The Pain of Hers เธอ... อันตรธาน

ตอนที่ 27 : Chapter 9 The Fear of Hers [2/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    3 ก.ค. 63

 

ร้านอาหารที่แจ๊คบอกเป็นร้านมืดทึมที่ไม่ตรงกับความชอบของฉันสักเท่าไร ดูเหมือนลูกค้าที่มาส่วนใหญ่จะสั่งแอลกอฮอล์มาดื่มกัน ซ้ำยังเป็นกลุ่มคนทำงานมากกว่านักศึกษา ด้านในมีเวทีสำหรับตลกอย่างที่แจ๊คบอกจริงๆ แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครเล่น

“ร้านอะไรวะเนี่ย” ขนาดคนชวนยังมองรอบร้านด้วยสายตาเหนือความคาดหมาย

“อ้าว ไม่เคยมาแล้วได้ส่วนลดมาได้ยังไงอ่ะ”

“พอดีพี่ชายเราส่งมาให้ แต่ถ้าวาวไม่โอเคเปลี่ยนร้านมั้ย เดี๋ยวเราเลี้ยงเอง”

“ไม่เป็นไรหรอก กินได้” ฉันบอกเพราะไม่อยากเรื่องมาก แจ๊คจึงหามุมสงบที่สุดให้นั่ง เราสั่งกันคนละอย่างและคุยกันเรื่อยเปื่อยระหว่างรออาหาร มีตลกสามคนขึ้นมาพูดคุยเอนเตอร์เทนตอนอาหารมาเสิร์ฟพอดี ซึ่งมุกระดับเซียนทำให้ฉันขำไม่หยุด พอหันกลับไปมองคนตรงข้ามกลับพบว่าเขาเท้าคางมองฉันอยู่ยิ้มๆ

“มองหน้าวาวทำไม”

“มองวาวขำแล้วรู้สึกมีความสุข สงสัยต้องหัดเป็นคนตลกบ้างแล้ว วาวจะได้ขำบ่อยๆ”

“อย่างแจ๊คต้องฝึกอีกนาน”

“โห ดูถูก”

“แน่นอน คนอย่างวาวดูไม่ผิดหรอก” ฉันยักคิ้วอย่างภาคภูมิใจและท้าทายในเวลาเดียวกัน แต่ก็ไม่คิดว่าจู่ๆ แจ๊คจะลุกขึ้นและยกมือให้คนบนเวทีเห็น

“คุณลูกค้าชุดนักศึกษาตรงนั้นยกมือ มีอะไรหรือเปล่าครับ อยากให้พวกเราหุบปากหรืออยากขอเพลง ตลกคณะนี้ร้องเพลงไม่เป็นนะครับ เห่าเป็นอย่างเดียว” ตลกคนแรกบนเวทีคนหนึ่งพูดใส่ไมค์ ตามด้วยเสียงตึ่งโป๊ะต่อท้ายทันที

“อยากขึ้นไปนั่งคุยกับพี่ๆ ครับ!” แจ๊คตะโกนเสียงดังอย่างกล้าหาญจนลูกค้าคนอื่นต้องส่งเสียงเชียร์และปรบมือให้ ฉันได้แต่ยิ้มขำหลังจากเหวอไปแล้วประมาณหนึ่งนาที

“เอาแล้ววว ลูกค้าเหงา แฟนไม่คุยด้วยแน่เลย เอาไงดีลูกพี่ จะให้ผมไสหัวไปหรือให้น้องเขาขึ้นมา”

“ทั้งคู่”

“จัดไป”

แล้วแจ๊คก็ถูกเรียกขึ้นไปถือไมค์บนเวที เป็นคนรับมุกพี่ๆ เขาอย่างเดียวแบบเอ๋อบ้างอะไรบ้าง ท่าทางงงๆ ของเขาทำให้ฉันขำไม่หยุดจนโต๊ะอื่นคิดว่าเป็นบ้า เพียงแค่สิบนาทีเขาก็ถูกเชิญลง แต่ฉันมีเรื่องแซวเขาเป็นร้อย

 

“วาว ทำไมกลับดึกจังลูก”

เสียงคุณแม่ดังขึ้นจากห้องรับแขกขณะที่ฉันกำลังเดินผ่าน ฉันจึงหยุดไหว้ท่านโดยที่ใบหน้ายังมีรอยยิ้มเพราะกำลังนึกถึงเรื่องวันนี้เพลินๆ

“อ้าว สวัสดีค่ะคุณแม่ พอดีวาวไปกินข้าวกับเพื่อนมาน่ะค่ะ”

“ยาหยีหรือเปล่า”

“ไม่ใช่ค่ะ คนนี้เพื่อนใหม่ เขาชวนไปร้านที่มีคณะตลกมาเล่นแล้วก็ขึ้นไปเล่นกับตลกซะงั้น วาวขำจนท้องแข็ง ขำไม่หยุดเลยค่ะ” ฉันเข้าไปเล่าให้คุณแม่ฟังพร้อมหัวเราะไปด้วย คนฟังยิ้มทั้งที่ยังดูสงสัย

“ผู้ชายเหรอ?”

“ค่ะ แล้วคุณแม่ทานอะไรยังคะเนี่ย” ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อสังเกตเห็นว่าคุณแม่เริ่มมองตอบแปลกๆ หวงลูกสาวเหมือนกันนี่นา

“เรียบร้อยแล้ว กะว่าจะมากินพร้อมลูก แต่ดาบอกว่าลูกกินข้างนอก”

“วาวไม่รู้ว่าวันนี้คุณแม่จะกลับเร็วนี่คะ” ฉันทำหน้าเสียดายพร้อมเข้าไปกอดแขนท่านอย่างอ้อนๆ “วันหลังนัดกันก่อนสิ วาวจะแคนเซิลทุกคนเพื่อมากินข้าวกับคุณแม่เลยน้า”

ตอนนั้นเองที่โทรศัพท์ของฉันดัง พอหยิบออกมาดูชื่อก็หัวเราะก่อนรับสาย

“ว่าไง”

[เราโทรมาเช็คว่าเธอถึงบ้านหรือเปล่า เราเพิ่งถึง รถติดมากเลย]

“รถติดเหมือนกัน นี่วาวก็เพิ่งถึงบ้าน คืนวันศุกร์นี่น่ากลัว”

[งั้นวันหลังไปวันอื่นที่ไม่ใช่วันศุกร์นะ]

“ยังจะมีวันหลังอีกเหรอ! จะไปป่วนร้านไหนอีกล่ะ”

[ร้านข้าวต้ม เจ้านี้ดัง]

“เจ้าไหน”

[เจ้าคิดถึงแว้ก แจ๊คคิดถึงวาว สวัสดีครับ]

จบคำสายก็ตัดไปทันทีเหมือนกลัวฟี้ดแบ็ค ส่วนฉันได้แต่กะพริบตาปริบๆ ถือโทรศัพท์ค้างอยู่ที่หูแบบนั้นประมาณสิบวินาทีก่อนจะยิ้มออกมา

“ใครเหรอลูก เพื่อนคนนั้นเหรอ”

ฉันพยักหน้าให้คุณแม่หลังจากเก็บโทรศัพท์

“เขาตลกจริงๆ นะคะ”

“เขาจีบลูกแม่หรือเปล่า”

“ไม่รู้สิคะ” ฉันเสมองไปทางอื่น หากทางที่มองไปคือประตูซึ่งมีพี่ลียืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไม่ให้สุ้มให้เสียง “อ้าว พี่ลี”

เขายืนมองฉันด้วยสีหน้าราบเรียบแบบเดิมจนฉันชักแปลกใจ แต่แล้วก็ยกยิ้มเล็กน้อยในที่สุด

“กลับมาแล้วเหรอ”

“ค่ะ”

“อืม”

บทสนทนามีแค่นั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินจากไป

 

ฝนตกหนักแต่เช้าตรู่ ฉันพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงเพราะอากาศไม่น่าลุกขึ้นจากที่นอน สุดท้ายก็ขุดตัวเองขึ้นมาได้ตอนเก้าโมง กว่าจะลงไปกินข้าวเช้าก็สิบโมงแล้ว

ขนาดวันเสาร์แบบนี้บ้านยังเงียบ ดลหายไปไหนนะ ปกติต้องมีเสียงเล็กๆ แหลมๆ พูดจ้อให้ฟังแล้วสิ

ฉันลองเดินทั่วบ้าน กระทั่งมองออกไปนอกหน้าต่างและเห็นเจ้าตัวเล็กเล่นน้ำฝนอย่างมีความสุขอยู่คนเดียว เอาแล้วไง เดี๋ยวก็ป่วยพอดี!

“น้องดล!” ฉันตะโกนเรียกหน้าบ้าน แต่ฝนตกแรงไปแกเลยไม่ได้ยิน สุดท้ายฉันจึงต้องกางร่มคันใหญ่ออกไปจับตัวไว้ “ทำไมเล่นน้ำฝนแบบนี้คะ เดี๋ยวเป็นหวัดเอานะ”

“เล่นน้ำฝนมันสนุกนี่คับ พี่วาวเล่นกับดลนะ เอาร่มออกไป”

“ไม่ค่ะ ไม่ได้” ฉันหลบมือเล็กที่ทำท่าจะแย่งร่มไป แต่ดลที่แปลงร่างเป็นเด็กแสบไม่ยอมง่ายๆ ดึงมือซ้ายฉันให้ย่อตัวลงมาเพื่อจะเอาร่มจากอีกมือให้ได้ “น้องดลอย่าดื้อกับพี่วาวสิ”

“ดลจาให้พี่วาวเล่นด้วยยยย”

“เข้าบ้านเดี๋ยวนี้ เฮ้ย” 

แกร๊ง

ฉันอุทานด้วยความตกใจเมื่อแหวนที่นิ้วหลุดออกไปอยู่ในมือของดลและกระเด็นตกพื้นในวินาทีต่อมา มันกลิ้งหายไปในพื้นหญ้า แรงของฝนทำให้ฉันมองไม่เห็นมันอีกแล้ว

“น้องดล แหวนพี่วาว!”

ดลสงบทันทีเมื่อทำแหวนของฉันหาย ใจหนึ่งก็อยากหา แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากปล่อยเด็กตากฝน ท้ายที่สุดฉันจึงต้องถือร่มให้มั่นและคว้ามือเด็กซนเข้าบ้าน

“ตามพี่วาวมาเดี๋ยวนี้เลยนะคะ”

“พี่วาวไม่หาแหวนก่อนเหลอคับ”

“เข้าบ้านเดี๋ยวนี้!”

เจอเสียงแข็งเข้าดลถึงกับก้มหน้างุด ยอมให้ฉันจูงเข้าบ้านดีๆ พอไปส่งให้พี่ดาที่เพิ่งรู้ว่าลูกออกไปเล่นน้ำเรียบร้อย ฉันย้อนกลับไปหาแหวนตำแหน่งเดิมแต่ก็ไม่เจอ หรือควรรอให้ฝนหยุดตกก่อนดีนะ มันคงกลิ้งไปไหนไม่ใกลหรอก

ฉันถือร่มกลับไปนั่งรอหน้าบ้าน เนื้อตัวเปียกพอควรเพราะร่มกันไม่หมด

“มานั่งทำอะไรตรงนี้” 

พี่ลีเข้ามานั่งข้างๆ มองสายฝนที่ตกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

“วาวทำแหวนหายหน้าบ้าน นี่รอฝนหยุดตกค่อยออกไปหา” ฉันเล่าด้วยความกังวลจนนั่งไม่ติดพื้น คงแสดงออกผ่านสีหน้ามากเกินไปจนอีกคนดูออก

“คงสำคัญมากเลยสินะ”

“สวยและแพงขนาดนั้น วาวไม่อยากทำหาย”

“นั่นสินะ” เขามองไปยังจุดที่ฉันกำลังมองอยู่ “ทั้งสวยทั้งแพง... ใครก็อยากเก็บไว้กับตัว”

 

**************************

กลิ่นไม่ค่อยดี มันเริ่มแปลกๆ แล้วค่ะหัวหน้า

 

FRIDAY BEAST

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

18 ความคิดเห็น