[Fic SHINee Yaoi] True or False (Hoon)

ตอนที่ 3 : True or False -3-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 ต.ค. 58


True Or False

By: Crazy_Dragon & Peddadee

“จากหลักฐานที่ได้มา สรุปว่าอาจะเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง” อีจินกิจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กของตัวเองซึ่งมีรายละเอียดของคดีที่เหยื่อถูกฆ่าควักอวัยวะภายในมาเรียงต่อกันเป็นคำว่า หมู “แต่จุดเชื่อมว่ามันเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องคืออะไร”

 

“รูปคดีที่ใช้ก่อคล้ายกันคือเหมือนกับจัดศพเพื่อสื่อถึงอะไรบางอย่าง กับ...” ควันบุหรี่สีเทาหม่นถูกพ่นออกมาจากปากของนักสืบตัวผอม “คำสั้นๆที่คนร้ายทิ้งไว้...จะต้องมีความหมายอะไรอย่างอื่นที่เชื่อมกันอยู่แน่ๆ”

 

จินกิขมวดคิ้วพลางมองเพื่อนสนิท แค่คืนเดียวที่เขาถูกมินโฮห้ามไม่ให้ทำงานต่อ แทมินกลับวิเคราะห์ไปได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ

 

หรือว่าเพราะตัวเองเป็นคน...ลงมือ เอง...

 

“หน้าฉันมีอะไรติดอยู่รึไง” แทมินเลิกคิ้วมองจินกิที่นั่งขมวดคิ้วจ้องหน้าเขาไม่หยุด ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่เขารู้สึกว่าจินกิดูแปลกๆไป เหมือนกับมีเรื่องอะไรบางอย่างที่บอกใครไม่ได้อยู่ "หรือว่“นายคิดอะไรออก"

 

“นายคิดว่าจุดเชื่อมของคดีอยู่ที่ความหมายของคำพวกนั้นแล้วก็การจัดศพเหรอ ทำไมถึงมั่นใจว่าเป็นแบบนั้นล่ะ”

 

“จากสภาพศพที่เหยื่อถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม บ่งบอกได้เลยว่าคนร้ายจะต้องมีความแค้นกับเหยื่อสูงมาก แต่ถ้าแค่ฆ่าเพื่อระบายความแค้นเฉยๆ ฉันว่าไม่น่าจะมานั่งบรรจงแต่งศพกับทิ้งคำปริศนาเอาไว้แบบนั้น”

 

“รู้ถึงขนาดนั้นเชียวเหรอ”

 

แทมินเลิกคิ้วมองเพื่อนสนิทที่พึมพำอะไรบางอย่างคนเดียวไม่ได้มองหน้าเขาตรงๆ รู้สึกว่าจินกิจะดูแปลกไปจริงๆ แปลกไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนจินกิที่มีความเด็ดขาดในการวิเคราะห์คดีเหมือนกับทุกที

 

“คิดมากอะไรอีกแล้วล่ะนาย” มือหนาโยกหัวกลมๆของเพื่อนสนิทเล่นเหมือนทุกที แต่จินกิก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมานอกจากทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่คนเดียว “อะไรที่มันอยู่ในใจ ปล่อยมันออกมาบ้างก็ได้ เก็บไว้คนเดียวอึดอัดตายเลย”

 

“นาย...” ร่างขาวเม้มริมฝีปากแน่น ลังเลใจว่าจะพูดออกไปดีหรือไม่ “สมมุติถ้านายกำลังสืบคดีอยู่ แล้วนายสงสัยคนใกล้ตัวว่าเป็นคนร้าย จะทำยังไง”

 

“จินกิ” แทมินเอามือออกจากหัวของเพื่อนสนิทมาประสานกันบนตัก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ “เราเป็นนักสืบนะ เรื่องแบบนั้นนายน่าจะรู้ดีแก่ใจ”

 

รู้ดีแก่ใจ...คำตอบที่ว่าของแทมินคือให้เขาจับคนกระทำผิดนั้นมาลงโทษไม่มีละเว้นสินะ

 

แล้วถ้าคนๆนั้น...เป็นแทมินล่ะ...

 

“นายสงสัยใคร ?” หน่วยตาคมจ้องมองเพื่อนสนิทที่กัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่นจนแทบแตก จินกิมักเป็นแบบนี้เสมอ หากเวลาที่เจ้าตัวใช้ความคิดจนคิดไม่ตกก็มักจะแสดงอาการออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ครั้งนี้เองก็เช่นกัน ความผิดปกติตั้งแต่ก่อนถามคำถามเขา เรื่องนี้ทำไมนักสืบมือฉมังอย่างแทมินจะไม่รู้

 

สิ่งที่เขาไม่รู้...มีเพียงอย่างเดียวคือเรื่องภายในใจของจินกิที่ทำให้เจ้าตัวดูเป็นทุกข์มากถึงขนาดนี้เท่านั้น

 

“ฉัน...ไม่แน่ใจ”

 

“บอกมาเถอะ”

 

รอยยิ้มสบายๆคลี่ออกเพื่อให้บรรยากาศดูไม่ตึงเครียดมากนัก นี่ก็เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งในการที่จะล้วงความลับ...เขาไม่อยากใช้คำนี้กับจินกิที่เป็นเพื่อนสนิทเท่าไหร่ แต่การที่เจ้าตัวเอาแต่อมพะนำไม่พูดอะไรแล้วส่งผลเสียกับตัวเอง เขาก็จำเป็นที่จะต้องงัดมันออกมาใช้บ้าง สิ่งเหล่านี้เรียนรู้ได้ไม่ยากหรอก ก็เขามีเพื่อนเป็นจิตแพทย์นี่นะ

 

“ช่างเถอะ” จินกิตัดบท รู้ว่าเพื่อนกำลังทำการล้วงความลับจากตัวเองอยู่ “เอาไว้ฉันแน่ใจ ฉันจะบอกนายอีกที”

 

“เอางั้นเหรอ เอางั้นก็ได้” แทมินยิ้มกว้าง “มาวิเคราะห์คดีนี้กันต่อดีกว่า มีจุดที่น่าสงสัยอีกหลายจุดเลยนะ”

 

“ไดอิ้งเมสเสจ” จินกิหยิบรูปรอยเลือดสองขีดที่พวกเขาเป็นคนไปเจอในสถานที่เกิดเหตุขึ้นมาดู “ที่นายบอกว่าเป็นตราชั่งน่ะเหรอ”

 

“ดูเหมือนออกนะ” แทมินลูบคางตัวเองเบาๆ มือหนาเตรียมจะคีบบุหรี่ขึ้นมาสูบแต่เมื่อเห็นสายตาพิฆาตจากเพื่อนสนิทที่เกลียดกลิ่นบุหรี่จึงต้องวางลงแต่โดยดีแล้วเปลี่ยนเป็นเคาะปากกาเล่นแทน “ขีดที่ว่าก็คือเชือกของตราชั่ง”

 

“อาจจะเป็นเครื่องหมายไซคีก็ได้นี่”

 

จังหวะการเคาะปากกาของแทมินหยุดลงทันทีที่ได้ยินเพื่อนสนิทสันนิษฐานออกมาแบบนั้น สมองเริ่มประมวลผลอะไรได้รางๆ ถึงความคิดภายในของจินกิที่ทำให้เจ้าตัวดูไม่ปกติในช่วงนี้

 

“นักจิตวิทยาจะมามีความแค้นอะไรกับเหยื่อล่ะหือ” แม้จะร้อนใจอยากถามว่าสิ่งที่จินกิสงสัยใช่สิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจหรือไม่ แต่แทมินก็ต้องเย็นใจไว้เพื่อให้เพื่อนสนิทได้ลองคิดดูใหม่กับข้อสันนิษฐานของเขา “คำสองคำนั่นด้วย จะบอกว่านักจิตวิทยาเกิดสติแตกฆ่าเหยื่อขึ้นมารึไง ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนะฉันว่า”

 

“ถ้าไม่ใช่นักจิตวิทยา แต่เป็นจิตแพทย์ล่ะ”

 

ไม่ใช่ตราชั่งที่เขาสันนิษฐาน แต่เป็นเครื่องหมายไซคีอย่างนั้นเหรอ

 

ทำไมอยู่ดีๆจิตแพทย์ถึงได้เอ่ยปากขอไปดูสถานที่เกิดเหตุเอง ทั้งที่คดีนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าตัวเลย เพราะแค่อยากเห็น หรืออยากไปดูสถานที่เกิดเหตุให้แน่ใจว่าทำลายหลักฐานเรียบร้อยแล้ว

 

และพอไปถึงสถานที่เกิดเหตุ ทุกอย่างถูกเก็บกวาดอย่างดีไม่เหลือร่องรอยแม้แต่ไดอิ้งเมสเสจของเหยื่อ มีเพียงคราบเลือดจางๆบ่งบอกถึงว่าสถานที่นี้เคยเกิดเหตุฆาตกรรมสยดสยองขึ้น แล้วในตอนนั้นเองที่แทมินพูดขึ้นว่า มีคนทำความสะอาดพื้นที่แล้ว

 

คนนอกไม่มีทางออกคำสั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อยู่แล้ว ถ้าเกิดต้องการทำลายหลักฐานหลังจากเห็นมันกับตา ก็ต้องใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองในการสั่งการให้เก็บกวาดสถานที่

 

แล้วคนที่สามารถทำแบบนั้นได้จะมีใครอื่นอีกนอกจาก...เจ้าหน้าที่สืบสวนหน่วยสืบสวนคดีพิเศษ อีแทมิน

 

แค่เครื่องหมายสองขีดกับท่าทางของอีแทมินที่หัวเสียหลังจากเห็นไดอิ้งเมสเสจของเหยื่อ แค่สองสิ่งนี้ทำให้อีจินกิสันนิษฐานได้ถึงขนาดนี้เลยสินะ เก่งจริงๆ สมกับที่เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนของหน่วยสืบสวนคดีพิเศษ

 

มันชัดเจนมากว่า อีจินกิกำลังสงสัยอีแทมิน ถึงจะไม่ได้เอ่ยปากบอกตรงๆ เขาก็พอจะรู้

 

เขาเองก็เป็น นักสืบ เหมือนกัน และเป็นนักสืบที่ เก่งด้านจิตวิทยา มากด้วย เรื่องแค่นี้ทำไมเขาจะจับสังเกตจินกิไม่ถูก ถือว่าพลาดอย่างแรงที่อีกฝ่ายเผยไต๋ออกมาให้ได้เห็นก่อนแบบนี้

 

“จะบอกว่าจิตแพทย์ทำเพื่อแก้แค้นส่วนตัว ?” สถานการณ์ที่ตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยแบบนี้แต่แทมินก็ยังครองสติและความเยือกเย็นอยู่ได้ มือหนาคีบบุหรี่ขึ้นจุดสูบไม่ได้สนใจสายตาห้ามปรามของเพื่อนสนิทอีกต่อไป ดวงตาจับจ้องเพียงใบหน้าหวานของเพื่อนสนิทที่เริ่มฉายแววเคร่งเครียดขึ้นมาทุกที “งั้นข้อสันนิษฐานของนาย...ฉันขอฟังหน่อยก็แล้วกัน”

 

“ตัวจิตแพทย์ไม่ได้ทำหรอก แต่เขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด”

 

“หืม ? จะบอกว่าคนร้ายตัวจริงไม่ใช่จิตแพทย์ แต่เป็นคนอื่นงั้นเหรอ”

 

“แทมิน...” จินกิหลับตาลงช้าๆ ก่อนจะลืมขึ้นมองใหม่ “ตัวจิตแพทย์เป็นแค่ผู้เตรียมการกับสถานที่ ส่วนคนที่ลงมือฆาตกรรมจริงๆเป็นคนอื่น เป็นไปได้ว่าเหยื่ออาจเห็นหรือรู้จักกับจิตแพทย์คนที่ให้ความร่วมมือกับคนร้ายเลยทิ้งสัญลักษณ์แบบนั้นเอาไว้ แต่ยังวาดไม่เสร็จดีก็สิ้นใจตายไปซะก่อน”

 

แทมินไม่ได้ว่าอะไรนอกจากฟังจินกิต่อไปเงียบๆ ควันสีเทาหม่นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในห้องทำงานของทั้งสอง บรรยากาศในตอนนี้ดูเคร่งเครียดเหลือเกิน

 

“ก็ฟังดูมีเหตุผลดีนะ” แทมินว่ายิ้มๆ “แล้วความหมายของสองคำที่คนร้ายอุตส่าห์บรรจงใช้เลือดกับเครื่องในละเลงเขียนขึ้นมาล่ะ ?”

 

ทรยศ กับ หมู

 

“สิ่งที่เหมือนกันของสองคดีนี้คือทั้งสองคนเป็นคนที่สมควรตาย แต่รอดพ้นจากกฎหมายเพราะความช่วยเหลือของคนบางกลุ่ม” จินกิถอนหายใจ ลอบสังเกตปฏิกิริยาของแทมินแต่ก็เหลวไม่เป็นท่า ท่าทางนิ่งสบายๆของแทมินทำให้เขาเริ่มประหม่าที่จะพูดข้อสันนิษฐานของตัวเองออกไป “ถ้ากฎหมายเอาผิดไม่ได้ ทางเดียวที่จะทำได้ก็คือจัดการซะเอง”

 

“นายบอกว่าเหยื่อสมควรตายเหมือนกัน แต่ไม่ได้แปลความหมายของคำนั้นออกนี่” แทมินเลิกทำหน้าสบายๆแล้วเปลี่ยนเป็นจริงจังหลังจากได้ยินข้อสันนิษฐานนี้ของจินกิ “ถ้ากฎหมายเอาผิดไม่ได้ ทางเดียวที่จะทำได้คือจัดการเองงั้นเหรอ คนร้ายคิดว่าตัวเองเป็นผู้พิพากษาตัดสินชีวิตคนอื่นรึไง”

 

“นั่นแหละที่ฉันอยากจะถามคนร้าย” จินกิจ้องตาแทมินนิ่ง รู้ดีว่าเป็นความคิดที่ไม่สมควรมีแต่เขาก็สงสัยแทมินจริงๆ ถ้าแทมินเป็นคนร้าย เขาก็อยากฟังเหตุผลจากปากของแทมินเช่นกันว่าทำไมถึงได้ลงมือทำอะไรแบบนี้ ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้รักษากฎหมาย

 

ถึงแม้เหยื่อทั้งสองคนจะสมควรตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้กฎที่อยู่นอกเหนือจากกฎหมายมาตัดสินเอาเองตามอำเภอใจแบบนี้

 

“ข้อสันนิษฐานนายมีเท่านี้ใช่ไหม” แทมินสูบเอาควันพิษเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะพ่นออกมาให้ลอยอ้อยอิ่งเพิ่มบรรยากาศความอึดอัดในห้องทำงาน “แต่ฉันอยากบอกนายไว้อย่างนะจินกิ”

 

ร่างเพรียวนิ่งเงียบ รอฟังสิ่งที่เพื่อนสนิทจะพูด ดวงตาคมกริบจ้องมองจินกิจนทำให้เจ้าตัวรู้สึกอึดอัด มันดูจริงจัง...จริงจังจนน่ากลัว

 

“การสงสัยคนใกล้ตัวน่ะมันก็เป็นเรื่องปกติของนักสืบอย่างเราๆอยู่แล้ว ฉันไม่ว่านายหรอกถ้านายจะสงสัยใครซักคนที่อยู่ใกล้ๆตัว”

 

มือหนาเคาะเถ้าบุหรี่ให้ตกลงไปบนจานที่เขี่ยวบุหรี่ สีหน้านิ่งสงบราวกับไม่สะทกสะท้านอะไร

 

“แต่ข้อสันนิษฐานที่ว่ามาของนาย อาศัยแค่การสังเกตคนรอบข้างกับสิ่งที่นายพบเห็นมาเท่านั้น เรายังไม่ได้สืบลึกลงไปถึงเบื้องหลังที่แท้จริงของคดีนี้เลยด้วยซ้ำ ถ้านายจะจับคนร้าย ตัวจริง นายต้องคุ้ยเรื่องพวกนั้นออกมาแล้วแสดงให้คนร้ายได้เห็นว่าเขาไม่มีทางจะถอยหนีหรือแก้ตัวได้อีก”

 

คำพูดของแทมินทำให้จินกิขมวดคิ้วแน่น เขาต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองสันนิษฐานใหม่ ข้อบกพร่องบางอย่างที่ยังไม่สามารถจะหาข้อสรุปได้ยังมีอยู่อีกมาก แทมินคงอยากจะเตือนเขาไว้...ว่าอย่าตัดสินอะไรไปส่งเดชหากยังไม่รู้เบื้องหลังที่แท้จริงอย่างลึกซึ้ง

 

“ความร้อนรนไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก ดีแต่จะทำให้เราหลงทาง อย่าให้ความร้อนรนในใจพาเราหลงไปในทางที่ผิดเลยจินกิ ถึงเวลานั้นที่นายรู้ตัวหลังจากหลงทาง มันอาจจะสายไปจริงๆแล้วก็ได้”

 

รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อติดจะหวานของเพื่อนสนิท เป็นรอยยิ้มที่ชวนให้สบายใจเหมือนทุกครั้งที่ได้มอง

 

“นายเป็นเพื่อนสนิทของฉันนะจินกิ ฉันถึงได้พูดเตือนเอาไว้”

 

“...”

 

“สิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น สิ่งที่คิด อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูก สิ่งที่ไม่คาคคิด อาจเป็นสิ่งที่เป็นความจริงแท้ ... ก็แค่นี้แหละเนอะ ฮ่าๆๆๆ”

 

 

 

 

 

“เนื่องจากหลักฐานมีน้ำหนักไม่เพียงพอต่อการเอาผิดจำเลย ศาลจึงมีคำสั่งยกฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และให้จำเลยพ้นข้อกล่าวหาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

 

ชเวมินโฮในชุดสูทเรียบร้อยในฐานะของ ทนายฝ่ายจำเลย ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อสิ้นสุดคำตัดสินของศาล ริมฝีปากวาดยิ้มขึ้นบางๆ สิ้นสุดไปอีกคดีหนึ่งแล้วสินะ

 

“ขอบคุณคุณทนายมากนะคะที่ช่วยสามีดิฉัน” ฝ่ายภรรยาซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างของเขาโค้งให้กับเขาทันทีที่เดินพ้นออกจากห้องพิจารณาคดีพร้อมกับสามี “ถ้าไม่ได้คุณทนายสามีดิฉันก็ไม่รู้จะเป็นยังไง”

 

“ไม่หรอกครับ ผมแค่ทำไปตามหน้าที่เท่านั้น” มินโฮยิ้มรับคำขอบคุณนั้น อันที่จริงเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากรวบรวมหลักฐานและข้อแก้ต่างทั้งหมดที่ชี้ชัดว่าสามีของผู้ว่าจ้างนั้นถูกใส่ร้ายเรื่องคดีฉ้อโกงทรัพย์ของบริษัทและนำมาตีแผ่ต่อศาลให้ศาลพิจารณาตามแต่สมควรเท่านั้น “ความจริงต่างหากครับที่ช่วยให้สามีของคุณนายพ้นจากข้อกล่าวหาได้”

 

“แต่ยังไงก็ตาม ต้องขอบคุณจริงๆนะครับ สมเป็นทนายชเวมินโฮจริงๆ”

 

มินโฮไม่กล้ารับว่าตัวเองมีชื่อเสียงขนาดนั้น ที่จริงเขาเองก็เคยทำผิดพลาดมาก่อนจนทำให้จำเลยต้องถูกตัดสินโทษทั้งที่ไม่มีความผิด แถมร้ายแรงมากถึงขั้นจำเลยลูกความของเขาถูกประหารชีวิตด้วยซ้ำ แต่นั่นก็เพราะความ ด้อยประสบการณ์ ของตัวเขาเอง มินโฮไม่ได้ลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น มันเป็นเครื่องเตือนใจเขาอยู่เสมอว่าอย่าได้ประมาทจนต้องทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นแพะรับบาปอีกเป็นครั้งที่สอง

 

ถ้าจินกิเป็นคนรักความยุติธรรม เขาเองก็ไม่ต่างอะไรกับคนรักเท่าไหร่นัก

 

เหตุการณ์ในวันนั้นเขายังจำได้ดีและคิดว่าคงไม่มีวันลืมเลือนไปจากความทรงจำของตนแน่ๆ วันที่เขามีหลักฐานทุกอย่างที่มาช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของลูกความของตนเอง

 

“จากข้อมูลยืนยันเหล่านี้ ผมยืนยันว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีที่เกิดขึ้นนี้เลยครับ”ร่างสูงที่เตรียมข้อมูลมาอย่างดีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุขุมและจริงจัง การเป็นทนายนั้นใช่ว่าบุคลิกภาพจะไม่สำคัญ ยิ่งทนายมีความมั่นใจและน่าเชื่อถือมากเพียงใด โอกาสที่จะได้รับชัยชนะก็สูงตามไปด้วย

 

“หลักฐาน? บางทีหลักฐานของคุณอาจจะผิดพลาดก็ได้นะครับทนายชเว”ทนายฝ่ายตรงข้ามนั้นแย้งขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ไม่น่าดูเลยสักนิดเดียว ร่างสูงจับจ้องไปยังอีกฝ่ายด้วยความอดทนและรอฟังคำโต้แย้งด้วยท่าทางที่สุขุม

 

และหลังจากนั้น..หลักฐานของเขาก็กลายเป็นขยะ เป็นเศษกระดาษที่ไร้คุณค่า

 

ทั้งที่หาข้อมูลมาอย่างละเอียดแล้ว กฎหมายทุกมาตราพร้อมที่จะทำให้ลูกความของเขาพ้นข้อกล่าวหา แต่แล้วทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อหลักฐานทั้งหมดที่เขามีนั้นกลายเป็นหลักฐานที่ผิดพลาด แม้ว่าเขาจะเป็นคนไปเอามาจากตำรวจและอัยการก่อนทนายของอีกฝ่าย แต่กลายเป็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันสูญเปล่า

 

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกพ่ายแพ้ต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นตรงหน้า เสียงร้องไห้ของจำเลยหลังได้ยินคำประกาศโทษประหารชีวิตยังคงชัดเจนอยู่ในห้วงความทรงจำ สายตาอย่างคนที่เหนือกว่าของอีกฝ่าย รายละเอียดทุกอย่างในเหตุการณ์นั้นไม่มีวันที่เขาจะลืมได้เลย

 

“คุณมินโฮ ผมขอบคุณมากนะครับที่ช่วยเหลือผมมาตลอด”

 

“ผมขอโทษ มันต้องมีทางอื่นสิครับ ผมจะหาหลักฐาน จะหาข้อกฎหมาย”

 

“ผมถูกตัดสินแล้วล่ะครับว่าต้องตาย ถึงจะรอดไปได้ก็คงจะโดนทุกคนมองด้วยสายตาที่บอกว่าอยากให้ผมตายๆไปซะมากกว่า ความยุติธรรมบนโลกใบนี้มันคงไม่เหลือให้กับคนที่ไม่มีอำนาจแล้วล่ะ ลาก่อนนะครับ”

 

มันเป็นความทรงจำที่ยังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง เป็นเหมือนตราบาปในจิตใจ ว่าท้ายสุดแล้ว...สิ่งที่คิดว่าสมบูรณ์แบบและไม่มีใครกล้าบิดเบือนอย่างกฎหมาย ก็ยังพ่ายแพ้ต่ออำนาจอะไรบางอย่างที่เขามองไม่เห็นและไม่สามารถคาดเดาได้ในเวลานั้น

 

เวลาผ่านไป...เขาตามสืบเรื่องคดีความของลูกความที่ถูกตัดสินประหารทั้งที่ยังบริสุทธิ์อยู่ด้วยตัวเอง ไม่มีใครร้องขอให้แก้ต่างแทนผู้ตาย ญาติผู้ตายเสียใจก็จริงแต่ก็ไม่เคยโทษว่าเป็นความผิดของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นตัวเขาเองที่อยากจะรู้ความจริงว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ความผิดพลาด ความบกพร่องของเขาอยู่ตรงไหน ถึงได้กระทบไปถึงชีวิตของผู้บริสุทธิ์แบบนี้

 

จนเขาได้รู้ความจริง...ความจริงที่น่าขยะแขยงที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้ตั้งแต่เกิดมาบนโลกใบนี้

 

และหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนแบบนี้

 

“คุณทนาย...คุณทนายชเวคะ”

 

เสียงของภรรยาลูกความดึงให้เขากลับมาสู่สภาพของปัจจุบัน มินโฮปรับสีหน้าเล็กน้อยจากการคิดถึงเรื่องราวในอดีตให้กลับมาสู่สภาวะปกติ เขายิ้มให้อีกฝ่ายอย่างสุภาพ

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ ?”

 

“ฉันกับสามีจะชวนคุณไปทานข้าวเย็นด้วยกันที่บ้าน ตอบแทนเรื่องที่คุณช่วยให้สามีฉันพ้นข้อกล่าวหาน่ะค่ะ”

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณนายเองก็ตอบแทนผมด้วยค่าจ้างที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้วนี่นา ผมเกรงใจน่ะครับ อย่าลำบากเลย”

 

“แหม...ไม่ลำบากซักนิดเลยนะคะ เนอะคุณ”

 

ผู้เป็นภรรยาหันไปหาสามีที่ก่อนหน้านี้ยังคงตกเป็น จำเลย แต่ตอนนี้ได้กลายเป็น บุคคลธรรมดา ในสังคม เขายิ้มให้กับมินโฮก่อนจะพยักหน้ารับคำของภรรยา

 

“นะครับ ภรรยาผมอยากตอบแทนคุณจริงๆ เงินค่าจ้างนั่นน่ะถูกกว่าที่เราเอาไปจ้างทนายคนอื่นๆซะอีก แทบจะไม่คุ้มกับที่คุณต้องเหนื่อยเพื่อช่วยผมเลยจริงๆ”

 

“ผมทำเพราะเต็มใจ ไม่ใช่เพราะเงินหรอกครับ” มินโฮยิ้มรับ “ถ้าคุณนายอยากเลี้ยงข้าวผมก็ได้ครับ”

 

การวางตัวที่ดีแบบนี้ของมินโฮเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกความจำนวนมากและบรรดาผู้มีตำแหน่งหลายคนนึกชื่นชม เพราะถึงจะเป็นทนายจบใหม่ไฟแรงในวงการ แต่ก็ยังคงความถ่อมตัวและสุภาพทุกครั้งที่ได้พบกับลูกความและผู้มีอายุหรือมีตำแหน่งมากกว่าเสมอ บางคนถึงกับบอกว่าเขามีแววที่จะได้ก้าวหน้าในอาชีพนี้แน่ๆ หรือมียื่นตำแหน่งบางตำแหน่งให้เขาเลยด้วยซ้ำ แต่มินโฮกลับปฏิเสธ และบอกกับทุกคนไปว่าเขาเพียงต้องการทำให้ผู้บริสุทธิ์พ้นข้อกล่าวหาเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอยากได้อยากมีในอำนาจหรือตำแหน่งอะไรเลย

 

ถึงแม้จะมีเสียงครหาเรื่องคำพูดของมินโฮที่ว่าไม่ต้องการตำแหน่งหรืออำนาจใดๆว่าเป็นเพียงแค่ลมปากสำหรับคนที่หยิ่งผยองในศักดิ์ศรี อีกไม่นานก็คงจะกลืนน้ำลายตัวเอง กลับคำพูดและรับข้อเสนอหอมหวานพวกนั้น แต่มินโฮก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว เขารู้ตัวเองดีว่าเขาเป็นคนแบบไหน และเพื่อนพ้องหรือคนสำคัญของเขาเข้าใจในตัวเขามากแค่ไหนเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

“คุณทนายอยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ยคะ”

 

“แล้วแต่พวกคุณเลยครับ แต่ผมขอตัวไปโทรศัพท์หน่อยนะคะ”เมื่อสองสามีภรรยาพยักหน้าเขาจึงเดินไปในระยะที่หางพอสมควร ร่างสูงหยิบเครื่องมือสื่อสารติดต่อไปยังคนรักของตนเองที่ยังคงทำงานอยู่แน่นอน

 

(มีอะไรหรอมินโฮ) น้ำเสียงที่ดูเคร่งเครียดทำให้มินโฮเผลอขมวดคิ้วตามไปด้วย คงเป็นคดีเดิมที่กำลังทำอยู่และยังไม่มีท่าทีว่าจะไขคดีนี้ออกเลยสักนิด

 

“เย็นนี้จินกิกลับบ้านเองได้มั้ย ฉันติดธุระกับลูกความน่ะ”

 

(ได้สิ มินโฮไม่ต้องห่วงนะ) มินโฮถอนหายใจเล็กน้อยด้วยความกังวล แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าทำอะไรไม่ได้นอกจากคอยดูแลจินกิเท่านั้น สุดท้ายจึงกำชับให้อีกฝ่ายรีบกลับบ้านมาพักผ่อนแล้ววางสายลง

 

เมื่อไรกันที่อีจินกิจะยอมถอยออกจากคดีนี้?

 

ภายในสถานที่ทำงานของอีจินกิกับอีแทมินในตอนนี้มีบรรยากาศกดดันเพิ่มขึ้น เนื่องจากเบื้องบนได้สั่งให้หาตัวฆาตกรให้เร็วที่สุด หลังจากที่พวกเขาสองคนได้เขียนรายงานความคืบหน้าไปว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นการฆาตกรรมต่อเนื่อง ถึงวิธีที่สังหารจะแตกต่างกันแต่เพราะคำที่ฆาตกรทิ้งเอาไว้เลยมีแนวโน้มกว่า 70% แม้ว่าทุกอย่างจะยังดูเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ แต่ในตอนนี้ทำได้เพียงยึดคำว่าการฆาตกรรมต่อเนื่องไว้ก่อนเพื่อเร่งมือการสืบคดี

 

“ฆาตกรต่อเนื่องเนี่ย ปกติกว่าเราจะรู้แนวทางหรือวิธีคิดของมันก็ต้องมีเหยื่อกว่าสี่ห้าคน”แทมินพูดพลางเคาะปากกาลงกับโต๊ะ เอกสารทุกอย่างถูกรื้อมานั่งอ่านใหม่อีกครั้ง ทั้งประวัติเหยื่อไม่ว่าจะด้านสุขภาพร่างกายหรือการเงิน ในตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความจำเป็นที่จะต้องหาจุดเชื่อมโยงระหว่างสองคนนี้ให้ได้

 

“ไม่เคยทำคดีไหนแล้วท้อแท้แบบนี้เลย”เสียงของจินกิทำให้แทมินเงยหน้าขึ้นไปมองคนพูดอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ปกติแล้วจินกิเคยพูดอะไรมากที่ไหนแต่คราวนี้ทั้งแววตาและท่าทางก็เหนื่อยล้ามากพอควร อาจจะเพราะข้อสันนิษฐานของจินกิที่พูดให้เขาฟังยิ่งทำให้ความคิดสับสนวุ่นวายเข้าไปใหญ่

 

“เมื่อกี้มินโฮโทรมาไม่ใช่หรอ ว่ายังไงล่ะ”แทมินดึงประเด็นอื่นมาพูดคุยเพื่อให้จินกิได้พักสมองเรื่องงานที่กองอยู่ตรงหน้า ร่างเพรียวหันกลับมามองด้วยความสงสัยเพราะปกติเพื่อนสนิทของตนไม่ถามเรื่องพวกนี้เท่าไร “บอกว่าวันนี้ไม่มารับน่ะ ติดธุระ”

 

“งั้นหรอ..”ดวงตาเรียวเล็กมองไปยังใบหน้าเพื่อนสนิทที่ดูครุ่นคิดอย่างชัดเจน เหมือนมีความกังวลแทรกเข้ามา แต่จินกิคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้นในตอนนี้เลยได้แต่ปล่อยแทมินไป

 

เพราะยังไงมินโฮกับแทมินก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันอยู่แล้ว

 

“จะว่าไป นี่มันก็ผ่านมาหลายวันแล้ว คดีที่สองห่างกับคดีแรกประมาณสองเดือนได้ แล้วตอนนี้ฮันวอนซูก็ไม่น่าถูกฆาตกรรมโดยพวกค้ายา อีแจซอกเองก็ยังหาอะไรมาเกี่ยวโยงด้วยไม่ได้”แทมินหยุดพูดเพื่อรวบรวมความคิดอีกครั้ง โดยจินกิเองก็ตั้งใจฟังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าตอนนี้จะรู้สึกเบลอไปหมดแล้วก็ตามที

 

“ถ้าฆาตกรลงมือในอีกเร็วๆนี้ก็คงจะดี เราจะได้มีแนวทางในการล่ามันเพิ่มขึ้นอีก”

 

“มีคนตายเพิ่มเพื่อแลกกับการไปจับฆาตกร ฟังแล้วมันรู้สึกแย่ไปหน่อยนะเหมือนเราได้แต่รอมันลงมือ แต่ความจริงก็ตามที่นายบอก มีศพเพิ่มคือได้ข้อมูลเพิ่ม เป็นการได้ข้อมูลที่โหดเป็นบ้า”ร่างโปร่งพยักหน้ารับช้าๆกับคำพูดที่โต้ตอบมาของจินกิ ถึงมันจะดูน่าสิ้นหวังแต่มันก็เป็นหนทางเดียวในตอนนี้

 

“ตอนนี้เรารู้แค่ว่าฆาตกรมันเลือกลงมือกับคนที่โกงกินและเห็นแก่อำนาจเพราะประวัติสองคนนี้”มือเรียวของแทมินหยิบเอารูปภาพผู้ตายขึ้นมาชูให้เห็นและวางลงไปบนกองเอกสารเหมือนเดิม “คำถามคือทำไมถึงเป็นสองคนนี้ทั้งที่มีคนเลวกว่านี้เยอะแยะ ทำไมถึงต้องทิ้งข้อความแบบนั้น และทำไมฆาตกรต้องแสดงความโกรธแค้นผ่านศพขนาดนี้”

 

“สุดท้ายเราก็กลับมาเริ่มต้นใหม่ และมีแต่คำว่าทำไมเต็มไปหมดเลย”

 

“ใช่ ฉันว่าตอนนี้เราพักกันก่อนดีมั้ย วันนี้นายจะกลับตอนไหนล่ะ”

 

“ฉัน..พักก็ดี วันนี้ขอกลับเร็วละกัน”

 

แทมินมองตามเพื่อนสนิทที่ลุกขึ้นเดินออกไปเพื่อไปชงกาแฟ โดยที่เขายังคงนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานและถอนหายใจออกมา เขารู้ดีว่าจินกิสงสัยเขาแต่จากการพูดคุยก็ดูเหมือนว่าจินกิเองเริ่มลังเลไปในทางที่เชื่อว่าเขาไม่ใช่ อาจจะเพราะคิดเรื่องนี้มาก่อนแล้วยังต้องรับความกดดันเพิ่มอีก มันก็ไม่น่าแปลกที่อีกฝ่ายจะดูหมดแรงได้ขนาดนั้น

 

ทางด้านจินกิเองเมื่อเดินออกมาก็นั่งลงตรงเก้าอี้ที่อยู่ในส่วนของห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเครื่องดื่มและมีอาหารในตู้เย็น หรือที่พวกเขาเรียกกันว่าห้องเสบียง ความคิดของเขาตอนนี้มันสับสนไปหมดและเมื่อได้พูดคุยกับแทมินก็เริ่มรู้สึกว่าที่เขาคิดมันผิด ไม่ควรใช้ความรู้สึกตัดสินแต่เพราะอีกฝ่ายเป็นเพื่อนสนิทจึงตัดความรู้สึกออกได้ยาก ถึงอย่างนั้นเขาก็มีความยินดีแทรกเข้ามาทุกครั้งที่คิดว่า

 

อีแทมินไม่ใช่ฆาตกร แต่ทว่าคำถามต่อมาคือ ใครคือฆาตกรสุดท้ายความคิดของเขาก็วนเวียนอยู่แต่แบบนี้จนปวดหัวไปหมด

 

เมื่อไรคดีนี้จะปิดลงซักที?

 

 

 

TBC.

 

ไรท์เตอร์เครซี่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ หลังจากหนีไปปั่นแต่ช็อตฟิคมานาน ฮอล เรื่องนี้มันเขียนยากจังเลยค่ะรีดเดอร์เจ้าขา ฮืออ ให้เวลาไรท์เตอร์หน่อยนะ ตอนนี้นังเป็ดติดภารกิจไม่สามารถช่วยเขียนได้แล้ว.. ฟิคมหากาพย์ก็เลยมาอยู่ในกำมือไรท์เครซี่เพียงคนเดียว ฮ่อก

 

ในตอนนี้ยังคงเป็นการร่วมมือของคนสองคน แต่ทว่าตอนหน้าจะเป็นของไรท์คนเดียวแล้ว หากภาษาสำนวนแปลกไปก็อภัยให้ด้วยนะคะ ในตอนนี้อาจจะสั้นไปนิดนึง ฮือ และไรท์จะบอกว่าตอนนี้ไรท์ปีสี่แล้ว.. เวลามาคิดเรื่องเครียดๆแบบนี้จะยิ่งน้อยลง (ปกติก็หายนานอยู่แล้ว) ช่วงนี้เลยไปเขียนแต่สายใสใสสิบแปดบวก แอร้ะ

 

ทอล์คยาวนานมาก ไม่รู้มีใครอ่านถึงนี่มั้ย ฮา ขอขอบคุณรีดเดอร์ที่ยังเข้ามาอ่านและติดตามนะคะ และขอโทษด้วยที่หายไปนานมากจนหลายๆคนคงลืมเนื้อหาไปแล้ว ขอโทษอีกครั้งนะคะ ฮืออออ


(c)                            Chess theme
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #9 kisshae (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2558 / 22:11
    มาให้กำลังใจค่า ชอบคู่นี้นะ

    เรื่องซับซ้อนจัง เดาทางไม่ถูกเลย

    แต่คาดว่าต้องมีมาม่าแน่แลยย ใช่ไหมม
    #9
    0
  2. #8 oneway_onyou (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 19:14
    ตามอ่านอยู่นะค่ะ 
    #8
    0
  3. #7 แสตมป์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 / 01:09
    จะรอต่อไปคะ สู้ๆน้า✌🏻️
    #7
    0
  4. #6 JeedizZ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2558 / 20:35
    รอตอนต่อไปนะคะไรต์เตอร์ ใครกันนะมครเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด พี่อนกับมิโนจะเป็นอะไรไหม แทมินจะหักหลังหรอ? ไม่นะ ;____; #ข้าจะรอไรต์เตอร์ที่ท่าน้ำทุกวันเลย #สู้นะคะเป็นกำลังใจให้
    ถจะไม่ได้เข้าเด็กดีบ่อยๆแต่ก็อ่านฟิคท่านไรต์เตอร์คนนี้ตลอดนะคะ #จะกี่ร้อยล้านคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจก็ไม่เท่ากับใจรักที่ในการแต่งฟิคที่มอบความสุขให้กับคนอ่านนะคะ ^3^ 


    \/(^^)\/
    #6
    0