบบาง ราวกับจะปลิวหายไปพร้อมกับสายลม

คชาภาไม่รับรู้ถึงสายตาที่มองมา เธอค่อย ๆ พริ้มตาหลับ ให้ความรู้สึกจดจำบรรยากาศรอบตัว ทั้งอากาศ แสงไฟ สายลม แสงดาว ช่างคล้ายภาพฝันที่เห็นแล้วอยากเก็บไปฝันถึงทุกคืน

“เย็นสบาย....อุ๊บ” คำพูดที่เหลือหายไปพร้อมกับริมฝีปากอุ่นที่ประกบแน่นอยู่บนริมฝีปากของเธอ ลำแขนแข็งแกร่งโอบรอบเอวบาง  อีกมือโอบประคองท้ายทอยของเธอเอาไว้

คชาภาลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในวงแขนกว้าง เงยหน้ารับริมฝีปากนุ่ม ๆ อุ่น ๆ ที่ทาบทับกับริมฝีปากเย็นเชียบของเธอพร้อมลมหายใจร้อนผ่าว เธอตกใจมาก แต่ไม่ได้ถอยหนี เพราะอย่างนั้นสินะ เขาจึงเริ่มขยับริมฝีปากและกระชับอ้อมแขนให้แนบแน่นขึ้นกว่าเดิม เธอรู้สึกได้ถึงลำแขนแข็งแกร่งที่โอบรัดรอบลำตัว มือใหญ่ที่ประคองท้ายทอยไว้อย่างอ่อนโยน ริมฝีปากอุ่นที่ขยับอย่างเชื่องช้าคล้ายรอคอยบางอย่าง

ผลักเขาออกไป  ใช่ เธอควรทำอย่างนั้น

แต่เธอไม่อยากหยุด!

คชาภาหลับตาลงอีกครั้ง เธอขยับริมฝีปากตามจังหวะที่เขาชี้นำอย่างว่างาย กระทั่งลมหายใจค่อยๆ สอดประสานกลายเป็นลมหายใจเดียวกัน ความอบอุ่นจากร่างกายเขาโอบล้อมเธอเอาไว้ กลิ่นกายเขาทำให้สมองพร่าเลือนคล้ายเกราะที่กั้นทั้งสองออกจากความเป็นไปรอบตัว เขาค่อย ๆ มอมเมาเธอจนเคลิบเคลิ้มไร้สติ ทั้งยังรู้สึกปลอดภัย สบายใจ ไร้กังวล อยู่ภายใต้ความอบอุ่นเขาที่มอบให้ ความรู้สึกนี้ สัมผัสนี้ มันช่างดีเหลือเกิน

เวลาไม่นาน เพียงชั่วอึดใจ ชายหนุ่มค่อยๆ ถอนริมฝีปากช้าๆ สายลมเย็นพัดผ่านช่องว่างระหว่างทั้งสอง เมื่อลืมตาขึ้นมาสบตากันอีกครั้ง หญิงสาวคล้ายได้ยินเสียงกระซิบแว่วมาพร้อมกับสายลมว่า เขาจูบเธอ!

คชาภาก้มหน้าหลบสายตา ยกมือขึ้นปิดปากแน่นพลางกลั้นหายใจ รสสัมผัสจากริมฝีปากอุ่นยังคงคลอเคลียอยู่บนริมฝีปากเธอ แก้มทั้งสองเห่อร้อน หัวใจเต้นโครมคราม ขณะที่เขาถอดอ้อมแขนคืนกลับไป

“ผม...”

คชาภาพรวดพราดลุกขึ้น เสื้อคลุมร่วงหล่นลงพื้น เธอชะงัก สัญชาตญาณบอกให้เธอก้มเก็บมันขึ้นมา แต่เธอสับสนเกินกว่าจะอยู่ต่อ

คชาภากลับหลังหัน ก้าวเร็ว ๆ ไปทางประตูดาดฟ้า หัวสมองหมุนติ้ว ไม่พร้อมรับฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น เขาอาจบอกเธอว่าเป็นเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบ หรือเพราะบรรยากาศเป็นใจจึงเผลอตัวโดยไม่ได้ยั้งคิด แต่ความจริงที่เธอรู้อยู่แก่ใจดี คือเธอไม่ได้เผลอ แม้ไม่ใช่คนเริ่มแต่เธอสมยอม และยังรู้สึกอิ่มเอมใจมากเสียจนเผลอปล่อยสติหลุดลอย

ณัฐคณินเอื้อมมือใหญ่ออกไป นึกอยากรั้งเธอไว้ แต่เกิดลังเลใจขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรลงไป  แต่ตอนนี้ในสมองเขากลวงเปล่า สติเลื่อนลอยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ได้แต่มองตามร่างหญิงสาวจนเดินลับตาไปเหมือนคนโง่ ภายในใจโหวงเหวงคล้ายกับว่าเพิ่งเผลอทำลูกโป่งลอยหลุดมือไปยังไงยังงั้น

คชาภาแทบจะกรีดร้องเมื่อเปิดประตูดาดฟ้าและเห็นร่างสูงใหญ่ของพี่ยุ้ยยืนตัวแข็งหลบอยู่อีกด้านบานประตู ผ้าขนหนูสองสีพาดอยู่ที่แขนข้างหนึ่ง ดวงตากลมโตปูดโปนน่าสะพรึง หญิงสาวตกใจผงะถอยหลังไปหลายก้าว พลางเลื่อนมือลงมาทาบอก กดหัวใจที่เต้นแรงไว้ไม่ให้ทะลุอกออกมา “พี่ยุ้ย มาหลบทำไมตรงนี้ ตกใจหมดเลย”

                “พี่ไม่ได้ตั้งใจจะหลบ แต่ถ้าไม่หลบมีหวังอดเงินโอทีแน่ๆ” หญิงสาวไม่เข้าใจสิ่งที่พี่ยุ้ยพยายามจะสื่อเลยซักนิด แม่บ้านยื่นหน้าเข้ามาใกล้ พลางหรี่ตามองอย่างคนรู้ทัน

                “พี่ตามคุณคณินขึ้นมาเห็นตอนเขาลากปอล์ขึ้นจากสระว่ายน้ำพอดี พี่เลยกลับลงไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาให้ แต่พอกลับขึ้นมา ยังไม่ทันเปิดประตูได้เต็มบาน ก็เห็นปอล์นั่งคุยกับคุณคณินอยู่ขอบสระ” แม่บ้านหยิบผ้าขนหนูผืนหนึ่งออกมาสะบัดและคุมไหล่ให้เธอ “บรรยากาศดี ๆ ลมเย็น ๆ แบบนี้ ถ้าพี่โผล่เข้าไปเป็น กขค มีหวังอดเงินโอที” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาพร้อมแววตามีเลศนัย เธอชักจะสังหรณ์ใจไม่ดีแล้ว

                “มะ.. มันไม่ใช่อย่างที่เห็นนะพี่ยุ้ย” หญิงสาวรีบแก้ต่างให้ตัวเองจนลิ้นแทบจะพันกัน

                “แล้วปอล์คิดว่าพี่เห็นอะไรล่ะ” เห็นท่าทีอ่ำอึ้งปนขัดเขินของหญิงสาว แม่บ้านจึงแกล้งถามกลับอย่างหยอกเหย้า หญิงสาวยิ่งลนลานนัก ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง เพราะเธอเองก็ไม่แน่ใจว่าแม่บ้านเห็นหรือไม่เห็นกันแน่ “เอาล่ะ พี่ไม่แกล้งแล้ว ปอล์รีบลงไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่า พี่จะเอาผ้าขนหนูไปให้คุณคณินก่อน” แม่บ้านไม่ได้คาดคั้นต่อ ปล่อยให้หญิงสาว

กลับมาถึงห้อง คชาภากลับคล้ายคุมสติตัวเองไม่อยู่ เธอปิดประตูใส่กลอนขังตัวเองอีกครั้ง เอาผ้าขนหนูคลุมหัว เดินวนรอบห้องหลายรอบเหมือนหนูติดจั่น

เขาจูบฉัน  แค่คิดเข่าก็อ่อนยวบ เธอทรุดร่างนั่งลงกอดเข่าแผ่นหลังพิงเตียงหลังใหญ่ รู้สึกถึงหัวใจที่พองโตจนคับอก มือทั้งสองจับปลายผ้าขนหนูขึ้นปิดปากตัวเอง ตะโกนเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ในอก มันช่วยให้เธอสงบใจลงได้ แต่ก็เพียงไม่นาน เมื่อเริ่มสงบใจได้ ความเป็นจริงก็เริ่มไหลเข้าสู่ความนึกคิดอีกครั้ง

พี่เคยได้ยินคนอื่นพูดกันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาทำกับข้าวให้คุณคณินทานที่ห้องบ่อยๆ บางครั้งก็มาดูแลเรื่องจิปาถะเวลาที่มีงานสำคัญ ๆ งานเลี้ยงเมื่อหลายวันก่อนก็เพิ่งเอาชุดมาส่งให้

เธอลืมไปได้ยังไง เขามีเจ้าของแล้ว คำบอกเล่าที่เธอหลงลืมไปแล้ว ย้อนกลับมาพร้อมความรู้สึกผิดที่เริ่มก่อตัวคล้ายหยาดฝนที่พรมลงบนหัวใจเธอ และค่อย ๆ หนักหน่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนหัวใจปวดร้าวไปทั้งดวง หญิงสาวฟุบหน้าระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาชุดใหญ่

ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว หญิงสาวตัดสินใจในทันใดและลุกขึ้นเก็บข้าวของ ผลปรากฏว่าไม่มีอะไรที่เป็นของเธอเลย เธอมาตัวเปล่า ทุกอย่างที่มีในตอนนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ แล้วจะทำยังไงต่อไปละทีนี้ เขาไม่ควรจูบเธอทั้งที่มีแฟนอยู่แล้ว แต่จะมานึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปก็สายเกินไป จูบก็จูบไปแล้ว เรื่องราวเลยเถิดมาจนยากจะแก้ไขสถานการณ์ แต่เธอไม่หน้าหนาพอจะอยู่ที่นี่ต่อไป สภาพจิตใจเธอในตอนนี้สับสันยุ่งเหยิง ไม่อาจแยกแยะอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ เมื่อทำอะไรไม่ถูก เธอจึงก้มหน้าตั้งหน้าตั้งตาร้องไห้ซะเลย

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง เรี่ยวแรงที่ลงไปกับการร้องไห้เริ่มลดน้อยถอยลงทุกที น้ำหยดลงพื้นห้องจนกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดย่อมรอบตัวเธอ แม่บ้านเคาะประตูเรียกเธอไปทานมื้อเย็นสองครั้งแล้ว แต่เธอไม่ตอบ

คชาภานั่งหอบเบา ๆ ให้แขนเสื้อเปียกชื้นปาดน้ำมูกน้ำตาอย่างขอไปที เธอสูดหายใจลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์อยู่หลายครั้ง หัวใจถึงกลับมาเต้นในจังหวะปกติ แต่สมองยังคงใช้การไม่ได้

ก๊อก ก๊อก  เสียงเคาะประตูไม่ได้ดังมาก เธอคิดว่าคงเป็นแม่บ้านคนเดิม แต่ผิดถนัด

“ออกมาทานข้าวเถอะ ผมจะเข้าห้องแล้ว” น้ำเสียงเขาแผ่วเบา แฝงความวิงวอนอยู่จางๆ  หลังจากสิ่งที่เขาทำลงไป ณัฐคณินเข้าใจว่าการที่เธอไม่ยอมออกจากห้องเพราะต้องการหลบหน้าเขา การมีอยู่ของเขาอาจทำให้เธออึดอัดใจ จึงเลี่ยงการเผชิญหน้าในตอนนี้แต่ก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้

ในขณะที่หญิงสาวไม่กล้าแม้แต่จะสูดหายใจ จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินห่างออกไป เธอจึงผ่อนลมหายใจออกมา ทำไมเขาถึงพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คชาภาทั้งโล่งใจทั้งขัดใจจนข่มตานอนไม่ลง ความรู้สึกต่างๆ ทับถมจิตใจจนถอดตัวไม่ขึ้น แต่ความแน่วแน่ที่จะจากไปยังไม่สั่นคลอน เธออยู่ที่นี่ไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยฐานะอะไรก็ตาม เธอออกจากห้องตั้งแต่ตอนเช้ามืด ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่มือถือและบัตรเครดิตที่ณัฐคณินเคยให้ไว้ เธอเขียนโน๊ตทิ้งไว้บนโต๊ะอาหารและออกมาทางประตูหนีไฟลงมาจากชั้นสิบห้า ระหว่างทางก็พยายามสั่งตนเองไม่ให้อาลัยอาวรณ์หรือห่วงหาเวลาที่ได้ใช่ร่วมกับเขาระหว่างอยู่ที่นี่ เขาและเธอเดินคนละเส้นทาง ต่อไปนี้ต่างคนต่างใช้ชีวิตเป็นดีที่สุด แล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหนนะเหรอ

เห้อ กลับไปเก็บของที่ห้องเช่าก่อนค่อยว่ากัน หญิงสาวทอดถอนใจอย่างคนหมดอะไรตายอยาก ขณะผลักประตูหนีไฟออกมาชั้นหนึ่ง

“โอปอล์ นี่เธอหายไปอยู่ไหนมา”

คชาภาชะงักนิ่ง รู้สึกคล้ายมีสายลมอุ่นพัดมาพร้อมเสียงผู้หญิงที่ดังอย่างไม่สบอารมณ์มาจากด้านหลัง ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้หันไปในทันที เพียงยืนนิ่งรอสัญญาณต่อไปที่จะช่วยตอกย้ำว่าเธอไม่ได้หูแว่วไปเอง

เจ้าของเสียงนั้นเดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะถี่รัว แต่ก็ยังไม่เท่าหัวใจที่เต้นรัวเร็วด้วยความลุ้นระทึกของเธอ คชาภาหวังให้ใครซักคนเข้ามาทักทายเธอก่อนมาโดยตลอด

“นี่...” เจ้าของเสียงนั้นวางมือไว้บนบ่าของคชาภา เธอสะดุ้งจนตัวกระตุก “เป็นอะไรของเธอ ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย” คชาภาวางมือตนเองทาบมือเล็กที่อยู่บนบ่า จับมือนั้นไว้แน่นและหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับเจ้าของมือนั้น

“เธอรู้จักฉันเหรอ?” คชาภาใช้สองมือเกาะกุมมือของหญิงสาวปริศนาอย่างทะนุทนอม

“นี่เธอทำอะไรน่ะ” หญิงสาวปริศนามองมือตนเองที่ถูกกุมไว้จนมิดด้วยความฉงนฉงาย แต่ก็ปล่อยให้คชาภากุมไว้อย่างนั้น “กินน้ำในสระจนเพี้ยนไปแล้วเหรอ” หญิงสาวมองคชาภาอย่างระแวดระวัง รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล

“เธอรู้ว่าฉันจมน้ำ! หรือว่าคืนนั้นเธออยู่ในงานเลี้ยงด้วย งั้นก็แสดงว่าเราอยู่แผนกเดียวกันนะสิ” คชาภายิ่งพูดก็ยิ่งดึงแขนหญิงสาวปริศนาเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เธอตื่นเต้นดีใจจนยิ้มไม่หุบพร้อมส่งสายตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังไปยังหญิงสาวปริศนาตรงหน้า ในขณะที่หญิงสาวปริศนาได้แต่ยืนอ้าปากค้าจนคางแทบหลุด สมองคิดคำพูดไม่ได้สักคำ “ใช่ไหม?” คชาภาคะยั้นคะยอไม่เลิก แล้วยังทำตาโตราวกับเด็กขอขนมยังไงยังงั้น ยิ่งเห็นท่าทีผิดแผกของคชาภา หญิงสาวปริศนาก็เริ่มสังหรณ์ใจ ไม่แน่ว่าข่าวลือที่ว่าคชาภาป่วยหนักหลังจากจมน้ำอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่ยังไงซะ คชาภาคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ ก็ดูสบายดี ดีกว่าที่เคยเป็นด้วยซ้ำไป

“เธอจำฉันไม่ได้เหรอ?” หญิงสาวปริศนาถามกลับ คชาภาทำหน้าม่อยคอตกลงทันตา เห็นปฏิกิริยาอย่างนั้น หญิงสาวปริศนาก็พอจะเดาคำตอบได้ จึงไม่คาดคั้นต่อ

“ฉัน...สายป่านไง”

------------------LOADING 100%---------------------


 

> กดให้กำลังใจไรท์ด้วยน่าาาา  <

^_______^

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ 

ด้วยรักและห่วงใย



ปาริฉัตร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

56 ความคิดเห็น

  1. #50 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 10:54
    คุณคณิณต้องเลือกแล้วนะคะ!!!!
    ไรท์สู้ๆ น้าา
    #50
    0
  2. #49 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 15:39
    เข้ามารานงานตัวว่ายังรออยู่เด้อ
    ปล.เรื่องงานสู้เด้อ
    #49
    1
    • #49-1 Weela (@crc6chaos) (จากตอนที่ 10)
      24 กันยายน 2561 / 15:53
      ชื่นใจจังเลยยยย....ขอบคุณมากค่า
      #49-1
  3. #48 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 21:27
    ไรท์สู้ๆ
    #48
    0
  4. #47 หลิวหลิน (@jaja_ja222921) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 10:57

    อร้ายยย อยากอ่านต่อจริงๆเลยยยยย
    #47
    0
  5. #28 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2560 / 18:30
    55555 มีความหวั่นไหว ไรท์สู้ๆ
    #28
    0
  6. #27 Sugarrrrr (@bestlovefluk) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2560 / 01:16
    สนุกและน่าติดตามมากๆเลยค่ะ เข้ามาอ่าน่วดเดียวเลย รอลุ้นต่อนะคะ
    #27
    0
  7. #26 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 16:55
    ไรท์กลับมาแล้วววว
    #26
    1
    • #26-1 Weela (@crc6chaos) (จากตอนที่ 10)
      3 ตุลาคม 2560 / 16:58
      มาแล้วค่า ขอโทษน่าที่ให้รอนาน จะไม่หายไปนาน ๆ แล้วจ้า 55+ ....
      #26-1