The Pain of Hers เธอ... อันตรธาน

ตอนที่ 9 : Chapter 3 เธอ... ที่ผูกพัน [2/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 120
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    15 มิ.ย. 63

 

“โอ๋ๆ พี่เป่าให้นะ เพี้ยงๆ ฟู่วววว”

“คิกๆ” เด็กตัวเล็กหัวเราะกับการเป่าอย่างแรง วาวช่วยพยุงขึ้นมาแล้วเกลี่ยน้ำตาบริเวณขอบตาให้ ผมได้แต่มองทั้งคู่โดยไม่ได้ช่วยอะไร 

“ชื่ออะไรคะเนี่ย ผู้ปกครองไปไหน”

“ชื่อบิ๊กครับ พี่กำลังวิ่งตามมา”

“บิ๊กกกกกก”

ผมกับวาวแทบสะดุ้งเมื่อมีเสียงเล็กแหลมดังขึ้นมาจากไกลๆ ก่อนที่เจ้าของเสียงจะแหวกตัวออกมาจากฝูงชนเพื่อมาหาน้องชายตัวเอง เธอเป็นผู้หญิงผมสั้น ท่าทางดูเหนื่อยหอบกับการวิ่งตามเด็กแสนซนคนนี้

“จับได้แล้ว อย่าวิ่งหนีพี่สิ เหนื่อยนะเนี่ย แฮ่กๆ น้องชายฉันทำอะไรคุณหรือเปล่าคะเนี่ย” เธอถามวาว อีกฝ่ายส่ายหน้ายิ้มๆ

“แกวิ่งมาชนจนล้มไปน่ะค่ะ ดูสิ เข่าเขียวเลย”

“เข่าเขียว! บิ๊กชอบไปสวนสัตว์เปิดเข่าเขียว!!”

“อันนั้นเขาเขียวค่ะ คนละที่ เขาเขียวอยู่ชลบุรี เข่าเขียวอยู่ที่ขาน้องบิ๊กนะคะ” วาวช่วยแก้ให้จนคนเป็นพี่สาวขำ

“ไม่กวนแล้วค่ะ บิ๊กขอโทษพี่เขายัง”

“แต่บิ๊กเจ็บนะ”

“บอกแล้วไง แอคชั่นเท่ากับรีแอคชั่น ชนพี่เขาก่อนก็ต้องเจ็บแบบนี้แหละ ขอโทษพี่เขาเดี๋ยวนี้เลย”

“ขอโทษค้าบบบ”

วาวพยักหน้าเล็กน้อยพลางลูบหัวเด็กตัวเล็กที่ว่านอนสอนง่ายอยู่เหมือนกัน ดูจากสายตาแล้วเธอน่าจะกำลังเอ็นดูเด็กคนนี้

“น้องเขารู้จักแอคชั่นเท่ากับรีแอคชั่นด้วยเหรอคะ?”

“สอนตั้งแต่เด็กน่ะค่ะ ฉันว่ามันใช้ได้ดีกับทุกอย่างเลย ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นตอบแทนอย่างเท่าเทียมกัน แบบที่เขาเรียกว่ากฏแห่งกรรมยังไงล่ะคะ” เจ้าของผมสั้นตอบอย่างร่าเริง ทว่ากลับทำให้คนฟังเงียบไป

“พี่ชื่ออะไรเหรอค้าบบ” บิ๊กเอ่ยถามบ้างพร้อมทั้งเข้าไปเขย่ามือวาว

“อะ... อ้อ พี่ชื่อวาวค่ะ”

“บิ๊กจีบพี่วาวได้มั้ยค้าบบบ โอ๊ย”

“ไอ้น้องแก่แดด!” คนเป็นพี่สาวผลักหัวน้องชายอย่างหมั่นเขี้ยวแทบจะทันที และเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะแหะๆ “อย่าไปถือสามันเลยค่ะ”

“พี่บิวแกล้งบิ๊กทำไม”

“พี่เขามีแฟนแล้ว ยืนอยู่ข้างหลังนั่นไง จีบไม่ได้ โอเคป่าว?”

“หืม”

ผมกับวาวมองหน้ากันทันที แต่ยังไม่ทันปฏิเสธอีกฝ่ายก็บอกลาและผงกหัวให้เราทั้งคู่

“ยังไงขอตัวก่อนนะคะ พ่อขับรถมารอหน้าประตูแล้ว ไปเร็วบิ๊ก” 

เราต่างคนต่างเงียบหลังจากสองพี่น้องคู่นั้นเดินจากไป วาวค่อยๆ หันมายิ้มแปลกๆ ให้ประมาณว่าไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี

“น้องเขา... น่ารักดีเนอะ”

“คุณชอบเด็กเหรอ”

“อื้อ” เธอพยักหน้ารัว “ตอนเด็กเคยฝันว่าโตมาจะเป็นมิสยูนิเวิร์ส ที่บ้านมีมงกุฏกับสายสะพายด้วยนะ เลยฝึกรักเด็กมาตั้งแต่เด็ก ฮ่าๆๆ”

“รักเด็กก็ต้องฝึกด้วย?” ผมมองเธออย่างไม่รู้จะหัวเราะตามหรือประหลาดใจดี

“พูดเล่นน่า ฉันรักเด็กจริงๆ ถ้าไม่ได้เป็นมิสยูนิเวิร์สคงไปรับจ้างเป็นพี่เลี้ยงเด็กแทน ความรู้ฉันแน่นนะ เลี้ยงได้ตั้งแต่เด็กทารกยันเด็กโข่งเลย”

“ผมว่าคุณเป็นเชฟดีกว่า คุณทำอาหารอร่อยนะ” ผมเสนอความคิดตัวเองบ้าง ทำให้อีกฝ่ายตาลุกวาวขึ้นมา

“จริงเหรอ!? งั้นฉันเปิดร้านอาหารดีมั้ย เอาเป็นร้านอาหารเด็กเน้นกลุ่มลูกค้าครอบครัว แต่คุณต้องมาเป็นเชฟร้านฉันด้วยนะ ช่วยฉันทำอาหารให้เด็กกิน~”

“ไว้ผมจะลองหาสูตรเค้กช็อคโกแลตแบบที่เด็กชอบให้นะ”

“โอเค ยอมรับแล้วว่าเค้กช็อคโกแลตฉันมันขมไป แต่ฉันทำเค้กนมสดอร่อยนะ คุณก็บอกว่าอร่อย เด็กต้องชอบแน่ๆ เลย ว่ามั้ย?”

เราเดินคุยกันไปหัวเราะกันไปตอนออกจากโรงละคร วาวเอาแต่พูดเรื่องร้านอาหารในฝันที่ยังคงเกี่ยวข้องกับเด็กอยู่ดี ผมได้แต่เออออแล้วนึกภาพตาม ถ้ามีจริงๆ ไม่รู้จะรุ่งหรือเปล่า ล่าสุดคิดจะขยายจากร้านอาหารเป็นเนเซอรี่ไปด้วย

“คุณไนน์ ไม่อยากนั่งแท็กซี่แล้ว อยากนั่งรถเมล์ที่เปิดหน้าต่าง บ้านแถวนี้สวยดี”

วาวเข้ามาเขย่าแขนผมพร้อมชี้รถเมล์ที่กำลังมาจอดที่ป้าย ผมลองมองรอบๆ และพบว่าตึกรามบ้านช่องแถวนี้ดูแปลกตาตามสไตล์เมืองเก่า แตกต่างจากละแวกบ้านผมที่ทุกอย่างใหม่เกือบหมดเพราะเป็นหมู่บ้านจัดสรร

“เดินดีกว่า ไหนๆ ก็ว่างแล้วนี่” ผมลองเสนอ

“โอเค้!” อีกฝ่ายตอบตกลงอย่างว่าง่าย เราเดินต่อไปตามทาง แวะซื้อของกินข้างทางเล็กๆ น้อยๆ เหนื่อยก็หยุดนั่งในคาเฟ่สไตล์วินเทจก่อนจะออกเดินต่อ ผมแวะถ่ายรูปของที่ระลึกสวยๆ ตามร้านขายของเก่าบ้าง ไม่ได้ซื้ออะไรติดมือกลับไปสักอย่างเพราะไม่อยากเพิ่มข้าวของในบ้าน

จนกระทั่งเราเดินผ่านร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ วาวชี้ไปยังกระจกบานใหญ่ข้างในแล้วถามอย่างครุ่นคิด

“คุณว่ากระจกบานนั้นสามารถดูดคนไปยังอดีตได้มั้ย”

อืม... ซีเรียสมาก

“สมมติฉันซื้อให้คุณไปไว้ที่บ้าน แล้ววันหนึ่งคุณถูกดูดเข้าไปสมัยร.ห้า คุณจะทำยังไง”

“ก็ต้องหาทางกลับบ้านสิ”

“โห เป็นฉันฉันไม่กลับหรอก สนุกจะตาย ได้มาจากอนาคต” เธอหัวเราะแล้วจ้องมองตัวเองในกระจกบานนั้น ก่อนจะเงียบไปโดยที่ยังมีรอยยิ้ม ผมจึงต้องมองตามเผื่อว่าเธอเห็นอะไรแปลกๆ ข้างใน

“คุณมองอะไรอยู่”

“มองตัวเอง” เธอว่าโดยที่ยังไม่ละสายตาจากกระจก “ปกติฉันส่องกระจกตอนแต่งหน้าทำผม เช็คสภาพหน้าระหว่างวัน ไม่เคยมองเห็นตัวเองหัวเราะมาก่อน”

ผมเหล่ตามองคนข้างๆ ที่พูดอย่างมั่นใจ

“จะว่าไปรอยยิ้มของฉันก็สวยนะเนี่ย ของคุณก็สวย”

“ฮะ?”

“ไม่เชื่อคุณลองมองกระจกแล้วยิ้มสิ”

ผมมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง พบว่าตัวเองกำลังย่นคิ้วหนักใจว่าควรยิ้มตามคนข้างๆ มั้ย โชคดีที่เจ้าของร้านชะโงกหน้าออกมามองก่อน ผมจึงรีบดึงแขนเธอให้เดินผ่านหน้าร้านไป

 

เรากลับมาถึงบ้านตอนหนึ่งทุ่มด้วยรถเมล์ซึ่งมาจอดหน้าหมู่บ้านพอดี ก่อนหน้านั้นเราแวะกินข้าวเรียบร้อย ผมซื้อมะยงชิดที่ขายหน้าหมู่บ้านกลับมาด้วย มาถึงก็เข้าครัวไปปอกใส่จาน ส่วนอีกคนขโมยเอาผ้าเช็ดหน้าที่ซื้อให้ผมไปซักและตากหลังบ้าน

ผ่านไปสักพักผมก็ได้ยินเสียงพูดคุยมาจากด้านหลัง จึงรีบเดินออกไปดูว่าวาวคุยกับใคร

“เขาบอกลุงว่าหนูเป็นญาติเหรอคะ ใช่ค่ะ เป็นญาติ”

“ฝั่งไหนเรอะ”

“ฝั่งธนฯ ค่ะ”

“ลุงดำเกิง” ผมเอ่ยทักเพื่อนบ้านที่ชะโงกหน้ามาคุยกับเธอ คนถูกทักหันขวับมาดุในทันใด

“บอกว่าชื่ออดัมไง เปลี่ยนชื่อนานแล้ว เจ้าไนน์หนิ!”

“ช่ายย ลุงเปลี่ยนชื่อแล้วก็ต้องเรียกชื่อใหม่สิ ใช่มั้ยคะลุงดำเกิง”

“อดัม! โวะ ลุงเข้าบ้านดีกว่า กะมาทักแม่หนูเฉยๆ” ว่าแล้วลุงดำเกิงก็เปิดประตูเข้าบ้านไป วาวหันมาหัวเราะกับผมแบบไม่มีเสียง 

“ลุงแกตลกจัง คุณบอกลุงว่าฉันเป็นญาติเหรอ”

“อื้ม”

“ลุงแกมาถามว่าฉันเป็นญาติฝั่งไหน”

“ดีนะผมเรียกแกไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นแกอาจจะด่าคุณได้ตอนที่ตอบว่าฝั่งธนฯ”

“แหะๆ เข้าบ้านดีกว่า” เธอดันผมให้เข้าบ้านแล้วปิดประตูด้านหลังอย่างดี เมื่อเดินมาเจอมะยงชิดที่ผมปอกทิ้งไว้ก็หยิบขึ้นมาให้ดูหนึ่งชิ้น “ขอชิ้นนึง”

“กินเยอะๆ ก็ได้ ผมปอกเผื่อด้วย”

“ขอบคุณค่ะ” เธอยัดเข้าปากทั้งชิ้นและเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ระหว่างนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เหมือนหาอะไรสักอย่าง

“มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า คุณลองมองรอบๆ นะ มองให้รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง อยู่คนเดียวต้องละเอียด ตรวจตราความเรียบร้อยให้ดีก่อนนอน”

ผมมองคนพูดด้วยความแปลกใจ แล้วลองมองรอบๆ บ้าง ซึ่งมันก็เป็นครัวที่ผมเห็นตั้งแต่เด็กจนวันนี้

“ผมรู้น่ะว่าอะไรอยู่ตรงไหน นี่คุณมองหาอะไรอยู่หรือเปล่า จิ้งจกเหรอ”

“ไม่ใช่สักหน่อย” มือเล็กหยิบมะยงชิดไปกินอีกชิ้น “อยากจำที่นี่ให้ได้”

 

**************************

To Be Continued

FRIDAY BEAST

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

27 ความคิดเห็น