The Pain of Hers เธอ... อันตรธาน

ตอนที่ 7 : Chapter 2 เธอ... ในชีวิต [3/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    13 มิ.ย. 63

 

ครึ่งวันที่เหลือเราใช้ไปกับการเก็บของห้องเดิมจนเสร็จ ดูวาวจะภูมิใจกับตัวเองมากที่เก็บของหมด หลังจากนั้นผมเสนอว่าควรไปเดินเล่นในสวนสาธาณะตอนเย็น เธอตอบตกลงในทันทีและขอเตรียมอาหารไปปิกนิกดูพระอาทิตย์ตก แต่เท่าที่อยู่มาตั้งแต่เด็ก... พระอาทิตย์มันไม่เคยตกฝั่งนี้นะ

เอาเถอะ ไม่ขัดแล้วกัน เผื่อวันนี้โชคดีได้เห็น

“วันนี้ฉันทำอาหารทุกอย่างเลยนะ เอาผ้ามาปูด้วย ช้อนส้อมก็เอามา อ้อ น้ำ เดี๋ยวเข้าไปเอาน้ำก่อน” วาวฝากปิ่นโตกับกระเป๋าเป้ใส่ของไว้กับผมแล้ววิ่งเข้าไปเอาน้ำออกมาสองขวด “ไปกัน! พร้อมแล้ว”

“คุณไม่ลืมอะไรแล้วนะ”

“ไม่ลืม มา ฉันดูแลปิ่นโตให้” 

เธอรับปิ่นโตกลับไปถือไว้ด้วยความหวงแหน เราสองคนออกมาจากบ้านและเดินไปตามทาง แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลงทุกที เริ่มมีคนออกมาเดินเล่นหรือไม่ก็ออกไปซื้อข้าวเย็น บางคนก็มองมาทางวาวด้วยความสงสัยว่าเธอเป็นใคร 

“ชอบอยู่ในหมู่บ้านแบบนี้จัง ตอนเย็นๆ ดูครึกครื้น โอ๊ย” 

ในจังหวะที่วาวหันมาพูดกับผม มีใครคนหนึ่งเดินมาชนเธอเข้าอย่างแรงจนร่างเล็กเซเข้ามาชนผมอีกที เธอรีบทรงตัวเพื่อตรวจดูว่าปิ่นโตยังอยู่ในสภาพดีอยู่ก่อนจะหันไปแวดใส่คนที่มาชน ไม่เว้นจังหวะให้ผมพูดอะไรทัน

“ลุงคะ! มองคนด้วยค่ะ!!”

“วาว!”

“ถอดแว่นตาดำด้วยก็ได้นะคะ จะได้เห็นทาง โอ๊ย อะไรเนี่ยคุณไนน์” เธอสะบัดเสียงอย่างไม่พอใจเมื่อถูกผมดึงแขนให้ถอยออกมา ผมรีบเข้าไปหา ‘ลุงเอก’ กล่าวขอโทษจนลิ้นแทบพันกัน

“ขอโทษนะครับลุง ลุงไม่เป็นอะไรใช่มั้ยครับ ละ... แล้วนี่โจอี้มันไปไหน”

“เออๆ ลุงขอโทษ นี่ไนน์ใช่มั้ย” ลุงเอกยื่นมือมาคลำๆ ผมเพื่อเช็ค “แล้วเมื่อกี้ชนใครน่ะลุงไม่เห็น โจอี้มันวิ่งหายไปไหนไม่รู้”

“อ้าว ลุงตาบอดเหรอคะ” วาวรีบเดินไปยืนตรงหน้าลุงเอกแล้วโบกมือไปมา เมื่อเห็นว่าลุงแกไม่มีปฏิกิริยาก็หน้าเสีย “อุ้ย ขอโทษค่ะลุง”

“ใจเย็นหน่อยสิวาว” ผมย่นคิ้วใส่คนอารมณ์ร้อนเป็นเชิงดุ อีกฝ่ายเพียงแค่ยิ้มแห้งๆ แล้วผงกหัวขอโทษผมอีกคน

“ขอโทษค่า”

“ปกติลุงเอกจะมีหมาชื่อโจอี้นำหน้า ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้” ขณะพูดผมก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วย หายไปไหนของมันนะ

“หมามันเป็นยังไงเหรอคะลุง” วาวหันไปถามลุงเอกจนแกชะงักไปหน่อย ผมเลยต้องเตือนสติเธออีกครั้ง

“วาว ลุงเขาตาบอด”

“อ้าว คนตาบอดไม่เคยได้ยินคนเล่าลักษณะหมาให้ฟังบ้างเหรอ”

ผมมองลุงเอกที่ส่ายหน้าให้ เมื่อแกไม่รู้ผมจึงต้องตอบแทน

“สีดำพันธุ์แลบราดอร์”

“โอเค ฉันหาเอง คุณอยู่นี่นะคุณไนน์ ดูลุงแกไปก่อน”

“แต่ว่า... เดี๋ยว วาว!”

ไม่รู้ไปเอาความมุ่งมั่นมาจากไหน วาวถึงได้วิ่งจากไปพร้อมปิ่นโตที่ถือไว้ในมือตลอด ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วพาลุงเอกกลับไปที่บ้าน โชคดีที่แกเดินมาไม่ไกลจากบ้านเท่าไร ประมาณห้านาทีหลังส่งลุงเสร็จผมก็ออกมารอเธอที่เดิม

สิบนาทีผ่านไป...

ยี่สิบนาทีผ่านไป...

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป...

ผมได้แต่ถอนหายใจเข้าออกช้าๆ พยายามที่จะใจเย็นให้มากที่สุด เนื่องจากไม่มีเบอร์ติดต่อหรืออะไรสักอย่างทำให้โทรหาไม่ได้ ไม่รู้ป่านนี้วาวไปอยู่ที่ไหน ถ้าไม่เจอก็ควรบอกยามให้ช่วยตามหาสิ

ผมว่าผมนี่แหละควรบอกยามให้ตามหาวาว

ตัดสินใจได้ดังนั้นก็เตรียมก้าวเดิน ทว่าเสียงใสที่คุ้นเคยเรียกไว้ซะก่อน

“คุณไนน์ๆๆ ได้หมาแล้ว โจอี้แน่นอน”

ผมหันหลังไปตามเสียง พบกับผู้หญิงผมยุ่งมีเหงื่อท่วมเต็มใบหน้า ทว่ากำลังยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจ มือข้างหนึ่งถือปิ่นโต อีกข้างจับเชือกที่คล้องคอสุนัขพันธุ์แลบราดอร์สีดำไว้ไม่ปล่อย เธอพาเจ้าโจอี้วิ่งมาหาผมที่ยืนโล่งอกอยู่ที่เดิม

“มันวิ่งหนีฉันไปอยู่แถวกองขยะ แฮ่กๆ พอฉันจะจับนะ มันก็มุดไปอยู่ใต้กองไม้ เนี่ย...​ แฮ่กๆ” คนเล่าเล่าไปหอบไปพร้อมทั้งชูปิ่นโตประกอบ “ต้องเอาน่องไก่ไปล่อให้มันออกมากิน แล้วค่อยดึงเชือกให้มันตามมา”

ผมยิ้มกับท่าทางอีกฝ่ายอย่างกลั้นไม่อยู่แล้วช่วยถือเชือกที่คล้องกับปลอกคอเจ้าโจอี้ให้ เราทั้งคู่ไปคืนสุนัขให้กับลุงเอกซึ่งตอนนี้อยู่บ้านคนเดียวเพราะป้าปุ้ย ภรรยายังไม่กลับมาจากที่ทำงาน หลังจากนั้นค่อยไปที่สวนสาธารณะตามแผนเดิม

“วิ่งไล่หมาเหนื่อยจังเลย แต่ก็สนุก เฮ้อออ” 

วาวทิ้งตัวลงนอนบนผ้าปูรองแล้วเหม่อมองท้องฟ้าด้านบน ส่วนผมทำหน้าที่แกะปิ่นโตดูว่ามีอะไรบ้าง กับข้าวมีทั้งหมดสามอย่าง นั่นก็คือน่องไก่สไปซี่ที่ใช้ล่อโจอี้ ใบเหลียงผัดไข่ และยำทูน่า ขยันทำนู่นทำนี่จังเลยแฮะ

“พระอาทิตย์หายไปแล้ว ไว้พรุ่งนี้พามาดูอีกได้มั้ย จำไม่ได้แล้วว่าเห็นพระอาทิตย์ตกครั้งสุดท้ายเมื่อไร”

“ที่นี่ไม่มีพระอาทิตย์ตกดินหรอกนะ เราหันหน้าทางทิศตะวันออก” ผมจำใจต้องพูดความจริง คิดว่าคนฟังจะหันมาทำหน้าตกใจหรือไม่ก็เสียดาย ทว่าเธอกลับยิ้มบางกับท้องฟ้า

“ขอบคุณนะ”

“ขอบคุณเรื่องอะไร?”

“ขอบคุณที่บอก”

ผมเอียงคอมองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ เธอหันมาสบตาผมและยิ้มตาหยี

“ฉันกำลังฝึกมองโลกในมุมใหม่ แทนที่จะเสียใจเพราะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกดิน ฉันควรจะดีใจที่คุณพูดความจริงกับฉัน” 

“คิดได้แบบนี้ก็ดี รู้มั้ย ถ้าโลกนี้ไม่มีคุณ ลุงเอกอาจจะไม่ได้เจอโจอี้อีกเลยก็ได้” ผมตั้งข้อสันนิษฐานบ้าง “ผมก็จะไม่ได้กินข้าวสวยกับไก่ทอดสูตรพิเศษ ข้าวต้มพริกไทย ไหนจะอาหารมื้อนี้อีก...”

“เดี๋ยวๆ ข้าวต้มกุ้งต่างหาก ไม่ใช่ข้าวต้มพริกไทย”

“อ้อ แล้วก็เค้กที่ขมปี๋ในตู้เย็นด้วย”

“แล้วไหนบอกว่าอร่อย!” วาวทำหน้ามุ่ยพลางยันตัวลุกขึ้นนั่ง “อ่ะๆ ขอแก้มือด้วยมื้อนี้แล้วกัน กินดีกว่า”

ผมวางช้อนลงในกับข้าวทั้งหมดก่อนที่เราจะเริ่มกินพร้อมกัน ระหว่างนั้นก็ดูผู้คนรอบตัวที่มาทำกิจกรรมต่างๆ กันไม่ว่าจะวิ่ง เล่นโยคะ เต้นแอโรบิก ให้อาหารปลา เมื่อท้องฟ้ามืดสนิทแสงไฟริมทางก็ส่องสว่าง รวมถึงไฟที่ประดับประดาอยู่รอบๆ เราเก็บผ้าปูและของทุกอย่างใส่กระเป๋าก่อนจะเดินเล่นย่อยอาหารรอบสวน

“คุณดูนี่สิ มีคนมาเขียนบอกรักกันบนต้นไม้ด้วยนะ” ผมชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งบนลำต้นมีรอยสลักว่า ‘โจรักนุ้ย’ วาวเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนจะเบ้ปาก

“สงสารต้นไม้ ถ้าโจรักนุ้ยก็ไปบอกนุ้ยสิ มาเขียนให้คนอื่นอ่านทำไม”

“โจเขาอาจจะสลักต่อหน้านุ้ยก็ได้นะ” 

“คุณรู้จักสองคนนี้หรือเปล่า”

ผมส่ายหน้า

“ดีเลย จะได้ด่าสักหน่อย ต้นไม้สวยๆ มาทำอะไรแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย ฉันขอสาปแช่งให้สองคนนี้เลิกกันเพราะทำลายสิ่งแวดล้อม!”

“แค่สลักชื่อบนต้นไม้น่ะนะ?”

“นั่นแหละ โมโห เหม็นความรัก”

“หงุดหงิดคนมีความรักนี่เอง ก็นึกว่าเสียดายต้นไม้จริงๆ” ผมบ่นพึมพำกับตัวเองขำๆ จนคนข้างกายตวัดสายตามอง

“คุณเคยมีแฟนมั้ย”

“ถามทำไม” ผมหรี่ตามองคนถาม

“อยากรู้ว่าคุณบอกรักแฟนของคุณยังไง บอกปากเปล่าหรือเขียนให้อ่าน”

“ก็ทั้งคู่”

คราวนี้วาวเป็นฝ่ายหรี่ตามองผมเหมือนกำลังพยายามวิเคราะห์อะไรบางอย่างในหัว

“แล้วทำไมถึงเลิกกัน”

“ทะเลาะกันบ่อย” ผมตอบตามตรงทุกอย่าง ไม่ได้คิดจะอธิบายรายละเอียดเพราะเรื่องมันผ่านมานานมากแล้ว แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสงสัยหนักมากจึงถามไม่หยุด

“เรื่องอะไรบ้าง? ไม่ไว้ใจกันเหรอ? ใครชวนทะเลาะก่อน? ฉันว่าฝ่ายหญิงแน่ๆ เลย อย่างคุณไม่น่าชวนใครทะเลาะได้ คุณใจเย็นจะตาย”

“ผมไม่เล่าให้คุณฟังหรอก”

“นี่! ไม่ไว้ใจเหรอ ฉันไม่เอาเรื่องของคุณไปโพทะนาหรอกน่า จะไปเล่าให้ใครฟังได้ล่ะ”

“ผมไม่เล่าเพราะมันผ่านไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปสนใจอีก เข้าใจนะ?”

วาวอ้าปากจะเถียงแต่แล้วก็เถียงไม่ออก ได้แต่ร้อง ‘ฮึ่ย’ ออกมาอย่างขัดใจ เธอมองชื่อบนต้นไม้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินนำหน้าผมไปยังทางออกจากสวน

ผู้หญิงเวลาหงุดหงิดเพราะความอยากรู้นี่รุนแรงเหมือนกันนะ

 

*****************************

FRIDAY BEAST

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

27 ความคิดเห็น