[Fic SHINee Yaoi] True or False (Hoon)

ตอนที่ 2 : True or False -2-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    14 ส.ค. 58


True Or False

By: Crazy_Dragon & Peddadee

“เชื่อเลย...นึกอยากจะมากินราเมงอะไรตอนดึกๆแบบนี้”

 

อีแทมินบ่น ขณะนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่ท้องถนนยามค่ำคืนยังคงพลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมาย แสงไฟหลากสีจากอาคารบ้านช่องทำให้รู้สึกว่าเมืองหลวงไม่เคยมีช่วงเวลาที่หลับใหลมาก่อน บรรยากาศแบบนี้แม้จะเหมาะแก่การออกมาเที่ยวเล่นยามค่ำคืน แต่ไม่ใช่กับสองเจ้าหน้าที่สืบสวนที่เพิ่งจะได้รับมอบหมายงานใหม่มาสดๆร้อนๆ

 

คดีฆากรรมชวนสยดสยองที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆตามการรายงานข่าวด่วนเมื่อหลายวันก่อน คดีนั้นถูกตำรวจส่งกลับเข้ามาให้หน่วยสืบสวนพิเศษของพวกเขาได้เริ่มทำการสืบสวนหาตัวคนร้ายอีกครั้ง

 

“นานๆทีฉันก็อยากกินอะไรร้อนๆให้สมองมันโล่งบ้างนี่นา”

 

จินกิพูดด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ ดวงตาฉายแววอ่านยากเช่นเคย เพิ่งคลี่คลายคดีก่อนหน้าไปได้หยกๆ ยังไม่ทันจะข้ามวันดีคดีใหม่ก็เข้ามาอย่างกับต่อคิวไว้ ถึงแม้มันจะทำให้พวเขาไม่ต้องว่างงานอยู่เฉยๆ แต่การเกิดคดีสะเทือนขวัญแบบนี้บ่อยครั้งเข้า มันบ่งบอกถึงสภาพสังคมในตอนนี้ที่ทำเหมือนกฎหมายเป็นเพียงของเล่น นึกอยากจะทำอะไรที่เป็นการท้าทายกฎหมายเมื่อไหร่ก็ได้

 

เดือดร้อนถึงผู้รักษากฎหมายอย่างเขา ที่ต้องทำให้เหตุการณ์กลับมาสงบขึ้นโดยเร็วที่สุด

 

“คิดไม่ตกเรื่องคดีนั้นน่ะสิ” สมเป็นเพื่อนสนิทที่ทำงานด้วยกันมานาน จินกิคิดอะไรอยู่ทำไมแค่นี้แทมินจะเดาไม่ออก “ตึกหลังนั้นเป็นทางผ่านของร้านราเมงที่ฉันจะพานายไปพอดี เราจะแวะเข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุกันหน่อยไหมล่ะ”

 

“แต่เราไม่ได้รับคำสั่งให้ลงพื้นที่” จินกิขมวดคิ้ว แม้จะอยากลงพื้นที่ไปสำรวจดูสภาพที่เกิดเหตุแค่ไหนแต่ก็ทำได้เพียงรอรูปถ่ายจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น หลายครั้งที่จินกิคิดว่าการคลี่คลายคดีจากรูปถ่ายและหลักฐานที่ตำรวจหามาได้เพียงเท่านั้นมันเป็นเรื่องที่ยากและอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

 

“ไม่ได้รับคำสั่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้อำนาจของเราเข้าไปดูพื้นที่ไม่ได้นี่ เบื้องบนไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย” ที่ผ่านมาเพราะไม่เคยใช้อำนาจในการลงพื้นที่ หรือเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งแฟ้มคดีมาให้พร้อมกับรูปถ่ายหลักฐานและสถานที่เกิดเหตุต่างๆ ทำให้พวกเขาแทบไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องลงพื้นที่ตรวจเลย “ไปเถอะน่า ฉันรู้ว่าแกอยากไปดูสถานที่เกิดเหตุจะแย่แล้ว”

 

“นั่นมันนายมากกว่ามั้ง” จินกิยกยิ้มขึ้น ก่อนที่พวกเขาทั้งสองคนจะเปลี่ยนเป้าหมายจากการเดินทางไปยังร้านราเมงเป็นแวะไปดูสถานที่เกิดเหตุเสียก่อน

 

ตึกร้างที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองยังคงมีเทปสีเหลืองคาดกั้นเอาไว้ แต่บรรยากาศโดยรอบที่เป็นสถานที่รกร้างทั้งหมดราวกับไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง ถึงจะบอกว่าเป็นทางผ่านแต่เอาเข้าจริงคือผ่านทางที่จะเดินเข้ามา ไม่ได้ผ่านตัวตึกเพื่อให้เข้ามาอย่างง่ายดาย

 

“สภาพแวดล้อมเหมาะกับการเอาศพมาทิ้งไว้เลยนะ”

 

“ที่น่าสนใจคือฆาตกรมันมีวิธีอะไรที่ล่อเหยื่อให้เข้ามาในสถานที่แบบนี้ได้”จินกิตอบกลับก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาเปิดเป็นไฟฉายแล้วส่องผ่านเส้นกั้นเข้าไปข้างใน ไม่มีตำรวจมานั่งเฝ้าพวกอยากรู้อยากเห็นหรือพวกชอบลองดีซักคน อาจจะเพราะคิดว่าหน้าที่ของพวกเขามันจบไปแล้วตั้งแต่ส่งต่องานให้กรมสืบสวนแบบพวกเขา

 

ทั้งๆที่มันอาจจะมีหลักฐานที่ตกหล่นอยู่แท้ๆ..

 

“ยังดีที่พวกตำรวจเพิ่งเลิกเฝ้าไปเมื่อวานนี้ น่าจะยังไม่มีใครเข้ามา”แทมินพูดพลางเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ของตนส่องไปรอบๆเช่นกัน ขาเรียวขยับก้าวเดินไปเรื่อยๆเพื่อหาสถานที่ที่ตรงกับในรูปถ่าย

 

“อีแจซอก อาชีพอัยการ มีข้อหาฉ้อโกงติดตัวยาวเหยียด แต่ก็หัวหมอจัดเลยหลุดได้ทุกคดี เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพบอกว่าสาเหตุการตายมาจาก..โดนผ่าท้องทั้งเป็น”แทมินพูดเสียงแผ่วเบาก่อนจะหยุดตรงรอบคราบเลือดที่แห้งกรัง ถึงจะดูรูปศพมาหลากหลายแต่ก็ไม่เคยมาลงพื้นที่จนได้กลิ่นเองแบบนี้

 

จินกิย่อตัวลงก่อนจะส่องไฟฉายไปตามพื้น คราบเลือดที่กระจัดกระจายจากการดิ้นของเหยื่อทำให้สถานที่แห่งนี้สมควรเรียกว่าลานประหารมากกว่าตึกร้าง อีแจซอกในตอนที่ถูกพบเป็นศพมีร่องรอยการมัดข้อมือข้อเท้าแสดงให้เห็นว่าตอนถูกฆ่า ฆาตกรมีการป้องกันอย่างดีเพื่อไม่ให้เหยื่อไปไหนได้และต้องทุรนทุรายกับความเจ็บปวดนี้

 

แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเงิน เงินทั้งหมดจากในกระเป๋าของแจซอกถูกยัดลงไปในช่องท้อง ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต ธนบัตร หรือเหรียญก็ถูกยัดลงไป อวัยวะภายในทั้งหมดถูกเอาออกมาวางเรียงข้างนอกเป็นข้อความสั้นๆที่ได้ใจความคือ

 

หมู

 

“ถึงหมอนี่มันจะอ้วนฉุเป็นหมูก็เถอะนะ ฆาตกรมันต้องการจะบอกอะไรกันแน่”จินกิพึมพำก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อสังเกตรอบๆอีกครั้ง โดยแทมินที่ก้มลงมองภาพนึกภาพศพอัยการที่ถูกจับนอนแผ่อยู่กับพื้น คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิดที่ค่อยๆเข้ามาทีละน้อย

 

ร่างโปร่งบางหันมามองเพื่อนสนิทของตนที่ทอดสายตาลงไปตรงพื้น แววตาที่มักฉายแววขี้เล่นเจ้าเล่ห์เสมอนั้นดูเย็นเยียบและเมื่อต้องแสงไฟที่ไม่เพียงพอทำให้ใบหน้านั้นตกอยู่ในเงามืดกว่าครึ่ง

 

เหมือนอีแทมิน ที่ไม่ใช่อีแทมินที่จินกิเคยรู้จัก

 

“แทมิน?”

 

“อะไร เรียกซะเสียงดัง”จินกิส่ายหัวเล็กน้อยเป็นเชิงบอกว่าไม่มีอะไรแต่จู่ๆสายตาดันเห็นอะไรบางอย่างเป็นรอยเล็กๆบนพื้น

 

“แทมิน ดูนั่น”

 

“ในรูปถ่ายไม่มีนี่นา พวกตำรวจนี่นะ”ทั้งสองคนทรุดตัวลงนั่งก่อนที่จินกิจะเป็นคนส่องไฟลงไปยังพื้นที่มีบางสิ่งบางอย่างไม่ควรจะมี

 

หากมองเผินๆก็คงเป็นคราบเลือดธรรมดา แต่ถ้าสังเกตดูดีๆจบพบว่ารอยเลือดนี้มันผิดธรรมชาติและอาจจะเป็นเพราะเลือดที่เจิ่งนองก่อนหน้าทำให้ใครหลายคนมองข้ามไป

 

รอยขีดเล็กๆเป็นทางยาว ใกล้ๆกับรอยขีดนั้นมีรอยขีดแบบเดียวกันแต่ดูบิดเบี้ยวเนื่องจากผู้ตายไม่มีเรี่ยวแรงในการจะขีดเขียนมันต่อได้อีก เป็นการบ่งชี้ข้อมูลถึงฆาตกรเพียงอย่างเดียวก่อนจะจากโลกนี้ไป

 

“ตราชั่ง? กฎหมาย? นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย”แทมินสบถออกมาก่อนจะลุกขึ้นยืน โดยจินกิเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกันโดยไม่ลืมที่จะถ่ายจุดเล็กๆจุดนี้เก็บเอาไว้

 

“แทมิน..”

 

“อะไร”

 

“เมื่อลองดูสถานที่เกิดเหตุ นายไม่รู้สึกคุ้นเคยบ้างหรอ ความรู้สึกแบบนี้น่ะมันเหมือนกับคดีที่เราทำร่วมกันก่อนหน้าเลยไม่ใช่รึไง จัดท่าทางศพ ทิ้งข้อความ เลือกสถานที่ที่ไม่พลุกพล่านแต่ก็มีคนมาเจอแน่ๆ”

 

“ฆาตกรรมต่อเนื่อง..”อีแทมินเบิกตากว้างกับคำพูดของตนที่หลุดออกมา หากไม่มายืนตรงจุดเกิดเหตุอาจจะคาดไม่ถึง

 

“แต่เรายังไม่มีอะไรเชื่อมโยงเลยนะว่าสองคนนี้เป็นเหยื่อของฆาตกรรายเดียวกัน เราต้องหาจุดร่วมให้เจอ และถ้าเป็นเหยื่อของฆาตกรคนเดียวกัน ทรยศก่อนหน้านี้มันจะหมายถึงอะไร?”

 

คำถามมากมายที่ไม่จบสิ้น เพราะอะไร ทำไม ความเกี่ยวข้อง ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกันเพียงแต่ไม่สามารถหาปมที่ทำให้ทุกอย่างผูกกันเจอ

 

“งั้นเราอย่าเพิ่งด่วนสรุปกันดีกว่า ไปกันเถอะจินกิ”จินกิพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามออกไป แต่ก็อดไม่ได้จะหันกลับมามองตรงจุดเล็กๆที่ว่านั่น

 

และทำไมแทมินถึงมีท่าทีแบบนั้นตอนเห็นสัญลักษณ์?

 

 

 

 

จินกิเปิดประตูบ้านแผ่วเบาก่อนจะปิดลงให้เบามือที่สุด เวลาหกโมงเช้าแล้วแต่ก็เพิ่งจะได้กลับบ้าน แต่ถ้าว่ากันตามตรงคือเขาแค่กลับมาให้มินโฮเห็นหน้าและอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเข้าไปทำงานต่อ

 

“อรุณสวัสดิ์จินกิ”

 

“ตื่นแล้วหรอ จะไปไหนล่ะ”ถามกลับให้คนตัวสูงที่เดินลงมาจากบันไดบ้าน มินโฮที่แต่งตัวเรียบร้อยเดินลงจากบันไดก่อนจะหยุดลงเมื่อจินกิเองก็ยืนอยู่ตรงหน้าบันไดเช่นกัน

 

“มีคนขอให้ช่วยไปว่าความน่ะ”

 

“โกรธหรอ?”ส่งเสียงอ้อนไปเมื่อเห็นว่าร่างสูงนั้นดูถามคำตอบคำไม่ค่อยคุยอย่างเคย ดวงตาคมโตนั้นไววูบก่อนจะหลุบลงเมื่อรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถใจแข็งได้นานพอ

 

“ไหนบอกว่าจะกลับก่อนตีสามไง”

 

“ขอโทษนะ มันกลับไม่ได้จริงๆ”

 

“รู้ว่าฉันห่วงก็ยังจะทำแบบนี้ พักผ่อนบ้างเถอะ” แขนยาวรั้งร่างโปร่งเข้ามากอดก่อนจะกดจูบลงกลุ่มผมนุ่มแผ่วเบา เสียงทุ้มต่ำนั้นอ้อนวอนจนคนฟังยิ่งรู้สึกผิด แขนเรียวกอดตอบก่อนจะซุกหน้าลงแผ่อกกว้าง

 

“จะพยายามนะ ก็เพราะรู้ว่าห่วงไงเลยต้องกลับมาให้เห็นหน้า”

 

“ไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวฉันขับรถไปส่ง เย็นนี้จะรอรับด้วย”

 

“หา? แต่คดีมัน..”

 

“ปกติฉันตามใจนายตลอดนะจินกิ แต่วันนี้ฉันจะไม่ตามใจนายอีกแล้ว”พูดเสียงหนักแน่นจนร่างโปร่งบางยอมพยักหน้า เดินขึ้นบันไดไปโดยไม่วายที่จะบ่นขมุบขมิบจนคนมองต้องหัวเราะออกมา

 

แค่จินกิเข้าใจว่าเขาห่วงเลยต้องบังคับ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

 

 

 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนนะครับ สวัสดีครับผม”

 

ชายหนุ่มตัวสูงสมส่วนโค้งเก้าสิบองศาให้กับลูกความคนใหม่ของเขา หลังจากได้คุยรายละเอียดของคดีมินโฮก็สรุปไว้คร่าวๆเลยว่าลูกความของเขาถูกใส่ร้ายแน่นอน คดีฉ้อโกงบริษัทแบบนี้จะลงมือตรวจสอบจริงๆน่ะง่ายนิดเดียว หรือไม่ก็วางแผนรอให้อีกฝ่ายเผยใต๋ของตัวเองออกมาก็เท่านั้น

 

มินโฮยกข้อมือตนเองขึ้นมาดูเวลา อีกสิบนาทีจะห้าโมงเย็น เป็นเวลาที่จินกิเลิกงานพอดี วันนี้เขาบอกกับคนตัวเล็กว่าจะไปรับที่กรมเพื่อกันไม่ให้อีกฝ่ายจมอยู่กับคดีที่ได้รับมอบหมายจนลืมกินลืมนอน ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าคดีนี้สำคัญสำหรับจินกิ แต่สุขภาพร่างกายของคนตัวเล็กเองก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

เขาเป็นห่วงจินกิแทบบ้า...จนไม่อยากจะให้ทำงานนี้ต่อเลยแม้แต่ซักนิดเดียว

 

มือหนากำพวงมาลัยแน่นจนขึ้นข้อ ไม่ว่ายังไงก็จะต้องเกลี้ยกล่อมให้จินกิเลิกล้มการทำคดีนี้ เขาไม่อยากให้คนตัวเล็กไปเสี่ยงอีกแล้ว ถึงคราวนี้จะต้องทะเลาะกันก็ไม่สน

 

เท้าหนาเหยียบคันเร่ง จุดมุ่งหมายคือกรมสืบสวนคดีพิเศษซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากบ้านลูกความของเขา ใช้เวลาเพียงสิบนาทีเศษสำหรับความเร็วระดับธรรมดามินโฮก็สามารถพาตัวเองมายังที่ทำงานของคนรักได้

 

“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่ามาขอพบใครคะ”

 

มินโฮหันไปมอง...จะเรียกว่าพนักงานต้อนรับก็ไม่เชิง แต่หน้าที่ก็คงใกล้เคียงกัน ยังไงซะกรมสืบสวนคดีพิเศษแห่งนี้ก็คงไม่ยอมให้คนนอกผ่านเข้าออกได้สบายๆอยู่แล้ว จะจัดหน้าด่านมา ต้อนรับ แบบนี้มินโฮก็ว่าไม่ผิดจากที่คิดเท่าไหร่นัก

 

“ผมมารอรับเจ้าหน้าที่สืบสวนอีจินกิครับ” ใบหน้าหล่อระบายยิ้มเป็นมิตร “นี่ก็ใกล้จะเลิกงานแล้ว เดี๋ยวผมรอเขาอยู่ด้านล่างนี่ดีกว่า”

 

หญิงสาวพยักหน้ารับรู้เพียงเท่านั้น ไม่ได้สืบเสาะหาความอะไรจากตัวเขาต่อ มินโฮเดินไปนั่งอ่านหนังสือรอที่โซฟาที่จัดไว้เพื่อให้แขกหรือคนนอกมานั่งรอบุคลากรที่ทำงานอยู่ในสถานที่นี้ ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงฝีเท้ากับเสียงพูดคุยที่คุ้นหูดังแว่วมา

 

“ฉันก็ว่าน่าจะเป็นแบบนั้น...อ้าว มินโฮ” จินกิไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่เห็นคนรักมานั่งรอตัวเองอยู่ที่นี่ มินโฮเป็นคนที่พูดคำไหนคำนั้น บอกว่าจะมารับ ก็มารับจริงๆ

 

“วันนี้แฟนมารับถึงที่แบบนี้คงไม่ได้ทำโอทีต่อแน่ๆล่ะเพื่อน” แทมินตบบ่าเพื่อนสนิท ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับมินโฮซึ่งยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน “ได้เจอกันอีกแล้วนะ วันนี้มารับเองถึงที่เลยเหรอ”

 

“กลัวว่าคนดื้อจะไม่ยอมกลับบ้านน่ะเลยมารับ” คล้ายได้ยินเสียงตีเบาๆดังขึ้นจากข้างตัว “แล้วนายล่ะ จะกลับบ้านเลยรึเปล่า หรือจะยึดที่นี่เป็นบ้าน”

 

“บ้านฉันไม่มีอะไรดึงดูดให้กลับไปนี่นา” แทมินหัวเราะ ไม่ได้พูดโอเว่อร์เกินไปหรอก เขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ ที่บ้านจืดชืดไม่มีใครอยู่นอกจากเขาแบบนั้นน่ะ กลับไปยังไงก็ไม่รู้สึกเหมือนได้ชาร์จพลังเหมือนกับจินกิที่มีมินโฮรออยู่นักหรอก

 

“ฉันว่าจะพาจินกิไปกินข้าว นายจะไปด้วยกันก่อนไหม” มินโฮเอ่ยชวน ถึงจะไม่ได้สนิทอะไรกับเพื่อนคนตัวเล็กมากนักแต่จะให้ปล่อยผ่านไม่เอ่ยชวนเลยมันก็ใช่ที่ “ราเมงน่ะ ไปด้วยกันสิ”

 

“ร้านที่ฉันพานายไปกินนั่นแหละ”

 

ราเมงอีกแล้ว...นี่เป็นคู่รักราเมงรึไงนะ เมื่อคืนจินกิก็เพิ่งชวนให้เขาไปกินราเมงหยกๆ

 

แต่ว่าถ้าไปกินราเมงร้านนั้น...ก็มีโอกาสได้ผ่านสถานที่เกิดเหตุอีกรอบน่ะสิ

 

ริมฝีปากผุดรอยยิ้มบาง เป็นรอยยิ้มอ่านยากที่จินกิไม่นึกชอบนักเมื่อมันมาปรากฎบนใบหน้าของเพื่อนสนิท

 

ทำไมถึงต้องยิ้มแบบนั้น...?

 

“ได้สิ แต่ฉันนัดเพื่อนว่าจะไปกินข้าวด้วยแล้ว พามันไปอีกคนก็คงไม่เป็นไรใช่ไหม”

 

 

 

 

 

“ฉันอยากไปดูสถานที่เกิดเหตุ”

 

ประโยคนี้ไม่ได้ดังมาจากปากของเจ้าหน้าที่กรมสืบสวนทั้งสอง หากแต่ดังมาจากหนุ่มผิวแทนซึ่งนั่งคีบเส้นราเมงเข้าปากด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน คิมจงอิน จิตแพทย์ชื่อดังแห่งโรงพยาบาลประจำกรุงโซล มักถูกกรมตำรวจขอความช่วยเหลือเรื่องการบำบัดสภาพจิตของคนร้ายรวมถึงเหยื่ออยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงจะรู้จักกับคนภายในกรมตำรวจ แต่กับคนในกรมสืบสวนคดีพิเศษ ก็มีแต่แทมินเท่านั้นที่เขารู้จักด้วยอย่างสนิทสนม

 

ก็นะ...รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยแทมินยังเป็นนักเรียนมัธยมนีนา

 

“นายจะไปเพื่อ ?” แทมินย้อนถามเพื่อนทันที คิ้วขมวดเข้าหากันจนยุ่งไปหมด “ที่นั่นไม่มีอะไรให้จิตแพทย์อย่างนายสนใจหรอกนะ”

 

จินกิลอบสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนสนิทด้วยความสงสัย ใช่ว่าอยากจะระแวงระวังอะไร แต่ตั้งแต่เมื่อคืนที่ไปสำรวจพื้นที่แล้วเจอกับสัญลักษณ์แปลกๆที่เจ้าตัวโพล่งออกมาว่าเป็นสัญลักษณ์ตราชั่งกฎหมาย มันก็ทำให้เขาอดที่จะแปลกใจไม่ได้

 

แค่ขีดสองขีด...จะระบุได้ชัดขนาดนั้นเลยหรือว่าเป็นตราชั่ง สัญลักษณ์แห่งกฎหมาย

 

“แล้วมันมีกฎข้อไหนที่ฉันจะไปดูสถานที่เกิดเหตุไม่ได้” จงอินย้อนถามหน้ากวน...ที่จริงต้องบอกว่าหน้านิ่งมากกว่า เพราะนอกจากจะทำหน้านิ่งๆง่วงๆแล้วจินกิก็ไม่เห็นว่าคนตรงหน้าจะทำสีหน้าอื่นอีก

 

“นั่นสิ ฉันก็อยากไปนะ” อยู่ดีๆมินโฮที่เงียบมานานก็พูดขึ้นบ้าง จินกิเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ปกติร้อยวันพันปีมินโฮไม่เคยคิดจะสนใจกับเรื่องพวกนี้ แต่ไหงวันนี้กลับเห็นด้วยกับจงอินเรื่องที่จะไปดูสถานที่เกิดเหตุซะได้ “ก็ไม่ได้เป็นการก้าวก่ายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนี่ ตำรวจก็ถอนกำลังออกกันไปหมดแล้ว คนนอกอย่างเราก็คงเข้าไปได้”

 

“มันก็ใช่นะ แต่...”

 

“มันไม่มีอะไรน่าดูหรอกมินโฮ มีแต่รอยเลือดกระจายเต็มไปหมด น่าขนลุกจะตาย”

 

แทมินพูดแย้งขึ้น จินกิได้แต่ลอบสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนสนิทเงียบๆ

 

สัญชาตญาณของเขามันฟ้อง...ว่าแทมินดูแปลกออกไปจากทุกที

 

ใช่แล้ว...เขากำลัง ระแวง เพื่อนสนิท ที่หลุดอาการแปลกๆออกมาให้ได้เห็นตั้งแต่เมื่อคืนที่เห็นสัญลักษณ์สองขีดนั่น

 

ท่าทางร้อนรนผิดปกติ ไหนจะคำพูดแปลกๆกับสีหน้าพวกนั้นอีก ทำไมแทมินเป็นแบบนั้น...

 

 

 

 

 

 

หลังจากมื้อเย็นผ่านไปทั้งหมดจึงขึ้นรถของมินโฮไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง จินกิจับตามองเพื่อนสนิทของตนที่ก้าวเดินไปอย่างคล่องแคล่วแม้ว่าจะมืดจนมีเพียงแสงไฟจากโทรศัพท์ที่ส่องให้เห็นเท่านั้น มินโฮก้มลงมองคนที่เขารักก่อนจะสะกิดเบาๆ

 

“จินกิ มีอะไรรึเปล่า”

 

“เปล่าหรอก”ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่เจ้าตัวก็ยังขมวดคิ้วมุ่นกับความไม่สบายใจที่มากขึ้นเรื่อยๆ ร่างสูงถอนหายใจก่อนจะยกมือยีผมนุ่มตามความเคยชินที่มักจะทำตอนคนตัวเล็กของเขามีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

 

“กลับบ้านไปพูดให้ฉันฟังได้มั้ย”

 

“ถ้าเล่าให้ฟังได้ก็ดีสิมินโฮ”ยังไม่ทันที่มินโฮจะถามอะไรต่อ เสียงแทมินก็ดังขึ้นทำให้พวกเขาต้องก้าวเดินไปหาทันที

 

“มีอะไรหรอแทมิน”

 

“มีคนมาทำความสะอาดพื้นที่แล้ว” คนนอกสองคนที่ไม่รู้เรื่องมองหน้าด้วยความสงสัยว่านักสืบทั้งสองกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ แต่ก็ได้แค่สงสัยเท่านั้นแหละ ถามไปพ่อยอดนักสืบทั้งสองคนก็ไม่ปริปากพูดถึงเรื่องคดีให้ฟังอยู่ดี

 

“เมื่อวานเราเจอหลักฐานเพิ่ม แต่วันนี้มันหายไปแล้ว แล้วก็ตรงที่เราเหยียบอยู่นี่เคยมีคราบเลือดเยอะกว่านี้ด้วย” ถึงน้ำเสียงจะฟังดูเสียดายที่สถานที่เกิดเหตุถูกเก็บทำความสะอาดไปแล้วแต่แววตาของแทมินกลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง มันทั้งราบเรียบและสงบนิ่งจนน่ากลัว

 

ทั้งที่มันควรจะแสดงออกมาว่าเสียดายหรือหงุดหงิดที่หลักฐานสำคัญถูกเก็บกวาดไปหมดแล้ว

 

“เอาน่า เราก็ถ่ายรูปเก็บไว้แล้วนี่ ไม่เป็นไรหรอก”

 

ลึกๆแล้วจินกิทั้งนึกกลัว ไม่ชอบใจ และสงสัยในตัวเพื่อสนิทคนนี้ในคราวเดียวกัน เพราะสนิทกันมากถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนนิสัยแบบไหน แต่ในบางครั้งเขากลับไม่สามารถอ่านความคิดของแทมินออกเลย ทั้งจากสีหน้าหรือแม้แต่การกระทำที่แสดงออกมา

 

น่าสงสัย...เป็นคำเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวของจินกิหลังจากประเมินการกระทำของแทมิน

 

“จะว่าไปที่นี่กลิ่นคาวเลือดแรงสุดๆเลยนะ มินโฮว่าไง”จงอินถามคนตัวสูงที่สุดซึ่งพยักหน้ารับก่อนจะก้มมองคราบเลือดที่กระจัดกระจายเต็มบริเวณแม้ว่ามันจะจางลงไปบ้างจากการทำความสะอาด ถึงจะเอาที่กั้นออกคงไม่มีใครนึกอยากเข้ามาดูที่นี่แน่ คงมีแต่พวกเขาสี่คนที่นึกอยากจะมาดูร่องรอยพวกนี้

 

ไม่สิ...ที่นักสืบทั้งสองคนอยากลงพื้นที่มาดูสถานที่เกิดเหตุเองนี่ไม่แปลกเท่าไหร่หรอก ที่แปลกคือคนนอกอย่างคิมจงอินทำไมถึงเอ่ยปากบอกว่าอยากมาดูสถานที่เกิดเหตุ ทั้งที่งานของจิตแพทย์มันไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับการลงพื้นที่ซักนิด

 

“ฉันเคยเห็นก็แค่ในรูปถ่ายที่เอาไปเป็นหลักฐานประกอบการยื่นฟ้องต่อชั้นศาล ไม่เคยมาดูที่เกิดเหตุจริงๆแบบนี้หรอก น่ากลัวกว่าที่คิดแฮะ” มินโฮพูดไปพร้อมกับกวาดแสงไฟขึ้นไปรอบๆสถานที่ โดยจินกิกลับนั่งลงกับพื้นแล้วพิจารณาตรงที่เคยมีรอยขีดพลางขมวดคิ้ว

 

ขีดเบี้ยวๆสองขีดนั่น...ทำไมแทมินถึงสรุปด้วยความมั่นใจว่ามันหมายถึงตราชั่ง ทั้งที่จริงๆแล้วจะมองว่าเป็นสัญลักษณ์ไซคีของจิตวิทยาก็ได้เหมือนกัน

 

ตราชั่งเป็นสัญลักษณ์ประจำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ตัวแทนบ่งบอกถึงความยุติธรรมที่ไม่เอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ที่พวกเขากรมสืบสวนคดีพิเศษเองก็ใช้ เพราะพวกเขาเองก็นับว่าเป็นผู้รักษากฎหมายและความยุติธรรมเช่นกัน โดยใช้ศพ หลักฐานที่พบ สถานที่เกิดเหตุ และการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุที่กระทำและป้องกันไม่ให้เกิดการก่อเหตุซ้ำ อีกทั้งยังสามารถควานหาคนกระทำผิดมารับโทษเพื่อรักษาความยุติธรรมนั้นด้วย

 

“ไม่เหม็นรึไงนั่น”แทมินร้องถามจินกิที่แทบจะเอาหน้าไปแตะกับพื้น คนโดนทักรีบเงยหน้าขึ้นก่อนจะหัวเราะแห้งๆ

 

“พวกตำรวจคงมาเคลียร์สถานที่แล้วล่ะมั้ง ถ้าจงอินกับมินโฮมาเมื่อคืนนะ พวกนายจะรู้สึกเหมือนมายืนตรงลานประหารเลยล่ะ”มินโฮมองจินกิที่พูดเรื่องพวกนี้ได้หน้าตาเฉยแถมยังดูตื่นเต้นเสียอีก เขาชักนึกห่วงว่าคนตัวเล็กของเขาจะกลายเป็นพวกซาดิสม์เข้าซักวัน

 

“ก็ประหารจริงๆนั่นแหละ ประหารคนชั่วไง”

 

มินโฮจ้องมองแทมินที่เอ่ยประโยคนั้นออกมาด้วยสีหน้าราบเรียบ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป

 

“แต่ถึงจะชั่วยังไงฉันว่าให้กฎหมายเป็นตัวตัดสินดีกว่าที่จะมาทำพลการแบบนี้นะ”

 

จินกิลุกขึ้นยืนก่อนจะมองไปยังจิตแพทย์หนุ่มที่มองไปรอบๆอย่างสนอกสนใจ ไม่ได้ใส่ใจการพูดคุยของแทมินกับมินโฮที่ตอนนี้ปิดท้ายด้วยการหัวเราะเฮฮากันอยู่สองคน หากสัญลักษณ์นั่นกลายเป็นสัญลักษณ์ไซคีขึ้นมาจริงๆ คนที่น่าสงสัยที่สุดก็จะเป็นคิมจงอินที่นึกอยากมาสถานที่เกิดเหตุแบบนี้

 

เมื่อพิจารณากันด้วยเหตุผลโดยไม่เอาความรู้สึกมาเกี่ยวข้องแล้ว ไม่ว่าใครคนไหนต่างมีสิทธิ์เป็น ฆาตกรได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท คนในครอบครัว คนรัก หรือคนรู้จัก หากมีข้อสงสัยแม้เพียงนิดต้องห้ามเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านั้นและเก็บไว้พิจารณาทันที แม้ว่ามันจะขัดแย้งต่อความรู้สึกที่ตะโกนร้องอยู่ในใจว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่คนร้ายแค่ไหนก็ตาม

 

จินกิสงสัยแทมิน...ใช่ ในตอนนี้มันเป็นแบบนั้น และถ้าเกิดว่าเป็นแทมินจริงๆ เขาจะต้องเป็นคนสรุปคดีทั้งหมดส่งต่อให้กับกรมตำรวจเพื่อจัดการดำเนินการตามกฎหมาย นั่นคือการฆ่าเพื่อนสนิทของตัวเองทางอ้อมโดยการส่งไปรับโทษสูงสุดคือประหารชีวิต

 

คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงที่ไม่อาจลดหย่อนโทษให้แก่ฆาตกรได้ เนื่องจากฆาตกรมีการเตรียมการอย่างดีและมีเจตนาที่จะฆ่าผู้เคราะห์ร้ายอย่างชัดเจน โทษสูงสุดที่จะได้รับจึงเป็นการประหารชีวิตเท่านั้น

 

เขาก็ได้แต่หวังเอาไว้ว่าความคิดที่วิ่งตีกันไปมาในหัวจะมีข้อผิดพลาด และฆาตกรจะเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนใกล้ตัวหรือคนรู้จัก

 

ขอให้ไม่ใช่แทมิน...ได้โปรดเถอะ

 

แม้ในใจจะภาวนาเช่นนั้น แต่ความยุติธรรมไม่สามารถนำความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินอะไรได้ ถึงแม้มันจะมีสายใยบางๆเชื่อมโยงทั้งสองสิ่งเอาไว้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ อีจินกิก็จะต้องพิจารณาถึงเหตุผลก่อนสิ่งอื่นใดนั่นเพราะเขาเป็นผู้รักษากฎหมายอันสูงส่ง และสุดท้ายแล้วตัวเขานั่นแหละที่จะเป็นคนตัดสายใยบางๆนั่นให้ขาดสะบั้นลงเพื่อดำรงไว้ซึ่งสิ่งที่สำคัญกว่า

 

“เรากลับกันมั้ย”เสียงนุ่มร้องถามทุกคนออกไปและด้วยความมืดที่เริ่มแผ่ขยายมากขึ้นจากท้องฟ้าทำให้พวกเขาตัดสินใจได้ไม่ยากว่าจะออกจากสถานที่นี้ไปตามคำขอของหนึ่งในนักสืบที่มีสีหน้าวิตกกังวลอะไรหลายๆอย่าง

 

“แกมีคุณแฟนมาพากลับบ้านแบบนี้สงสัยคืนนี้คงไม่ได้ทำงานต่อแน่ๆ งั้นเดี๋ยวฉันจะกลับไปทำงานเผื่อให้แกเองนะ อย่างอนนะครับคุณเพื่อน”

 

แทมินแกล้งแหย่ให้เพื่อนสนิทที่เอาแต่ทำหน้าเครียดตั้งแต่ก้าวเข้ามายังสถานที่เกิดเหตุให้หัวเราะออกมาบ้าง เขาไม่รู้หรอกว่าเพื่อนสนิทมีความคิดอะไรอยู่ในหัว และถึงถามไปหากเจ้าตัวไม่อยากตอบก็เหมือนกับไปเค้นคอบังคับให้คนใบ้พูดได้อยู่ดี ถึงเวลาจินกิอยากเล่าก็คงเล่าให้เขาฟังเอง

 

และถึงตอนนั้นเขาก็คงจะเล่าในสิ่งที่เขาคิดอยู่ในหัวตอนนี้ออกมาด้วยเช่นกัน

 

มือนุ่มของจินกิฟาดลงที่ไหล่เพื่อนสนิทไม่แรงมากนัก ก่อนจะหันไปหาจงอินที่ยืนทำหน้าเหมือนหมีง่วงอยู่ข้างๆแทมิน

 

“ถ้าแทมินมันกวนประสาทนายตบหัวมันได้เลยนะ”

 

“ได้เลย”

 

“เฮ้ย จินกิ นี่นายเพื่อนฉันนะ” แทมินโวย “ไอ้บ้าจงอิน นี่แกแปรพักต์ไปอยู่กับเพื่อนฉันตั้งแต่เมื่อไหร่หา ?”

 

“เมื่อกี้” จงอินตอบด้วยสีหน้าง่วงๆ ดูแล้วชวนให้เตะเป็นยิ่งนัก “มันคงไปยึดบ้านฉันเป็นที่ทำงานต่อนั่นแหละ ถ้ามันจะทำงานโต้รุ่งฉันจะด่ามันให้ไปนอนก่อนเอง ไม่ต้องห่วงนะ”

 

จินกิหัวเราะออกมาแม้ว่าในใจจะยังรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่พอเห็นท่าทางของเพื่อนที่ดูปกติเหมือนเดิมจึงได้แต่หวังไว้ในใจว่าสิ่งที่เขาสงสัยมันจะไม่เป็นความจริง

 

แต่ถ้าเป็นอีแทมินจริงๆล่ะ ?

 

อะไรที่ทำให้แทมินต้องกระทำการโหดเหี้ยมผิดมนุษย์แบบนี้ แล้วศพก่อนหน้าที่พวกเขาปิดคดีได้เรียบร้อยนั่นล่ะ มันต้องมีอะไรบางอย่างที่เขาตีความผิดพลาดไปแน่ๆ

 

ในหัวอีจินกิตอนนี้มีแต่คำถามว่าทำไม และเพราะอะไรอยู่เต็มไปหมด

 

 

 

 

 

สัมผัสเคาะเบาๆตรงหน้าผากทำให้คนที่จมในห้วงความคิดสะดุ้งตัวขึ้นมาและมองไปยังใบหน้าของมินโฮที่ส่งรอยยิ้มบางมาให้ ร่างสูงหัวเราะให้กับใบหน้าที่ดูตกใจเล็กน้อยก่อนจะขยับตัวเบียดเข้าไปหาคนที่นั่งตรงโซฟาอยู่ข้างๆ พอกลับมาบ้านจินกิก็ไม่พูดอะไรเอาแต่ติดอะไรบางอย่างตลอดเวลา สุดท้ายเขาจึงชวนดูหนังแต่ผลที่ได้กลับมาก็เหมือนเดิมคือจินกิยังขมวดคิ้วอยู่แบบนั้น

 

“คิดอะไรอยู่หืม”ยกแขนขึ้นโอบไหล่อีกฝ่ายแล้วพาโยกไปมาเบาๆ ร่างบางถอนหายใจก่อนจะเปลี่ยนมาพิงหัวลงไหล่กว้างอีกฝ่ายไว้

 

“มีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อยน่ะ อยากเล่าให้ฟังก็เล่าไม่ได้”

 

“เกี่ยวกับงาน ? ให้ตายสิ ที่ฉันพานายกลับบ้านมานี่ไม่ได้เพื่อจะให้นายนั่งคิดงานต่อหรอกนะจินกิ”

 

บ่นไม่จริงจังนัก ก่อนจะลูบผมของคนที่เพิ่งจะหัวเราะแห้งๆแล้วนอนลงมาบนตักของเขาเบาๆ

 

“ฉันกำลังคิดว่าฉันทำอะไรผิดพลาดไปรึเปล่าน่ะสิ” บ่นพลางดึงมือหนามาบีบเล่นเหมือนจะระบายความอึดอัดทั้งหมดให้คนที่นั่งต่างหมอนได้รับรู้ รูปการณ์ของคดีนี้บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง แต่เขาก็ยังหาจุดเชื่อมโยงว่ามันเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่องได้ยังไง เกี่ยวอะไรกับคดีก่อนหน้านี้รึเปล่า หรือมันจะเกิดอะไรร้ายแรงแบบนี้ขึ้นอีกไหม

 

เหยื่อรายแรกเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพที่เคยเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด แต่เพราะให้การซึ่งเป็นประโยชน์กับตำรวจเลยรอดพ้นโทษหนักมาได้ ซึ่งเขาก็สรุปไปแล้วว่าสาเหตุน่าจะมาจากการที่เหยื่อหักหลังเจ้านายเก่าจึงทำให้ถูกตามฆ่าภายหลัง

 

แต่คนต่อมาเป็นอัยการที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพที่กล่าวไปข้างต้นเลย อาจจะมีจุดที่คล้ายกันตรงที่รับสินบนใครบางคนมาจนมีประวัติยาวเป็นหางว่าว แต่ก็ยังไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆร่วมกันเลยอยู่ดี ถึงจะบอกว่าทำเพื่อกำจัดคนชั่วที่กฎหมายไม่สามารถจะเอาผิดได้จะๆอย่างที่แทมินเคยพูดมา แต่เมื่อเทียบกับการกระทำผิดแล้ว ก็ยังมีคนอีกมากมายที่สมควรได้รับโทษมากกว่าสองคนนี้ไม่ใช่หรือ

 

“ถอนตัวออกจากคดีนี้ได้มั้ย”คนที่มองมือใหญ่ที่กำลังเอามาบีบเล่นเลื่อนสายตามองไปยังใบหน้าหล่อเหลาของร่างสูงที่ก้มมองลงมา แววตานั้นเต็มไปด้วยความกังวล เป็นห่วง แต่จินกิไม่ใช่คนที่จะทิ้งความรับผิดชอบจึงได้แต่พูดปฏิเสธไป

 

“ฉันถอนตัวไม่ได้หรอก”และที่สำคัญคือถ้าแทมินเป็นผู้ต้องหาจริงๆ หรือว่าจะเป็นคิมจงอิน อย่างน้อยคดีก็ยังอยู่ในมือเขาและแทมินเองก็ไม่สามารถที่จะปิดคดีโยนความผิดให้ใครได้

 

“มันอันตราย ไม่ว่ายังไงฉันก็อยากให้นายออกจากคดีนี้ไปจินกิ”

 

“มินโฮ”เสียงนุ่มนั้นเรียกชื่อคนรักเสียงแผ่วเมื่อดวงตาที่มักทอดมองมาอย่างอบอุ่นนั้นฉายแววที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน มันทั้งอึดอัด กังวล และจริงจัง รวมถึงมีความเครียดขึงที่ปะปนเข้ามาด้วย อาชีพที่เขาทำมันอันตรายมากก็จริงแต่มินโฮเองก็น่าจะเข้าใจมาตั้งนานแล้ว แล้วทำไมวันนี้ถึงได้มีท่าทีแบบนี้ขึ้นมาได้

 

คนรอบข้างเขา...มีท่าทีที่แปลกไปจากเดิมทุกที ทุกที เพราะอะไร...?

 

อาจจะเพราะแววตาที่สับสนของร่างบางทำให้คนตัวสูงกว่ากลับมาส่งรอยยิ้มดังเดิม ริมฝีปากร้อนทาบทับลงหน้าผากเนียนก่อนจะไล้มาตามพวงแก้ม วกกลับไปยังปลายจมูกโด่งและเลื่อนลงสัมผัสริมฝีปากอิ่มช่างเถียงอย่างนุ่มนวลหอมหวาน เหมือนขับไล่ความทุกข์ภายในใจออกไปด้วยความอ่อนโยนที่ร่างสูงมอบให้

 

“พักก่อนเถอะ”ดวงตาเรียวปิดลงก่อนจะรั้งลำคอร่างสูงให้ลงมาอีกครั้ง ทำเพื่อขับไล่ความกลัวออกไปจากจิตใจ ความกลัวที่เขามีต่อตนเอง

 

ไม่ว่าใครก็เป็นฆาตกรได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ตาม

 

 

 

 

TBC.

 

.

 

.

 

.

 

.

 

.

 

Writer’s Talk: ไรท์เครซี่เองเจ้าฮะ กลับมาช้าไปหน่อยแต่ก็ดีกว่าหายไปเนอะ ฮ่าๆ ขอบคุณทุกท่านที่ยังอ่านและรอคอยติดตาม หวังว่าจะสนุกและบอกต่อกันนะคะ ฮี่ ถ้าสนุกก็บอกต่อไม่ก็คอมเม้นนะคะ ขอบคุณค่ะ!

 

Pedadee says ::

ตอนสองมาแล้วจ้า XD

 

จะบอกว่าเราเอามาลงดีเลย์มาก ทั้งที่ตอนนี้เสร็จตั้งแต่ก่อนเปิดเทอม ตอนนี้เปิดเทอมมาอาทิตย์นึงแล้ว ไรท์ทั้งสองก็เริ่มไม่ค่อยจะว่างกันแล้วล่ะค่ะ ;_;

 

เอาเป็นว่าเอนจอยเนอะ อาจจะมาช้าบ้าง แต่รับรองและรับประกันว่าฟิคจบแน่นอน เชื่อมือเราสองคนได้ (?)

 

ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ทุกคนอ่านแล้วสงสัยอะไรกันไหมคะ ? ถ้าสงสัยก็ลองเดาดูนะว่าใครเป็นฆาตกรกันแน่ หุหุ



(c)                            Chess theme
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #3 bmxsnw ;) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 03:34
    ทำตัวแปลกกันหมดเลยข่าาาา
    #3
    0