The Pain of Hers เธอ... อันตรธาน

ตอนที่ 1 : Prologue

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 449
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    8 มิ.ย. 63

 

Prologue

 

[NINE’S PART]

“ฮึก... ฮือ...”

สถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างแปลกประหลาด ผมยืนอยู่หน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในโบสถ์ มีคนอยู่ไม่กี่คนที่มาไหว้พระขอพรให้ตัวเองสมปราถนาเนื่องจากวัดนี้ขึ้นชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์อันดับแรกๆ ของประเทศ แน่นอนว่าทุกคนอยู่ในความสงบ ยกเว้นผู้หญิงที่ยืนข้างๆ ผมตอนนี้

มือเรียวปิดปากสะอึกสะอื้น เลื่อนไปเช็ดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนแก้มทั้งสองข้างบ้าง ใบหน้าของเธอเศร้าหมอง แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แน่สิ ไม่อย่างนั้นจะยืนร้องไห้นานขนาดนี้เหรอ

ผมเห็นเธอยืนอยู่หน้าพระพุทธรูปตั้งแต่เดินเข้ามา เดาจากหน้าตาแล้วคงอายุไม่ต่างจากผมเท่าไร เธออยู่ในชุดสีดำทั้งตัว ยืนร้องไห้โดยไม่สนใจสายตาคนในโบสถ์ที่มองด้วยความแปลกใจแม้จะไม่มีใครกล้าเข้าไปทัก ผมได้ยินเสียงร้องไห้ชัดเจนขึ้นตอนเข้าไปปักธูปใกล้กับจุดที่เธอยืนอยู่ เลยกลายเป็นว่าผมยืนค้างอยู่ตรงนั้นด้วยความแปลกใจอีกคน

ผมเองก็มีเรื่องเศร้า ผ่านการร้องไห้ฟูมฟายมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเรื่องหนักหนากว่าผู้หญิงคนข้างๆ หรือเปล่า แต่บางที... คำพูดของผมอาจจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

คิดได้ดังนั้นจึงลองเอ่ยทักดู

“คุณ”

หากเธอเอาแต่ร้องไห้ ที่ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างคงเพราะเสียงของตัวเองดังกว่า หรือไม่ก็กำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เธอเอามือสองข้างปิดหน้าเพื่อกลบเสียงสะอื้นที่ดังขึ้น

ผมมองรอบตัว ถ้าเรียกให้ดังกว่านี้อาจจะรบกวนคนอื่นที่กำลังหลับตาสวดมนต์อยู่ จึงต้องขยับเข้าใกล้แล้วเรียกใหม่

“คุณครับ”

เธอเอามือที่ปิดหน้าออก หันใบหน้าแดงจัดจากการร้องไห้อย่างหนักมาทางผม คราบน้ำตายังคงเปื้อนทุกส่วนบนใบหน้า ดวงตาบวมเป่งแทบลืมไม่ขึ้น น่าจะผ่านการร้องไห้มามากกว่าหนึ่งวัน

“คะ”

น้ำตาอีกหยดไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรีบปาดมันออกพร้อมทั้งสูดน้ำมูกเฮือกใหญ่ พยายามที่จะไม่ร้องสุดความสามารถจนผมเหนื่อยแทน

“ทำไมคุณถึงมาร้องไห้อยู่ตรงนี้” ผมถามตามตรง

“รบกวนคุณเหรอคะ” เธอไม่ตอบแต่ถามกลับ ก่อนจะเม้มปากเพราะไม่อยากหลุดสะอื้น “ฉัน...​ แค่มาไหว้พระแล้วก็คิดนั่นคิดนี่ค่ะ”

“คุณอยากระบายให้ใครฟังหรือเปล่า”

“คุณจะฟังเหรอ ฮึก” เธอก้มหน้าให้น้ำตาไหลลงพื้น ตั้งแต่เริ่มทักทายจนถึงตอนนี้ ผมรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปในโลกที่แสนเศร้า ความรู้สึกดำดิ่งลงไปพร้อมๆ กับคู่สนทนาเหมือนกับว่าความเสียใจเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง

“ถ้าคุณอยากเล่าให้คนแปลกหน้าฟัง ผมก็พร้อมฟังนะ”

“ฉันเล่าให้พระท่านฟังไปหมดแล้ว ก่อนที่คุณจะมา”

“ท่านไม่เทศน์ให้คุณสงบบ้างเหรอ”

“ฉันหมายถึงพระพุทธรูป”

ผมแทบหมดคำพูด ได้แต่มองคนตัวเตี้ยกว่าเหม่อลอยไปยังพระพุทธรูปที่เธอพูดถึง เธอยกมือไหว้หนึ่งครั้งก่อนจะกระชับกระเป๋าสะพายที่ห้อยอยู่บนไหล่

“ฉันไปก่อนนะคะ”

“คุณโอเคแล้วใช่มั้ย”

เธอส่ายหน้าจนเรือนผมยาวตรงสะบัดไปด้วย

“แล้วคุณจะไปที่ไหน” ผมถามต่อ เริ่มกังวลขึ้นมาเล็กน้อย เพราะคนที่เสียใจมากๆ ส่วนใหญ่จิตใจจะเปราะบาง อาจทำอะไรโดยไม่คิดเช่น... ฆ่าตัวตาย

“สักที่...” เธอถอนหายใจ “ตอนนี้ฉันคิดอะไรไม่ออก แล้วฉันก็ไม่อยากคิดแล้วด้วย”

“ผมว่าคุณน่าจะติดต่อใครสักคนที่สนิทเช่นพ่อแม่พี่...”

“อย่า! หยุดเดี๋ยวนี้” อีกฝ่ายรีบยกมือห้ามจนผมต้องหยุดชะงัก คิ้วสองข้างขมวดเป็นปม สีหน้าดูเจ็บปวดเหมือนจะระเบิดออกมา “อย่าพูดถึงใครที่เกี่ยวข้องกับฉัน”

ผมนิ่งคิดหาคำพูดดีๆ ให้เธอหยุดร้องไห้อีกครั้งเหมือนที่ทำได้เมื่อสักครู่ เธอปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเป็นหยดที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้

สุดท้ายผมก็เสนอ

“เราออกไปจากที่นี่กันดีมั้ย”

“ฉันกำลังจะไปอยู่แล้ว ขอบคุณนะคะที่เข้ามาทัก” ว่าแล้วเธอก็รีบก้าวเดินจากไป แต่เพียงแค่สามก้าวเท่านั้น เธอหยุดอยู่กับที่อีกครั้งก่อนจะหันมาสบตาผมที่ยังคงมองอย่างเป็นห่วง “คุณจะทำยังไง ถ้าต้องเสียคนรักไป”

“ผมเพิ่งเสียคนรักไปครับ” ผมยิ้มให้เล็กน้อยเป็นเชิงให้กำลังใจอีกคนทั้งที่ข้างในเจ็บปวดไม่แพ้กัน “วันนี้ผมมาทำบุญให้พ่อกับแม่ที่เพิ่งเสียไปเมื่ออาทิตย์ก่อน แผลสดไม่ต่างจากคุณเลยนะ”

“สะ... เสียใจด้วยนะคะ” เธอเอ่ยเสียงเบา

“เสียใจกับคุณเหมือนกัน” ผมพูดตอบ ทำให้เธอย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ “แต่งชุดดำทั้งตัวแบบนี้ มางานศพคนรักเหรอครับ?”

“อ้อ” อีกฝ่ายก้มสำรวจชุดของตัวเอง “ไว้ทุกข์ให้ตัวเองน่ะค่ะ โลกนี่ใจร้าย ทำลายชีิวิตของฉัน แถมยังพรากคนดีๆ ไปจากชีวิตของคุณอีก”

“…”

“ไปฆ่าตัวตายกันมั้ยคะ”

“ผมผ่านมันมาได้แล้ว!” คราวนี้ผมพูดอย่างจริงจังเมื่อได้รับคำเชิญชวนที่แสนแปลกประหลาด ใจอยากให้คนตรงหน้าพูดออกมาสักหน่อยว่าล้อเล่น แต่เธอก็ไม่พูด “ผมว่าตอนนี้คุณกำลังไม่มีสตินะ อยากไปสวดมนต์นั่งทำสมาธิมั้ย”

“จิตฉันไม่นิ่ง ฉันทำไม่ได้ อยู่เฉยๆ ก็เอาแต่คิดถึงเรื่องเก่าๆ”

“คุณเจออะไรมากันแน่”

“เจอความผิดหวังค่ะ”

ผมเงียบ ดูท่าแล้วสิ่งที่เธอเจอมาอาจจะหนักหนาสาหัสจริงๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้จะปลอบยังไงให้หายเศร้า กลัวว่าจะไปจี้ถูกจุดเข้าจนร้องไห้ขึ้นมาอีก

“คุณอยู่ที่ไหน ผมไปส่งเอามั้ย”

“คุณจะมาส่งคนแปลกหน้าอย่างฉันทำไม” เธอถามด้วยความไม่เข้าใจ “กลัวฉันจะฆ่าตัวตายระหว่างทางหรือไง ความจริงคุณปล่อยฉันตายไปคนหนึ่งคงไม่กระทบชีวิตของคุณหรอก”

“ตามผมมา”

ผมเดินเข้าไปใกล้และดันหลังให้เธอออกเดินตาม เราทั้งคู่เดินออกมาจากโบสถ์ขณะที่เธอยังปาดน้ำตาป้อยๆ เท่าที่สังเกตคือเธอหยุดร้องไห้แล้ว เหลือแค่จัดการน้ำตาบนใบหน้าที่ยังทิ้งคราบไว้

และผมก็พาเธอมาหยุดใต้ต้นไม้ใหญ่ จุดที่ไม่มีผู้คนอยู่รอบตัว มีเพียงแค่ลมพัดเบาหวิว

“ผมชื่อไนน์ คุณชื่ออะไร”

“วาว”

“เอาล่ะคุณวาว ฟังนะ” ผมวางมือทั้งสองข้างบนไหล่ของอีกฝ่ายที่เริ่มแปลงร่างเป็นซอมบี้ “ไม่ว่าเรื่องมันจะแย่แค่ไหนคุณต้องมีชีิวิตอยู่ต่อไป ต่อให้เจอเรื่องแย่ๆ หนักหนาแค่ไหน แต่คุณทำเรื่องแย่ๆ กับตัวเองไม่ได้ คุณต้องรักตัวเองให้มากที่สุด”

“ฉันรักตัวเองแล้ว ทำเพื่อตัวเองแล้ว แต่ไม่เห็นมีความสุขเลย”

“การตายก็ไม่ใช่ความสุขนะ”

“แล้วถ้าการมีชีวิตอยู่มันเจ็บปวดกว่า ตายไปไม่ดีกว่าเหรอ อย่างน้อยก็ไม่ต้องคิดอะไร ไปสู่ภพภูมิใหม่ เริ่มต้นทุกอย่างใหม่หมด"

“แล้วคนอื่นที่รักคุณล่ะ จะทิ้งให้เขาเจ็บปวดเหรอ...”

“พอสักที คุณจะพูดอะไรก็ได้ในเมื่อคุณไม่ใช่ฉัน!” คนตัวบางปัดมือทั้งสองข้างของผมออกจากไหล่ตัวเอง “คุณไนน์ คุณเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งแล้วก็โลกสวยมากๆ เลยนะ เพราะฉะนั้นตรรกะของคุณใช้ไม่ได้กับคนอ่อนแออย่างฉัน อีกอย่าง... เรื่องที่เราเจอมามันไม่เหมือนกัน คุณพูดอีกร้อยพันคำฉันก็ฟังคุณไม่รู้เรื่องหรอก”

“…”

“ฉันไปดีกว่า” เธอถอนหายใจยาวพลางหลับตาเพื่อควบคุมสติ “ขอโทษที่บังเอิญมาร้องไห้ให้คุณได้ยิน แต่คุณไม่ต้องกังวลนะ เรารู้จักกันแค่ชื่อ ไม่ได้รู้จักกันมากกว่านั้น”

“คุณอยู่คนเดียวหรือเปล่า”

“คะ?”

“ผมถามว่าคุณอยู่คนเดียวหรือเปล่า” ผมจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ “ที่บ้านของคุณมีใครสักคนที่เบรกความคิดโง่ๆ ของคุณได้บ้างมั้ย”

“ฉันออกจากบ้านมาแล้ว” เธอตอบในทันที ซึ่งผมก็ถามต่อทันทีเหมือนกัน

“แล้วคุณอยู่ไหน”

“ทำไมฉันต้องบอกที่อยู่ให้คนแปลกหน้าอย่างคุณด้วย”

“แต่คุณจะตายแล้วนะ ห่วงความปลอดภัยด้วยเหรอ”

“ฉันยังไม่ตายไง! นี่สรุปคุณเป็นมิจฉาชีพใช่มั้ยเนี่ย จะหากินกับคนสภาพจิตใจย่ำแย่สินะ” เธอเท้าเอวอย่างเอาเรื่อง ภาพนั้นช่างขัดกับนัยน์ตาแดงก่ำของคนที่เพิ่งหยุดร้องไห้มาหมาดๆ ทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ

“สภาพจิตใจคุณไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นหรอก คุณพร้อมสู้มาก”

“สู้กับคุณน่ะสิ!”

“สรุปคือคุณอยู่คนเดียวใช่มั้ย”

“...” เธอเงียบ เบือนหน้าไปทางอื่นก่อนจะตอบในสิ่งที่ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนความคิดของผมเลย “ไม่บอก”

“แล้ว... คุณเลือกที่จะเข้มแข็งไม่ได้เลยเหรอ”

“ไม่รู้”

“ไม่มีอะไรที่สามารถทำให้ดีขึ้นได้เลยเหรอ”

“ฉันเปลี่ยนความจริงไม่ได้” จู่ๆ เธอก็ย่อตัวนั่งยองๆ กับพื้นอย่างคนหมดแรงพร้อมเอามือปิดหน้าเครียด “ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย ทำเวรทำกรรมอะไรไว้นักหนา!”

“ผมรู้นะว่าคุณไม่ได้อยากตาย”

“ใช่! ไม่อยากตายเลย ฮือ”

ว่าจบเธอก็ร้องไห้กับมือสองข้างของตัวเองอยู่พักใหญ่โดยมีผมยืนค้ำหัวมองอยู่เงียบๆ เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ ก่อนที่มือข้างหนึ่งของเธอจะยื่นมาหา

“ช่วยด้วย ช่วยฉันยังไงก็ได้”

ยอมรับว่าผมลังเลอยู่นานมาก ข้อหนึ่งคือมือของเธอเลอะน้ำตาและน้ำมูกไปหมด ข้อสอง... คือกลัวว่าเธอจะไม่เห็นด้วยกับความคิดแปลกๆ ของผมและมองมันในแง่ลบ

“คุณแวววาว”

เธอเงยหน้าขึ้นมาขมวดคิ้วใส่

“ไม่ได้ชื่อแวววาว ชื่อวาววรินทร์”

“โอเคคุณวาววรินทร์ ผมจะไม่จับมือคุณนะ แต่ผมมีข้อเสนอบางอย่าง ถ้าคุณตกลงผมถึงค่อยจับมือคุณ” ผมพยักเพยิดไปที่มือข้างนั้น เธอชักมือกลับไปถูๆ ที่เสื้อตัวเองพลางเอ่ยถาม

“ข้อเสนออะไร”

“ไปอยู่บ้านผมหนึ่งคืน ผมต้องเปลี่ยนความคิดคุณให้ได้”

 

*******************************

ผู้ชายอะไร คือเจอกันไม่ถึงสิบห้านาทีแล้วชวนไปอยู่บ้าน เป็นงงมาก

เรื่องนี้จะดำเนินไปในทิศทางไหน กด FAV ติดตามได้เลยค่ะ คอมเม้นต์พูดคุยกันก็ได้น้า

 

FRIDAY BEAST

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

18 ความคิดเห็น

  1. #8 sopana23 (@sopana23) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 07:41
    จริงสิ
    #8
    0