[Fic SHINee Yaoi] True or False (Hoon)

ตอนที่ 4 : True or False -4-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 พ.ค. 59


True or False

By: Crazy_Dragon & Peddadee

“จินกิ ฉันว่านายควรพัก”

 

นับเป็นเรื่องแปลกระดับชาติที่อีแทมินพูดแบบนี้กับเพื่อนสนิท ด้วยงานของพวกเขาที่บดเบียดเวลาพักผ่อนอยู่แล้วแถมเบื้องบนยังจี้จุดให้พวกเขาตามสืบคดีเพื่อจับคนร้ายให้ได้เร็วที่สุดอีกยิ่งต้องทิ้งเวลาพักน้อยนิดของตัวเองไป แต่จากสีหน้าของจินกิที่ดูอ่อนแรงเหลือเกินแล้วนั้น มันทำให้แทมินอดไม่ได้ที่จะพูดแบบนี้ออกมาจริงๆ

 

“ฉันไม่เป็นไรหรอก” คนตัวขาวหันไปยิ้มเซียวๆให้กับเพื่อนสนิท ผ่านมาเกือบเดือนหลังจากเกิดคดีฆาตกรรมโหดเหี้ยมนั่น แต่การสืบสวนคดีกลับดำเนินไปได้ไม่ถึงครึ่ง มูลเหตุจูงใจของคนร้ายคืออะไร ความหมายแฝงของการจัดแจงศพและวิธีการฆ่าคืออะไร และทำไมต้องทิ้งข้อความปริศนาแบบนั้นเอาไว้ เขายังไม่รู้อะไรซักอย่างเดียว มันสะเปะสะปะไปหมดจนเหมือนต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่อีกครั้ง

 

“แต่สีหน้านายดูไม่ดีเลยนะ...เจอกับจงอินหน่อยไหม เดี๋ยวฉันโทรตามให้ก็ได้”

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เจ้าหน้าที่กรมสืบสวนจะเข้าพบกับจิตแพทย์ เพราะงานที่ทำค่อนข้างกดดันทำให้เกิดความเครียดขึ้นได้ง่าย หากไม่มีการบำบัดความเครียดที่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดผลเสียระยะยาวต่อตัวเจ้าหน้าที่เอง ทางกรมเองก็เป็นห่วงในจุดนี้ เร็วๆนี้จึงได้เริ่มก่อตั้งศูนย์บำบัดความเครียดของเจ้าหน้าที่สืบสวนขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ

 

และคิมจงอินเองก็เป็นเจ้าหน้าที่ของศูนย์นั้น...เขาได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกรมตำรวจและกรมสืบสวนพิเศษจึงได้เข้ามาทำงานที่ศูนย์แห่งนี้ในตำแหน่ง หัวหน้าศูนย์บำบัดความเครียด

 

“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่ได้เครียดขนาดนั้น”

 

สีหน้ากับคำพูดนี่แปรผกผันกันสุดๆ ใครเชื่อลงก็บ้าแล้ว

 

“เฮ้อ...ตามใจนายแล้วกัน” จินกิดื้อแค่ไหนแทมินที่เป็นเพื่อนสนิทย่อมรู้ดีที่สุด ป่วยการที่เขาจะไปคาดคั้นหรือบังคับอะไรคนตัวเล็กได้อีก ในเมื่อเจ้าตัวยืนกรานแบบนั้นแล้วก็คงทำอะไรมากไม่ได้หรอก “แต่ถ้าไม่ไหว นายบอกฉันได้นะ”

 

“ขอบใจมากนะ แต่ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”

 

แม้จะรู้สึกท้อใจกับการสืบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้ แต่จินกิก็ทิ้งมันไว้กลางคันไม่ลงอยู่ดี เขาต้องสืบสาวหาคนร้ายให้ได้ รวมถึงเหตุจูงใจในการก่อคดีครั้งนี้ด้วย แม้ว่าเรื่องจะผ่านมาเกือบเดือนหลังพบศพคดีที่สองแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังสร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชนได้อยู่ดีว่าฆาตกรโหดต่อเนื่องรายนี้ยังคงลอยนวลอยู่ และตนอาจเป็นเหยื่อรายต่อไปของมันก็ได้

 

“หรือว่าจะต้องรอให้มีคดีเกิดขึ้นอีกคดีจริงๆ เราถึงจะสืบเรื่องนี้กันต่อได้เนี่ย”

 

// ข่าวด่วนค่ะ...เมื่อเวลา XX.XX นาฬิกา มีผู้พบศพถูกฆาตกรรมในสภาพสยดสยองบริเวณใต้ตึกร้างแห่งหนึ่งใจกลางเมือง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังส่งกำลังคนไปตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุ หากมีความคืบหน้าจะมีการแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันค่ะ กลับมาที่ข่าวเมื่อซักครู่... //

 

ลางสังหรณ์ของทั้งจินกิและแทมินร้องบอกทันทีหลังได้ยินข่าวด่วนว่าคดีนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับคดีก่อนหน้าแน่ๆ และมันยังบอกอีกว่าหากปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นฝ่ายลงพื้นที่และส่งหลักฐานมาให้อย่างเคย พวกเขาอาจพลาดเบาะแสสำคัญบางอย่างที่จะนำไปสู่การไขคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในครั้งนี้...อย่างเช่นครั้งก่อน

 

“แทมิน...” จินกิเรียกเพื่อนเสียงแผ่ว ก่อนหันไปมองเพื่อนสนิทที่กำลังหยิบบุหรี่ออกจากซองขึ้นจุดสูบด้วยใบหน้าเคร่งเครียดผิดจากทุกที “นายคิดว่ายังไง”

 

“คิดเหมือนที่นายคิดนั่นแหละจินกิ” ควันสีเทาลอยอ้อยอิ่งในอากาศเพียงครู่เดียวเท่านั้นก่อนที่มันจะสลายหายไป “ลงไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุกันเถอะ”

 

สมแล้วที่เป็นอีแทมิน รู้ใจเขาไปซะทุกเรื่องจริงๆ

 

การรอให้คดีเกิดจึงได้เบาะแสก็เหมือนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ในเมื่อนักสืบอย่างพวกเขามีหน้าที่ไขคดีให้กระจ่างจากหลักฐานที่มี ยังไงซะก็คงป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นแบบนี้ไม่ได้อยู่ดี

 

ร่างบางคว้าเสื้อคลุมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนเดินนำหน้าเพื่อนสนิทออกจากห้องทำงานเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่เกิดเหตุทันที

 

...หวังว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะได้เบาะแสสำคัญที่ทำให้สืบหาตัวคนร้ายตัวจริงได้ทีเถอะ

 

 

 

 

 

บรรยากาศรอบๆตึกร้างดูลึกลับและหดหู่ชวนสั่นประสาทซะเหลือเกิน สองนักสืบสาวเท้าเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุทันทีสร้างความแปลกใจให้แก้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีคัดค้านอะไรเนื่องจากจินกิยกคำสั่งลงพื้นที่จากเบื้องบนขึ้นมาอ้าง

 

“ฉันไม่คิดว่านายจะกล้าอ้างเบื้องบนแบบนี้นะเนี่ย” แทมินกระซิบกับจินกิที่ใช้สายตากวาดมองสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับศพของเหยื่อรายที่สาม...

 

ที่เห็นจากรูปถ่ายว่าสยดสยองมากแล้ว มาเจอของจริงยิ่งชวนสยดสยองมากกว่า

 

“อื้อหือ คราวนี้มาแนวแปลกแฮะ” บุหรี่ถูกหยิบขึ้นมาสูบอีกครั้งเมื่อต้องใช้ความคิดหนัก “ศพคราวนี้อย่างกับชั้นโชว์ของ”

 

ใช่...ไม่ผิดจากที่แทมินพูดเท่าไหร่ ศพผู้ตายถูกแขวนคอห้อยกับเพดานโดยส่วนแขนและขาทั้งสองข้างถูกตัดออกและนำมาตั้งไว้บนพื้นคล้ายชั้นวางของ...บนมือและเท้าของผู้ตายที่ถูกจัดท่ามีสมุดพกและตราประจำตำแหน่งวางไว้อยู่ เป็นตราที่คุ้นเคยกันดี...และเป็นตราที่ทำให้ทั้งจินกิและแทมินขมวดคิ้วหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ตราสัญลักษณ์ของกรมตำรวจ...สมุดพกที่วางก็เป็นสมุดพกประจำตัวของตำรวจ...

 

“แปลก...แปลกจริงๆ” จินกิอดพึมพำออกมาไม่ได้ คดีแรกผู้ตายถูกตัดศีรษะทั้งเป็นโดยมีดที่มีความคมกริบ และมีตัวอักษรเลือดเขียนไว้ว่า ทรยศ คดีที่สองผู้ตายถูกผ่าท้องทั้งเป็นและถูกควักอวัยวะภายในทั้งหมดออกมาเรียงเป็นคำว่า หมูแต่คดีที่สาม...ถึงแม้จะเป็นการฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมเช่นเดียวกับสองคดีที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีข้อความสื่อความหมายจากฆาตกร ผิดจากสองคดีแรกอย่างเห็นได้ชัด

 

“คดีนี้ไม่มีคำเชื่อมออกมาโต้งๆ แต่น่าจะมีบอกในการจัดวางศพนี่แหละ”

 

“ที่นายบอกว่าเหมือนชั้นโชว์ของ เพราะมือกับเท้าเขาถูกจัดให้เป็นแบบนั้นแล้วมีสมุดพกกับตราประจำตำแหน่งวางใช้ใช่ไหม” จินกิขยับเท้าเข้าไปใกล้กับศพมากขึ้น ร่างโปร่งบางหยิบถุงมือที่ขอจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานขึ้นมาสวมก่อนหยิบตราประจำตำแหน่งขึ้นมาดูใกล้ๆทันที “เจ้าหน้าที่ระดับสูง น่าจะระดับผู้บัญชาการตำรวจ”

 

“สมุดพกนี่ล่ะ มีอะไรเขียนไว้ไหม” แทมินเองก็ใส่ถุงมือที่ขอจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานแล้วเหมือนกัน คราวนี้ไม่ว่ายังไงก็จะต้องเก็บรายละเอียดหลักฐานให้หมดให้ได้ “คิมมินซอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล...เฮ้ยๆ นี่เล่นฆ่าคนระดับสูงในกรมตำรวจเลยเนี่ยนะ จะว่าใจกล้าหรือบ้าดีเนี่ย”

 

จินกิไม่ได้สนใจกับคำพูดของเพื่อนสนิทเท่าไหร่นัก สมองยังคงทำงานหนักในการประมวลเหตุการณ์จากสถานที่เกิดเหตุคร่าวๆเพื่อเชื่อมโยงไปสู่คดีก่อนหน้านี้

 

“คนแรก เจ้าหน้าที่ชันสูตร คนที่สอง อัยการ คนที่สาม ผู้บัญชาการตำรวจ ทำไมถึงวนเวียนอยู่แต่คนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายล่ะ ?”

 

“นายจำที่ฉันพูดครั้งก่อนได้ไหม ตอนที่เราไปสถานที่เกิดเหตุของคดีที่สองน่ะ เครื่องหมายสองขีดที่ผู้ตายเขียนไว้นั่น ไม่แน่อาจจะหมายถึงตราชั่งอย่างที่ฉันบอกก็ได้”

 

เมฆหมอกบางอย่างที่บดบังสายตากำลังจางลงไป...ผิดกับความรู้สึกบางอย่างในจิตใจที่เริ่มดำมืด

 

“ทีนี้เราก็น่าจะจำกัดวงให้แคบลงได้แล้วนะว่าคนร้ายอาจจะเป็นคนในวงการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมาย...” จินกิรู้ว่าเพื่อนสนิทกำลังจะพูดอะไรต่อไป เพราะแบบนั้นเขาถึงขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมอย่างตัดสินใจไม่ถูก “...นายไม่ลองถามมินโฮดูล่ะ เผื่อจะได้เรื่องอะไรมาบ้าง”

 

“ก่อนอื่นฉันว่าเราควรจะตรวจสอบเรื่องของผู้ตายทั้งสามคนก่อนว่ามีจุดเชื่อมโยงอะไรบ้าง มากกว่าการไปถามบุคคลอื่นเรื่องคดี ยังไงซะถึงจำกัดวงให้แคบแล้วแต่ก็ไม่แน่หรอกว่าจะใช่คนในวงการนี้จริงๆ”

 

อย่างที่สองที่ต้องทำหลังลงตรวจสอบพื้นที่คือต้องหาความเชื่อมโยงของคดีทั้งสามให้ได้ จุดร่วมแรกที่ค้นพบจากสภาพศพและการลงมือฆ่าทำให้จำกัดวงได้ว่าอาจเป็นบุคคลในวงการกฎหมาย แต่จุดต่อไปที่จะทำให้คดีมีความกระจ่างมากขึ้นคืออะไร ? ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจต้องตรวจสอบประวัติผู้ตายทั้งสามย้อนหลังอย่างละเอียดเพื่อหาจุดร่วมนั้น รวมถึงเหตุจูงใจของคนร้ายเองก็อาจจะแฝงตัวอยู่ในหลักฐานพวกนี้ด้วยเช่นกัน

 

“ตรวจสอบประวัติของสองคนแรกน่ะยังพอทน แต่ประวัติผบ.คนนี้นี่ท่าจะยากหน่อยนะ”

 

“แต่ถึงยังไงก็ต้องทำ” จินกิยิ้มเครียด “ถ้าไม่อยากให้มีเหยื่อรายต่อไปเพิ่มขึ้นมาอีก”

 

แทมินถอนหายใจยาวเหยียด ปล่อยให้บุหรี่ที่จุดค้างไว้ไหม้ลามถึงก้นพอดีจนสูบต่อไม่ได้อีก จริงอย่างที่จินกิว่า...ถึงการสืบค้นประวัติเก่าๆจะลำบากแค่ไหนแต่พวกเขาก็ต้องทำ เพื่อเป็นการระงับเหตุที่จะเกิดขึ้นต่อไป...

 

ต่อไปงั้นเหรอ...?

 

ทำไมจินกิพูดแบบนั้น...ทำไมดูมั่นใจว่าคดีนี้ยังมีเหยื่อที่ถูกหมายหัวอยู่อีก...?

 

 

 

 

 

“จินกิ” เสียงเรียกจากคนรักไม่ได้ทำให้คนที่กำลังจมตัวเองกับงานหันไปสนใจเท่าไหร่นัก มินโฮถอนหายใจเหนื่อยๆก่อนขยับตัวเข้ามาหาจินกิที่ยังคงนั่งจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กไม่ละสายตา “จินกิ พักก่อนไหม ฉันกลัวนายจะป่วยนะ”

 

“ขอโทษนะมินโฮ แต่ฉันพักตอนนี้ไม่ได้หรอก” จินกิหันมายิ้มเครียดให้คนรัก เขาไม่อยากให้มินโฮต้องเป็นห่วง แต่คดีที่กำลังทำอยู่เองก็สำคัญด้วยเช่นกัน เขาทิ้งหน้าที่ไปไม่ได้

 

“ฉันแค่อยากให้นายห่วงตัวเองบ้าง...เป็นไปได้ฉันอยากให้นายวางมือจากคดีนี้เลยด้วยซ้ำ”

 

“นายก็รู้ว่าฉันเป็นพวกบ้างาน ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” คนตัวขาวเปลี่ยนเป็นยิ้มจางๆแต่แฝงไปด้วยความเศร้าหมอง ยิ่งสืบสาวเข้าใกล้ความจริงเท่าไหร่สิ่งที่ได้รับรู้ยิ่งทำให้บีบประสาทสัมผัสและหัวใจมากขึ้นเท่านั้น บางทีเขาคงต้องไปพบกับจงอินตามคำแนะนำของแทมินดูบ้าง

 

“ถ้างั้นแล้วนายสืบคดีได้ถึงไหนแล้วล่ะ เข้าใกล้ความจริงหรือยัง”

 

จินกิมองหน้ามินโฮนิ่ง รอยยิ้มที่เคยมีหายไปจากใบหน้าน่ารักนั้น ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่มินโฮไม่เคยเห็นจินกิใช้มองตัวเองมาก่อน

 

“ยังหรอก แต่ก็ใกล้แล้วล่ะ” เขาเล่าความจริงและความเป็นไปเกี่ยวกับคดีให้คนนอกฟังไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นคนใกล้ตัวอย่างมินโฮก็ตาม “มินโฮ นายรู้จักคนๆนี้ไหม”

 

“คน ? ใครล่ะ ?”

 

“คิมมินซอง...อีแจซอก...ฮันวอนซู”

 

เกิดความเงียบขึ้นท่ามกลางคนทั้งสอง บรรยากาศเริ่มอึดอัดจนจินกิรู้สึกได้ มินโฮเงียบไปทันทีหลังจากได้ยินเขาเอ่ยชื่อเหยื่อทั้งสามคน การเอ่ยชื่อผู้ตายไม่ได้เป็นการเผยแพร่รูปคดีให้คนนอกรับรู้ เพราะสื่อหลายแขนงเองก็นำชื่อผู้ตายไปตีไข่ใส่ข่าวกันทั่วด้วยเหมือนกัน บางครั้งบิดเบือนความจริงจนทำให้ผู้เสพสื่อบางคนเข้าใจผิดกันไปใหญ่

 

“รู้จักสิ อีแจซอกเป็นอัยการ ฉันเป็นทนายความ อยู่วงการเดียวกันก็ต้องรู้จักกันอยู่แล้ว สองคนที่เหลือฉันก็รู้เท่าที่ข่าวบอกนั่นแหละ”

 

เป็นไปได้จินกิไม่อยากทำแบบนี้กับคนรักเลย...การจับโกหกคนรักเป็นอะไรที่ทรมานใจคนกระทำสิ้นดี ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจคนรัก แต่งานนักสืบ...เป็นงานที่ต้องสงสัยคนทุกคนรวมถึงคนใกล้ตัว อย่างที่เขาเคยสงสัยแทมินมาก่อน...

 

ใช่...เขากำลังสงสัยมินโฮ

 

เครื่องหมายตราชั่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านกฎหมาย มินโฮที่เป็นทนายความย่อมรู้เรื่องนี้ดีแก่ใจ และผู้ตาย...สองในสามคือคนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เป็นทั้งอัยการ และตำรวจระดับสูง หรือแม้แต่ฮันวอนซูเจ้าหน้าที่ชันสูตรเองก็ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย

 

มินโฮกำลังโกหกเขา...โกหกว่าไม่รู้จักฮันวอนซูและคิมมินซอง

 

จากการสืบประวัติเหยื่อทั้งสามทำให้เขาหาจุดร่วมของคนทั้งสามเจอ นั่นคือทั้งสามคนเป็นผู้เกี่ยวข้องในคดีค้ายาเสพติดและฆ่าคนตายรายใหญ่ เป็นเรื่องบังเอิญหรือตลกร้ายก็ไม่ทราบได้ที่คดีนั้นเป็นคดีแรกที่มินโฮว่าความในฐานะทนายความเต็มตัวเป็นครั้งแรก และครั้งนั้น...ลูกความของมินโฮซึ่งตกเป็นจำเลยได้รับการพิพากษาให้ประหารชีวิต

 

ยิ่งคิดถึงตรงนี้ใจก็ยิ่งเจ็บ...มินโฮกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้...ทั้งที่เขาไม่ควรจะสงสัยเคลือบแคลงในตัวคนรัก...แต่ด้วยหน้าที่แล้วจินกิจำเป็นที่จะต้องทำแบบนี้

 

ประโยคที่พูดว่า “หากตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ออกไป สิ่งที่เหลือแม้ไม่น่าเชื่อแค่ไหน แต่มันก็คือความจริง” ที่เคยอ่านเจอในวรรณกรรมสืบสวนเรื่องเชอร์ล็อก โฮล์มส์ กลายเป็นสิ่งตอกย้ำอีจินกิในทุกๆวันที่เขาสืบหาความจริง

 

“อ๋อ...แล้วอีแจซอกคนนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ ในความคิดนายน่ะ”

 

“ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้รู้จักกับเขาเป็นพิเศษนะ เคยเจอแค่ครั้งสองครั้งเอง” มินโฮจ้องมองคนรักที่มีท่าทีแปลกไปตั้งแต่ที่เอ่ยชื่อเหยื่อทั้งสามคนออกมา เขารู้จักจินกิดี...รู้จักมานาน...รู้จนกระทั่งรู้ใจอีกฝ่ายว่ากำลังคิดอะไรอยู่เลยด้วยซ้ำ “ที่ถามเนี่ยจะเอาไปประกอบการสืบสวนเหรอ”

 

“เปล่าหรอก ก็แค่ถามเฉยๆน่ะ” ดวงตาเรียวรีหยีลงเมื่อแย้มยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มฝืดๆที่มินโฮไม่เคยชอบซักครั้งที่ได้เห็น พักหลังจินกิชักจะยิ้มแบบนี้ให้เขาบ่อยขึ้น อาจเพราะภาระงานที่หนักหน่วงทำให้เจ้าตัวรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายใจ หรือไม่ก็อาจเพราะสาเหตุอื่น...สาเหตุที่เขากำลังสงสัย...

 

...ว่าจินกิ...กำลังสงสัยเขาอยู่

 

จริงอยู่ที่จินกิมีสิทธิ์ที่จะคิดแบบนั้น งานนักสืบเป็นงานที่ต้องคอยระแวงระวังทุกอย่างรอบตัว ไม่เว้นแม้แต่คนใกล้ตัวอย่างพ่อแม่ ครอบครัวหรือคนรัก มินโฮเข้าใจดี และเพราะเข้าใจเขาถึงอยากให้จินกิถอนตัวจากคดีนี้นักหนา...เขาไม่อยากให้จินกิต้องทนทุกข์ใจกับการสงสัยระแวงคนใกล้ตัวอีกแล้ว...ไม่อยากให้จินกิเคร่งเครียดทำงานหนักไม่ยอมพักแบบนี้อีก...

 

“ฉันว่าฉันทำงานต่อดีกว่า มินโฮจะนอนก่อนก็ได้นะ”

 

“อื้ม”

 

ร่างสูงหอมแก้มคนรักสองข้างก่อนกอดหลวมๆเป็นเชิงให้กำลังใจก่อนเดินขึ้นห้องนอนไป...ด้วยแววตาที่ฉายแววแปลกประหลาดอ่านยาก...

 

...หลังจากเห็นข้อมูลบางอย่างบนหน้าจอโน้ตบุ๊กของอีจินกิ

 

 

 

 

 

“บังเอิญมากเลยนะที่ทนายฝ่ายจำเลยของคดีนั้นคือแฟนนาย” น้ำเสียงไม่ได้เรื่อยเฉื่อยเหมือนทุกครั้ง หากแต่แฝงความจริงจังจนฟังแล้วรู้สึกกดดัน แทมินจ้องมองสีหน้าโรยๆของเพื่อนสนิท เมื่อคืนคงไม่ได้นอนทั้งคืนล่ะสิท่า “คดีนี้ใหญ่เอาเรื่องเลยนี่ สื่อเอาไปตีข่าวซะเละเทะเกินจริง ประจานครอบครัวจำเลยซะจนแทบไม่เหลือที่ยืนในสังคมเลย”

 

“ฮันวอนซูเคยเป็นนักโทษคดีค้ายาเสพติดมาก่อน ส่วนอัยการในคดีนั้นคืออีแจซอก ผู้รับผิดชอบคดีคือผบ.คิมมินซอง และทนายฝ่ายจำเลยก็คือ...ชเวมินโฮ”

 

“เป็นคดีแรกที่มินโฮว่าความน่ะ แล้วก็แพ้คดี...” น้ำเสียงเบาหวิวราวกระซิบ อาจเพราะสะเทือนใจแทนคนรักที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนั้น นั่นคือสิ่งที่แทมินคิด แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่จินกิสะเทือนใจคือความคิดของตัวเองมากกว่า “ผู้พิพากษาของคดีนี้ชื่ออะไรนะแทมิน”

 

“ยุนจีซู...นายกำลังคิดว่าเขาจะเป็นคนต่อไปที่โดนฆ่าใช่ไหม”

 

“ใช่ ถ้าทุกคนเกี่ยวข้องกันโดยมีคดีนั้นเป็นจุดเชื่อมโยง ก็ลงล็อก”

 

“แล้วความหมายของสิ่งที่คนร้ายจะสื่อล่ะ...เท่าที่ฉันอ่านประวัติมานี่รู้สึกแต่ละคนไม่ค่อยดีทั้งนั้นเลยนะ ทุจริตบ้าง ใช้อำนาจในทางที่ผิดบ้าง บางทีก็คิดว่าตายๆไปซะบ้างก็สมควร”

 

“มีคนในกฎหมายคิดแบบนี้อีกคนแล้วเหรอเนี่ย...” จินกิพึมพำ คล้ายจะพึมพำกับตัวเองมากกว่า แต่แทมินกลับได้ยินซะอย่างนั้น

 

“แหงล่ะ หรือนายไม่เคยคิดล่ะว่าคนพวกนี้น่ะตายไปซะบ้างก็ดี ฆาตกรคงตั้งตัวเองเป็นศาลเตี้ยช่วยผดุงความยุติธรรม อารมณ์เหมือนโรบินฮู้ดอะไรแบบนี้ล่ะมั้ง”

 

“แต่ถึงเขาจะทำเพื่อความยุติธรรม การฆ่าคนก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องอยู่ดี...” คนตัวขาวถอนหายใจหนักหน่วง หนักสมองที่ต้องใช้คิดหาความหมายของการจัดสภาพศพในรูปแบบนั้น รวมถึงหาสาเหตุจูงใจที่แน่ชัดของฆาตกร รวมถึงเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย “คนแรกถูกตัดหัว ละเลงเลือดเขียนว่าทรยศ นายคิดเห็นว่าไง”

 

“ถ้าอิงจากรูปคดีเดิม...ฮันวอนซูให้การเป็นประโยชน์กับตำรวจเลยทำให้คดีถูกตัดสิน ลองมองมุมกลับกันอีกทีฉันคิดว่าตรงนี้นี่แหละที่เป็นปัญหา สมมติว่ามองแบบคณะลูกขุนที่ว่าจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะถูกป้ายสีด้วยหลักฐานจากฝั่งอัยการ”

 

“เคยได้ยินมินโฮเปรยๆให้ฟังเหมือนกันว่าคดีนั้นหลักฐานที่เขาหามาได้แทบจะกลายเป็นขยะไปเลย”

 

“มีคนสร้างหลักฐานเท็จชัวร์ เซนส์ฉันมันฟ้อง” จินกิมองเพื่อนสนิทด้วยแววตาดุๆ คำว่าเซนส์ไม่สมควรที่จะเอามาใช้ในการสืบคดีจริงๆ ฟังแล้วไม่เป็นเหตุเป็นผลเอาซะเลย “คนที่มีอำนาจทำได้ขนาดนั้นต้องเป็นคนระดับสูง... ถ้าเป็นผบ.คนนั้นน่ะทำได้สบายๆเลย แล้วก็สรุปสำนวจส่งให้อัยการ อัยการก็ไปตกลงกับเจ้าบ้าฮันวอนซูว่าต้องให้การแบบนี้ๆนะ นั่นแหละ เป๊ะ”

 

“แล้วผู้พิพากษาล่ะ ถ้าทุกอย่างอยู่ที่หลักฐานผู้พิพากษาก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง...หรือว่า ?”

 

“เซนส์นายนี่ดีจริงๆจินกิ” คนถูกชมไม่ได้รู้สึกดีกับคำชมนั้นเท่าไหร่นัก สิ่งที่เขาคิดเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น อาจเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงขึ้นมาก็ได้ “นายคิดว่ายังไงล่ะ ?”

 

“ผู้พิพากษาคนนั้นก็มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้...ติดสินบน...น่าจะเข้าข่ายนี้แหละ”

 

“ถ้าฉันเป็นมินโฮคงแค้นน่าดู ไม่ได้แค้นที่ตัวเองแพ้คดีนะ แต่แค้นที่เอาผิดคนที่ทำชั่วไม่ได้ แพ้ให้กับอำนาจบ้าบอคอแตกที่พวกนั้นใช้ยัดความผิดให้คนอื่น”

 

แววตาของแทมินเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด หากสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันเป็นเรื่องจริง...คนพวกนั้นก็สมควรตาย สมควรตายที่บังอาจใช้อำนาจในทางที่ผิด บีบให้คนที่ไม่ได้ทำผิดต้องตกเป็นแพะรับบาป ทำให้กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ต้องแปดเปื้อน...

 

ถ้าเขาเป็นมินโฮ...ไม่แน่ว่าอาจจะ...

 

“นายก็สงสัยมินโฮเหรอ แทมิน”

 

อีแทมิพยักหน้าเบาๆให้จินกิ สีหน้าเคร่งเครียดหนักขึ้นกว่าเดิมเมื่อเอ่ยประโยคนี้ออกไป

 

“นายก็ด้วยสิ...ใช่ไหม จินกิ”

 

ใบหน้าหวานของเพื่อนสนิทหม่นหมองลงทันที จินกิไม่พูดอะไรตอบกลับ มีเพียงการพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้าเท่านั้นที่เป็นคำตอบยืนยันให้แทมิน

 

แทมินเข้าใจดีว่าจินกิกำลังทรมานแค่ไหน...เผลอๆความอึดอัดทรมานนี้อาจมีมากกว่าตอนที่เจ้าตัวสงสัยว่าเขาเป็นคนร้ายถึงสิบเท่าร้อยเท่าเลยก็ว่าได้ ในเมื่อชเวมินโฮเป็นหนึ่งในผู้รักษากฎหมาย และยิ่งไปกว่านั้น ชเวมินโฮคือคนรักของจินกิ เป็นคนที่จินกิไว้ใจมากที่สุด แต่กลับ...

 

เขาได้แต่ภาวนาว่าสิ่งที่ตัวเองคิดจะมีข้อผิดพลาด...คนร้ายอาจเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่มินโฮ

 

เพราะถ้าเป็นมินโฮจริงๆ...แทมินไม่รู้เลยว่าสภาพจิตใจของจินกิจะบอบช้ำมากแค่ไหนกับความจริงในข้อนี้

 

 

 

 

 

TBC.

 


Peddadee says ::

กลับมาแล้วค่ะ คัมแบคในรอบหลายเดือนมากๆๆๆๆๆๆๆ ยอมรับผิดทุกประการ...

 

จะบอกว่า “ตอนหน้าจบแล้วนะคะ” เย้ ! ดีใจกับเราไหม 555555555

 

เนื่องด้วยไรท์เตอร์เครซี่ดราก้อนเจ้าเดิมเกิดหัวตื้อตันเขียนฟิคนี้ไม่ออก เราก็เลยมาสานต่อให้แทน (เรอะ) ตอนที่ได้ก็เลยสั้นกว่าตอนอื่นๆมากมาย อ่านแล้วงงติติงได้นะคะ เพิ่งเคยเขียนแนวนี้เป็นครั้งแรก ยากมากจริงๆ ฮือ...

 

อ่านถึงตอนนี้น่าจะรู้แล้วว่าใครเป็นคนร้าย...ไม่สิ ผู้ต้องสงสัยก่อน แต่ก็นั่นแหละค่ะ สปอยขนาดนี้ แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีหักมุมซ้ำซ้อนตอนท้ายอีก ยุ่งเหยิงกันล่ะทีนี้ เฮฮฮฮฮ

 

ไปละค่า เจอกันตอนหน้า ตอนจบแล้วเนาะ จุ๊บๆ

 

ปล. เราไม่ใช่แม่ยกโฮอนจ๋าเหมือนเครซี่จัง ก็เลยใช้เวลาบิ๊วนานมากกว่าจะกลับมาเขียนต่อได้ T T

 

Crazy_Dragon’s Say: ก็ สวัสดีทุกคนค่ะ ห่างหายไปนานมากและคิดว่าทุกคนคงลืมพล็อตไปแล้ว อืม  ขอโทษด้วยค่ะ ด้วยความที่ตันกับการเขียนมาก และก่อนหน้าก็เอาเวลาไปทุ่มรวมเล่มSFอีก ก็เลยดองไปยาวๆแล้วโยนให้นังเป็ดเขียนตอนสี่ไปคนเดียว ฮา เดี๋ยวตอนหน้าจะจบแล้วและเราจะกลับมาเขียนต่ออีกครั้ง หลังจากนี้จะมีสเปมั้ยก็รอติดตามกันนะคะ ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่ยังเข้ามาอ่านกัน 

(c)                            Chess theme

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #12 Ang Roshom (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 17:48
    จะจบแล้วเหรอ TT
    #12
    0
  2. #11 Fee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 14:02
    เรารอเรื่องนี้อยุค่าาา ชอบมากกก โอย มันปวดใจ อ่านจากตอนที่แล้วๆ พวกเครื่องหมายอะไรนี่ก็สื่อว่าเป็นมินโฮมาก

    อ่านไปปวดใจไป ไม่อยากจะให้เป็นมินโฮเลยค่ะะ ㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ

    บวกกับอ่านไปก็ขนลุกไปค่ะ5555 ชอบมากก แงงง สู้ๆนะคะ ตามอ่านอยู่ค่าาา
    #11
    0
  3. #10 M_HooN (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 21:50
    มินโฮเหรอ? ทำไมต้องเป็นมินโฮล่ะไม่อยากให้เป็นมินโฮเลยค่ะ สู้ๆ นะค่ะ อยากให้เรื่องหักมุมมากเลย
    #10
    0