The Pain of Hers เธอ... อันตรธาน

ตอนที่ 10 : Chapter 3 เธอ... ที่ผูกพัน [3/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 122
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    16 มิ.ย. 63

 

 

“พูดอย่างกับพรุ่งนี้จะจำอะไรไม่ได้เลย” ผมหัวเราะเบาๆ แล้วหยิบกินบ้าง “พรุ่งนี้เช้ากินอะไรดี”

“คุณจะทำเหรอ นึกว่าตาฉันซะอีก”

“ถ้าคุณอยากทำผมก็ไม่ห้ามนะ ดีเลย พรุ่งนี้จะได้ตื่นสายๆ”

“อื้ม ไม่ต้องรีบตื่นหรอก มื้อเช้าวันพรุ่งนี้ฉันต้องใช้เวลาเยอะ”

ผมพยักหน้ายอมคนที่มีแผนการทุกอย่างไว้หมดแล้ว แสดงว่ามื้อเช้าพรุ่งนี้จะต้องยิ่งใหญ่กว่าปกติ ใช้แทนการขออยู่ต่ออีกหนึ่งวันแน่นอน

“พรุ่งนี้คุณไม่ต้องจองตั๋วหรือวางแผนไปไหนนะ อยู่เฉยๆ บ้าง” ผมพูดดักไว้ก่อนเพราะไม่อยากเป็นฝ่ายถูกมัดมือชกแบบวันนี้ ความจริงจะเรียกว่ามัดมือชกก็ไม่ถูก แค่ได้รับคำเชิญกึ่งขอร้องให้ไปดูละครเวทีที่ซื้อตั๋วไว้แล้วล่วงหน้าเป็นเพื่อน

เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เป็นตาผมบ้างแล้ว ว่าแต่จะพาไปไหนดีนะ...

“ทำไมล่ะ ไม่ชอบละครเวทีวันนี้เหรอ”

“เปล่า วันนี้สนุกมาก ขอบคุณนะสำหรับค่าตั๋ว แค่ไม่อยากให้คุณเปลืองเงินอีก”

“จิ๊บๆ ฉันอยากไปเองแถมยังอยากให้คุณไปด้วย ก็ถูกแล้วที่ต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด”

“ถ้าอยากตอบแทน ผมก็ควรพาคุณไปในที่ที่ผมอยากไปแล้วก็จ่ายทุกอย่างใช่มั้ย”

“ไม่ต้องหรอกคุณไนน์ ฉันไม่อยากให้คุณเสียเงินให้ฉันสักบาทด้วยซ้ำ แค่เสียเวลาก็มากพอแล้ว ไหนจะที่อยู่อีก พ่อแม่คุณเพิ่งเสีย มันไม่ดีหรอกที่คุณจะใช้เงินไปกับอะไรที่ไม่จำเป็น” คนพูดยิ้มบาง ดวงตาคู่นั้นมองผมอย่างทะลุปรุโปร่ง “ฉันสังเกตได้นะว่าคุณเป็นคนประหยัด ไม่ซื้ออะไรเรื่อยเปื่อย แต่ถ่ายรูปสิ่งที่ชอบเก็บไว้แทน”

“แต่บางอย่างมันถ่ายเก็บไว้ไม่ได้ถ้าไม่จ่ายก่อน อย่างสถานที่หรือการแสดงวันนี้ที่ต้องจ่ายเงินก่อนถึงจะเข้าไปสัมผัสบรรยากาศข้างในได้”

“คุณพูดแบบนี้ มีที่ไหนที่อยากไปหรือเปล่า ฉันจ่ายให้ได้นะ” เธอเดินไปล้างมือแล้วเช็ดที่กางเกงตัวเองลวกๆ ผมลองนึกดูแต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก รู้แค่ว่า...

“ผมไม่รบกวนเงินคุณหรอก”

“ก็จริง คนอย่างคุณไนน์ไม่ยอมให้ใครจ่ายให้ได้ง่ายๆ แต่ฉันขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะ” เธอสบตาผมอีกครั้ง “อะไรก็ตามที่ฉันให้คุณ ฉันอยากให้ รู้เอาไว้ว่าความใจดีของคุณมีค่ามากกว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ฉันเสียไป ขอบคุณจริงๆ นะคะ”

ผมพูดไม่ออก รับรู้ได้ถึงความจริงจังผ่านแววตาคู่นั้น รวมถึงความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง เพิ่งรู้ว่าการได้รับคำขอบคุณมันทำให้รู้สึกดีขนาดนี้ 

“ฉันดีใจที่เราได้เจอกัน ไม่ได้อยากขอบคุณเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหรอกนะ แต่ถ้าไม่มีมัน ฉันคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้”

“ห้ามร้องนะ” ผมรีบดักไว้ก่อนเมื่อเห็นว่าคนพูดน้ำตาคลอ เธอพยักหน้ารับและยิ้มให้ “คุณอุตส่าห์ไม่ร้องมาทั้งวันแล้ว”

“จริงด้วย วันนี้ฉันมีความสุขมากๆ เลย คุณเก่งจัง”

“ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”

“คุณทำเยอะกว่าที่คุณคิดอีก ไม่เอา ไม่พูดอะไรซึ้งๆ แล้ว” วาวโบกมือไปมาแล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว “คุณเคยดูเรื่อง The Dead Murderer มั้ย”

“ไม่เคย”

“ภาคสองกำลังจะเข้าโรงแล้วนะ ฉันว่าจะดูภาคแรกทวนความจำในเว็บ จอทีวีคุณต่อกับมือถือได้หรือเปล่า”

“ได้สิ เดี๋ยวผมหาสายต่อให้”

“ดูด้วยกันมั้ย หนังน่ากลัวหน่อยนะ”

ความจริงผมไม่ค่อยถูกกับหนังทริลเลอร์แนวฆาตกรรมสักเท่าไร ถ้าอยู่บ้านคนเดียวคงไม่มีวันเปิดดูเองแน่ แต่เอาเถอะ ยอมดูด้วยแทนคำขอโทษที่เมื่อวานเผลอหลับไปก่อนจนอีกคนในบ้านต้องปิดไฟปิดประตูให้แล้วกัน

 

“เอ่อคุณ ดูรู้เรื่องมั้ยเนี่ย”

“รู้…” ผมตอบเสียงอุบอิบ ในอ้อมกอดมีหมอนอิงหนึ่งใบไว้สำหรับซุกหน้า เผื่อผีฆาตกรโรคจิตโผล่มาจะได้หลบทัน เอ่อ... สรุปผมกลายเป็นเหยื่อไปแล้วสินะ

“แล้วทำไมนั่งซะติดขอบโซฟาเลย กลัวผีก็มาใกล้ๆ สิ” วาวกวักมือเรียกผมที่เขยิบมานั่งติดมุมโซฟาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เมื่อรู้สึกตัวผมจึงต้องทำตัวให้ผ่อนคลายลงด้วยการเขยิบมานั่งอย่างปกติ 

เราดูหนังกันมานานแค่ไหนแล้วไม่รู้ แต่ผมรู้สึกว่าเวลาแต่ละนาทีมันผ่านไปอย่างเชื่องช้า ถ้ารู้ว่าดูหนังแล้วเหงื่อโชกเต็มหน้าขนาดนี้คงไม่อาบน้ำก่อน 

จู่ๆ หนังก็เงียบตอนผมก้มหน้ามองหมอน ผมนึกว่าเน็ตเป็นอะไรเลยเงยหน้าขึ้นดู ก่อนจะเจอผีโผล่มาเต็มๆ ในวินาทีต่อมา

ผ่าง!!

“เฮ้ย!” ผมสะดุ้งสุดตัวจนเผลอยกขาสองข้างขึ้นบนโซฟา ถอยกลับไปคุดคู้ที่มุมเดิมของตัวเอง วาวเองก็ตกใจตาม คงไม่ใช่เพราะหนังแต่น่าจะเป็นเพราะผมมากกว่า

“คุณไหวมั้ย ฉันดูคนเดียวก็ได้นะ”

“ไม่เป็นอะไร ผมตกใจนิดหน่อย เสียงมันดังน่ะ”

“อ๋อ หนังผีก็แบบนี้แหละ เงียบก่อนแล้วค่อยใส่ซาวด์เอฟเฟคดังๆ ให้ตื่นเต้น คราวหลังถ้าเงียบเมื่อไรคุณเอาหมอนปิดหน้าไปเลยนะ” คนที่ดูจะเซียนหนังแนวนี้แนะนำ แต่ดูเหมือนแอบแซวด้วยที่ผมกอดหมอนสำหรับบังสายตาอยู่ตลอด

“มันใกล้จบหรือยัง”

“เพิ่งผ่านไปสามสิบนาที”

โอย...

“ทำไมคุณดูทรมานจังเลย เปลี่ยนเรื่องเอามั้ย ฉันไม่อยากเห็นคุณนั่งทำหน้าเหมือนอยากอ้วกตลอดเวลาแบบนั้น นี่บ้านคุณ ทีวีคุณ คุณควรจะได้ดูเรื่องที่คุณดูแล้วสบายใจ”

“ผมไม่เป็นไรจริงๆ”

“แต่ฉันง่วงแล้ว ไม่อยากดูแล้ว” วาวลุกขึ้นเพื่อจะไปหยิบโทรศัพท์ตัวเองที่ต่อไว้กับทีวี ผมลอบมองท่าทีของเธอที่ไม่ได้ง่วงอย่างปากว่าสักนิด ก่อนจะวางหมอนลงข้างตัวแล้วเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเธอไว้เพื่อจะบอกว่าไม่ต้อง แต่คงรั้งแรงไปหน่อย อีกฝ่ายเลยเซตามแรงดึงกลับมาทางผม โชคดีที่มือของเธอยันพนักโซฟาไว้ทันจึงไม่ได้ล้มใส่

ทว่าตอนนี้เหมือนเธอกำลังคร่อมผมอยู่กลายๆ

นัยน์ตาของเราทั้งคู่ประสานกันในระยะใกล้ ผมไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตาและหายใจ เหมือนโลกทั้งใบหยุดนิ่ง เสียงหนังผีข้างหลังไม่ได้เข้าไปในโสตประสาทของผมอีก กลิ่นน้ำหอมประจำตัวเธอชัดเจนจนผมสามารถระบุได้ว่าเป็นกลิ่นดอกกุหลาบ

ตึกตัก ตึกตัก

ผมไม่รู้ว่าหัวใจตัวเองเต้นเร็วขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร อาจจะตั้งแต่เริ่มดูหนังผีที่ไม่ชอบก็ได้ แต่จนแล้วจนเล่ามันก็ไม่มีท่าจะสงบลง ในเมื่อวาวยังคงค้างอยู่ในท่าเดิมและอาจจะได้ยินเสียงนั้น ผมจึงต้องเป็นฝ่ายปล่อยมือที่จับข้อมือเธอเอาไว้ก่อน ทำให้เธอรู้สึกตัวเหมือนกันและเป็นฝ่ายถอยออกไป

“คุณดึงฉันทำไมเนี่ย ฉันจะไปปิดหนัง...”

ผ่าง!!

“เฮ้ย!!”

“ว้าย!”

เนื่องจากผีโผล่มาอีกครั้งในตอนที่ผมมองจอทีวีพอดี แถมหมอนก็ไม่ได้อยู่ในอ้อมแขนแล้ว ความตกใจทำให้ผมกอดเอวของอีกคนโดยอัตโนมัติ พาให้เธอร้องตกใจไปด้วย

“โอเคยอมแล้ว คุณไปปิดเลยๆๆ”

“จะปิดยังไงเล่า คุณกอดฉันอยู่แบบนี้เนี่ย!” วาวใช้นิ้วจิ้มๆ แขนผมที่รัดเอวเธอไม่ปล่อย ผมจึงต้องผละออกแล้วปิดตาตัวเองเอาไว้ ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ หลังจากนั้น 

พอเสียงซาวด์เอฟเฟคดุเดือดหยุดลง ผมถึงค่อยๆ เลื่อนมือออกเพื่อให้มั่นใจว่าหนังถูกปิดไปแล้วจริงๆ ไม่ใช่แค่เงียบไป

“เฮ้อ เหนื่อย ดูหนังทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้เนี่ย ฮะๆๆ” อีกฝ่ายหัวเราะจนไหล่สั่นพลางเดินมานั่งข้างผมอย่างเดิม “อยู่บ้านคนเดียวไม่กลัวผีเหรอ”

“…” ผมเม้มปากแน่นสนิท ภาพผีฆาตกรเมื่อกี้ยังติดตาและอาจจะซึมลึกไปถึงในความฝันคืนนี้ได้ 

“แล้ววันก่อนทำเป็นพูดดี บอกว่าอยากเจอพ่อแม่ตัวเอง”

“พอเถอะคุณ ผมกลัวผี จบยัง” ในที่สุดผมก็หันไปสารภาพกับคนข้างๆ ที่กำลังมองมาอย่างสงสาร

“งั้นคืนนี้คุณคงต้องนอนนับแกะแล้วล่ะ จะได้ไม่คิดถึงอย่างอื่น”

“…”

“แฮ่!!”

“ฮึ่ย!”

“ฮะๆๆ โอ๊ย จิตอ่อนเกินไปแล้ว” คนขี้แกล้งหัวเราะจนท้องแข็งหลังจากที่ลองแลบลิ้นแฮ่ใส่แล้วผมตกใจจริง “เอาอย่างนี้แล้วกัน ดูหนังรักล้างสมองดีกว่า เรื่องนี้ฉันไม่เคยดูเหมือนกัน”

ผมนั่งนิ่งๆ ให้วาวจัดการเปิดอะไรก็ตามแต่ที่อยากดู เธอเลือกหนังซาวด์แทรกแนวรักโรแมนติกที่ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ยังไงมันก็ดีกว่าหนังผีแล้วกัน

เวลาผ่านไปประมาณสี่สิบนาที ผมเริ่มโฟกัสไม่อยู่เพราะความง่วงเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ แต่ถึงสัปหงกไปหลายรอบก็ยังเงยหน้าขึ้นมาทำตาแข็งดูต่อเพราะผู้หญิงข้างๆ กำลังดูอย่างตั้งใจ

“นอนมั้ยคุณ”

“หืม” ผมสะดุ้งตื่นตอนถูกทัก 

“ถ้าง่วงนอนก่อนก็ได้นะ ไม่ต้องดูเป็นเพื่อนหรอก เดี๋ยวก็จบแล้ว”

“ไม่เป็นไร ไม่ง่วงแล้ว” ผมขยับตัวนิดหน่อยเพื่อเรียกสติตัวเอง ไหนๆ ก็จะจบแล้ว ดูให้จบไปเลยแล้วกัน 

ผ่านไปประมาณห้านาทีตาผมก็ปิดอีกรอบ ได้ยินเสียงพระเอกนางเอกคุยกันแต่ฟังไม่ได้ศัพท์ สุดท้ายก็เอนตัวไปพิงอะไรสักอย่างและชัทดาวน์ตัวเองทันที

 

*************************

To be continued

FRIDAY BEAST

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

18 ความคิดเห็น