[Fic SHINee Yaoi] True or False (Hoon)

ตอนที่ 1 : True or False -1-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ส.ค. 58


True Or False

By: Crazy_Dragon & Peddadee

“กฎ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดำรงอยู่ของสังคม ถ้าไม่มีสังคมในปัจจุบันคงวุ่นวาย ปั่นป่วน และไม่มีความบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิด และผมเองก็เป็นผู้ที่รักษากฎนั้นให้คงอยู่ต่อไป ไม่ว่ายังไงก็ตามสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาแล้วจะถูกต้องเสมอ

 

“กฎ” มันก็แค่ปลอกคอที่ล่ามคนในสังคมเอาไว้ใต้บรรทัดฐานที่ตัวเองเห็นว่าดี และคนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย..มันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะทำลาย แต่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำอะไรได้จริงอย่างที่ผู้คนสรรเสริญ มันก็แค่เครื่องมือที่ไร้ประสิทธิภาพก็เท่านั้น

 

บนโลกใบนี้ อะไรคือสิ่งที่กำหนดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี คนนั้นเป็นคนดี สิ่งนี้เป็นสิ่งไม่ดี คนนั้นเป็นคนเลว สำหรับพวกเขา...มันก็แค่เป็นบรรทัดฐานของสังคมเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะวัดว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี เป็นเพียงมุมมองของมนุษย์ที่สั่งสมมาแต่โบราณ ธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะมองอะไรๆจากมุมมองของตนเองก่อนเสมอว่าสิ่งนั้นถูก และมองว่าอีกสิ่งผิดเสมอ

 

แต่แท้จริงแล้ว...ความถูกผิดเป็นเพียงการมองโดยมุมมองแคบๆของคนในสังคมกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น

 

...

 

“เป็นอะไรของแกวะ”

 

เสียงเพื่อนร่วมงานพ่วงด้วยตำแหน่งเพื่อนสนิทดังขึ้นทำให้คนที่จมกับความคิดของตนเองผละสายตาออกจากกระดาษที่มีข้อมูลของคนร้ายอยู่ทันที พูดให้ถูก...ต้องบอกว่าสายตาเขาไม่ได้จับจุดโฟกัสใดเป็นพิเศษเลยมากกว่า

 

“ไม่ได้เป็นอะไร แค่เหนื่อยเฉยๆ”

 

อีแทมินเลิกคิ้วมองคนตัวขาวที่ร้อยวันพันปีไม่เคยปริปากบนว่าเหนื่อยหรือท้อให้ได้ยินเลยซักครั้ง แต่คดีที่พวกเขากำลังรับผิดชอบอยู่ตอนนี้มันก็น่าเหนื่อยจริงๆ และถึงอีจินกิไม่พูดอะไรออกมาเขาก็รับรู้ได้จากความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดบนใบหน้าที่โทรมลงกว่าเคย

 

และดวงตาที่ฉายแววหม่นแสงราวกับคนที่กำลังหาทางออกไม่ได้

 

“เดี๋ยวเราก็จัดการได้น่า” เป็นคำพูดที่ได้ยินมานับไม่ถ้วน แต่ก็เหมือนมีแรงผลักดันให้ตามจับคนร้ายมาได้หลายต่อหลายคน เพราะความสามารถในการวิเคราะห์แนวทางการก่ออาชญากรรมของจินกิค่อนข้างเที่ยงตรงและมีประสิทธิภาพ จึงไม่แปลกใจที่เจ้าตัวมักจะได้รับงานยากๆมาทำภายใต้ชื่อของทีมที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจเสมอ

 

งานนี้ทั้งยากและมีความเสี่ยงอยู่มาก ค่าตอบแทนแต่ละครั้งในการทำคดีจึงเป็นเม็ดเงินมากคุ้มกับความเสี่ยง แต่ก็แลกกับความเหนื่อยที่ทำให้อยากจะหยุดพักไว้เพียงเท่านี้

 

แต่ก็ยังดีที่คราวนี้แทมินได้รับคำสั่งให้มาทำงานร่วมกับเขาทำให้อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนได้พูดคุยบ้าง เพราะปกติคดีที่ได้รับการไหว้วานให้ทำมักจะปกปิดเป็นความลับเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลและอาจเกิดผลกระทบต่อรูปคดี

 

“แกยังจับจุดไม่ได้เลยเหรอ”

 

ทุกวันนี้อีจินกิยังไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ได้ว่าคนร้ายต้องการทำไปเพื่ออะไรกันแน่ หรือมีมูลเหตุจูงใจอะไรถึงได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญเช่นนี้ และเพราะยังวิเคราะห์หาต้นสายปลายเหตุไม่ได้ ทำให้คดีนี้ถูกสังคมกล่าวโจมตีอย่างหนักว่าพวกตำรวจและนักสืบไร้ประสิทธิภาพปล่อยให้คดียืดเยื้อโดยยังหาตัวคนร้ายไม่พบมาเป็นเดือนๆเช่นนี้

 

แน่นอนว่าคนที่โดนมากที่สุดคือกุญแจหลักที่ต้องตีความหมายถึงความต้องการและเหตุผลของการกระทำครั้งนี้ของคนร้าย

 

“ไม่แน่ใจเท่าไหร่...กลับบ้านก่อนนะ” พูดจบก็ลุกขึ้นยืนกวาดเอกสารทุกอย่างใส่โต๊ะแล้วเดินไปทันที แทมินมองตามด้วยความกังวล แต่ก็สบายใจขึ้นเมื่อนึกได้ว่าจินกิไม่ได้อยู่บ้านคนเดียว ยังมีคนรักที่ชื่อชเวมินโฮคอยอยู่ด้วย ก็หวังว่าจะช่วยทำให้จินกิดีขึ้นได้บ้างล่ะนะ

 

 

 

 

 

“กลับมาแล้วเหรอ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มของคนรักทำให้จินกิผ่อนคลายได้มากทีเดียว คิดถูกจริงๆที่หอบเอาคดีกลับมาทำที่บ้าน ถ้าอยู่ที่กรมต่อไปยังไงก็คงเสียเวลาเปล่า

 

“อื้ม กลับมานานรึยัง”ถามกลับพร้อมรอยยิ้มเหมือนเคยก่อนจะถอดเสื้อคลุมออกแขวนไว้กับราวไม้ คนตัวสูงก้าวเข้ามาหาก่อนจะช่วยเอาเอกสารรวมถึงคอมพิวเตอร์ออกจากอ้อมแขนที่ถือจนแทบจะหล่นลงมาอยู่แล้ว

 

“ประมาณสองทุ่มนะ คดียากมากเลยหรอ”พูดพลางมองไปยังนาฬิกาที่บอกเวลาว่าเกือบห้าทุ่มเข้าไปแล้ว จินกิเผยอยิ้มแห้งก่อนจะพยักหน้ากลับไป

 

เพราะเขาบอกไม่ได้ว่ากำลังทำคดีอะไร ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือใครก็ตาม

 

“นายเนี่ย ยึดมั่นตามกฎระเบียบตลอดเลยนะ”

 

“ก็ช่วยไม่ได้นี่นา กฎมันก็กฎ มันคือสิ่งที่ถูกต้องและต้องทำตาม”กลุ่มผมนุ่มโดนมือใหญ่ยีลงไปเล็กน้อยจนฟูยุ่งเหยิง จินกิยกมือฟาดไหล่กว้างเบาๆก่อนจะเข้าไปในตัว บ้านที่แสนอบอุ่นและมีความสุขมากกว่าที่ไหน

 

“ถ้าเหนื่อยก็พอเถอะ”มินโฮก็พูดออกมาอย่างนั้นเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมวางมือกับสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบ แต่เพราะความเป็นห่วงว่าเห็นร่างบางนั้นโหมงานหนักแทบไม่ได้พักผ่อน บางครั้งก็ดูเคร่งเครียดจนเขากลัวว่าจะป่วยไข้เอาจึงได้พูดแบบนี้ออกมา

 

“ฉันวางมือไม่ได้หรอกมินโฮ มันเป็นหน้าที่ที่ฉันได้รับมอบหมาย ฉันต้องไขคดีนี้ให้ได้” ดวงตาเรียวรีฉายแววมุ่งมั่น แต่ถ้าจะเพ่งมองลงไปดีๆ ในความมุ่งมั่นนั้นมีความอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด มันชัดจนมินโฮอดไม่ได้ที่จะดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้หลวมๆ

 

“พวกนักสืบเนี่ยชอบฝืนตัวเองแบบนี้ทุกคนเลยรึเปล่านะ” ฝ่ามือใหญ่ลูบกลุ่มผมนิ่มเบาๆ ถ่ายทอดความอบอุ่นและห่วงใยไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้ผ่านมือข้างนั้น “ฉันเป็นห่วง กลัวว่านายจะเป็นอะไรไป งานพวกนี้อันตรายนะ เป็นไปได้ฉันก็อยากให้นายถอนตัวซะ”

 

นานทีเดียวกว่าที่จินกิจะผละออกจากอ้อมกอดอบอุ่นของคนตัวสูงกว่า ใบหน้าน่ารักระบายรอยยิ้มชวนมอง เป็นรอยยิ้มที่ทำให้มินโฮหลงรักตั้งแต่แรกพบ

 

“ฉันก็ไม่ได้ฝืนตัวเองซักหน่อยนี่นา คิดมากนะมินโฮเนี่ย” นิ้วเรียวจิ้มเข้าหว่างคิ้วคนตัวสูงกว่าที่กำลังขมวดแน่น ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นสีหน้าที่มุ่ยลงของอีกฝ่าย คิดว่าทำแบบนี้มันน่ารักมากรึไง บอกเลยว่าน่ารักมาก...รักมากจริงๆ

 

“นอกจากจะฝืนตัวเองเก่งแล้วยังปากแข็งอีกต่างหาก” มินโฮส่ายหัวเบาๆ ถอนหายใจอย่างหมดปัญญาจะเอ่ยขัดอีกฝ่าย “ดูแลตัวเองด้วยนะ อย่าหักโหมจนป่วยไปอีกล่ะ ถ้าเกิดว่าคราวนี้นายป่วยอีกฉันจะไปประท้วงกรมตำรวจเรื่องใช้งานหนักเกินไป”

 

“นายทำแบบนั้นไม่ได้หรอกน่า” จินกิหลุดหัวเราะอีกครั้ง “ฉันจะไปทำงานต่อแล้วล่ะ ถ้านายง่วงจะนอนก่อนก็ได้นะ ไม่ต้องอยู่เฝ้าหรอก”

 

จินกิไล่ให้อีกฝ่ายไปนอนก่อนตัวเองทุกครั้งที่เขาหอบเอางานกลับมาทำที่บ้าน เพราะรู้ว่าคดีที่รับทำอยู่นั้นไม่สามารถแก้ตกได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เผลอๆใช้ความคิดมากๆแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว มีบางคืนที่โต้รุ่งไปทำงานเลยก็มี และทุกครั้งมินโฮจะอาสาอยู่เป็นเพื่อนด้วยตลอด แต่สุดท้ายเขาก็เห็นมินโฮนั่งสัปหงกก่อนทุกที

 

เขารู้ว่ามินโฮเป็นห่วงเขามากถึงได้ถ่างตารอเขาทำงานเสร็จจนเจ้าตัวหลับไปก่อนแบบนั้น ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากให้มินโฮต้องมารอทุกคืนแบบนี้หรอก

 

“นายก็รู้ว่าฉันจะตอบว่าอะไร” มินโฮขมวดคิ้วอีกครั้ง “คืนนี้สัญญาจะไม่หลับก่อน จริงๆนะ”

 

“โอเค ฉันจะพยายามเชื่อนะ” จินกิอมยิ้มมอง เห็นพูดแบบนี้ทุกครั้งก็หลับก่อนทุกครั้ง “ฉันไปอาบน้ำก่อนนะมินโฮ”

 

“อื้ม” ร่างสูงพยักหน้ามองคล้อยหลังคนรักที่เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวรวมถึงเสื้อผ้าเดินเข้าห้องน้ำ สีหน้าที่เคยยิ้มแย้มพลันเปลี่ยนลงทันที ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังใช้ความคิดหนัก

 

เขาเป็นห่วงจินกิมาก หลายต่อหลายครั้งแล้วที่เห็นจินกิโหมงานหนักจนร่างกายป่วยไข้ไม่สบาย ทุกครั้งมินโฮจะยอมตามใจคนตัวเล็กเสมอเพราะนั่นคืองานที่เจ้าตัวรัก แต่คดีนี้...แค่คดีนี้เท่านั้นที่เขาอยากให้จินกิวางมือเสียแต่ตอนนี้ ไม่อยากให้ถลำลึกเข้าไปอีกแม้แต่ก้าวเดียว

 

“ฉันควรจะทำยังไงให้นายวางมือจากคดีนี้นะ...อีจินกิ”

 

พอได้อาบน้ำก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้หายเหนื่อยอยู่ดี มือเรียวที่เอื้อมไปเพื่อเปิดโน้ตบุคชะงักลงเมื่อเห็นแก้วใส่นมร้อนที่วางอยู่ข้างๆเหมือนทุกที ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วทรุดตัวลงนั่งเพื่อทำงานเหมือนทุกคืน

 

“รีบกินก่อนที่มันจะหายร้อนสิ”เสียงทุ้มต่ำมาพร้อมกับเสียงบานประตูที่ปิดลงทำให้ร่างเพรียวต้องหันกลับไปมอง ตาปรือแทบจะปิดอยู่แล้วแท้ๆก็ยังขยันเอาใจเขาอยู่เสมอ การกลับมาบ้านมันทำให้ผ่อนคลายมากกว่าการนั่งในห้องสีทึมๆของที่ทำงานจริงๆ

 

“นอนก่อนเถอะ ฉันกินแน่ๆล่ะ”ช่วงแขนยาวสอดเข้ามาก่อนจะโอบรัดช่วงเอวเอาไว้แผ่วเบา ปลายคางกดลงไหล่ลาดก่อนจะจับจ้องไปยังหน้าจอโน้ตบุคที่ขึ้นว่าให้ใส่รหัสเอาไว้

 

“ฉันอยากให้คดีนี้จบซักที”เสียงทุ้มเหมือนจะงอแงเป็นเด็กจนคนทำคดีหัวเราะออกมา เขารู้ตัวว่าช่วงนี้เขาไม่มีเวลาให้มินโฮแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามแก้คดีนี้ให้จบลงเสียที

 

“ไปนอนเถอะ จะทำงานแล้ว”

 

“บอกแล้วนี่ว่าจะรอ”ร่างสูงผละออกไปลงนอนบนเตียงโดยเอาหนังสือนิยายมาอ่านเล่นรออีกฝ่าย จินกิหันกลับมาก่อนจะเริ่มอ่านรายละเอียดประกอบภาพศพอีกครั้ง มันมีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนจะบอกเขาถึงตัวฆาตกร ถึงสาเหตุในการกระทำ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถจับสิ่งนั้นไว้ได้นอกจากพยายามไขว่คว้าข้อมูลนั้นต่อไปเรื่อยๆ

 

มันเหมือนกับกำลังพยายามวิ่งไล่จับควัน ที่ลางเลือนและสัมผัสไม่ได้

 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายชันสูตรศพถูกฆาตกรฆ่าโดยการตัดศีรษะออกอย่างโหดเหี้ยม มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับพวกค้ายา เพราะทางตำรวจเองก็เพิ่งส่งข้อมูลมาว่ผู้ตายเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดแต่เพราะการให้ปากคำจึงพ้นโทษ และทำให้ตำรวจสามารถจับผู้ค้ารายใหญ่ได้

 

ทรยศ หยดเลือดที่เขียนไว้หลังกำแพงก็บอกเอาไว้เช่นนั้น

 

“ทรยศ ?” จินกิพึมพำ คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิดหนัก “มันหมายความว่ายังไงกัน”

 

“ทรยศจากสิ่งที่ตัวเองยึดถืออยู่ มันน่าเสื่อมศรัทธานะว่าไหม” อยู่ดีๆมินโฮก็พูดขึ้น จินกิหันไปมองก็พบว่าร่างสูงนั้นยังคงใช้สายตาจับจ้องที่หนังสือนิยายในมืออยู่ “อ๋อ...พอดีฉันอ่านนิยายถึงตอนที่คู่ค้าทรยศหักหลังกัน สุดท้ายก็เลยต้องพบจุดจบที่น่าอนาถน่ะ”

 

คู่ค้าที่ทรยศหักหลังกัน...หรือว่าจะ...?

 

“มินโฮ” จินกิตัดสินใจเรียกชื่อร่างสูงที่ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือนิยายในมือ “เล่าเรื่องให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม...นิยายที่นายกำลังอ่านน่ะ”

 

“ไม่มีอะไรหรอกจินกิ มันก็แค่เพื่อนเก่าที่ทำงานค้าขายด้วยกัน สุดท้ายจับได้ว่าเพื่อนทรยศ ก็เลยจัดการเชือดซะ แค่นั้นเอง” มินโฮเงยหน้าจากหนังสือมายิ้มให้คนรักที่ยังคงขมวดคิ้วหนักเหมือนกำลังใช้ความคิด “ขมวดคิ้วมากๆแบบนั้นมันไม่ทำให้คิดออกหรอกนะ ผ่อนคลายลงอีกซักนิด เดี๋ยวก็คิดหาทางออกได้เองนั่นแหละ”

 

ดวงตารีเรียวค่อยๆหลับลงช้าๆ ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นสบมองใบหน้าหล่อของคนตัวสูงกว่าที่ยังคงยิ้มให้เขาอยู่อย่างนั้น ใช่แล้ว เป็นอย่างที่มินโฮบอก เขารีบร้อนจะไขคดีเกินไป จนลืมพิจารณาถึงสาเหตุสำคัญคือเหตุจูงใจในการก่อคดีของคนร้ายไปซะสนิท ถ้าลองค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละจุด อาจจะทำให้เชื่อมโยงเบาะแสที่มีอยู่เข้าด้วยกันได้

 

และคดีนี้ก็จะจบลง...เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

“ฉันคงรีบร้อนไปหน่อย ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง” ดวงตาเริ่มมีแววผ่อนคลายมากขึ้น เห็นแบบนี้มินโฮก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้อีก ดูท่าจินกิจะกลับมาเป็นจินกิคนเดิมได้แล้วสินะ “แล้วก็ขอบคุณมาก”

 

“ฉันไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย” มินโฮลูบเรือนผมสีเข้มของคนรักเบาๆ “นายไปทำงานต่อเถอะ แต่ถ้าคิดไม่ออกเมื่อไหร่ก็อย่าฝืนคิด หยุดคิดลงซักพัก แล้วเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง”

 

ร่างโปร่งบางพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปจ้องหน้าจอโน๊ตบุ๊กของตัวเองใหม่ รูปสภาพศพที่น่าสะอิดสะเอียนหากเป็นคนทั่วไปคงไม่กล้าจ้องมองอย่างละเอียดแบบนี้ แต่เพราะเขาเริ่มชินชากับการพิจารณาศพ จึงทำให้ไม่รู้สึกรังเกียจหรือกลัวอะไร ถ้าจะให้เขากลัวหรือว่ารังเกียจ เขาเลือกที่จะรังเกียจและกลัวคนที่เป็นฆาตกรเลือดเย็นคนนี้มากกว่า

 

สภาพศพบ่งบอกว่าเหยื่อถูกตัดศีรษะทั้งเป็น และเป็นการใช้มีดที่คมมากในการเชือดคอ เห็นได้ชัดจากบาดแผลที่ไม่เสมอกัน เหมือนจงใจดึงมีดออกและสับซ้ำลงแผลเดิม มือทั้งสองข้างที่ถูกมัดไพล่หลังมีรอยบาดของเชือกไนล่อนจนลึกถึงกระดูก ที่ข้อเท้าเองก็เช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเตรียมการมาเป็นอย่างดีไม่ให้เหยื่อขัดขืน ที่สำคัญ...ไม่มีการใช้ยาสลบหรืออะไรทั้งสิ้น พูดให้ถูกคือจงใจให้ตายช้าๆเพื่อให้เหยื่อรับรู้ความทุกข์ทรมานอย่างถึงขีดสุดนั่นเอง

 

ใครมันกล้าทำเรื่องโหดเหี้ยมผิดมนุษย์แบบนี้กันนะ ถ้าเขาลากคอมันมาได้ เขาจะไม่มีวันให้อภัยมันเด็ดขาด

 

มือเรียวเลื่อนเมาส์คลิกไปที่ไฟล์ประวัติของเหยื่อเพื่อเปิดอ่านอีกครั้ง ฮันวอนซู เจ้าหน้าที่แผนกชันสูตรศพของโรงพยาบาลประจำกรุงโซล ก่อนหน้าที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรเคยเกี่ยวข้องกับคดีค้ายาเสพติดรายใหญ่ แต่รอดพ้นจากโทษมาได้เนื่องจากให้การที่เป็นประโยชน์แก่ทางตำรวจ จึงได้รับเพียงโทษจำคุกไม่กี่ปีเท่านั้น หลังจากพ้นโทษจึงได้เข้าทำงานในโรงพยาบาลในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพทันที ไม่มีใครสงสัยเรื่องปูมหลังที่เคยเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดมาก่อน อาจจะเพราะสังคมให้โอกาส หรือเป็นเพราะสาเหตุอื่นก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก

 

“หมอนี่ไม่ใช่คนดีเลยจริงๆ ขนาดออกจากคุกมาก็ยังมีการรับสินบนจากพวกมีอำนาจบางพวกอยู่อีก” แม้จะเป็นหน้าที่ที่ต้องหาฆาตกรมาเพื่อดำรงซึ่งความถูกต้องและศักดิ์สิทธ์ของกฎหมาย แต่ในใจส่วนลึกจินกิกลับรู้สึกว่าคนผู้นี้แท้จริงแล้วสมควรตาย การกระทำผิดซ้ำซ้อนไม่ใช่เรื่องที่สมควรให้อภัยได้อีกเป็นครั้งที่สอง แม้จะเป็นการกระทำผิดที่เล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

 

ความรู้สึกดีใจที่เหยื่อถูกฆ่าไปนั้น...มันไม่ควรมีกับเจ้าหน้าที่สืบสวนผู้ดำรงตนภายใต้กฎหมายเช่นเขา

 

“ทรยศ...ยาเสพติด...รับสินบน...” มือเรียวขีดเขียนลงบนกระดาษหลังจากจ้องหน้าจออิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน มันมีอะไรบางอย่างที่เป็นจุดเชื่อมของทั้งสามคำนี้ แต่เขายังคิดไม่ออกว่าจุดเชื่อมนั้นคืออะไร สงสัยต้องโทรหาแทมินให้ช่วยคิดอีกแรง

 

ร่างบางลุกขึ้นถือโน้ตบุ๊กและหยิบมือถือของตัวเองเดินไปที่ระเบียง ยังไงก็คุยเรื่องคดีในห้องที่มีมินโฮแบบนี้ไม่ได้ เรื่องคดีนี้เป็นความลับสุดยอดที่จะแพร่งพรายให้ใครรู้ไม่ได้ทั้งนั้น ดังนั้นการออกไปคุยนอกระเบียงน่าจะเป็นการปลอดภัยว่าคดีจะไม่รั่วไหลไปถึงหูคนรักที่อ่านนิยายอยู่ในห้อง

 

และมินโฮเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจ จึงพยักหน้ายิ้มๆเป็นเชิงบอกว่าให้คนตัวเล็กไปคุยโทรศัพท์กับเพื่อนที่นอกระเบียงได้

 

(ฮัลโหล) น้ำเสียงสดใสของแทมินทำให้จินกิรู้ว่าเขาไม่ได้โทรไปกวนเพื่อนสนิทกลางดึก เจ้าตัวไม่รอช้ารีบเอ่ยธุระที่โทรมาในทันที

 

“โทษนะ นายได้ดูแฟ้มคดีที่ฉันส่งให้รึยัง”

 

(ดูแล้ว ที่กำแพงมีรอยเลือดเขียนว่าทรยศ ฉันยังสงสัยว่ามันจะเกี่ยวข้องอะไรรึเปล่า)

 

“ฉันว่าเกี่ยว นายลองคิดดูเล่นๆนะ ฮันวอนซูคนนี้เคยเป็นนักโทษคดียาเสพติดมาก่อน ออกจากคุกมาก็ได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรเลย นายว่ามันแปลกไหม อย่างน้อยฉันว่าถ้าเพิ่งพ้นโทษมาก็น่าจะต้องหางานก่อนซักเกือบครึ่งปีเป็นอย่างต่ำนะ”

 

(ติดสินบนน่ะสิ ได้ยินว่าบ้านหมอนี่ซี้กับผู้มีอิทธิพลหลายคน คงไปขอให้เขาช่วยนั่นแหละ) แทมิน บอกด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ (ถ้านายสงสัยเรื่องนั้น ฉันก็พอจะตีความคำว่าทรยศบนกำแพงออก)

 

“ทรยศ...เจ้านายเก่า...งั้นสินะ”

 

(ใช่แล้ว) น้ำเสียงดูกระตือรือร้นมากขึ้น (ที่ได้ทำงานไวขนาดนั้นเพราะติดสินบนผู้มีอิทธิพลรายอื่น หรืออีกอย่างก็คือให้ตัวเองมีหลักประกันว่าจะไม่ถูกตามฆ่าทีหลังได้ แบบนั้นล่ะมั้ง)

 

“แต่คนก่อคดีก็อุกอาจเกินไปนะ รู้ทั้งรู้ว่าจะสาวถึงตัวเองก็ยังเขียนเบาะแสให้เราโยงไปถึงตัวแบบนั้นได้อีก” จุดนี้จินกิไม่เข้าใจ ถ้าคำว่าทรยศบนกำแพงหมายถึงสิ่งที่แทมินพูด นั่นหมายความว่าคนร้ายใจกล้ามากที่กล้าประกาศตัวเองให้แผนกสืบสวนอย่างพวกเขารู้

 

(ท้าทายไง) น้ำเสียงฟังดูเคร่งเครียด คิดว่าปลายสายเองก็คงกำลังใช้ความคิดหนักเหมือนกัน (ผู้มีอิทธิพลพวกนั้นคงอยากแก้แค้นที่ถูกเราหักแข้งหักขาดีๆไปหลายคนในคดีรวบจับผู้ค้ายาเสพติดครั้งก่อน แล้วก็มีความแค้นที่ฮันวอนซูทรยศไปให้การทำเป็นประโยชน์ในการจับลูกน้องด้วย เลยส่งสารลับมาท้าทายว่า...)

 

“ถ้าคิดว่าจะใช้กฎหมายเล่นงานพวกเราให้สิ้นซากได้ ก็ลองดูสิ” จินกิต่อประโยคนั้นของแทมิน สมองเริ่มประมวลผลอะไรบางอย่างได้ “แบบนั้นก็ลงล็อก ขอบใจมากนะ น่าจะปิดคดีไปได้อีกคดีแล้วล่ะ”

 

(ว่าแต่นายนี่หัวไวนะ ถ้าไม่ทักเรื่องนี้มาฉันก็คงคิดไม่ออกเหมือนกันว่าไอ้คำว่าทรยศนี่มันหมายความว่าไง)

 

“มินโฮช่วยน่ะ”

 

(หือ ? นายเล่าเรื่องคดีให้ฟังเหรอ นั่นมันผิดกฎไม่ใช่รึไง)

 

“ไม่ใช่” จินกิหันไปมองมินโฮที่ยังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง “มินโฮแค่เล่านิยายที่อ่านให้ฉันฟังเฉยๆ”

 

(เป็นคนรักที่ช่วยอะไรได้เยอะดีนะ) จินกิเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะดังจากปลายสาย นี่กะจะแซวเขาอีกรึเปล่านะ (แต่อย่างว่า ทนายฝีมือดีดีกรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สมองต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว)

 

“แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้กับทนายฝีมือดีนะ”

 

จินกิเม้มปาก สีหน้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

 

(จะบอกเรื่องที่แฟนนายยื่นอุทรณ์ให้ลูกความที่เป็นจำเลยไม่สำเร็จ จำเลยที่เป็นลูกความเลยถูกประหารล่ะสิ ฉันได้ยินเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้) แทมินถอนหายใจ (ฉันว่าคนที่ยังคิดมากเรื่องนี้น่าจะเป็นนายมากกว่ามินโฮนะจินกิ ถึงฉันจะไม่ได้สนิทสนมอะไรกับมินโฮมากนัก แต่ฉันว่าคนอย่างมินโฮไม่เก็บเอาเรื่องพวกนี้มาคิดมากหรอก อะไรผ่านแล้วก็ให้มันผ่านไป เดินหน้าต่อกันดีกว่า จริงไหม)

 

อีจินกิถอนหายใจอีกครั้ง มองผ่านประตูกระจกของระเบียงเพื่อดูสีหน้าที่จดจ่อกับการอ่านหนังสือนิยายในมือ

 

“นั่นสินะ”

 

(ไปนอนซบอกแฟนนู่นไป พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานอีกนี่นะ)

 

“โอเค เจอกันพรุ่งนี้”

 

 

 

 

 

อีแทมินโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ว่าคนใกล้ตัวเป็นใครก็ต้องมีข้อมูลเก็บไว้ด้วยเผื่อกรณีที่เจ้าหน้าที่หายสาบสูญจะได้ไปติดต่อจากญาติหรือครอบครัวของเจ้าหน้าที่บุคคลนั้น

 

“ชเวมินโฮ อายุยี่สิบห้าปี ดีกรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ตอนนี้เหมือนจะทำงานเป็นทนายเอกชนว่าความทั่วไป” มือเรียวหยิบแฟ้มประวัติของทนายฝีมือดีขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหลังจากที่ได้ฟังจากปากลูกน้องคนสนิท อีแทมินหยุดสายตาตรงรูปถ่ายที่เผยให้เห็นชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาที่มีแววตาจริงจังมั่นคง จึงไม่แปลกใจนักที่สามารถเอาชนะใจเพื่อนของเขาได้

 

“รู้สึกแปลกๆแฮะ”ชายหนุ่มร่างโปร่งขยับกายลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะคว้าเสื้อคลุมจากพนักพิงมาสวมทับ คดีที่ค้างคาจบลงไปได้ด้วยดีเพียงเพราะความบังเอิญจากนิยายหนึ่งเล่ม ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องควานหาตัวคนร้ายเอาเองเพราะพวกเขาไม่ได้มีอำนาจสั่งจับอะไร

 

ไอ้อยากจะกลับบ้านมันก็อยากอยู่หรอก แต่ว่าที่บ้านดันไม่มีใครอยู่เลยเนี่ยสิ กลับไปก็เงียบเหงาเปลี่ยวใจ ชักจะอิจฉาไอ้เพื่อนตัวดีที่พอเหนื่อยปุ๊บก็กลับไปซบอกแฟนที่บ้านตะหงิดๆ ในขณะที่เขามัวแต่หัวหมุนอยู่กับงานที่กรมจนแทบไม่ได้กลับไปค้างที่บ้าน ไอ้ครั้นจะไปหาใครมากอดให้ชื่นใจก็ต้องลงทุนแต่งหล่อไปหาตามสถานที่เริงรมย์อีก ลำบากแท้

 

ทำงานเหนื่อยแบบนี้ทุกวันจะเอาเวลาที่ไหนไปหาเมีย ถ้าขึ้นคานไปจะว่ายังไง หรือเบื้องบนจะหาเมียให้เขา ?

 

“คิดอะไรปัญญาอ่อนอยู่ได้วะไอ้แทมิน” ร่างโปร่งสะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระออก มือเรียวเตรียมสตาร์ทรถเพื่อขับไปยังร้านเหล้าประจำ แต่พอเหลือบมองนาฬิกาข้อมือกลับพบว่ามันล่วงเลยมาจนถึงตีสามแล้ว แบบนี้ร้านเหล้าที่ไหนจะยังเปิดให้เขาไปนั่งชิวอยู่ได้ล่ะเนี่ย

 

“จะไปร้านเหล้าก็ยังไม่มีเวลา บ้าเอ๊ย ! ถ้าไม่ติดว่าเงินเดือนสูงนะ พ่อจะลาออกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย” ตบพวงมาลัยอย่างอารมณ์เสีย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกสถานที่ที่เขาควรจะไปนอกจากบ้านของตัวเองและร้านเหล้าเจ้าประจำ

 

นิ้วมือไล่ไปตามจอทัชสกรีนของสมาร์ทโฟนคู่กายทันที เมื่อเจอชื่อที่ตัวเองต้องการจะโทรออกจึงกดเลื่อนโทรออกทันที

 

(โทรมาทำไมวะดึกๆดื่นๆ คนจะนอน โว้ย !) เสียงโวยปลายสายบ่งบอกถึงความง่วงอย่างเห็นได้ชัด แทมินไม่สนใจกับคำโวยนั้น รีบพูดจุดประสงค์ที่โทรออกไปทันที

 

“ขอไปนอนที่บ้านด้วยหน่อย”

 

(บ้านก็มีทำไมไม่กลับไปนอนวะ มาอาศัยชายคาคนอื่นนอนอยู่ได้)

 

“เออน่ะ กลับบ้านไปนอนคนเดียวมันเปลี่ยวนี่หว่า” แทมินไม่สนใจเสียงโวยวายจากปลายสาย “แค่นี้แหละ อีกยี่สิบนาทีเจอกันนะ คิมจงอิน”

 

ร่างโปร่งกดวางสายทันทีก่อนจะเหยียบคันเร่งเต็มที่ จุดหมายปลายทางคือบ้านของเพื่อนสนิทอีกคนที่คิดว่าตอนนี้คงโวยวายจนลืมง่วงอยู่แน่ๆ

 

 

 

 

 

ดวงตาคมโตของมินโฮฉายแววดีใจอย่างปิดไม่มิดเมื่อเห็นจินกิที่คุยโทรศัพท์เสร็จก็แบกเอาโน๊ตบุ๊กกลับเข้ามาพิมพ์อะไรต่ออีกนิดหน่อยแล้วปิดลงไป แขนเรียวเหยียดขึ้นข้างบนก่อนจะลุกขึ้นเดินไปปิดไฟแล้วมาหาเขาตรงเตียง

 

“ปิดคดีได้แล้วหรอ”

 

“อืม ไว้ค่อยเขียนรายงานสรุปให้ตำรวจพรุ่งนี้น่ะ หมดไฟทำงานแล้ว”เสียงนุ่มงัวเงียทำให้คนตัวสูงหัวเราะออกมากับท่าทางที่ผิดกับตอนทำงานและตอนได้คำตอบอย่างเห็นได้ชัด ท่อนแขนแข็งแรงรั้งเอวคอดเข้ามากอดเอาไว้ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปลูบเส้นผมนุ่มอย่างอ่อนโยน

 

“จะได้พักแล้วสินะ นอนเถอะ อุตส่าห์ได้นอนก่อนสว่างทั้งที”พูดติดหัวเราะก่อนจะกดริมฝีปากลงหน้าผากแผ่วเบาเหมือนทุกค่ำคืน ริมฝีปากของจินกิเผยอยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยราตตรีสวัสดิ์และหลับลงไปอย่างง่ายดายเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอด

 

โดยที่อีจินกิไม่รู้เลยสักนิดว่านี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น..

 

 

 

 

 

“นอนสบายเลยสิ”คนโดนทักเลิกคิ้วมองเพื่อนสนิทที่ส่งเสียงทักน่าหมั่นไส้มาให้ เก้าอี้ถูกลากออกมาก่อนที่ร่างบางจะทรุดตัวลงนั่งแล้วหมุนมาหาอีแทมินที่นั่งหันหลังชนกัน

 

“ก็ปิดคดีได้แล้วนี่นา แล้วเห็นว่าวันนี้จะลาพักช่วงบ่ายนี่ ไปไหนล่ะ”

 

“ก็นะ..เมื่อคืนดันไปรบกวนคนบางคนเลยต้องพาไปเลี้ยงข้าวน่ะ”จินกิเลิกคิ้วมองก่อนจะอมยิ้มขึ้นมาเมื่อพอจะเดาออกว่าเป็นใคร ร่างบางหมุนเก้าอี้กลับเข้าหาโต๊ะทำงานก่อนจะพูดขึ้นอีก “รบกวนบ่อยแบบนี้ย้ายเข้าอยู่บ้านเขาซะเลยดีกว่ามั้ง”

 

“หมายความว่าไงวะ?”จินกิไหวไหล่ก่อนจะเริ่มต้นพิมพ์สรุปข้อมูลของคดีเพื่อส่งให้ทางตำรวจไปรับผิดชอบกันเอาเอง โดยมีแทมินที่ลากเก้าอี้มานั่งข้างคอยช่วยตรวจทานให้อีกทีหนึ่ง

 

“แล้วนี่มินโฮไม่รับว่าความอะไรแล้วรึไง”

 

“ไม่รู้สิ..เห็นมินโฮพูดๆอยู่ว่าอยากจะเก่งกว่านี้อีก ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปเรียนหรือยังไง”ปากพูดไปมือก็คอยพิมพ์สรุปสิ่งที่ได้มา แทมินมองไปยังใบหน้าเพื่อนสนิทที่ดูหม่นลงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

 

“แกน่ะคิดมากอยู่คนเดียว”

 

“แกไม่ได้เห็นตอนมินโฮรู้ว่าลูกความของตัวเองถูกประหารนี่นา หน้ามินโฮตอนที่กลับมาเล่าให้ฉันฟังน่ะมันเจ็บปวดขนาดไหน”อีแทมินถอนหายใจก่อนจะตบไหล่ของจินกิเบาๆ “มินโฮมันเป็นคนยังไงแกก็รู้ดีที่สุด ถึงจะเสียใจแต่เขาก็ต้องยอมรับความเป็นจริง บนโลกนี้ไม่มีความถูกต้องจริงๆหรอก”

 

“เราไม่ใช่รึไงที่ดูแลความถูกต้องนั้นน่ะ”

 

“แต่สายตาแกก็กำลังเบื่อกับความถูกต้องที่เรากำลังดูแลอยู่ไม่ใช่รึไง”มือเรียวที่กำลังพิมพ์ชะงักลงก่อนจะหันมามองใบหน้าของเพื่อนสนิท แทมินหัวเราะออกมาในลำคอแล้วผละออกไปยังโต๊ะทำงานของตนเองแทน

 

“ความถูกต้องน่ะ มันคืออะไรกันแน่นะ”เสียงพึมพำของแทมินทำให้ร่างบางเม้มริมฝีปากอย่างครุ่นคิด หลายต่อหลายครั้งเขาเองก็รู้สึกว่าความถูกต้อง...มันไม่เคยมีอยู่จริง

 

“มันก็คือกฎระเบียบไงล่ะแทมิน”

 

“เราก็แค่เอามันมายึดเหนี่ยวเป็นหลักแค่นั้นแหละจินกิ”

 

อีจินกิมองเวลาในจอคอมก็พบว่าเป็นห้าโมงเย็นซึ่งเลิกงานพอดี ด้วยความที่วันนี้ไม่มีคดีอะไรเข้ามาจึงเก็บข้าวของลงจากโต๊ะเพื่อที่จะกลับบ้านเสียที มือเรียวที่กำลังจะหยิบโน้ตบุคหยุดค้างเมื่อหน้าจอโทรทัศน์ในห้องทำงานฉายข่าวด่วนที่แทรกคั่นรายการข่าวปกติขึ้นมาและทุกคนต่างพากันหยุดนิ่งเพื่อรับฟัง

 

// ข่าวด่วนค่ะ ตอนนี้มีผู้แจ้งเข้ามาว่าพบศพถูกฆาตกรรมในสภาพสยดสยองตรงใต้ตึกร้างแห่งหนึ่ง โดยผู้พบเป็นเด็กชายจำนวนหนึ่งที่นัดกันเพื่อจะไปท้าพิสูจน์ความอาถรรพ์ของตึกแต่กลับพบศพนั้นเสียก่อน ในตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังส่งคนลงไปยังจุดเกิดเหตุ เมื่อมีความคืบหน้าเราจะแจ้งให้ทราบค่ะ กลับมาที่ข่าวที่ค้างไว้เมื่อครู่... //

 

“ฆาตกรรมอีกแล้วหรอ”

 

“มันจะเกี่ยวข้องกับศพก่อนหน้ามั้ย”

 

“สงสารเด็กๆพวกนั้นจริง”

 

เสียงพูดคุยอื้ออึงทันทีเมื่อสิ้นสุดการนำเสนอข่าว จินกิถอนหายใจและหวังว่าคราวนี้เขาไม่ต้องรับผิดชอบคดีนี้ แต่ความรู้สึกกลับร่ำร้องว่าจะต้องมีเหตุการณ์บางอย่างอะไรเกิดขึ้น อะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว่า

 

นี่คือการฆาตกรรมต่อเนื่อง..

 

 

 

 

TBC.

 

.

 

.

 

.

 

.

 

.

 

Writer’s Talk: ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ ฮ่าๆ ฟิคนี้มาจากการที่พี่แอร์ขอเป็นของขวัญวันเกิด แต่ก็ล่าช้าพอควรเลยต้องขออภัยนะเจ้าคะ ฮ่าๆๆ ที่มาของพล็อตก็การ์ตูนเรื่องไซโคพาสเลยเจ้าค่ะ และตอนแรกก็เกิดอาการตันๆ หัวตื้อๆ จากงานที่ถาโถมเลยไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท...

และเราก็เลยมาแต่งฟิคด้วยกัน เย้ๆ ขอขอบคุณเพื่อนเป็ดที่ช่วยให้เจาะลงรายละเอียดได้มากขึ้น และช่วยกันทำให้ฟิคเรื่องนี้มีน้ำหนักสมเหตุสมผล และมันก็เลยยาวขึ้น... ข*เซ็นเซอร์*ขึ้นมาเลยล่ะค่ะ ฮ่าๆๆ หวังว่าจะชอบฟิคเรื่องนี้กันนะคะ มันอาจจะยังไม่ดีเพราะแนวนี้ก็ไม่เคยซะด้วย (เอ็กโซซิสท์เป็นแนวสืบสวนแต่ไม่เน้นหนักด้านความคิดแบบนี้เลยค่ะ ฮือ) ทอล์คยาวมาก ฮา เอาเป็นว่าช่วยติดตามต่อด้วยนะคะ!

ปล. ฉันชอบฟอนท์สีม่วง R198 G110 B216... (แดงเลือดหมูที่แกเลือกให้ฉันไม่ปลื้มปริ่มอ่ะ ฮือ)

 

Peddadee says ::

เพื่อนสนิทเรานี่ก็อะไรไม่รู้ 55555555555

 

ก็ค่ะ ที่มาของฟิกเรื่องนี้เพื่อนเราก็บอกไปแล้วเนอะ เราแค่ช่วยเขียนให้เรื่องมันดูมีมิติมากขึ้น (ไม่รู้ว่ามีมากขึ้นไหม) แล้วก็...ส่วนลึกแล้วก็อยากเขียนฟิกแนวนี้อยู่เหมือนกัน

 

จริงๆเราเคยเขียนฟิกแนวนี้ไว้ เป็นร่างฟิกเฉยๆ ไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นคู่ไหน แล้วก็...ปั้ง ไวรัสกินค่ะ หายหมดเลย ก็เลยรู้สึกว่าเออเอาสิ่งที่จะเขียนมาใส่ในฟิกเพื่อนไปด้วยเลยแล้วกัน

 

ที่มาลงล็อกชายนี่เพราะเพื่อนเขียนค่ะ แต่คิดว่าอาจจะเอาไปแปลงเป็น EXO ก็ได้นะ 555555555 รอดูฟีดแบ็คกันก่อนเนอะ

 

ที่มาลงในนี้เพราะเพื่อนฝากค่ะ ติดตามผลงานของเพื่อนเราด้วยน้า จุ๊บๆ

 

ปล. แล้วทำไมแกไม่เปลี่ยนสีตัวอักษรเองฟะ อีกอย่าง สีแดงเลือดหมูสวยดีออก 55555555

(c)                            Chess theme

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #2 bmxsnw ;) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 03:27
    เมียนดูละมุน~~ ฆาตกรรมต่อเนื่อง... ติดตามนะคะ
    #2
    0