The Pain of Hers เธอ... อันตรธาน

ตอนที่ 19 : Chapter 6 The Life of Hers [3/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 88
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 มิ.ย. 63

 

ต่อให้ต้องนั่งเบื่อรอคุณพ่อคุยงานกับลูกค้านานแค่ไหนฉันก็ทนได้ คุยเสร็จฉันก็พาคุณพ่อไปกินอาหารไทยร้านหนึ่งที่ขึ้นชื่อ เรียบร้อยแล้วถึงกลับบ้าน

“วันนี้เอาใจพ่อจัง อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“ไม่เลยค่ะ แค่อยากทำอะไรตอบแทนบ้าง อ้าว คุณแม่กลับมาแล้ว” ฉันชี้ให้คุณพ่อดูรถของคุณแม่ที่จอดอยู่ก่อน เมื่อเราสองคนเดินเข้าไปในบ้านก็พบคุณแม่ในชุดดำนั่งเหม่ออยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ใบหน้าโทรมมีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนจนฉันรู้สึกเจ็บปวดแทน

“ใครเป็นอะไรเหรออ้อน คุณไหวหรือเปล่า”

เมื่อคุณพ่อทัก คุณแม่ก็สะดุ้งเหมือนถูกปลุกออกจากภวังค์

“ไหวค่ะ คือ... เพื่อนอ้อนเพิ่งเสียน่ะค่ะ”

“คนไหนเหรอ? ผมรู้จักหรือเปล่า”

“มะ... ไม่ค่ะ”

“คุณร้องไห้หนักขนาดนี้แสดงว่าต้องสนิทมากเลยน่ะสิ ใครเหรอ”

“ก็... เพื่อนที่เขาเคยดีกับอ้อนมากๆ คนหนึ่งน่ะค่ะ จู่ๆ เขาก็จากไป... อ้อน... ก็เลยตกใจ” คุณแม่ปิดปากร้องไห้จนหน้าแดงก่ำ ฉันกับคุณพ่อมองหน้ากันอย่างไม่รู้จะปลอบยังไงดี สุดท้ายคุณแม่ก็ลุกขึ้นยืน “ขอตัวไปงานศพก่อนนะคะ”

“ให้ผมกับลูกไปด้วยมั้ย”

“ไม่เป็นไรค่ะคุณ อยู่กับลูกเถอะ แม่ไปก่อนนะวาว”

คุณแม่เดินจากเราไปอย่างรวดเร็ว ลับหลังคุณแม่ป้าวดีก็เข้ามา

“ดูคุณอ้อนแกเสียใจมากเลยนะคะ เห็นเดินร้องไห้ขึ้นบ้าน เปลี่ยนเป็นชุดดำเสร็จแล้วก็ยังร้องไห้ต่อ ดิฉันถามว่าใครเสียก็บอกแค่ว่าเพื่อนที่ดี”

“ก็คงดีจริงๆ นั่นแหละค่ะ ไม่อย่างนั้นคุณแม่คงไม่ร้องไห้หนักขนาดนั้น” ฉันเอ่ยด้วยความหดหู่ เกิดมาทั้งชีวิตเคยเห็นคุณแม่ร้องไห้ไม่กี่ครั้ง แต่ครั้งนี้มันหนักมาก พอๆ กับตอนคุณยายเสียเลย

 

หลังจากวันนั้น คุณแม่ไปทำงานตอนเช้าตามปกติและกลับดึกเพราะไปงานศพทุกวัน แต่ถึงไม่มีงานศพท่านก็มักจะกลับดึกอยู่แล้ว ไม่รู้ไปทำอะไรกับเพื่อนนักหนา เอาเถอะ ท่านคงมีสังคมเยอะเกินกว่าที่ฉันจะรู้จักหมด ขนาดถามยาหยีว่าน้ายุ้ยไปงานศพใครมันยังไม่รู้

ฉันยังคงไปเรียนมหาวิทยาลัยตามปกติ อาจารย์เริ่มสั่งงานกลุ่มและบอกให้จับกลุ่มอยู่ด้วยกันห้าคน แต่ปัญหาคือเพื่อนคนอื่นที่เคยทำงานด้วยไม่ได้ลงวิชาเลือกตัวนี้ จึงมีแค่ฉันกับยาหยีที่รู้จักกันดีสองคน

“เอาไงดีวะเนี่ย อย่าบอกนะว่าต้องแยก” ยาหยีบ่นพลางกวาดสายตามองทุกคนในห้อง “เหมือนผู้หญิงสามคนหลังห้องจะยังไม่ครบว่ะ คนอื่นแลจับกลุ่มกันได้แล้ว”

“พวกหมีพูห์อ่ะนะ” ฉันหันไปมองสามสามหลังห้องที่ยาหยีพูดถึง เคยได้ยินกิตติศัพท์มาบ้างว่าเรียนไม่สนใจเกรดเท่าไร

“เออ ไม่มีทางเลือกนี่หว่า”

“แต่งานห้าคนมันจะกลายเป็นงานสองคนนะเว้ย”

“ก็ต้องสั่งให้ทำงานแหละวะ เอาเหอะ พวกนางมองมาทางนี้แล้ว”

ฉันกรีดร้องในใจเมื่อมันไม่มีทางเลือกจริงๆ เหตุเพราะเป็นคนสนใจเกรดมากถึงมากที่สุด ฉันจึงอยากให้งานทุกงานออกมาดี ถ้าได้รวมกลุ่มกับพวกเผางานส่งต้องเละแน่

ฮึ่ย! หวังว่าพวกนั้นจะเกรงใจกันบ้างนะ

“หวัดดีแก รวมกลุ่มกันเปล่า เนี่ย ห้าคนพอดี” หมีพูห์ สาวผมยาวสีน้ำตาลทองหุ่นเป๊ะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักก่อน ตามด้วยเพื่อนอีกสองคนซึ่งก็คือแจมกับกีกี้ ที่รู้จักเป็นเพราะเรียนคลาสเดียวกันบ่อยแต่ไม่เคยทำงานด้วยกัน แค่เห็นตอนพรีเซ้นต์ก็รู้แล้วว่าทำงานกันชั่วโมงสุดท้าย

“ได้ๆ” ยาหยีพยักหน้าโดยเร็ว ซึ่งฉันคงทำอะไรไม่ได้นอกจากพูดเตือนไว้ล่วงหน้า

“ช่วยกันทำงานนะ”

สามคนนั้นหันขวับมามองฉันทันที ก่อนจะพากันยิ้มหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า

“ก็ต้องช่วยสิ เอาไลน์พวกเราไปแล้วสร้างกลุ่มกันเลยๆ”

กีกี้เป็นคนสร้างกลุ่มให้อย่างดิบดี เมื่อได้กลุ่มแล้วอาจารย์ก็อธิบายลักษณะงานที่ต้องมีทั้งทำเซอร์เวย์ เขียนรายงาน และพรีเซ้นต์ในห้องคาบสุดท้ายแทนการสอบไฟนอล นั่นหมายความว่าเปอร์เซ็นต์งานกลุ่มนี้สูงมาก

วันนี้ทั้งวันฉันเฟลด้วยความกลัวที่ว่าอาจจะต้องทำงานกับยาหยีสองคนในตอนท้าย คะแนนอาจจะไม่ดีตามที่ตัวเองต้องการเพราะอาจารย์ก็ดูเป็นคนให้คะแนนยากอยู่เหมือนกัน ทำงานสองคนยังไม่แย่เท่ากับการพรีเซ้นต์ห้าคนโดยที่สามในห้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย

เฮ้อ ยังไม่ทันเริ่มงาน ฉันเห็นภาพอนาคตของตัวเองเป็นช็อตๆ แล้ว

กลับมาถึงบ้านฉันทำเค้กแก้เบื่อ เป็นเค้กช็อคโกแลตสูตรเข้มไม่ซ้ำใครและไม่มีใครกล้าซ้ำชนิดที่ฉันกินได้คนเดียว ปริมาณน้ำตาลน้อยมาก ใช้ช็อคโกแลตเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ล้วนๆ ดลกินครั้งแรกยังต้องร้องไห้

“สวัสดีคับพี่วาว พี่วาวทำอะไรคับ!” จู่ๆ เจ้าตัวเล็กที่กำลังนึกถึงก็โผล่หน้ามา ฉันที่กำลังล้างมือเลยรีบเช็ดลวกๆ และเข้าไปหา

“อ้าวดล กลับมาแล้วเหรอคะ พี่ทำเค้กอยู่”

“ดลกินได้มั้ยคับ”

“ไม่ได้ค่ะ”

“คับ! วันนี้ดลวาดรูปพี่วาวมีปีกด้วย นี่ๆๆ” ว่าแล้วดลก็หยิบกระดาษออกจากกระเป๋าเป้และเอาให้ฉันดู เป็นภาพวาดผู้หญิงใส่กระโปรงสีฟ้ามีปีกสองข้าง ฉบับเด็กอนุบาล ข้างล่างเขียนว่า ‘พี่วาวมีปีก’

“โห สวยจังเลย” ฉันทำตาโตชื่นชมผลงานเด็กน้อยราวกับมันคือมาสเตอร์พีซ ดลยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจก่อนจะหุบยิ้มทันทีเมื่อมองมือฉัน

“พี่วาวทำหายอีกแล้ว!”

“อะไรเหรอ?”

ดลวิ่งแจ้นไปตะเกียกตะกายตรงซิงค์น้ำ เพียงแค่นั้นฉันก็นึกออก

“แหวนของพี่วาว”

ใช่ ฉันถอดทิ้งไว้ตอนล้างมือ กะว่าจะเอามาใส่แต่ดลดันเข้ามาก่อน

ฉันไปหยิบแหวนที่มีลักษณะเหมือนใบมะกอกมาสวมไว้ที่นิ้วกลางข้างซ้ายเหมือนเดิม แหวนวงนี้มีความหมายถึงชัยชนะ เข้ากับคำว่า ‘วรินทร์’ ที่แปลว่าความยิ่งใหญ่ ฉันชอบแหวนลักษณะนี้ตั้งแต่เด็กๆ เคยเห็นครั้งแรกตอนไปเที่ยวต่างประเทศแต่ซื้อแบบราคาถูกมา พอโตขึ้นมามันก็เริ่มคับนิ้ว ฉันจึงขอคุณพ่อซื้อใหม่ในแบบราคาแพงและสวมติดนิ้วเป็นประจำ ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องชมว่าสวยทั้งนั้น

“ขอบคุณนะคะที่เตือน”

“พี่วาวขี้ลืมจัง แก่แล้วแน่ๆ เลย”

“ไม่ได้ลืมสักหน่อย จะไปหยิบอยู่แล้ว”

“พี่วาวขี้ลืมๆๆ”

“ไม่ลืม...”

“วาวลูก”

เสียงคุณแม่ที่ดังขึ้นหน้าครัวทำให้ฉันหยุดเล่นกับดลในทันที คุณแม่ยังคงอยู่ในชุดดำเรียบหรู ใบหน้าอิดโรยถูกซ่อนด้วยเครื่องสำอางอย่างพอดิบพอดี ไม่เวอร์เกินไป

“กำลังจะออกไปงานศพเหรอคะคุณแม่”

“จ้ะ”

“ไหวใช่มั้ยคะ” ฉันถามเพราะเห็นสีหน้าท่านไม่สู้ดีนัก

“ไหวสิ วาว... แม่มีเรื่องอยากจะคุยด้วย แล้วก็อยากขอให้วาวช่วย”

“คะ?”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะ แม่กังวลมากว่าวาวกับพ่อจะไม่เห็นด้วย ดล... ไปเล่นข้างนอกก่อนไป” ประโยคหลังคุณแม่บอกเด็กตัวเล็กที่ยืนมองตาแป๋ว ขณะที่ฉันชักสงสัย เรื่องอะไรกันนะที่เด็กสี่ขวบก็อยู่ฟังไม่ได้

ดลรับคำอย่างว่านอนสอนง่ายแล้ววิ่งออกไป เมื่ออยู่กันสองคนท่านก็พูดเข้าประเด็นทันที

“เพื่อนแม่ที่เพิ่งเสียเขามีลูกชายหนึ่งคน ตอนนี้อยู่บ้านเช่าคนเดียว แม่สงสารเขา จะเป็นอะไรมั้ยถ้าแม่จะให้เขาเข้ามาอยู่บ้านเราสักพักจนตั้งตัวได้แล้วค่อยไป”

คำขอของแม่ทำให้ฉันเงียบ ความจริงมันไม่ได้อยู่ที่ฉันแต่อยู่ที่คุณพ่อว่าจะยอมหรือเปล่า เพราะทุกเรื่องในบ้านนี้ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าคุณพ่อมีอำนาจตัดสินใจ

“วาวช่วยแม่หน่อยนะ”

มือของแม่ลูบผมฉัน สายตาขอร้องทำให้ฉันชักสงสัยว่าเขาคนนั้นน่าสงสารแค่ไหนกัน

“คุยกับพ่อให้แม่ที”

 

****************************

ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ เจอกันตอนต่อไปปปป

FRIDAY BEAST

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

18 ความคิดเห็น