The Pain of Hers เธอ... อันตรธาน

ตอนที่ 4 : Chapter 1 เธอ... ปรากฏตัว [3/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 มิ.ย. 63

 

 

ผมเลือกหมอนกับผ้าห่มสำรองที่ซักและเก็บไว้อย่างดีไปให้ที่โซฟา แอบรู้สึกผิดเหมือนกันที่ตัวเองได้นอนสบายกว่าแขก แต่ในเมื่อวาวยืนยันว่าชอบโซฟาตัวนี้จริงๆ ผมก็ไม่ขัด

“คุณอยู่คนเดียวได้นะ”

“คุณอยู่ข้างบนไม่ใช่เหรอ” เธอถามพลางทิ้งตัวลงนอน แถมยังขดตัวห่มผ้ามิดชิดจนกลายเป็นก้อนกลมๆ

“อื้ม มีอะไรเรียกแล้วกัน ตรงข้างๆ สวิตช์ไฟมีกริ่งกดหาคนข้างบน”

“ว้าว เก๋”

“ผมไปแล้วนะ”

“ขอบคุณนะคะ”

ผมยิ้มบางรับคำขอบคุณ ก่อนขึ้นบันไดไปยังไม่วายหันมองเธอเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความเป็นห่วงเล็กๆ สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากผ่อนลมหายใจแล้วเดินขึ้นห้อง

หลังอาบน้ำเสร็จ ผมติดต่อ ‘พี่ปังปอนด์’ หัวหน้างานว่ากำลังจะกลับไปทำงานในไม่ช้าเพราะจัดการเรื่องงานศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมลาหยุดหนึ่งอาทิตย์หลังจากที่พ่อแม่เสีย คาดว่าวันจันทร์น่าจะกลับไปทำงานได้ปกติ ความจริงถ้าไม่ติดว่ามีวาววรินทร์เข้ามาอยู่ในบ้าน ผมคงไปทำงานตั้งแต่พรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันศุกร์

ที่ที่ผมสมัครไปหลังเรียนจบคือบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจอาหาร ในตำแหน่งควบคุมคุณภาพซึ่งต้องตรวจสอบขั้นตอนการผลิตและตัวผลิตภัณฑ์เองว่าได้คุณภาพหรือเปล่า ช่วงนี้เป็นช่วงเรียนรู้งาน ผมจึงต้องอ่านข้อมูลเก็บไว้ในหัวให้มากๆ คืนนี้ผมใช้เวลาเกือบเที่ยงคืนในการอ่านข้อมูลสินค้า เมื่อรู้สึกตัวว่าควรพักผ่อนสักทีเลยปิดโน้ตบุ๊ค

ลงไปดูข้างล่างหน่อยดีกว่า

ผมค่อยๆ ย่องลงบันได ด้านล่างมืดสนิทเพราะวาวไม่ให้เปิดไฟสักดวง ตัวบ้านเย็นเฉียบเนื่องจากเปิดแอร์ทิ้งไว้ ด้วยความที่บ้านมันเงียบมาก เสียงที่แสนเบาหวิวจึงไม่สามารถรอดพ้นหูผมไปได้

“ฮืมมม ฮืมมม”

รอบนี้ไม่ใช่เสียงร้องไห้ เป็นเสียงฮัมเพลง

ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกว่าเสียงฮัมเพลงเบาๆ ที่ฟังดูเศร้ามันน่ากลัวกว่าเสียงร้องไห้อีก ความเป็นห่วงทำให้ผมต้องเดินฝ่าความมืดไปใกล้โซฟาที่ยังคงมีคนนอนอยู่แบบเดิม ยังดีที่มีแสงสลัวจากไฟหน้าบ้านส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้บริเวณนั้นไม่ได้ถึงกับมืดสนิท

อย่างน้อยก็ยังไม่ตายละนะ

“คุณไม่นอนเหรอ”

“อ้าว... ลงมาดูศพฉันเหรอ” เธอทักตอบเสียงเครือ เท่านี้ก็พอเดาได้ว่าที่ฮัมเพลงคือร้องไห้ไปด้วย

“คุณห้ามตัวเองให้เลิกคิดไม่ได้สินะ”

“ตราบใดที่สมองยังทำงาน มันก็หยุดคิดไม่ได้อยู่ดี รู้ยังว่าทำไมถึงอยากตาย” วาวขยับตัวเปลี่ยนท่าจากนอนหงายไปตะแคงข้าง หันหลังให้พนักโซฟา “นี่... คุณง่วงหรือยัง มานั่งตรงนี้หน่อยสิ”

ผมเดินไปนั่งตรงโซฟาตัวเล็กข้างๆ ตามที่อีกคนชี้นิ้วบอก ไม่รู้ว่าควรจะปลงหรือพยายามต่อไปให้เธอเห็นคุณค่าของการมีชีวิตสักที

“บางทีคุณมีอะไรคุณพูดออกมาบ้างก็ได้นะ ผมเป็นคนนอก ไม่รู้เรื่องของคุณอยู่แล้ว คุณรู้มั้ยว่าการระบายให้ใครฟังมันจะทำให้คุณผ่อนคลายขึ้น ได้ผลดีมากกว่าพยายามหนีอยู่แบบนี้”

“…”

“อย่างน้อยผมก็อาจจะเข้าใจความรู้สึกของคุณมากกว่าเดิม”

“พูดไปฉันก็หนีไม่รอดหรอก ฉันไม่อยากทิ้งเรื่องของตัวเองไว้ในหัวของคุณ วันหนึ่งถ้าฉันจากไป ฉันอยากให้คุณมีความทรงจำเกี่ยวกับฉัน ไม่ใช่เรื่องร้ายๆ ที่ฉันเคยเจอมา”

“คุณคิดอะไรอยู่กันแน่”

“นี่ คุณคนเก่ง” เธอไม่ตอบแต่พยายามหาหัวข้อสนทนาใหม่ “เล่าอะไรให้ฟังหน่อยสิ คุณเก่งเรื่องการหาเรื่องมาดึงความสนใจฉันออกจากเรื่องร้ายๆ”

“ผมไม่อยากเล่า แต่อยากฟังมากกว่า”

“เรื่องอะไร?”

“เรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณ”

คู่สนทนาเงียบไปราวกับกำลังใช้ความคิด ทีแรกผมคิดว่าแค่กำลังคิดถึงแต่เรื่องดีๆ ก็พอแล้ว ทว่ากลับต้องเปลี่ยนความคิดเพราะคำพูดของเธอ

“ไม่เอา เพราะเรื่องที่ดีที่สุดนั่นแหละ ถึงทำให้ฉันเจ็บที่สุด”

“ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะมีชีวิตใครที่ย่ำแย่ขนาดนั้น”

“ชีวิตฉันไง”

“ลองคิดใหม่มั้ย มันต้องมีเรื่องที่ดีจริงๆ บ้างสิ”

“อืม... ก็ได้ ฟังนะ” เธอขยับตัวอีกครั้งพร้อมกระแอมไอเตรียมเล่า ทำให้ผมต้องมองอย่างตั้งใจฟัง “หลังจากที่ออกมาจากบ้านที่อยู่มาตั้งแต่เด็ก ฉันพาตัวเองกับความคิดอยากหายไปจากโลกนี้ซะไปที่วัด สถานที่ที่สงบที่สุดเท่าที่ฉันนึกออก ฉันคิดถึงแต่เรื่องของตัวเองต่อหน้าพระพุทธรูปแล้วก็ร้องไห้อย่างหนักเป็นอีบ้าอยู่คนเดียวจนผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาทัก ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า”

ผมแทบหัวเราะ เรื่องดีๆ ของเธอเรื่องนี้นี้ฟังแล้วคุ้นจัง

“เขาบอกว่าฉันตายไม่ได้ ฉันต้องรักตัวเองมากกว่านี้ และมองโลกในมุมที่ดีกว่านี้”

“ผู้ชายอะไร ความคิดดีจัง” ผมตั้งข้อสังเกต เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง ไม่รู้แอบแขวะอะไรผมอยู่ในใจหรือเปล่า

“แต่เขาพูดมาแค่ทฤษฎี ซึ่งในทางปฏิบัติมันยากมาก ผู้ชายแปลกๆ คนนั้นชวนฉันไปนอนที่บ้านหนึ่งคืน พยายามไม่ปล่อยให้ฉันอยู่กับตัวเองนาน รู้จักก็ไม่รู้จัก ทำไมถึงต้องทำขนาดนั้นก็ไม่รู้”

“เขาคงเข้าใจความรู้สึกของคุณ ก่อนหน้านั้นเขาคงเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจไม่ต่างจากคุณเท่าไร”

“ก็หวังว่าการเข้ามาของฉันจะมีส่วนทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นแล้วกัน หนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็ดีใจแล้ว”

“…”

“เพราะฉันรู้สึกดีขึ้นเยอะเลยเพราะเขา”

เป็นอีกครั้งที่ผมยิ้มบาง เห็นรอยยิ้มของเธอตอบกลับมาใต้แสงไฟสลัว ขอเถอะ ขอให้ครั้งนี้ผมคิดไม่ผิดที่เอ่ยปากชวนเธอเข้ามาในบ้าน ต่อไปนี้เราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

“หลับตานะวาว”

“ต้องนอนแล้วเหรอ” อีกฝ่ายถามเหมือนเด็กไม่อยากนอน แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี

“จินตนาการตามคำบอกนะ มีแกะอยู่ในคอกหนึ่งร้อยตัว”

“…”

“แกะตัวที่หนึ่งกระโดดข้ามรั้วออกไปข้างนอก แกะตัวที่สองกระโดดข้ามรั้วตาม แกะตัวที่สามกระโดดตาม แกะตัวที่สี่กระโดดตาม นับไปจนครบหนึ่งร้อย แล้วพาแกะตัวแรกเข้าคอกใหม่”

“…”

“ผมไปแล้วนะ”

ผมลุกขึ้นจากโซฟา มองคนที่หลับตาพริ้มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินกลับขึ้นห้องไป

 

**********************************

ลงจบบทที่หนึ่งแล้ว ตื่นเต้นนน

หนทางยังอีกยาวไกล ตอนนี้เอาใจช่วยคนแต่งก่อน

หลังจากนี้ค่อยเอาใจช่วยคุณไนน์ เอ๊ะ หรือนุ้งวาวดี

 

FRIDAY BEAST

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

27 ความคิดเห็น

  1. #14 maybeokbaek (@mayboekbaek) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 21:16
    อยากเจอคุณไนน์ในชีวิตจริงบ้าง
    #14
    1
    • #14-1 Friday Beast (@crazymommy) (จากตอนที่ 4)
      21 กรกฎาคม 2563 / 09:37
      บอกเลยว่าแบบนี้หายาก //เช็ดน้ำตา
      #14-1
  2. #5 annmarie-a (@annmarie-a) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 17:27
    อ่านแล้วรู้สึกใจฟูนะคะ คุณไนท์เนี่ยเก่งจังเลยฮีลตัวเองแล้วยังเข้มแข็งไปช่วยฮีลคนอื่น เป็นกำลังใจให้วาวนะคะ
    #5
    1
    • #5-1 Friday Beast (@crazymommy) (จากตอนที่ 4)
      3 กรกฎาคม 2563 / 19:14
      เป็นกำลังใจให้เค้าด้วยยยย //ตะกุย
      #5-1