[ Fic SJ ] Love Sham รักหลอกๆอย่าบอกใคร HAEEUN , KYUMIN

ตอนที่ 3 : Love Sham ------------ 2 งานเข้า [100 %]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ก.พ. 56







ตอนที่ 2 งานเข้า

ท้องฟ้าที่มืดเปลี่ยนเป็นสว่างจ้าพร้อมกับเตียงนอนตัวใหญ่ที่ถูกจับจองด้วยร่างสองร่างที่นอนหลับใหลอย่างสบาย ตาเรียวปรือขึ้นก่อนจะรีบกระพริบตาปริบๆเพราะแสงแดดที่แยงตาเข้ามา

“กี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ยฉัน” พึมพำไม่เต็มเสียงกรอกตาไปมามือคว้าไปรอบเตียงเพื่อหยิบมือถือมาดูเวลา ทันทีที่เอื้อมมือไปหมายคว้ามือถือกลับสัมผัสโดนบางสิ่งที่มีลักษณะแปลกๆ หมอนข้างที่นอนกอดก็แปลกไปไม่คุ้นมือเหมือนทุกวันจึงกรอกตามองหมอนข้างที่นอนกกกอดอยู่

�ฮยอกแจลืมตาสะลืมสะลือขึ้น ขยี้ตาให้คลายความหนักลงแล้วดูสิ่งที่แปลกไปให้เต็มตา




������������

!! 0_0





สะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นหมอนข้างที่ตนนอนกอดมาตลอดทั้งคืนไม่ใช่หมอนข้างแต่เป็นทงเฮ สำรวจเนื้อตัวที่ไม่มีผ้าส่วนไหนปกปิดอยู่แล้วก็ต้องตาโตกว่าเดิมเมื่อความคิดที่ลอยเข้าหัวอย่างหวาดหวั่น ร่างบางรีบก้มดูสำรวจดูตัวเองบ้างก่อนจะเห็นว่าตัวเองก็โป้ทั้งแต่หัวจรดเท้าไม่ต่างจากทงเฮ ไวเท่าความคิดจึงเลิกผ้าห่มที่ห่มทับครึ่งตัวออกขึ้นดูแล้วก็ต้อง










������������




���������������

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!











“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”






ตาที่เปิดกว้างเต็มดวงถลนจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า แหกปากร้องดังลั่นห้องเพราะชิ้นส่วนใต้สะดือที่เห็น



“ใครร้องไรหนวกหู...........อ้าวเธอ....เห้ยยยยยย”



ทงเฮบ่นออกมาก่อนจะเห็นคนที่แผดเสียงร้องแล้วต้องเบิกตากว้างสีหน้าตกใจปนสับสนว่าตัวเองมานอนอยู่บนเตียงร่างบางได้ไง แล้วทำไมคนตรงหน้าถึงโป๊แบบนี้ อย่าบอกนะว่า



ฮยอกแจขบฟันแน่นโกรธก่อนที่จะพุ่งเข้าหา “นายยยย..ตายซะเถอะ ย๊ากกกกกกกกก ”



ยังไม่ทันได้ข้อสรุปร่างบางก็ตะครุบเข้าทุบตีชายหนุ่มจนร่างหนาต้องกระเสือกกระสนหนีออกห่าง แต่ไม่วายร่างบางก็ตามมาตีต่อจะเรียกว่าฆ่าเลยก็ได้ ทั้งบีบคอชกท้องต่อยสารพัด



“โอ้ยๆ เป็นบ้าอะไรของนายห๊ะ อั๊ก!!



“ไอ้บ้ากล้าดียังไงมาปู้ยี้ปู้ยำฉัน แกต้องตายๆ” ฮยอกแจทุบรัวสุดแรง



“ปู้ยี้ปูยำไรวะ ฉันยังไม่ได้ทำไรนายเลยนะ โอ๊ย..หยุดก่อนดิ๊” ทงเฮปัดมือเล็กป้องกันการประทุษร้ายเป็นพัลวัน



“ไม่ได้ทำงั้นเหรอ แล้วที่ฉันโป๊แบบนี้มันคือไร”


������������

“ถามฉันแล้วจะไปรู้เหรอ คนเพิ่งตื่นแล้วนายมาถอดเสื้อโชว์ชีเปลือยทำไมกัน” ทงเฮพูดเร็วมือใหญ่พยายามปัดมือเล็กสองมือที่ลงมือทุบตีเขาไม่ปราณี



������������

“ยังมีหน้ามาถามอีกก็นายนั่นแหละที่ถอดเสื้อฉันออก แกข่มขื่นฉ้านนนนนนนน” ฮยอกแจตีรัวเข้าทุกส่วนที่สามารถตีเข้าได้ ไม่รู้ตีได้ตรงไหนก็ตีไปเหอะ โมโห โกรธ ไม่ไหวแล้ววววว




������������

“ฉันนี่นะข่มขื่น บ้าไปแล้ว เห้ย!หยุดๆ โอ๊ย..อ๊าก” และไม่ว่าทงเฮจะร้องห้ามยังไงร่างบางก็ไม่มีท่าว่าจะหยุดตามคำขอร้อง




ตุ๊บ !



ตั๊บ !




พลั่ก !



พลั่ว !



จัดการร่างหนาเสร็จแล้วฮยอกแจก็ถึงกับหอบแฮกเพราะออกแรงใส่ไม่ยั้ง ฝั่งทงเฮที่ตอนนี้นอนกุมท้องตัวบิดตัวงอกระอักกระอวนไปทั้งตัว ฮยอกแจมองดูร่างหนาโอดโอยอย่างสะใจไม่มีความสงสารเห็นใจก่อนจะตีเข้าที่ชายหนุ่มเต็มฝ่ามือ



“ลุกขึ้นมาคุยกันเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันเอาตาย” ฮยอกแจว่าเสียงกราดเกรี้ยว ทงเฮสะบักสะบอมมองดูคนตัวเล็กอย่างไม่เข้าใจ ตีกูจนอาการสาหัสแล้วก็มาสั่งให้ลุกขึ้นมาคุย บ๊ะ!! ก็แค่ได้คิดสุดท้ายก็ต้องรีบเด้งตัวขึ้นมาคุยในสภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย




“นายข่มขื่นฉันใช่มั้ย” ถามด้วยความโกรธจนหน้าเขียว

“ปะ..เปล่า” ทงเฮแก้เสียงติดขัดจากความเจ็บ



“งั้นก็ลักหลับฉันใช่มั้ย”ยังคงถามเสียงเข้ม



“เปล่า...ฉันไม่ได้ทำอะไรนายทั้งนั้นแหละ” ทงเฮที่เริ่มบรรเทาอาการเจ็บตอบกลับน้ำเสียงชัดเจน



“หน๊อยยังกล้าปฏิเสธอีก ต้องสิ้นๆมันต้องสิ้นอย่างเดียว ย๊ากกกก” ว่าอย่างโมโหอารมณ์ถึงจุดเดือดพุ่งหมายจะทำร้ายร่างหนาอีกครั้ง



�������������

“อ๊ากกกกกกก ฉันไม่รู้เรื่องนะเว้ย..อึ่ก!...แกร๊ก.....โอ๊ยยย ” ทงเฮโหยหวนปนเสียงหักแกร๊กของกระดูกบริเวณต้นแขนเพราะเจอฮยอกแจบิดไปมา



�����������

“งั้นก็ไม่ต้องรู้เรื่อง ตายไปซะเลยยย ตุ๊บตั๊บๆๆๆๆๆ ” สุดท้ายฮยอกแจก็ยังไม่ฟังอะไรเหมือนเดิมอยู่ดี เอาแต่ทุบลงมาจนเนื้อตัวเริ่มเขียว ทงเฮที่ความอดทนเริ่มหมดต้องใช้แรงทั้งหมดสลัดมือเล็กที่รุมเข้ามาอย่างโหดร้ายก่อนจับหมับเข้าที่ข้อมือเล็กสองข้างแล้วผลักร่างบางลงพาตัวหนาของตัวเองถาโถมทามทับร่างบางกันหนีราบไปกับเตียงนุ่ม



“หยุด! ” ทงเฮสั่งเสียงแข็งกร้าว ตาคมไม่มีแววขี้เล่นเหมือนอย่างเมื่อคืน มือใหญ่ตราตรึงข้อมือเล็กแน่นหนาไว้เหนือหัวทั้งสองข้าง หน้าที่ห่างกันไม่ถึงคืบ ลมหายใจที่เป่ารดที่หน้าแผ่วเบาทำให้ร่างบางเบิกตาโตตกใจระคนเขินกับสัมผัสที่ใกล้ชิดกันเกินไป และนั่นทำให้ฮยอกแจหยุดความพยศลงอย่างกับมีปุ่มกดเปิดสวิต



“ฟังฉันนะ เท่าที่ฉันจำได้ฉันยังไม่ได้ทำอะไรนาย”



“แต่”



“แต่ถ้านายไม่เชื่อเราคงต้องมาเปิดอกคุยกัน เพราะฉันเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่ามานอนบนเตียงนายได้ยังไง โอเค๊” ใบหน้าคมตรงหน้าแนบหน้าเข้ามาใกล้ดวงหน้าขาวพูดเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความจริงจังจนฮยอกแจหน้าหงอลง



����������� “ฉันไม่”



����������� “แล้วถ้านายยังดื้อดึงไม่ยอมทำตามฉันดีๆ ฉันจะปล้ำนายจริงๆ” เสียงเข้มเอ่ยสั่งแกมบังคับ



����������� “ไอ้!...”



“ฉันเอาจริงนะ” ทงเฮสบตาเรียวที่สั่นระริก ค่อยๆโน้มใบหน้าลงไปตรงซอกคอขาวก่อนจะทำท่าเป็นซุกไซ้จนฮยอกแจต้องยอม



“โอเคๆๆเข้าใจแล้ว คุยก็คุย” บอกเสียงดังอย่างไม่เต็มใจพลางดิ้นขลุกขลิก "แล้วก็ออกไปได้แล้วตัวใหญ่ยังกับช้างทับมาได้ "



เมื่อตกลงกันได้ทงเฮจึงปล่อยให้ร่างบางเป็นอิสระฮยอกแจทำกระฟัดกระเฟียดสักพักปล่อยเวลาให้เดินผ่านไปช้าๆโดยที่ทั้งคู่นั่งอยู่บนเตียงคนละฝั่งสักครู่ ต่างฝ่ายตางแอบมองกันอยู่ตลอดเวลา พอจับได้ก็ทำเป็นเบือนหน้าหนีกันเอง



“เห้อ....เอาเป็นว่านายไปใส่เสื้อผ้าก่อนเถอะจะได้นั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว” ทงเฮที่ตอนนี้สวมกางเกงยีนส์ตัวซีดที่ตกอยู่ข้างเตียงเรียบร้อยแล้วเอ่ยปากบอกคนนั่งก้มหน้าก้มตารอบกายถูกพันด้วยผ้าห่มผืนหนาอย่างกับมัมมี่ด้วยฝีมือตัวเอง



“นี่บอกให้ไปเปลี่ยนเสื้อไง” เมื่อเห็นคนตัวขาวยังอยู่อากัปกิริยาเหมือนเดิม



“มีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน” ฮยอกแจตอบหน้านิ่งเหมือนคนวิญญาณออกนอกร่าง



“ได้! งั้นเรามาซั่มกันเถอะถ้าไม่อยากใส่” ฮยอกแจถลาลงเตียงเมื่อเห็นร่างหนาคลานเร็วมาทางตน



��������
�����������

“อย่าเข้ามานะ ไอ้คนชั่วช้าสามานย์” ลุกขึ้นยืนแล้วชี้หน้าด่า

“ฉันอยากจะชั่วขึ้นมาซะจริงๆถ้านายยังคุยไม่รู้เรื่องอยู่แบบนี้ จะไปหรือไม่ไป” ร่างหนาทำท่าเข้ามาหาฮยอกแจอีกครั้ง ร่างบางเลยต้องรีบทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้



“ไปแล้วๆ” ฮยอกแจลุกขึ้นเดินพร้อมกับเอาผ้าห่มทั้งผืนที่พันรอบกายอยู่เดินไปทางห้องแต่งตัว เดินไปปากบ่นไปให้ทงเฮได้ยิน “ชิ ทำเป็นสั่ง ไอ้คนเลว ไอ้คนชั่ว ไอ้คนไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ ไอ้ฉวยโอกาส ไอ้เตี้ย ไอ้ส่วนสูงต่ำ ไอ้หื่นกาม ไอ้....” ง้างปากจะด่าต่อก็ต้องชักงักปากไว้เมื่อหันหลังเจอร่างหนายืนทำหน้าขึงตาขึงใส่จนดูน่ากลัว ร่างบางยกมือทำท่าปิดปากเหมือนจะบอกว่าไม่พูดแล้ว



����������� “หยุดพูดแล้วรีบแต่งตัว” ว่าแค่นั้นแล้วเดินออกไป ฮยอกแจทำปากขมุบขมิบไล่หลัง



: : : : Love Sham : : : :




�����������

แต่งตัวกันเสร็จ ทั้งคู่ก็มานั่งตรงโซนรับแขกกันคนละฝั่ง ทงเฮที่ตอนนี้อยู่ในชุดที่ครบเครื่องเพราะแม่บ้านเอาเสื้อที่ไปซักขึ้นมาให้ แม่บ้านบอกว่าเอามาให้แต่เมื่อวานแต่กดออดแล้วไม่มีใครมาเปิดให้ โทรเข้ามาก็ไม่รับสาย ฮยอกแจจึงได้แต่กลืนน้ำลายพยักหน้ารับด้วยไม่รู้จะบอกถึงสาเหตุยังไง



“เมื่อคืนเราสองคนนั่งกินไวน์ด้วยกันตรงนี้ อยู่ๆฉันก็หมดสติไปภาพที่เห็นครั้งสุดท้ายคือเธอคุยโทรศัพท์” ร่างหนาว่าอย่างใช้ความคิด



“แล้วไงสุดท้ายมันพ้นที่ว่านายปล้ำฉันงั้นเหรอ” ฮยอกแจทำหน้าเซ็งตอบกลับมา



“โธ่เว้ย! ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ปล้ำ” ทงเฮกล่าวเสียงเหนื่อยก็บอกว่าไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำสิ ยัดเยียดให้อยู่ได้เดี๋ยวก็ทำจริงซะเลย



“ถ้าไมได้ปล้ำแล้วหมาตัวไหนมาถอดเสื้อผ้าจนเปลือยกันแบบนี้”



“แล้วจะไปรู้เหรอครับคุณ เท่าที่จำได้กระผมหลับไปก่อนคุณซะอีกอย่าลืมนะว่าผมเห็นภาพสุดท้ายคือคุณคุยโทรศัพท์อยู่” ทงเฮว่ากระแหนะกระแหน



“แล้วยังไงละพอฉันคุยกับเพื่อนเสร็จฉันก็หลับไปเลยเหมือนกัน พูดแบบนี้จะหาว่าฉันเป็นคนปล้ำนายเหรอไงห๊ะ” ร่างบางรัวเสียงด้วยความโมโห



“ก็อาจจะใช่ก็ได้ใครจะไปรู้ ไวน์นั่นนะนายอาจจะมอมเหล้าฉันก็ได้” ร่างหนาว่าหาเรื่อง



“มอมเหล้างั้นเหรอ นายต่างหากที่เต็มใจกินเอง” ฮยอกแจยืนขึ้นตะคอกใส่



“พอๆ เราเลิกเถียงกันแล้วมาคุยกันด้วยเหตุผลดีกว่า” ทงเฮอยากจะเถียงกลับคืนไปแต่ก็ต้องตัดบทหลับตาสงบสติอารมณ์แล้วบอกให้ใช้เหตุผลคุยกัน ไม่งั้นวันนี้เรื่องก็คงไม่จบ



“หึ้ย!....เอาไงก็ว่ามา” ฮยอกแจพ่นลมหายใจแล้วกระแทกตูดลงโซฟาเต็มแรง



“ตอนนี้ไม่เอาไง หาสาเหตุไม่เจออยู่ในห้องกันสองคนแบบนี้มันจะเป็นคนอื่นก็คงไม่ได้”



ทงเฮพูด สมองคิดหนักว่าตกลงพวกเขาทั้งคู่พลาดท่าให้กันหรือว่ายังไง ปกติต่อให้เมาแค่ไหนทงเฮก็ไม่เคยปลุกปล้ำหรือลักหลับใครอยู่แล้ว นิสัยลูกผู้ชายมันยังมีอยู่ในตัวแต่ถ้าไม่แล้วทำไมถึงมานอนบนเตียงเดียวกันพร้อมเสื้อผ้าที่หลุดออกจากร่างกายได้



“ไม่มีทางเป็นฉันแน่นอน มันต้องนายนั่นแหละ” ฮยอกแจขัดคอขึ้นเล่นเอาทงเฮทึ้งผมตัวเองอย่างเหนื่อยหน่าย



“ถ้าฉันปล้ำนายจริงๆทำไมฉันไม่รู้สึกตัวตื่นมาจำไมได้ละ” ทงเฮกัดฟันถามข่มอารมณ์



“ก็เมาไง เมื่อวานนายนะเมาแอ้จนอาจจะไม่ได้สติเลยเผลอพลั้งก็ได้หรือไม่ก็แกล้งจำไม่ได้”



“ตัดไอ้แกล้งจำไม่ได้ออกไปเลยนะ ถ้าฉันกินนายจริงฉันก็ยอมรับ ส่วนว่าเมาจนไม่ได้สตินะก็...ก็..อืมอาจจะมีส่วนเพราะพอหลับฉันก็จำอะไรไม่ได้เลย..” ทงเฮพูดติดขัดเพราะอันหลังที่ฮยอกแจสันนิษฐานมาก็น่าจะเป็นไปได้



เหลือบตามองฮยอกแจแล้วก็ต้องรีบหลบทำตัวเก้ๆกั้งๆเพราะเจอสายตาพิฆาตส่งมา



“ว่าแต่....นาย.....”



“อะไร! พูดติดๆขัดๆอยู่นั่นแหละ” ร่างบางตวาด อารมณ์ที่เย็นมาก่อนหน้านี้เริ่มกลับมาเดือดเพราะคำยอมรับกลายๆของทงเฮ



“นาย...ยังไม่เคยทำอะไร..ไรแบบนี้กับใครเลยเหรอ” ทงเฮถามกล้าๆกลัวๆจนฮยอกแจหน้าขี้สีทั้งอายและโกรธปะปนกันไป



“ยัง ฉันนะบริสุทธิ์จนมาเจอนายนั่นแหละที่พรากความบริสุทธิ์ฉันไป หึ้ย! ” ร่างบางตอบอย่างภูมิใจก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเกรี้ยวกราดก่อนจะลุกเดินชมวิวที่กระจกบานใหญ่เพื่อระงับอารมณ์ที่เริ่มเดือดปุดๆอีกครั้ง



ทงเฮมองตามฮยอกแจตั้งแต่ลุกขึ้นจนเดินไปถึงตัวบานกระจกอยู่นานพอที่ฮยอกแจเห็นแล้วแว๊ดใส่ “มองอะไร! อย่ามาคิดอกุศลกับฉันอีกนะ” ไอ้โรคจิตปากบอกไม่ได้ทำอะไรแต่สายตาการกระทำฟ้องทุกอย่าง



“เอ่อ เปล่านะ..คือ.ฉันกำลังสงสัยว่าถ้าฉันป๊าบๆนาย แล้วนายไม่รู้สึกเจ็บตรงนั้นเหรอเห็นทั้งกระแทกตูดนั่งแรงๆ ไหนจะลุกเดินคล่องด้วย” ร่างหนาถามสงสัยตอนถามก็ทำมือป๊าบๆประกอบคำพูดไปด้วย ฮยอกแจหน้าตึงชั่วครู่ก่อนจะคิดตาม



����������� นั่นสิ มันน่าจะต้องรู้สึกเจ็บสิ ใช่!มันต้องเจ็บมากๆเลยแหละสำหรับครั้งแรก......แต่ตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรสักนิด ทุกอย่างก็ดูปกติดี ฮยอกแจเอามือคลำก้นตัวเองหลบมุมกันสายตาทงเฮก็ยังรู้สึกเฉยๆ



“เป็นไง ไม่เจ็บเลยเหรอ” ทงเฮถามหน้าตามีเครื่องหมายคำถามแปะอยู่ฮยอกแจส่ายหน้าช้าๆดวงตากลอกกลิ้งไปมาเพื่อหลบสายตาร่างหนาที่จ้องมองอยู่ตลอด



ทงเฮตัดสินใจก่อนจะเดินเข้ามาหาฮยอกแจที่เขยิบตัวหนีอย่างรวดเร็ว “ถ้างั้นข้อสรุปที่ได้ตอนนี้ก็คือ เราสองคนคงยังไม่ได้กินกันและกัน ” ทงเฮว่าหน้ายิ้มเมื่อหาข้อสรุปที่น่าจะใช่ได้ แล้วดูใช้คำพูด กินกันและกันถ้าจะมีใครกินใครคงเป็นตัวเองซะมากกว่าที่กินฝ่ายเดียว ฮยอกแจคิดแต่หน้ายังนิ่งฟังกับข้อสรุปใจจดใจจ่อ



ทงเฮเห็นคนตัวเล็กที่ดูตั้งใจฟังจึงพูดต่อ“ส่วนเสื้อผ้าที่หลุดอาจจะเพราะอากาศที่ร้อนเราทั้งสองเลยถอดมันออก เรื่องบนเตียงก็คงเพราะแค่อยากนอนก็นอนอากาศมันหนาวก็เลยเผลอกอดกัน แค่นั้น+++ จบ”



ทงเฮร่ายยาวเป็นฉากเป็นตอนจนจบ มือหนายกขึ้นมาประกบกันดีใจเสมือนว่าการพรีเซนต์งานจบลงด้วยดี



“เดี๋ยวนะที่ว่าถอดเสื้อเพราะอากาศร้อน แต่เมื่อคืนฉันเปิดแอร์จนเย็นฉ่ำเลยนะ” ฮยอกแจแย้งแล้วกอดตัวเองบ่งบอกให้รู้ว่าตอนนี้มันก็ยังหนาวอยู่ ก็ไม่ได้อยากจะต่อต้านเพื่อให้ได้ผลสรุปว่าถูกซั่มแต่มันฟังดูทะแม่งๆ



“ก็ใช่แต่เวลาคนกินของมีแอลกอฮอล์นะมันจะร้อนมาจากข้างในไง” ทงเฮนิ่งคิดก่อนจะดีดนิ้วตอบออกมา



“แล้วที่บอกว่าหนาวนอนกอดกันคืออะไร ไหนว่าร้อนไง” ฮยอกแจรัวคำถามต่อ



“ก็....ก็.....พอถอดเสื้อออกหมดมันก็หนาวนะสิ” คำตอบที่ทำเอาฮยอกแจขมวดคิ้ว



“เอาให้แน่สิ พูดจาวกวนแบบนี้น่าสงสัย” มือเล็กชี้หน้าจับผิดจนทงเฮต้องรีบอธิบายเสียงติดรำคาญ



“โว้ยย ก็พอถอดเสร็จนอนกันไปอุณหภูมิมันลดก็เลยหนาวขึ้นกว่าเดิมไรงี้ จะสงสัยอะไรนักหนา ก็ในเมื่อที่นายไม่เจ็บตูด ฉันก็ไม่รู้สึกแฉะที่ลูกชายมันก็น่าจะแปลได้ว่าเราไม่มีอะไรกัน โอเค๊ ? ” ร่ายจบก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตอนนี้มันควรจะหาข้อสรุปใช่มาสงสัยเยอะแยะมั้ย ?



“เออ....แล้วตกลงต้องทำไงต่อ” ร่างบางตอบตกลงโบกมือปัดๆ หน้าขึ้นสีระเรื่อ เม้มฝีปากแน่นตาเสมองไปทางอื่นเพราะร่างหนาพูดเรื่องตูด ลูกชายอย่างไม่อายปาก ทงเฮเองเมื่อนึกขึ้นได้มือไม้อยู่ไม่สุขลูบท้ายทอยตัวเอง หลุบตาต่ำ อมยิ้มนิดๆ พูดไปได้ไงวะทงเฮเรื่องแบบนี้คงน่าอายสำหรับผู้หญิงมาก (?) แอบเหลือบตามองกันเล็กน้อยพลันเมื่อสายตาสบพอดีกันก็รีบเบือนหน้าไปทางอื่นคนละฝั่ง

Rrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr




เสียงมือถือที่ดังเหมือนจะเป็นตัวช่วยให้ทั้งคู่คลายความอาย ทงเฮหยิบมือถือดูหน้าจอเห็นชื่อที่โชว์ก่อนจะคิดได้ว่าเขามีนัด นิ้วยาวรีบกดปุ่มรับกรอกเสียงลงไป “ซองมินผมขอโทษนะครับ เดี๋ยวจะรีบไปเดี๋ยวนี้นะครับ” ร่างหนาพูดเสียงร้อนรนจนฮยอกแจอดสงสัยไม่ได้ว่าคุยกับใคร



[มัวทำอะไรอยู่ ลูกค้าจะมาแล้วนะ]



“ผมติดธุระด่วน ซองมินรอก่อนนะผมจะรีบไปให้เร็วที่สุด”



[ “มินก็ต้องรออยู่แล้วละจะทิ้งลูกค้าได้ไง เฮรีบมาเลยนะ” ]



“ครับๆ แค่นี้นะครับ”



ทันทีที่วางสายทงเฮก็หันมาพูดกับฮยอกแจอย่างเร่งรีบ “งั้นเอาเป็นว่านายโอเคกับข้อสรุปนี้ใช่มั้ย” ทงเฮถามหน้าเรียบ



“ก็....โอเค๊..แต่นายห้ามพูดเรื่องนี้บอกใครเด็ดขาด” ฮยอกแจสั่งเสียงเขียว



“ฉันกับนายเรายังไม่มีอะไรกันเพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นอะไรที่ฉันจะเอาไปพูดต่อบอกใคร พูดไปตัวฉันเองก็เสียหาย”



“ฉันต่างหากละที่ควรจะเสียหาย” ร่างบางสวนขึ้นทันควัน



“เออ..ก็เสียหายกันทั้งคู่แหละเรื่องนี้ฉันไม่พูดเธอไม่พูดทุกอย่างก็จบลงแค่นี้นะ” ทงเฮพยักหน้าเหมือนจะถามว่าตกลงนะ ฮยอกแจพยักหน้าแล้วพูด “ถ้าวันไหนเรื่องนี้มีใครรู้ฉันเอานายตาย”



“โอเคครับ ผมให้คุณฆ่าเลยแต่จะตายมั้ยอีกเรื่องนะ” ฮยอกแจง้างมือจะฟาดเข้าให้แต่ทงเฮขยับตัวหนีแล้วยิ้มทะเล้น เชอะ!น่ารักตาย ทำเป็นมาพูดเพราะคุณครับ -_-



“เออนี่ ผมต้องไปแล้วละว่าแต่คุณมีน้ำหอมให้ยืมฉีดหน่อยมั้ย?” ทงเฮว่าพลางจับปกเสื้อเชิ้ตที่ถูกซักใหม่ให้เข้าที่เข้าทาง มือจับเซทผมเล็กน้อย ฮยอกแจเดินไปหยิบน้ำหอมมาให้ทงเฮที่รีบรับแล้วฉีดรวกๆให้พอให้กลิ่นติดเสื้อ ร่างหนาเดินไปส่องกระจกเช็คความเรียบร้อยตัวเองโดยมีสายตาฮยอกแจแอบมองอยู่เรื่อยๆ



“จะไปไหนละนั่นเซทผมฉีดน้ำหอมซะดูดีทั้งที่ไม่อาบน้ำ” แอบถามแบบเนียนๆไม่ลืมที่จะจิกเบาๆ



“มีธุระเร่งด่วนนะ” ชายหนุ่มไม่สนใจจะต่อความกับประโยคจิกกัดเพราะไม่อยากเสียเวลาจึงตอบสั้นๆแต่หน้ายังสอดส่องเช็คดูตัวเอง หยิบหวีมาหวีผมให้เข้าที่เข้าทางโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของห้อง

“กับใคร ? ” ก็ไม่รู้ว่าจะถามทำไมแต่ก็แค่อยากรู้ ทงเฮละจากหน้ากระจกมองคนตัวเล็กที่นั่งพิงโซฟามองตัวเองแล้วถามตลอด



“กับแฟนครับ” ตอบเสียงนุ่มลอบมองดวงหน้าขาวที่ค้างชั่วขณะก่อนจะเปลี่ยนเป็นหันซ้ายหันขวาเหมือนไม่สนใจ “ก็รีบไปสิปล่อยแฟนรอนานเดี๋ยวเค้าก็โกรธ” ร่างบางหันหลังให้ทันทีที่พูดเสร็จ รีบไปหาแฟนนี่เองถึงต้องมาทำเป็นเซทผมฉีดน้ำหอม ไม่ได้ไม่พอใจนะแต่แอบหมั่นไส้เล็กๆ



ทงเฮเดินมาหาฮยอกแจแล้วพูด “เค้ามีเหตุผลพอไม่โกรธไร้สาระหรอก” คำพูดบางเบาแต่เรียกเลือดขึ้นหน้าได้ หืมมม...พูดแบบนี้ก็ด่ากันมาตรงๆเลยดีกว่าทำเป็นด่าอ้อมโลก #รู้ตัว ด่าในใจแล้วก็สะบัดบลอนด์เหลืองใส่



ทงเฮยกยิ้มมุมปากอย่างที่ชอบทำ ก็ตั้งใจจะพูดแหย่เล่นแต่เอาเถอะจะโกรธจริงจังก็ไม่ว่า ยังไงก็คงไมได้เจอกันแล้วอยู่ดี มือหนาจัดการยื่นกระดาษแผ่นเล็กให้ “นี่เบอร์โทรฉันมีปัญหาอะไรโทรมา”



“หมายความว่ายังไง” ฮยอกแจมองตามแต่ยังไม่รับเอามา



“ไม่มีไรก็เผื่อมีเรื่องอะไรที่มันเกินความคาดหมายของเรา จะได้มาเจรจากันได้” ร่างหนาว่าแล้วยัดมือถือเข้ากางเกงเตรียมตัวจะไป แต่ไม่ลืมที่จะกล่าวอะไรเป็นครั้งสุดท้ายก่อนไป



“ยังไงซะฉันก็ขอโทษนายด้วยละกัน ไม่ว่าเรื่องนี้มันจะเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ถ้าฉันทำอะไรรุ่มรามกับนายฉันขอโทษด้วย ฉันไม่ตั้งใจแล้วก็อย่างที่บอกมีไรเกิดขึ้นโทรหาฉันได้ตลอด”



ฮยอกแจที่ยืนฟังตาจ้องทงเฮนิ่งสีหน้าราบเรียบแต่ภายในใจกำลังรู้สึกแปลกๆ อาจเป็นเพราะกัดกับร่างหนามาตลอดเวลาที่ได้รู้จักกัน พอเจอคนตรงหน้าพูดจาจริงจัง ไม่มีความทะเล้น กวนมือกวนเท้าหลงเหลือเลยอดหวิวๆที่ใจไม่ได้


“อื้ม...เข้าใจแล้ว” ตอบรับหน้านิ่งเหมือนเดิม



“งั้นฉันไปละ” ทงเฮว่าแล้วหันหลังเดินไปทางประตู ฮยอกแจมองตามทงเฮไปตลอดการเดินก่อนที่ร่างหนาจะหยุดฝีเท้าแล้วหันมาบอก “ส่วนเสื้อนี้ขอบใจมากนะ หอมฉุยเลย” ทงเฮทำเป็นยกเสื้อมาสูดดมแล้วยกยิ้มทะเล้นยักคิ้วกวนให้ร่างบางที่ยืนเอ๋อก่อนจะออกจากตัวห้อง



เมื่อห้องกลับสู้ความเงียบหลังจากที่บานประตูปิดตัวลง ฮยอกแจจึงพูดงึมงำกับตัวเอง



“ตาบ้าคิดว่าจะนิ่งขรึมได้นานสักแค่ไหน” บ่นว่าให้คนที่หายไปจากห้องแต่ปากกลับแย้มรอยยิ้มแล้วหัวเราะในลำคอคนเดียวพลางก้มมองกระดาษใบเล็กที่มีเบอร์โทรตาบ้าโชว์เด่น



ก็คงไม่ได้เจอกันแล้วละและก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรตามมา บ๊ายบายละกันตาบ้าทงเฮ แบร่



ฮยอกแจแลบลิ้นใส่แผ่นกระดาษนึกแล้วก็ขำตัวเองไม่ถูกชะตากับตานั่นแต่พอเค้าไปกลับรู้สึกโหวงเหวง สับสนกับอาการของตัวเองจนต้องทิ้งตัวลงบนที่นอนตาเรียวปิดลงเพื่อสลัดความรู้สึกบ้าๆพวกนี้แล้วหลับไปในที่สุด



: : : : Love Sham : : : :



หลังจากเล่าทวนเรื่องให้เรียวอุคฟังจบอีกรอบ เพื่อนตัวเล็กเอาแต่ยืนกุมขมับจนฮยอกแจรู้สึกเครียดขึ้นมา ท่าทางขี้เล่นของเพื่อนหายปลิดทิ้ง รู้สึกแย่ที่ปล่อยเรื่องให้ยาวเลยเถิดจนมันใหญ่โตขึ้นมา



“ตกลงว่าแกกับเค้า..ยังไม่มีอะไรกัน” เรียวอุคถามเพื่อความแน่ใจ



“ก็ต้องเป็นแบบนั้นก็ตานั่นบอกมาแบบนี้ แล้วฉันก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บที่ด้านหลังด้วย”



ร่างบางว่ายู่ปากซึ่งเป็นปกติเวลาตัวเองทำเรื่องอะไรมาผิดๆแล้วโดนสอบสวน



“ไม่ใช่ว่าแกตายด้านจนไม่รู้สึกเจ็บหรอกนะ” พลันพูดจบร่างเล็กก็ร้องออกมาก่อนจะเอามือลูบแขนตัวเองถี่ๆเพราะฮยอกแจตีเข้าเต็มแรง




�����������

“หูยยย ” ร่างเล็กหน้าเหยเกเพราะความเจ็บแสบตรงแขน



“ฉันเป็นคนปกติไม่ใช่พวกซาดิสตายด้านไร้อารมณ์รู้สึกนะ..หึ้ยย.. เพี้ยะ” แก้ตัวแล้วก็ฟาดเข้าที่แขนบางที่รอยแดงอันเก่ายังไม่ทันหาย เรียวอุคลูบแขนตัวเองปรอยๆเปิดดูเห็นเป็นรอยแดงเถือกจนดูน่าเกลียด



“ก็ถามเพื่อความแน่ใจ แกก็นะตีมาได้ดูดิแดงหมดเลย” ว่าเสียงขุ่น หน้าตามุ่ยลงจนฮยอกแจอยากจะตีเข้าซ้ำอีกครั้ง

“ก็มาว่าฉันทำไมละ” ฮยอกแจเลยเป็นฝ่ายมุ่ยหน้าบ้าง



“เออๆๆขอโทษๆ อย่าเพิ่งงอนน้า ตกลงก็คือไม่ได้มีไรกัน แต่แค่กินไวน์เมาร้อนเลยถอดเสื้อง่วงก็นอนอากาศกลับมาเย็นเลยนอนกอดกัน”ร่างเล็กเลิกคิ้วถาม



“อืม” ไอ้อุคนี้ก็พูดเป็นขั้นเป็นตอนยังกับก๊อปปี้คำพูดตานั่นมาเลยนะ



“มันก็แปลกๆอยู่เหมือนกันนะ จะเมาขนาดที่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ ไวน์ก็ไม่น่าจะแรงขนาดนั้นปกติแกกินเหล้าแรงๆตื่นมายังไงก็ยังจำเรื่องราวได้หมด” เรียวอุคเดินกอดอกไปมาอย่างใช้ความคิด ฮยอกแจก็ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย



“จะอะไรยังไงก็ช่างนะฉันก็สรุปไม่ได้แต่ที่แน่ๆคือถ้ารูปมันหลุดออกมาแบบนี้แสดงว่าไม่ในห้องนั้นที่มีอีกคนอยู่เป็นคนถ่ายก็คงจะมีกล้องติดอยู่ที่ไหนสักจุดในห้องแก” ฮยอกแจตาโตตามข้อสรุปของเพื่อนรัก



“แต่ฉันคิดว่าภาพมันชัดเกินไปถ้ากล้องตั้งอยู่จุดไหนสักแห่งไม่มีทางออกมาชันแจ่มแจ้งแบบนี้ ดูสิรูปมันชัดซะยังกับคนมีคนมายืนจ่อกล้องถ่ายไปที่พวกแกโดยเฉพาะเลย”ร่างเล็กว่าแล้วยื่นรูปในหนังสือพิมพ์ให้ฮยอกแจดูอีกครั้ง



“นั่นสิ แต่จะเป็นใครละวะก็ในห้องมีฉันกับตานั่นสองคนแถมตานั้นก็เมาไม่ได้สติเหมือนกันฉันด้วย” ร่างบางมองรูปแล้วเงยหน้าขึ้นมาถามสงสัย



“ก็ไม่แน่นะ บางทีตานั่นแกว่าอาจจะไม่ได้หมดสติจริงก็ได้ อย่าลืมนะว่าแกเองก็ไมได้สติเพราะฉะนั้นช่วงที่แกหลับใหลตานั่นทำอะไรแกไม่มีวันรู้ถึงแม้แกจะเห็นว่าเค้าหลับไปก่อนแต่ของแบบนี้มันแกล้งทำกันได้”



เรียวอุคว่าไปตามความน่าจะเป็น ไม่ได้อยากใส่ร้ายแต่สิ่งที่คิดมันมีเปอร์เซนเป็นไปได้เยอะ ฮยอกแจเองที่ดูเหมือนเพิ่งคิดได้จึงพูดขึ้นมา



“ใช่ทำไมฉันคิดไม่ออกวะ สงสัยตอนนั้นสมองมันเบลอไปหมดเลยไม่ทันคิด” ร่างบางถอนหายใจหน้าหงอเมื่อนึกว่าตัวเองอาจจะพลาดโดนหลอก



“ใจเย็นนะแก ยังไงแกก็มั่นใจว่าไม่ได้โดนเค้าทำไรนะ” เรียวอุคถามอีกครั้งฮยอกแจพยักหน้าตอบรัว “งั้นฉันว่าตอนนี้ทางออกคือแกต้องไปเคลียร์กับเค้าคนนั้นให้ได้ไม่รู้ป่านนี้เห็นข่าวยัง”



“ฉันก็ไม่รู้ว่าเก็บเบอร์ติดต่อไว้ไหนไม่คิดว่าจะต้องมีเรื่องให้เจอกันอีก แล้วถ้าเค้าทำจริงจะทำไปเพื่ออะไรหลอกถ่ายรุปกับฉันแต่ไม่ทำอะไรฉันนี่นะ”



“โรคจิตมั้ง ตอนนี้แกควรคิดด้วยว่าจะตอบคำถามแม่แกยังไง หัวข้อข่าวชัดเจนแบบนี้ใครก็ต้องเดาออกว่าลูกคุณหญิงอักษรย่อซ.นะคือคุณแม่ซูยอนแกแน่นอน”



“นั่นดิ ป่านนี้อาจจะรู้แล้วว่าฉันอยู่ที่โซล ไม่แน่อาจสั่งให้คนมาตามหาตัวฉันแล้วด้วยซ้ำ” ฮยอกแจหน้าหงอยลงทันใดที่พูดถึงปัญหาต่อมา



“แต่ฉันยัง งง อยู่เลยนะในข่าวบอกว่าลูกชายศัตรูคู่อริแม่แกนี่คือใครแล้วอีตาทงเฮไรนั่นเป็นลูกชายเขาก็แสดงว่าตานั่นก็คงเป็นพวกไฮโซแวดวงเดียวกันกับแม่แกอ่ะดิ” ฮยอกแจเองก็มัวแต่ตกใจจนไม่ทันได้คิดถึงหัวข้อข่าวอย่างถี่ถ้วน นั่งเท้าคางสักครู่ก่อนจะตกใจเมื่อคิดออกออก ตัวบางลุกขึ้นจากเก้าอี้เร็วจนเรียวอุคสะดุ้ง



“อย่าบอกนะว่า.........” ร่างบางตาโตค้าง



“ว่าอะไรนะ แกตกใจไรเนี่ย” ร่างเล้กเข้าเขย่าแขนเพื่อนที่นิ่งค้างแข็ง



“ศัตรูคู่อริ........ตายแล้วฉัน” ฮยอกแจกุมขมับปากเบ้ออกคล้ายจะร้องไห้ เรียวอุคเดินหาเพื่อนอย่างวิตกกังวล “แกเป็นไร อย่าช็อคนะเว้ยทำใจดีๆ”



“ศัตรูคู่อริแม่ฉันก็มีอยู่พวกเดียวพวกตระกูลอีไง ประมุขของตระกูล อีซองวานที่ไม่ถูกกับแม่ของฉันเป็นคู่อริกันมานาน แกนึกออกมั้ย!!!!” ฮยอกแจเล่ายาวเหยียดแล้วเขย่าแขนเพื่อนถาม



“อ๋ออออออออออออ...ตายแล้วแก..งั้นลูกชายที่ว่าก็ตานั่นนะสิงั้นก็คือ.....” เรียวอุคถามกลืนน้ำลายอย่างพูดต่อไม่ได้



“อีทงเฮ ลูกชายคนโตของประมุขอีซองวาน” สองเสียงประสานกันออกมากลางห้องทำงานส่วน พนักงานที่เดินเสิร์ฟถึงกับต้องรีบมาเคาะประตูถามว่าเจ้านายเป็นอะไรเหรอเปล่าก่อนที่เรียวอุคจะส่งเสียงบอกว่าไม่เป็นไร



“ตายแล้วแกฮยอกทีนี้นะสื่อต้องเล่นประโคมข่าวใหญ่โตแน่เลย ไหนจะทั้งแม่แกอีกตอนนี้รู้ข่าวอาจจะนั่งโกรธแกมากอยู่แน่ๆแล้วไหนจะตระกูลอีนั่นอีกคงเตรียมหาเรื่องแกกับแม่แกแหงเลย” เรียวอุคพ่นประโยคยาวเป็นทุกข์เป็นร้อนแทนเพื่อน



แน่ละถึงฮยอกแจจะอยู่ที่อเมริกามาตลอดแต่ก็รู้ความเคลื่อนไหวของครอบครัวรวมถึงรู้เรื่องศัตรูคู่อริของครอบครัวตนที่พลัดกันมีเรื่องราวกันได้ตลอด แม่ตนเกลียดประมุขของตระกูลจนรวมไปถึงลูกหลานบริวารที่นั่นหมดไม่ต่างอะไรกับฝ่ายนั้นที่เกลียดเข้ากระดูกดำจนลามไปถึงรุ่นลูกหลายที่ต้องเกลียดกันตามไปด้วย



ยิ่งกับลูกชายคนโตคนโปรด อีทงเฮแล้วคงเครียดแค้นที่ไปมีอะไรกับลูกชายเค้า ถึงจะไม่มีอะไรกันจริงๆแต่ข่าวออกไปอย่างนี้ใครจะเชื่อละ ถ้าเกิดฮยอกแจตามข่าวตลอดคงจะเห็นหน้าทงเฮแน่นอนว่าเป็นใครแต่นี่ตนไม่ได้ติดตามข่าวคราวอย่างละเอียด ตอนที่เจอทงเฮถึงไม่รู้ว่าเป็นใครแม้จะเคยเจอกันตอนเด็กๆแต่ก็เลือนรางมาก งานนี้ได้เฮสำหรับนักข่าวจริงๆแต่กับตระกูลสองตระกูลคงได้เปิดศึกกันอีกรอบ



������������ นึกไปแล้วก็คิดถึงอีกฝ่ายป่านนี้จะรู้เรื่องยัง จะโดนอีซองวานโกรธขนาดไหน ที่บ้านคงวุ่นวายกันแน่เลยไม่ต้องห่วงบ้านของตนเองก็คงจะวุ่นวายไม่ต่างกัน เวลานี้ทำได้แค่ถอนใจกับความซวยที่มาเยือน









ต่อ












บ้านหลังใหญ่ตระหง่านตาที่มีอายุมานับร้อยปีตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่รอบอนาบริเวณตัวบ้านที่กว้างใหญ่ ทว่าแม้อายุของตัวบ้านจะมีอายุการใช้งานมานานแต่ยังดูสวยงาม ยิ่งใหญ่ แข็งแรงและมีความทันสมัยขึ้นด้วยการตกแต่งปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยของกาลเวลา บุคคลภายในบ้านกำลังรอการมาของลูกชายคนโตที่ไปดูงานที่ต่างจังหวัด

ทงเฮเดินเข้ามาในตัวบ้านก่อนจะเห็นทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแต่สีหน้าไม่ดีกันทุกคน ซองมินจึงเดินเข้ามากุมแขนทงเฮให้เดินเข้าไป

“มีอะไรกันเหรอครับ คุณพ่อเรียกกลับมามีอะไรเปล่าครับ” ทงเฮที่รับรู้ได้ว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นถามออกไป อีซองวานโยนหนังสือพิมพ์ลงโต๊ะให้ทงเฮดู



“ดูข่าวซะแล้วอธิบายมาให้ฉันฟัง” ซองวานผู้เป็นประมุขของบ้านเอ่ยเสียงเรียบเพราะคนตรงหน้าเป็นลูกชายคนคนโปรด



ทงเฮมองซองวานแปบเดียว จับหนังสือพิมพ์ขึ้นมาแล้วไล่อ่านหน้าข่าวที่เหมือนเปิดไว้รอเพื่อตัวเขาเอง



หลุด! ภาพนัวเนียของลูกไฮโซคนดังมีตำแหน่งเป็นถึงคุณหญิงอักษรย่อ ซ. นอนกอดก่ายกับชายหนุ่มอย่างแนบชิด งานนี้มีเฮชายหนุ่มปริศนาเป็นถึงลูกของคู่อริศัตรู







0_0 !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! 0_0

ทันทีที่อ่านจบร่างหนาตาโตตกใจสุดขีด ไม่ต้องใช้เวลาคิดนานก็นึกได้ทันว่าคนในรูปมันคือเขากับร่างบางคนนั้น ฮยอกแจ และเหตุการณ์นั้นก็ยังจำมันได้ดี

“ว่าไงทงเฮ จะอธิบายอะไรยังไง”ทงเฮเงยหน้ามองคนเป็นพ่อก่อนจะก้มลงอ่านข่าวแล้วทบทวนไตร่ตรองหัวข้อข่าวให้ดี ลูกไฮโซชื่อดังมีตำแหน่งเป็นถึงคุณหญิงอักญร ซ. คงหมายถึงคุณหญิงคิมซูยอนสินะ แต่.....ถ้าบอกว่าเป็นลูกคุณหญิงก็หมายความว่า.................................





ฮยอกแจเป็นลูกของคุณหญิงคิมซูยอนงั้นสิ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!@@@

ด้วยสมองที่ชาญฉลาดทงเฮจึงสรุปเรื่องราวที่ซองวานเรียกตัวกลับมาเร่งด่วนอย่างเข้าใจ ปะติดปะต่อเรื่องราวถูกต้องในเวลาอันรวดเร็ว



เขาไม่รู้ว่าโลกจะกลมจนมาเจอลูกของคุณหญิงซูยอน ไม่คิดว่าฮยอกแจจะเป็นลูกของฝั่งนั้น และไม่คิดว่าเหตุการณ์ที่เคลียร์ไปได้จะกลายเป็นแดงออกมาจนมีภาพหลุด






ที่สำคัญคือ...........รูปหลุดมาได้ไง




“ทงเฮได้ยินที่ถามมั้ย” ซองวานเอ่ยเสียงเย็นขึ้นมาอีกรอบเมื่อเห็นลูกชายเงียบไป



“ตาทงเฮพูดไปสิลูกว่ามันเป็นมายังไง”� 'แชริม' น้องสาวของซองวานน้าสาวของตนเอ่ยแผ่วเบามาจากทางด้านหลัง ทงเฮสูดลมหายใจรวบรวมสติให้คงอยู่ก่อนจะตอบ



�“ผมมีคำอธิบายให้ทุกคนนะครับ แต่มันพูดยากผมจะขอเคลียร์สักพักก่อนแล้วจะมาอธิบายให้ทุกคนฟัง” สีหน้าที่สู้ไม่ดีของทงเฮและคำอธิบายที่ไม่กระจ่างแจ้งทำเอาซองวานโมโห



“พูดแบบนี้แกหมายความไงห๊ะทงเฮ รูปนั้นใช่รูปแกจริงเหรอ” ซองวานเดินเข้ามาประชิดหน้าทงเฮ



ร่างหนาสบตาพ่อ เสตาหันไปมอง ซองมินคู่หมั้นของตนอย่างลำบากใจที่จะพูด แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็คงต้องยอมรับไป “ครับรูปผมเอง” พูดจบซองวานฟาดหนังสือพิมพ์ใส่พื้นจนกระเด็นไปทางลูกชายอีกสองคนที่ยืนเยื้องไป ซองมินพยายามกลั้นน้ำตากับคำตอบที่ได้ยิน



คยูฮยอนลูกชายคนเล็กเหลือบตามองซองมินที่ยืนสะกดกลั้นน้ำตาไว้อย่างสงสารและเจ็บใจกับการกระทำของพี่ชายตัวเองแทนซองมินก่อนจะพูดแทรกขึ้นมา



“บอกไม่มีอะไรกันทั้งที่ไปนอนด้วยกันมา เหอะ! น่าเชื่อตาย” ร่างสูงพูดถากถางทงเฮอย่างที่ชอบทำจนเคยปากกลายเป็นภาพที่ชินตาสำหรับคนในครอบครัว



“คยูถ้านายไม่รู้เรื่องก็อย่าพูดอะไรเลย” ทงเฮกัดฟันพูด



“ถ้าอยากให้รู้เรื่องก็เล่ามาสิ” คยูฮยอนกระตุกยิ้มท้าทาย ให้ทงเฮที่ยืนหน้าซีดพูดไม่ออก ลำพังน้องชายตนจะพูดอะไรทงเฮหาได้สนใจ มันก็เป็นแบบนี้มานานแล้วแต่กับร่างเล็กคู่หมั้นเขาต่างหากที่ทงเฮสนใจ ยิ่งเห็นหน้าคนรักซึมเศร้าน้ำตาคลอที่เบ้าก็ยิ่งรู้สึกผิด



“เงียบสงสัยจะช็อต เป็นไงกันละคืนนั้นคงสนุกกันช็อตกันทั้งคืนเลยละสิ”



“หุบปากคยู แกไม่ต้องไปว่าพี่แกฉันจะเป็นคนซักถามเอง” ซองวานสั่งคยูฮยอนเสียงแข็ง ร่างสูงหน้าเจื่อนตาแข็งกร้าวโกรธ พ่อก็อย่างนี้ตลอดแตะต้องอะไรพี่ทงเฮนิดเดียวก็ไม่ได้ทั้งๆที่ผมก็ลูกพ่อเหมือนกัน ด้วยความโมโหคยูฮยอนจึงเดินปลีกหนีออกไป



“คยูจะไปไหน”



“ปล่อยมันไปซีวอน มันจะไปไหนก็ช่างมันอยู่ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร” ซองวานออกปากห้ามลูกชายคนกลางตามองตามรถช็อปเปอร์สีดำที่เคลื่อนตัวด้วยความเร็ว คงจะไปนั่งก๊งเหล้าม่อสาวกับแก๊งเพื่อนที่ไม่เอาไหน ดีจริงเป็นถึงลูกคุณชายทำตัวยังกับพวกสถุน ถ้ามันจะได้การได้งานสักครึ่งหนึ่งของทงเฮซีวอนฉันคงจะรักแกอย่างที่แกต้องการอยู่



“ทงเฮแล้วเรื่องมันเกิดขึ้นตอนไหน แกไปนอนกับลูกชายยัยคุณหญิงตอนไหนมา” ซองวานพยายามข่มน้ำเสียงให้เป็นปกติ ยังไงทงเฮก็ลูกชายคนโปรดของตน



ทงเฮถอนหายใจหลังถูกถามแล้วตอบออกไป “น่าจะสองสามอาทิตย์ที่แล้ววันที่ผมนัดกินเลี้ยงกับเพื่อนที่ผับ”



“ไปเจอไอ้นั่นที่ผับเหรอไง” ซองวานยืนเท้าสะเอวถามแล้วเรียกบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์อย่างหยาบคายตามความเกลียดชัง ทงเฮที่รู้สึกไม่ชอบใจกับสรรพนามที่พ่อใช้เรียกแต่ก็ไม่อาจเอ่ยปากท้วงติงใดๆกับสถานการณ์ในยามนี้



“ครับ ผมไม่รู้ว่าเค้าเป็นลูกตระกูลคิม ไม่รู้ว่าเขากลับมาโซลแล้ว” ทงเฮว่าตามความจริงตอนนั้นแค่รู้สึกคุ้นหน้าฮยอกแจเท่านั้น “ ตอนนั้นเขาอาเจียนจนเลอะเสื้อผมเลยต้องไปคอนโดเขาเพื่อซักเสื้อ” ว่าต่อโดยเว้นในส่วนที่มีเรื่องราวกับแก๊งนักเลงในผับจนโดนไล่ล่าเพราะเห็นว่าไม่สำคัญ



“แกก็เลยลากมันไปนอนด้วย” ซองวานถามต่อกระชั้นชิดเหมือนผู้คุมสอบสวนคดีนักโทษ



“เปล่าครับเราตื่นมาก็กลายเป็นต่างฝายต่างนอนบนเตียงกันแล้ว” ทงเฮนึกถึงเหตุการณ์แล้วตอบไปอย่างเป็นจริง



����������� ซองวานทำหน้าสับสนแล้วถามต่อ “มันยังไง..ไม่ได้ลากแต่ตื่นมาก็นอนอยู่ด้วยกัน จะบกว่าพากันลากตัวเองขึ้นเองทั้งคู่ว่างั้น”



����������� คำถามใหม่ทำเอาทงเฮตอบยากไม่คล่องเหมือนคำถามก่อนหน้านี้ไม่ได้ จะบอกยังไงละก็เขาไม่ได้เป็นคนลากฮยอกแจขึ้นเตียง จะบอกว่าพากันลากร่างกายตัวเองเองก็พูดไม่เต็มปาก อย่างที่บอกว่าหลังจากหลับหมดสติไปก็จำเหตุการณ์ต่อจากนั้นไม่ได้กันทั้งคู่



“ทงเฮตอบไปสิลูก” น้าสาว แชริมผู้ซึ่งเป็นน้องสาวของพ่อส่งเสียงบอกแผ่วเบาทางด้านหลังเมื่อเห็นหลานชายเงียบไป



“ผมขอโทษครับพ่อ..แต่..แต่ผมจำไม่ได้” กลั้นลมหายใจตอบไปเมื่อจนหนทาง



“อะไรวะตกลงแกเมาจนจำไม่ได้เลยใช่มั้ย” ซองวานถามเสียงเจือไม่พอใจเดินไปเดินมากระสับกระส่าย ทงเฮพยักหน้าตอบรับ



“โธ่เว้ย!! แล้วแกจะถ่ายรูปไว้ทำไมให้มันเป็นหลักฐาน ลำพังที่แกไปนอนกับมันทั้งๆที่แกมีคู่หมั้นมันก็ทุเรศพอแล้วนะเว้ย” ทงเฮหันมองซองมินด้วยความรู้สึกผิดเมื่อพ่อเอ่ยถึงแต่ร่างเล็กกลับเบือนหน้าหนีเขา



“ผมไม่ได้เป็นคนถ่ายนะครับพ่อ ผมเมาจนหลับจนมาได้สติอีกทีก็ตอนตื่น” ทงเฮแย้งขึ้น ซองวานจึงหยุดคิดก่อนจะร้องอ๋อขึ้นมา



“อ๋อ...งั้นก็แสดงว่าต้องเป็นไอ้เด็กนั่นละสิที่ถ่าย” ซองวานถามแต่สีหน้าดูมีคำตอบอยู่แล้วในหัว



“ผมก็ไม่ทราบแต่คิดว่าเขาเองก็เมาแล้วหลับไปเหมือนผม” ทงเฮตอบเสียงเรียบพลางจ้องหน้าซองมินเป็นระยะ



“เหอะ!! มารยาสาไถไง นังคุณหญิงมันคงส่งลูกมันมามาหลอกล่อแกแล้วก็ถ่ายรูปแบล็กเมล์ที่เราไปทำมิดีมิร้ายลูกตัวเองแล้วก็จะมาฟ้องเรา หืม...กะจะใช้แผนสกปรกแบบนี้เหรอคุณหญิง” ประมุขตระกูลกล่าวเสียงเข้มแววตาอาฆาตท้ายประโยคเหมือนพูดกับสายลมให้ส่งไปถึงคุณหญิง คิม ซูยอน



“พ่อสรุปแบบนั้นยังไม่ได้นะครับ ถ้าฝ่ายนั้นเล่นแผนนี้มันก็ส่งผลเสียกับตัวฮยอกแจลูกเขาเหมือนกัน มันไม่คุ้มหรอกครับ” ทงเฮพูดใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ ซองมินหน้าตึงทันทีเมื่อได้ยินทงเฮพูดเหมือนปกป้องฝ่ายนั้นแถมยังเรียกชื่อซะยังกับสนิทสนมรู้จักกันมาดีทั้งที่คนๆนั้นก็เพิ่งกลับมาจากอเมริกาได้ไม่นาน



“ลูกที่ไม่ใยดี ยัยคุณหญิงเค้าจะสนใจไปทำไม อะไรที่มันทำลายชื่อเสียงกับตระกูลเราได้ เค้าก็ทำได้หมดแหละ พรุ่งนี้เราทุกคนเตรียมตัวกันให้พร้อมละกันเราจะไปหาพวกมันกันถึงที่ ให้มันรู้กันไปเลยว่าเล่นกับคนอย่างอีซองวานมันเป็นยังไง ”



ซองวานพูดยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเดินขึ้นห้องนอนไป คนข้างล่างที่เหลือพากันนิ่งเพราะแค่คิดถึงวันพรุ่งนี้ก็ปวดหัวแล้ว ทงเฮหันไปหาซองมินแล้วเดินเข้าไปหา “ซองมินผมมีคำอธิบายให้คุณได้นะครับ”ทงเฮกล่าวเสียงนุ่มแต่ร่างเล็กยังยืนนิ่งไม่พูดอะไร



แชริมเห็นท่าทางไม่ดีของหลานชายและหลานสะใภ้จึงตั้งใจปล่อยให้คนสองคนได้พูดคุยกัน “งั้นเดี๋ยวน้าไปพักก่อนนะทงเฮ ซองมิน มีอะไรค่อยๆคุยกันนะอย่าใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง” น้าสาวบอกทิ้งท้ายแล้วยิ้มเป็นกำลังใจให้กับทงเฮ เดินไปลูบหัวซองมินอย่างรักใคร่เอ็นดูหลานสะใภ้แล้วเดินขึ้นชั้นสอง



“คุยกันดีๆนะพี่แล้วถ้าพี่มีคำอธิบายก็เตรียมไปสำหรับพรุ่งนี้ด้วย ” ซีวอนว่าแล้วเดินตบบ่าพี่ชายให้กำลังใจ ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับคิบอม ญาติผู้น้องที่ยืนอยู่ในการสนทนามาตลอดแต่เพราะเป็นคนเงียบจึงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา



และเมื่อทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนหมด ทงเฮจึงเข้าไปสวมกอดเอวบางไว้หลวมๆ “คุณเชื่อใจผมนะซองมิน”ทงเฮซบหน้าลงไปที่ไหล่บางอย่างออดอ้อนและต้องการที่พักพิงในเวลานี้ที่ปัญหารุมเร้าเข้ามาจนรู้สึกเหนื่อยล้า



“มินเชื่อใจเฮ เพราะฉะนั้นเล่ามาให้มินฟังซะสิ ถ้าเฮบอกว่ามีคำอธิบายให้” เงียบมานานร่างเล็กจึงเอ่ยปากขึ้นเมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยล้าจากชายหนุ่ม



ทงเฮลังเลอยู่ครูหนึ่งก่อนจะตอบออกมา “ผมกับเค้าเราไม่มีอะไรกันจริงๆแต่ผมยังพูดอะไรตอนนี้ไม่ได้จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่แท้จริง” ร่างหนาพูดขณะที่ยังซบใบหน้าที่ไหล่ลาด



“ทำไมละทงเฮ...” ซองมินผละออกจากอ้อมกอดแล้วร้องถามเสียงเครือ ทงเฮหน้าสลดลงเมื่อถูกผละออก



“ผมขอโทษจริงๆนะมินแต่ผมพูดไม่ได้ ถ้ายังไม่แน่ชัดพูดไปก็มีแต่จะเสียหายกันเปล่าๆ ผมขอแค่ให้คุณเชื่อใจผมก็พอ”



“มินก็บอกว่ามินเชื่อใจทงเฮเสมอแต่รอบนี้ถ้าทงเฮยังหาคำมาอธิบายให้เชื่อใจไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งพูดกันดีกว่า” ซองมินพูดระงับความโกรธ ร่างเล็กไม่ใช่คนไร้เหตุผลแต่ในเมื่อหาเหตุผลมาคุยกันไม่ได้ก็ควรจะเงียบไปก่อนซะดีกว่า



“ซองมินผม..”



“มินจะกลับบ้านแล้วมีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้ ถ้าวันนี้ยังไม่มีคำอธิบายให้งั้นมินจะรอฟังคำอธิบายของเฮในวันพรุ่งนี้ที่บ้านตระกูลคิมเลยก็แล้วกัน” พูดเสียงแข็งแล้วเดินออกไป



“ซองมิน” มือใหญ่จับแขนเล็กไว้



“ปล่อยเถอะ มินเหนื่อยจะกลับบ้าน” ซองมินพูดเสียงอ่อนด้วยไม่อยากให้สถานการณ์ครุกรุ่น



“เดี๋ยวผมไปส่ง” ทงเฮจับข้อมือบาง



“ไม่ต้อง มินให้ชินดงเตรียมรถไปส่งแล้ว เฮไปนอนคิดดีกว่าว่าพรุ่งนี้จะเอายังไง” ซองมินว่าอย่างไม่รอคำตอบ ขาเรียวทอดน่องเดินไปขึ้นรถตู้ประจำของตระกูลอีซึ่งมีชินดงเป็นคนขับรถประจำให้กับตระกูลมาช้านาน



“โอ้ยยย เกิดไรขึ้นกับกูวะเนี่ย” ทงเฮสบทเมื่อทุกคนหายกันไปหมด ลักษณะอาการเหวี่ยงในแบบที่คนในครอบครัวไม่มีทางได้เห็นเพราะเจ้าตัวปกปิดเอาไว้



อี ทงเฮลูกชายคนโตของของประมุขอีซองวาน ผู้เป็นความหวังของครอบครัวโดยเฉพาะซองวาน ชายหนุ่มเป็นคนอยู่ในโอวาทของพ่อแม้กระทั่งเขาจะไม่มีความเกลียดชังให้กับตระกูลคิมอย่างซองวานแต่ในเมื่อประมุขตระกูลออกคำสั่งถึงไม่เกลียดแต่ก็ห้ามแสดงออกมาให้เห็นทงเฮเรียนจบได้เกียรตินิยมอันดับ1 ด้วยมันสมองอันชาญฉลาด ซองวานจึงให้ลูกชายเขามาคุมตำแหน่งรองประธานดูแลบริษัทลีเบสเอนเตอร์ไพรซ์ทั้งหมดรองจากตนเอง



อี ซีวอนลูกชายคนกลางผู้มีหน้าตาอันหล่อเหลาเอาการเอางานไม่แพ้ทงเฮ ทำงานบริษัทเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาด ดูแลงานได้เป็นอย่างดีแม้จะมีผิดพลาดอยู่บ่อยครั้งเพราะความสะเพร่าแต่ก็สามารถกอบกู้ความผิดพลาดให้พลิกมาดีได้



และน้องคนสุดท้อง อีคยูฮยอน ผู้ที่ไม่มีอะไรเป็นหน้าตาเป็นตาให้กับครอบครัวได้ เรียนปริญญาก็ไม่จบสักที งานการในบริษัทก็ไม่เอาวันๆมีแต่ขี่รถเตร็ดเตร่ไปมากับแก๊งช็อปเปอร์เพื่อนรักที่ไม่เอาไหนเหมือนตน เมาเละเทะบ้าง มีเรื่องชกต่อยกันบ้างจนซองวานไม่รักลูกคนนี้เท่ากับอีกสองคนเพราะชอบทำตัวเป็นสถุนไม่สมกับคนในตระกูลอีคนอื่นๆ



และ คิบอมลูกชายคนเดียวของน้าแชริม บุคคลสำคัญของบริษัททำงานหัวหน้าฝ่ายการจัดการ ควบคุมดูแลบริษัททุกอย่าง มีสมองอันเฉียบแหลมไม่น้อยกว่าทงเฮเป็นผู้พยุงบงบริษัทจนมีมาถึงทุกวันนี้เลยทีเดียว แชริมน้าสาวใจดีอยู่แผนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ และคนสุดท้ายซองมินที่มาช่วยงานในบริษัทในฐานะคู่หมั้นของทงเฮตำแหน่งฝ่ายการผลิตออกแบบ� ทุกคนมีหน้าที่เป็นของตัวเองกันหมดยกเว้นแต่เสียคยูฮยอนที่ผิดแปลกแหวกแนวไปจากคนอื่น



นึกแล้วทงเฮก็อยากลองใช้ชีวิตแบบน้องชายคนเล็กบ้าง ชีวิตที่ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ต้องสนใจเท่าไร ไม่ต้องอยู่ในระบบแบบแผนไม่ต้องคิดเยอะกับปัญหาต่างๆ ไม่ต้องเป็นความหวังของครอบครัวจนความสุขในชีวิตหายไป

แล้วพรุ่งนี้จะเป็นยังไงนะ คิดแล้วก็หาทางออกไม่เจอ เหมือนเขายืนอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืดมิดที่หาทางออกไม่เจอ� ถ้ามีใครสักคนเข้ามาจุดไฟให้แสงสว่างและอยู่เคียงข้างเขาก็คงจะดีไม่น้อย



ฮยอกแจนายอยู่ไหนนะ คงจะเจอทางบ้านคาดคั้นเหมือนฉันละสิ แล้วนายจะเหนื่อยเหมือนที่ฉันเป็นอยู่หรือเปล่า......หรือว่านายวางแผนแบล๊กเมล์อย่างที่พ่อฉันว่าจริงๆ



อยู่ๆทงเฮก็คิดถึงร่างบางขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุอาจจะเพราะฮยอกแจเป็นคนเดียวที่อยู่ในที่เกิดเหตุกับเขาและตอนนี้ก็คงตกอยู่ในสถานการณ์ที่แย่เหมือนกับเขาเช่นกัน



ไม่หรอก..ฉันเชื่อว่านายไม่ใช่คนอย่างนั้นทงเฮพึมพำออกมาคนเดียว ถึงจะสงสัยอย่างที่พ่อพูดแต่อะไรบางอย่างบอกว่าฮยอกแจไม่ใช่คนไม่ดีอย่างนั้นทั้งที่รู้จักกันแค่เพียงผิวเผิน



: : : : Love Sham : : : :




“อุคกี้ฉันจะทำไงดี ปวดหัวไปหมดแล้ว”



เสียงแหบพร่าอย่างคนหมดแรงถามขึ้นตลอดระยะเวลาที่ตัวเองและเพื่อนรักย้ายออกมานั่งปรึกษาหารือที่ตัวร้านแทนห้องทำงานส่วนตัวที่ใช้เป็นที่เล่าเหตุการณ์เพราะอยากรับอากาศที่เย็นสบายให้สมองปลอดโปร่งหลังจากนั่งอุดอู้ในห้องมานาน



“ก็เล่าไปตามเรื่องที่เกิดอย่างที่แกเล่าให้ฉันฟัง” เรียวอุคตอบ



“แกคิดว่าแม่ฉันจะเชื่อเหรอไง...แค่เรื่องที่กลับมาโซลตลอดแต่ไม่บอกท่านก็น่าจะโดนเละแล้ว”



“แล้วจะทำยังไงละมันไม่มีทางออกแล้ว บอกไปเลยว่าแกอาจจะโดนคุณทงเฮแบล๊กเมล์”พอรู้ว่าบุคคลในเหตุการณ์กับฮยอกแจเป็นใครเรียวอุคก็เปลี่ยนเรียกสรรพนาม



“แล้วถ้าเกิดว่านายนั่นไม่ได้เป็นคนทำก็เท่ากับฉันใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์นะเว้ย”



“ก็อยู่กับสองคนแบบนั้นไม่ใช่เค้าแล้วจะเป็นแกเหรอ?



“ไอ้บ้า...แกว่าฉันเป็นคนชั่วแบบนั้นเหรอไง” ฮยอกแจตะคอก



“ก็รู้ว่าไม่ใช่ฉันจะไปว่าเพื่อนตัวเองทำไม แกนั่นแหละที่ปกป้องเค้าฉันก็เลยว่าเป็นแกซะเลย ”



“ไม่ได้ปกป้องแค่คิดว่าหมอนั่นจะทำไปเพื่ออะไร แบล๊กเมล์ฉันทั้งที่ตัวเองอาจจะตกเป็นจำเลยว่าข่มขื่นฉันเนี่ยนะ”



“ก็เป็นไปได้อย่าลืมนะว่านั่นนะลูกศัตรูแม่แก บางคนยอมเสียหายเพื่อให้ได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กลับคืนมา ” เรียวอุคสันนิษฐาน



“แต่ฉันไม่เคยแสดงตัวว่าเป็นลูกใคร เขาจะรู้ได้ไง”



“อันนั้นฉันไม่รู้วะ แต่อะไรมันก็อาจจะเกิดขึ้นได้เหนือความคาดหมายเราได้ทั้งนั้นแหละ เออ! หรือไม่อย่างนั้นแกก็ไปเจรจากับคุณทงเฮตัวต่อตัวเลย” เรียวอุคที่ตอนนี้หาทางแก้ปัญหาให้เพื่อนจนเหมือนเป็นปัญหาของตัวเอง


“ไปเจอกันทีไหนละ ฉันหาเบอร์โทรเค้าไม่เจอแล้ว”



“ก็ไปที่บ้านเค้าเลยไง บ้านตระกูลอีนะ”



“เห้ย...จะบ้าเหรอไงขืนไปฉันได้โดนรุมทึ้งจากครอบครัวเขาก่อนนะสิ”



“โวยยยยย งั้นก็ไม่รู้แล้วทางนี้ก็ไม่ได้ทางโน่นก็ไม่ดี” เรียวอุคโวยติดรำคาญ ร่างเล็กหย่อนตัวลงบนเก้าอี้แรง




����������� “ฮยอกแจ”



����������� “ยุนอา” ร่างบางลุกขึ้นเร็วเมื่อเห็นญาติสาวเดินเข้ามาในร้าน



����������� “มันเกิดอะไรขึ้นนะ ข่าวนั้น” ยุนอาถามหน้าเครียดมือเรียวกอบกุมมือบางของฮยอกแจ ร่างบางเม้มปากไม่รู้จะตอบยังไง



����������� “ตอนนี้คุณป้ารู้ข่าวแล้วนะ สั่งให้ยุนอาพาตัวฮยอกกลับบ้านด่วน ยุนอาไปหาฮยอกที่คอนโดไม่เจอเลยมาหาที่ร้านเรียวอุค ”

����������� “คือ..ยุนอา ฮยอกยังไม่พร้อมจะกลับอย่าเพิ่งพากลับเลยนะ” ฮยอกแจหน้าซีดเผือด เขายังไม่พร้อมจะกลับไปให้สอบสวนตอนนี้



����������� “ไม่ได้นะถ้าไม่ไปกับยุน คุณป้าจะสั่งลูกน้องคนอื่นให้มาลากกลับไป”



����������� “ห๊ะ.....แต่...เดี๋ยวตามไปทีหลังนะ ยุนกลับไปก่อนเลย”



����������� “ถ้ายุนกลับไปคนเดียวไม่มีฮยอกคุณป้าต้องใส่ยุนอายับแน่ ตอนยุนบอกว่าฮยอกอยู่โซลก็โดนดุด่าใหญ่เลย” ยุนอามองสีหน้าไม่ดีของร่างบางแล้วก็สงสารแต่ตนเองก็ไม่อยากเจอดุเหมือนกัน “กลับไปตอนนี้ไปเรียนคุณป้ากับเรื่องทั้งหมดเถอะนะ ยื้อเวลาไปยังไงก็ต้องเข้าพบท่านอยู่ดี” ยุนอาเกลี่ยกล่อมฮยอกแจ



����������� ฮยอกแจมีอาการวิงเวียนคล้ายจะเป็นลมแต่ขากลับไม่ล้มลงไป ทำไมไม่ล้มลงไปเลยนะเอาให้หัวฟาดพื้นแล้วหลับไปนานๆเลยจะได้ไม่ต้องรับรู้ปัญหาไม่ต้องอธิบายอะไรกับใครทั้งนั้น แต่มันก็แค่ความหวังขายังคงยั้งอยู่กับพื้น สุดท้ายก็เลี่ยงไม่ได้ยอมตกลงกลับไปบ้านกับยุนอา




ปอร์เช่สีเหลืองแล่นเข้าบริเวณตัวบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่า บ้านที่ฮยอกแจเห็นมาตลอดทุกครั้งที่กลับเกาหลีแต่ไม่เคยได้ย่างกรายเข้ามาในตัวบ้าน พอได้เข้ามาสังเกตชัดๆแล้วถึงรู้ว่าบ้านของแม่ตนหลังใหญ่ขนาดนี้ ร่างบางจอดรถเทียบท่าเมื่อถึงลานจอดรถทว่าคนในรถยังไม่มีทีท่าว่าจะลงมาด้วยยังกล้าๆกลัวๆ ยุนอาที่ขับรถมาอีกคันต้องลงมาเคาะประตูรถ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก



“เข้าบ้านกันเถอะ คุณป้ารอแล้ว” ยุนอาบอกฮยอกแจที่ยังนั่งอยู่ฝั่งคนขับ ฮยอกแจพยักหน้ารับทราบ หญิงสาวจึงเดินนำเข้าไปในตัวบ้าน ร่างบางหันไปบอกกับเพื่อนรักเบาะข้าง



“ป่ะแก”



“ฮยอกแจฉันขอร้องละให้ฉันกลับเถอะนะ”



“ไม่ได้ มาขนาดนี้แล้วจะกลับได้ไง”



“แล้วมันเรื่องอะไรที่ต้องลากฉันมาด้วยวะ”



“ยังไงคุณแม่ก็ต้องอยากรู้ว่าที่ฉันกลับโซลทุกครั้งฉันพักพิงอาศัยอะไรกับใครยังไง ถ้าฉันบอกท่านวาอยู่กับแกท่านก็ต้องตามตัวแกมาสอบสวนว่าเป็นความจริงมั้ยอยู่ดี เพราะฉะนั้นแกต้องมากับฉัน” ฮยอกแจออกแรงฉุดเพื่อนลงรถ



“วันหลังก็ได้นี่หว่า ฉันยังไม่พร้อมเจอหน้าแม่แกฉันกลัว” เรียวอุคลงน้ำหนักแน่นที่เบาะรถไม่ยอมขยับตัวไปตามแรงดึงของฮยอกแจ



“ไอ้อุคลงมานะเว้ยแกต้องช่วยฉันสิ ฉันเป็นเพื่อนแกนะไหนว่าหนึ่งคนหัวหายสองคนเพื่อนตายไงวะ” ร่างบางดึงสุดแรงแต่ไอ้เพื่อนรักยังไม่หลุดออกมา ตัวเป็นปลิงเหรอไงกันเกาะแน่นเชียว



“แต่บางทีสองคนก็หัวหายได้นะเว้ย แม่แกต้องด่าฉันแน่ที่ฉันพาแกไปกกไม่ยอมกลับบ้าน” เรียวอุคร้องโว



“ฉันไปเองต่างหากท่านจะว่าแกได้ยังไง อีกอย่างแกต้องมาเป็นพยานให้ฉันว่าฉันนะยังบริสุทธิ์ผุดผ่องกับไอ้ข่าวบ้านั้น”



“แค่พยานพูดไม่ได้เป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์ใครจะไปเชื่อ”


“พูดมากลงมาเดี๋ยวนี้นะ ลงมาาาาาาาา” ร่างบางแหกปากลั่น


“ม่ายปายยยยยยยยยยยย” นี่ก็ลั่นไม่แพ้กันแถมมือยังเกาะขอบประตูไว้แน่น



“สวัสดีครับ ใช่คุณฮยอกแจหรือเปล่าครับ” สองเพื่อนตัวเล็กที่ผลัดกันดึงกันลากหยุดชะงักเมื่อมีเสียงทักทายขัด มองดูคนที่มาทักทายก่อนจะตอบ



“ครับ” ตอบออกไปแล้วคว้าตัวเรียวอุคที่มือหลุดออกจากขอบประตูมายืนข้างๆ



“ผมเป็นพ่อบ้านที่นี้ครับ คุณหญิงรออยู่ข้างใน เชิญครับ” ชายแก่อายุน่าจะราวสักห้าสิบเศษสวมชุดยูนิฟอร์มที่บ่งบอกว่าเป็นพ่อบ้านชัดเจนยืนผายมือให้อย่างสุภาพ



“ครับๆ..มาเลยไอ้อุค” ร่างบางลากเพื่อนตัวดีที่ทำเสียเวลาเข้าไป แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะจะได้ไม่ต้องเข้าไปเผชิญศึกหนักเร็ว



“เดี๋ยวๆ” เรียวอุคสั่งหยุดแล้วหยิบกระจกเล็กที่แนบมาส่อง



“ทำอะไร มาห่วงสวยอะไรตอนนี้วะ” ฮยอกแจโวยใส่ ก็เพิ่งรู้ว่าเพื่อนตัวเล็กห่วงสวยกับเค้าเป็นด้วย



“ไม่ได้ห่วงสวยแต่จะดูว่าหน้าเศร้าพอยัง” เรียวอุคตอบ เห็นแววตางุนงงของร่างบางเลยรีบบอกคลายความสงสัย



“ก็หน้าฉันนะเศร้าพอให้แม่แกสงสารเอ็นดูหรือยัง เป็นไงๆ โอเคป่ะ” เรียวอุคลดกระจกถามใบหน้าน่ารักกำลังทำหน้าเศร้าเล่นเอาฮยอกแจอยากขำกับวิธีการของเพื่อนแต่ต้องกลั้นเพราะสถานการณ์ที่ยังไม่ควร



“แหม..แอ๊คติ้งเก่งจริง...เหมือนแล้ว ที่นี้ก็เข้าไปได้แล้ว” เมื่อร่างเล็กทำใจที่โดนลากมาเป็นสักขีพยานที่ดูจะไม่ช่วยอะไรได้แล้ว ทั้งคู่ก็สาวเท้าเข้าตัวบ้าน






ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้านบ้านฮยอกแจก็สำรวจตัวบ้านไปพลางๆด้วย ก่อนที่ปลายเท้าจะพามาถึงบริเวณโซนรับแขกที่พ่อบ้านนำทางมา ฮยอกแจสอดส่ายตาดูผู้คนที่นั่งไล่เลียงบนโซฟาฝั่งซ้ายมือของโซฟาตัวหลัก และเมื่อสายตาสบเข้ากับดวงตาดุจนางพญาของคนที่นั่งอยู่บนโซฟาผ้าหนังกำมะหยี่เกรดดีตัวกลางซึ่งเป็นตัวหลัก ฮยอกแจก็ขุนลุกซู่พอกับเรียวอุคที่ลุบตาต่ำเนื่องด้วยไม่อาจจ้องตาบุคคลตรงหน้าได้นานเสมือ



“เข้ามานั่งสิ ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ไม่รู้จักกาลเทศะ” หญิงวัยกลางห้าสิบทว่ายังดูสง่าราวกับนางพญาแม้หุ่นจะอวบอั๋นเพราะด้วยวัยที่มาก ลักษณะการนั่งหลังตรงคอเชิดส่งผลให้สาวแก่ตรงหน้าดูน่าเกรงขามแต่ก็น่ากลัวในหลายทีที่ดวงตากลมโตจ้องมองมายังตนทั้งคู่



ร่างบางค้อมตัวเข้ามานั่งโซฟาด้านซ้ายมือที่ว่างทุกตัวเหมือนจะเตรียมไว้สำหรับตนเองโดยเฉพาะตามด้วยเรียวอุคที่เดินตัวลีบเข้ามานั่งตามๆ ฮยอกแจเรียวอุคโค้งศีรษะทำความเคารพเมื่อหย่อนตัวลงบนโซฟานุ่ม



“สวัสดีครับ”



“สวัสดี” สาวแก่ผู้เป็นประมุขตระกูลคิม คุณหญิง คิมซูยอน แม่ผู้ให้กำเนิดฮยอกแจกล่าวสวัสดีเสียงเยือกเย็น ฮยอกแจผงกหัวเล็กน้อยเป็นเชิงสวัสดีอีกรอบ



“พาใครมาด้วยละ” ซูยอนเอ่ยถาม


“คิมเรียวอุคเป็นเพื่อนผมเองครับ”



“สวัสดีครับคุณแม่” เรียวอุคโค้งศีรษะให้อีกครั้งซูยอนพยักหน้ารับคำทักทายก่อนที่ดวงหน้าสวยขัดกับอายุละผินมาทางฮยอกแจ



“แกกลับมาโซลทำไมไม่มาบ้านมาทำความเคารพฉัน”



“ก็แม่ไม่อยากให้ผมกลับมาไม่ใช่เหรอครับ” ร่างบางบอกน้ำเสียงนุ่ม



“ใครบอกแก หรือว่านึกคิดเอาเอง” ซูยอนเชิดคอพูด



“ก็แม่ไม่เคยติดต่อหาผมสักครั้ง ผมเลยคิดว่า..แม่ไม่ต้องการเจอผม” ฮยอกแจตอบติดขัด



“ก็เห็นว่ากินดีอยู่ดีกับมรดกพ่อแกที่ทิ้งไว้ให้มากมายจนกลายเป็นเศรษฐีน้อยร้อยล้านแล้วจะไม่อยากกลับบ้านมาหาฉันซะอีก” ซูยอนใช้น้ำเสียงแหลมพูดใส่ ฮยอกแจได้แต่ก้มหน้าเหงื่อตกด้วยหวาดกลัว (_ _'')



“ได้ข่าวว่ากลับมาโซลบ่อยด้วย แม้แต่ยุนอาผู้กุมความลับของแกยังไม่รู้เรื่องเลย” ซูยอนชายตาไปทางยุนอาที่ทำตาโตเล็กน้อยด้วยไม่รู้ความจริงข้อนี้แต่ก็รีบลุบตาต่ำอย่างสำนึกผิด



“ถ้าฉันไม่ให้นักสืบไปสืบเรื่องแกมา แกก็คงจะบอกกับทุกคนว่าเพิ่งกลับมาสินะ”



ฮยอกแจตกใจตาเลิ่กลั่กมองเพื่อนตัวเล็กที่นั่งหัวหดอย่างไม่คิดว่าจะเจอจับได้ ร่างบางเอาแต่เงียบไม่รู้จะตอบยังไง



“เวลากลับมาไปพักอยู่กับใครที่ไหนยังไง พูดมาให้หมด” ซูยอนถามไม่ปล่อยให้เงียบอยู่นาน



“พักกับเรียวอุคครับ”



“เธอเป็นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มารู้จักกับฮยอกแจยังไง” เมื่อได้รับคำตอบซูยอนจึงถามต่อสายตาสแกนไปยังร่าเล็ก



“เอ่อ..ผมเป็นหลานของคุณหญิงคิมแทยอน ส่วนคุณแม่เสียไปตั้งแต่เด็กครับ ไปเรียนที่อเมริกาเลยเจอกับฮยอกแจแล้วสนิทกัน เรียนปริญญาโทรจบผมก็กลับมาเปิดร้านอาหารที่เมืองโซล” เรียวอุคตอบยาวตัวลีบ



“อ๋อ......คุณหญิงแทยอนหรอกเหรอ” ซูยอนที่รู้จักกับแทยอนเป็นอย่างดีร้องอ๋อ


“แล้วยืนยันนะจ๊ะว่าฮยอกแจพักอยู่กับเราตลอด” เอ่ยถามน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลต่างจากตอนแรก เรียวอุคสบตากับฮยอกแจชั่วครู่สายตาดีใจแล้วเปลี่ยนเป็นทำหน้าสงสารให้น่าเอ็นดูต่อ


“ครับ อยู่กับผมตลอดจะมีแค่รอบล่าสุดนี้ที่อยู่คอนโดของยุนอา”


“ก็ดี ฉันกลัวแต่ว่าจะไปหาสำมะเลเทครัวกับแก๊งเที่ยว ลุงแกที่แต่งงานไปอยู่ที่นั่นบอกฉันมาว่าแกนะเป็นเด็กติดเที่ยว อย่าใจแตกก่อนละกัน ขอบใจหนูอุคนะจ๊ะที่ดูแลลูกฉัน” ซูยอนเหน็บฮยอกแจแล้วปริปากขอบใจเรียวอุคอย่างเอาใจเอ็นดู ฮยอกแจอยากจะโต้ตอบกลับแต่ความกลัวยังคงแล่นพล่านอยู่ในร่างกายทุกสัดส่วนจึงเงียบเอาไว้



“แล้วนี่ยังไงกลับมาตลอดแต่ไม่คิดจะกลับมาหาฉัน มาทำความเคารพแม่ตัวเองเลยใช่มั้ย พ่อแกช่างสั่งสอนลูกให้เป็นคนดีเหลือเกิน”



-_-* -_-* -_-*



ฮยอกแจตาลุกวาวโกรธเมื่อได้ยินคำพูดเหน็บแหนมถึงคุณพ่อตน เงยหน้ารวดเร็วขึ้นสบตาซูยอนอย่างเอาเรื่อง จะด่าว่าตัวเองยังไงฮยอกแจไม่เคยว่าแต่อย่ามาด่าว่าพ่อของเขา



“ทำไมจ้องฉันทำไมหรือว่าฉันพูดไม่จริง” เสียงแหลมดังก้องหูพูดขึ้น



“ก็ไม่จริงนะสิครับ คุณพ่อสอนผมให้เป็นคนดีไม่นินทากล่าวว่าร้ายให้ใครลับหลังแบบนี้โดยเฉพาะกับผู้ที่ตายไปแล้ว” ฮยอกแจที่ยามนี้โกรธจนเลือดขึ้นหน้าตอกกลับซูยอนเพราะอารมณ์โมโหที่ควบคุมสติ



“แก!..หึ...ปากดีจริงนะไปเป็นหนุ่มฝรั่งรับเอาวัฒนธรรมแย่ๆมาใช้จนลืมว่าตัวเองเป็นคนเกาหลีแท้ๆถึงได้ปากกล้าแบบนี้ พ่อแกไม่สอนเรื่องวัฒนธรรมของเกาหลีหรือไงว่าเวลาผู้ใหญ่พูดจะมาเถียงฉอดๆไม่ได้” ซูยอนเกรี้ยวกราดก่อนจะแปลเปลี่ยนเป็นคำพูดกระแหนะกระแหน


“ผมไม่เคยลืมว่าผมเป็นคนเกาหลีอยู่ที่ เมกาผมเรียนโรงเรียนที่มีระบบแบบแผนสอนอย่างคนเกาหลี หัดเรียนพูดภาษาเกาหลีมาตลอดเพื่อนที่ผมคบก็ยังเป็นคนเกาหลีผมไม่เคยลืมว่าตัวเองเป็นใครไม่อย่างนั้นผมคงไม่กลับเกาหลีมาบ่อยๆหรอกครับ แต่ผู้ใหญ่บางคนกลับใช้สถานะของความเป็นผู้ใหญ่ข่มขู่ ว่าร้ายกับเด็กแล้วอ้างว่าตนเป็นผู้ใหญ่กว่า คุณแม่ว่ามันเหมาะสมหรือครับ” ฮยอกแจพูดรัว เรียวอุคต้องรีบสะกิดให้ร่างบางรู้สึกตัว



“แตะต้องตัวพ่อแกหน่อยไมได้เชียวนะถึงกลับโกรธตาลุกเป็นไฟไม่เห็นหัวเห็นหลักฉันที่เป็นแม่แก” ซูยอนข่มอารมณ์จีบปากจีบคอพูด



“ก็ลองมีใครมานั่งด่าพ่อของคุณแม่ให้คุณแม่ฟังดูบ้างสิครับ คุณแม่จะยังชอบใจได้หรือเปล่า” ฮยอกแจโต้เถียงไม่ลดละ ยุนอาถึงกลับต้องเรียกร่างบางไว้เตือนสติอีกคน



“ฮยอกแจ” กดเสียงให้เบามาทางฝั่งตรงข้าม ส่ายหน้าบอกฮยอกแจว่าอย่าเถียงท่าน



ซูยอนที่นั่งหน้าตึงเถียงไม่ออกกับคำถามของลูกชาย ฉับพลันใบหน้าเปลี่ยนเป็นคุยเรื่องอื่น “เอาเถอะเรามาจบเรื่องพ่อของแกแล้วมาคุยเรื่องข่าวนี้ ไปทำอีท่าไหนรู้มั้ยว่ามันส่งผลเสียต่อตระกูลมากแค่ไหน”



และเมื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนาที่เชิงไปในทางสอบสวนก็ไม่ได้ช่วยทำให้ฮยอกแจผ่อนคลายลงได้เลย ตรงกันข้ามหัวข้อเรื่องต่อไปกลับทำให้หนักใจขึ้นกว่าเดิม



“ผมขอโทษครับที่ทำให้วงศ์ตระกูลผู้ดีเก่าแก่ของคุณแม่เสียหาย แต่เรื่องนี้มีการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น ทุกอย่างมันไม่ได้เป็นอย่างในรูป” ร่างบางว่าอย่างคลายความกลัวไปหมดตั้งแต่ปะทะฝีปากกับซูยอนเรื่องพ่อ



“ยังไงเข้าใจผิดยังไง พูดมาสิ” หญิงแก่ทำตาหริบหรี่สงสัย ฮยอกแจชั่งใจครู่หนึ่งแล้วตอบ



“เอาเป็นว่าผมจะบอกแค่ ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นตระกูลอีส่วนความเข้าใจผิดอย่างอื่นผมจะบอกคุณแม่อีกทีเมื่อสรุปหาข้อยืนยันได้” ฮยอกแจนึกคิดในใจว่าพูดไปก็ยังไม่มีอะไรจะอธิบายออกไปได้ กะจะหาทางเจอกับทงเฮให้ได้แล้วเจรจากันเป็นเรื่องเป็นราวเสียก่อนแล้วจะเรียนให้ซูยอนทราบอีกที



“อย่ามาเล่นลูกไม้กับฉันนะฮยอกแจ วันพรุ่งนี้พวกสื่อก็ต้องประโคมข่าวจนสนุกปากกันใหญ่ ฉันต้องรู้เหตุผลที่แท้จริงเพื่อแก้ตัวให้แก พวกนั้นนะมันจ้องจะเล่นงานฉันตลอดเวลานี้ไม่รู้จะมาไม้ไหนกับฉันหรือเปล่า” ซูยอนพูดถึงอีกตระกูลหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “แกมันก็ใจแตกเสียตัวอย่างที่ฉันคิดจริงๆด้วย”



ฮยอกแจตาพึงที่โดนว่าแต่ก็ไม่คิดจะแย้ง พูดอะไรไปตอนนี้ก็คงจะโดนหาว่าแก้ตัวแถมเรื่องทียังไม่กระจ่างพูดไปก็เสียหายไปเปล่าๆ



“ผมจะบอกเรื่องทุกอย่างอย่างกระจ่างใจให้คุณแม่ทราบพรุ่งนี้ วันนี้ผมไม่มีข้อสรุปใดๆให้ทั้งสิ้น” ฮยอกแจพูดเสียงแข็ง



“เอางั้นก็ได้ได้..พรุ่งนี้ฉันจะรอฟัง”



“ครับ ถ้าหมดเรื่องจะสอบสวนผมขอตัวกลับก่อนครับ” ร่างบางลุกขึ้นโค้งลาพร้อมกับเรียวอุคก่อนจะเจอเสียงเรียกห้ามก่อน



“เดี๋ยว...แกไม่ต้องกลับไปไหนอยู่ที่นี้กับฉัน”



“ทำไมต้องอยู่ครับ ผมมีคอนโดของผมอยู่แล้ว”ฮยอกแจหันบอกทันควัน


“เพราะแกสร้างเรื่องให้กับตระกูลเราเสียหาย แกต้องอยู่ในความดูแลของฉันเพราะหลังจากนี้ต่อไปแกจะต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลคิมของฉันไม่ใช่ของพ่อแกอีกต่อไป” ยุนอา ฮีชอลเบิกตากันเล็กน้อยทันทีที่ซูยอนพูดจบ



“ผมจะเปลี่ยนมาใช้แต่ว่าจะไม่ขออยู่กับคุณแม่ ผมโตบรรลุนิติภาวะแล้วผมดูแลตัวเองได้ ”



“ไม่ได้ นักข่าวคอยสอดส่องหาประเด็นเล่นข่าวกันแน่ ที่นี้ปลอดภัยกว่าที่อื่นๆ” ฮยอกแจที่เริ่มเห็นด้วยกับข้อนี้นิ่งเงียบเหมือนว่าตอบรับ ซูยอนพูดต่อ “และที่สำคัญถ้าแกจะเข้ามาเป็น คิมฮยอกแจ แกจะต้องเรียนรู้มารยาททางสังคมของเกาหลีอย่างเคร่งครัดไม่ใช่ทำตัวเป็นเด็กก้าวร้าว”



ร่างบางกำมือแน่นขบฟันด้วยมิอาจปฏิเสธได้ถึงจะต้องโดนเหน็บแหนมว่ากล่าวสารพัดแต่ถ้ามันเป็นที่กำบังพวกนักข่าวก็ยังถือว่ายังดี



“เข้าใจแล้วครับ แต่ขอตัวไปส่งเรียวอุคแล้วก็จะไปเอาข้าวของมาก่อน ลาละครับ สวัสดีครับ” ฮยอกแจลาซูยอนอย่างเร่งรีบเสียมารยาทออกแรงดึงตัวเพื่อนรักให้เดินตามมา เรียวอุคเลยได้แต่โค้งสวัสดีตามหลังไป



“พรุ่งนี้ไอ้พวกตระกูลอีจะต้องบุกมาบ้านเราแน่ เตรียมตัวให้พร้อมนะยุนอา” หญิงแก่บอกเสียงเย็นกับยุนอาในขณะที่ตามองตามหลังร่างบางของลูกชายจนหายลับตาไป หญิงแก่ยิ้มอย่างคนมีแผนในใจ



: : : : Love Sham : : :




����������� ฮยอกแจกลับมาคอนโดเพื่อมาเก็บข้าวของอีกครั้งกับเรียวอุคอย่างหน้าตาซังกะเบือ ใช่เขาไม่อยากอยู่บ้านหลังนั้น อยู่ในกรอบที่มีแม่เป็นคนคอยควบคุมทุกอย่าง ชีวิตแบบอิสระของตนจะต้องหายลงพริบตาแต่ในเมื่อไม่มีทางเลือก เรื่องที่ก่อก็ยังไม่คลี่คลายจึงไม่อยากพยายามสร้างปัญหาให้มันเหนื่อยหัวใจเพิ่มอีกกระทง



����������� “เออนี่แกที่บอกว่าจะติดต่อกับคุณทงเฮนะ จะติดต่อไงเหรอ”เรียวอุคถามไปเก็บของไป



����������� “ฉันก็ยังไม่รู้ แต่ยังไงก็ต้องหาตัวเคลียร์ให้ได้พรุ่งนี้ฉันอาจจะไปที่บริษัทตานั่นแล้วขอเข้าพบ”



“โห้..พูดเหมือนจะง่าย ไม่กลัวโดนพวกตระกูลอีไล่ตะเพิดออกมาเหรอไง”



“ฉันมีแผนนะ แล้วถ้าคุณทงเฮเจอฉันก็จะต้องให้ฉันเข้าพบ” ตอบสีหน้ามั่นใจเต็มร้อย



“แหมๆๆๆ...เอาเค้าไปนอนกกคืนเดียวมั่นใจขนาดนี้เชียวเหรอ” เรียวอุคแซวเพื่อนก่อนจะได้รับฝ่ามืออรหันต์กลับคืนมา



“ไอ้อุค ไอ้บ้า ฉันหมายถึงเขาก็ต้องอยากเคลียร์ปัญหานี้กับฉันอยู่แล้วถึงให้เข้าพบ”



“ฮ่าฮ่า แซวเล่นนะ เออ..แกนะเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าตอนอยู่บ้านแกสองคนที่นั่งฝั่งนั้นเป็นใครกัน ยุนอาฉันก็ยังไม่รู้จักกันดีเลย” เรียวอุคหัวเราะสรวลแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยฮยอกแจจึงเปิดปากเล่า



คนแรกของตัวโซฟาคือ ยุนอาที่นั่งก้มหน้าสงบเสงี่ยมตามปกติที่เธอเป็นหญิงสาวเป็นเด็กที่ซูยอนเก็บมารับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมอย่างไม่เป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่เริ่มจำความได้ ยุนอาทำทุกอย่างตามคำสั่งบัญชาการของซูยอนทั้งหมดเพราะหญิงสาวซาบซึ้งในพระคุณของท่านที่เมตตาเก็บเธอมาเลี้ยงส่งเสียเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ หญิงสาวไม่มีทั้งพ่อและแม่ เมื่อได้รับความรักจากซูยอน เธอก็เถิดทูนบูชาซูยอนอยู่เหนือสิ่งใดๆ และด้วยความรักและไว้ใจซูยอนจึงมอบให้ยุนอาดูแลบริษัทช่วยตน ควบคุมดูแลในตัวบ้านรวมถึงเรื่องต่างๆ ไปด้วยและยุนอาเองก็ทำหน้าที่นั้นได้ดีไม่ขาดตกบกพร่อง



ถัดจากยุนอาเป็นชายหน้าสวยราวกับผู้หญิง คิม ฮีชอลสายตาของเขาจดจ้องที่ฮยอกแจอย่างไม่ปิดบังตั้งแต่ร่างบางเดินเข้ามาจวบจนนั่งลงฮีชอลเป็นญาติผู้พี่ของตนที่เกิดจากน้องสาวของซูยอน เมื่อนางเสียชีวิตพร้อมกับสามีจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซูยอนก็รับฮีชอลมาเลี้ยงดูแทนจากน้องสาวที่ฝากฝังลูกชายเอาไว้ก่อนจะสิ้นลมหายใจ ฮีชอลเป็นคนอารมณ์ร้อนและโมโหร้ายไม่ค่อยอยู่ในโอวาทใครง่ายๆนอกจากซูยอน เป็นคนหงุดหงิดขี้รำคาญง่ายจนไม่สามารถทำงานในบริษัทที่ต้องผูกมิตรกับคนผู้คน


ที่ฮยอกแจรู้หมดไม่ใช่เพราะอยู่ทันเหตุการณ์แต่เป็นการรับฟังตามคำบอกเล่าของพ่อที่หย่ากับแม่ตั้งแต่ตนยังแบเบาะ แล้วหอบฮยอกแจไปอยู่อเมริกาทำให้ฮยอกแจจำอะไรไม่ได้ ส่วนหนึ่งได้จากที่ตามดูรูป ประวัติและข่าวสารครอบครัวตนมาตลอด



“นอกจากยุนอาแล้วคนในครอบครัวแกนี่ดูน่ากลัวมากโดยเฉพาะ พี่ฮีชอลนะจ้องแกไม่ว่างตาเลย”เรียวอุคที่เดินเข้ามาพร้อมขวดไวน์ในตู้เย็นวิจารณ์



“พี่ฮีชอลเขาก็เป็นคนแบบนั้นแหละ นี่!แล้วจะมากินไวน์อะไรตอนนี้ห๊ะเดี๋ยวก็เมาก่อนหรอก ไวน์ตัวนี้แรงมากจะบอกให้ อย่าลืมว่าแกต้องไปนั่งคุยเป็นเพื่อนฉันอยู่ที่บ้านตอนส่งฉันกลับด้วยนะ” ฮยอกแจชี้หน้าสั่ง



“รู้แล้วเจ้าคะคุณนาย วันนี้อิฉันก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กรับใช้คุณนายหรอกฮะ...แต่ไวน์นี้นะจะขอเอาไปให้เด็กที่ร้านมันกินตอบแทนน้ำใจที่มันเฝ้าร้านให้ตลอดทั้งวัน แกยกให้ฉันแล้วนะเว้ย”



“เออ!ยกให้ แกก็นะเปิดร้านรวยขนาดนี้ทำไมไม่จ้างผู้จัดการร้านมาดูแลวะ ทำงานคนเดียวก็เหนื่อยแน่ดิ” เมื่อเก็บของเสร็จร่างบางล้มตัวนอนกับเตียงนั่งคุยกันสักครู่



“ไม่ได้หรอกคนเราทำธุรกิจจะให้คนอื่นมาดูแลได้ยังไง เกิดเงินรั่วขึ้นมาก็ซวยสิ” เรียวอุคว่าแล้วล้มตัวนอนข้างๆเพื่อน ฮยอกแจนิ่งก่อนจะพูดขึ้น



“นั่นสิเนอะ มิน่าละพวกนักธุรกิจถึงไม่ค่อยมีเวลาให้กับคนในครอบครัว ” ฮยอกแจนอนก่ายหน้าผากคิดไปถึงแม่ของตัวเอง เรียวอุคจึงจับมือฮยอกแจบีบแรงๆว่าเขาอยู่ตรงนี้ทั้งคนอย่าเสียใจไปเลย ร่างบางบีบมือเพื่อนรักตอบกลับอย่างเข้าใจสิ่งที่เรียวอุคถ่ายทอดมา ทั้งคู่นอนมองตากันอยางซาบซึ้งก่อนที่เรียวอุคจะเห็นอะไรบางอย่าง


� ������������

“เอ๊ะแก! เดี๋ยวนะ” ร่างเล็กเดินไปตรงขอบเตียงที่เป็นทรงไม้แท่งคล้ายจะงอยของเตียงที่ออกแบบเหมือนเป็นลูกเล่น มือเล็กจับเข้าที่เศษผ้าที่ติดพันก่อนจะหยิบขึ้นมาให้ฮยอกแจดู ในขณะที่ก้มตัวหยิบตากลมขี้เล่นเห็นปากกาชิ้นหนึ่งตกใต้เตียง


“นี่มันอะไรนะแล้วปากกาสีทองนี้ของใคร ของแกเหรอ” เรียวอุคยื่นให้เพื่อนดูเศษผ้าที่ฉีกขาดไม่เป็นทรง เนื้อผ้าเป็นผ้าซิ่นแบบางลายขวางแล้วยื่นปากกาสีทองทรงสวยดูหรูหราให้ดูอีกอัน



ฮยอกแจรับขึ้นมาสำรวจก่อนจะตอบ “ปากกานี่ไม่ใช่ของฉันนะ ส่วนเศษผ้านี่ก็ไม่ใช่ของฉัน ฉันไม่มีเสื้อผ้าทรงนี้”



“ของยุนอาเปล่า” เรียวอุคนั่งถาม



“แต่ห้องนี้ยุนอาแทบไม่ได้ย่างกรายเข้ามา ตอนพาฉันมาอยู่ก็เป็นครั้งที่สองที่มารอบแรกก็จากที่แม่ซื้อให้ยุนอา แต่ก็ไม่แน่หรอกอาจจะเป็นของยุนอาได้”



“แล้วเศษผ้าละใช่ด้วยมั้ย” ฮยอกแจคิดสักพักโดยมีเรียวอุคนั่งมอง



“ฉันคิดว่าไม่น่าจะใช่ของยุนอา เศษผ้าซิ่นแบบนี้ยุนอาไม่มีใส่หรอก ผ้าแบบนี้มีแต่คนแก่เท่านั้นที่จะใช้ แกถามทำไมอ่ะมันจะเป็นของใครตกก็ช่างมันเถอะ ฉันอยากนอนคิดไรสักพักก่อนจะไปเข้าคุก”



“งั้นเหรอ...ฮยอกแจแกว่าของพวกนี้มันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของแกเปล่าวะ” ร่างเล็กถามออกไปอย่างเคลือบแคลงถึงแม้เพื่อนรักจะทำท่าไม่สนใจ ฮยอกแจส่งสายตาไม่เข้าใจไปให้



“ตามที่ฉันคิดนะ แกบอกว่าแกกับคุณทงเฮยังไม่ได้มีอะไรกันแต่อาจจะแค่เมาแล้วนอนกอดกัน แต่รูปดันหลุดก็อย่างที่ฉันว่ารูปมันชัดมากไม่น่าจะเป็นกล้องวงจรปิดและนี่มันก็คอนโดส่วนตัวด้วย ถ้าตามที่ฉันเข้าใจว่ามีคนถ่าย...ของพวกนี้มันจะเกี่ยวข้องมั้ยอ่ะ” เมื่อพูดจบฮยอกแจจึงนั่งลุกขึ้นมานั่งจากที่ตอนแรกทำท่าว่าจะนอน

“นั่นสิของพวกนี้จะมาตกหล่นตอนไหน คอนโดนี้นะนอกจากฉันกับยุนอาที่เข้ามาแล้วก็ไม่มีใครได้เข้ามาอีกเพราะแม่เพิ่งซื้อให้ยุนอาก่อนฉันมาไม่กี่วัน ยุนอาก็บอกว่ายังไม่ได้ให้คนเข้ามาทำความสะอาดตั้งแต่ซื้อด้วย”



“ของคุณทงเฮเปล่า” เรียวอุคตาโตเริ่มรู้สึกว่าเรื่องมันชักแปลกๆ



“ปากกานี้นะไม่แน่ แต่ไอ้เศษผ้านี้นะสิที่สงสัย ผ้าซิ่นลายขวางเกรดไม่ดีแบบนี้ คนระดับอย่างเขาไม่น่าจะใช้อยู่ดี ลายก็แก่ขนาดนี้



“ฮยอกแจฉันว่าแกต้องไปคุยกับคุณทงเฮเขาเดี๋ยวนี้แล้วละไม่ต้องรอพรุ่งนี้แล้ว ลำพังแค่แกบอกว่าเมาแล้วนอนเปลือยกันฉันก็ว่าแปลกละนี่ตื่นมายังจำอะไรไม่ได้ ฉันรู้สึกแปลกๆตาขวาขยิบตลอดตั้งแต่รู้เรื่องแกเลย ”



“ฉันก็ว่างั้นวะ งั้นไปหาตานั่นที่บริษัทกัน ป่ะ” ฮยอกแจจับมือเรียวอุค



“เห้ยๆๆๆ แล้วทำไมต้องลากฉันไปด้วยวะ” เรียวอุคหน้าตื่น



“ก็ไปเป็นเพื่อนฉันไง มาเดี๋ยวนี้” ฮยอกแจออกแรงลากเพื่อน



“แต่นั่นมันบริษัทตระกูลอีนะเว้ย ฉันกลัว...ไม่อาวววว...ไม่ปายยยยยย” สุดท้ายเรียวอุคก็ต้านแรงดึงไม่ไหว หือๆๆชีวิตเรียวอุคต้องมาเหนื่อยตามรับใช้ไอ้เพื่อนตัวดีตลอดทั้งวันเลย ไอ้เพื่อนบ้า ไอ้เพื่อนไม่มีเมตตาแก้คนตัวเล็กตาดำๆอย่างฉัน นี่ฉันเป็นเพื่อนแกนะโว้ยยยยยยยยยยย















..................................................................................................................................................................


มาต่อแล้วนะคะ ฝ้ายรีบตื่นมาปั่นตั้งแต่ตอนเช้าตรู่จนเพิ่งเสร็จแล้วอัพ ถ้ามีตรงไหนคำผิดบอกด้วยแล้วกันนะคะ

แอบกลับว่าจะเรียงเรียงบรรยายแล้วรีดเดอร์อ่านไม่เข้าใจ แบบว่าเร่งปั่นมากจริงๆ ทั้งงานที่เยอะอ่านหนังสือสอบด้วย

ปล. เรื่องนี้มันอาจจะมีความลับก็ได้ อิอิ #กี่เพ้านี้มีความลับใช่มั้ย #ไม่ใช่แหละคนละเรื่อง

30 ความคิดเห็น

  1. #30 aoyaanya (@aoya-anya) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2556 / 15:46
    ใครเป็นคนถ่ายรูปฮยอกกะเฮกัน
    #30
    0
  2. #28 aieye (@aieyeaye) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2556 / 09:33
    ยุนอาถ่ายปะ น่าสงสัยมาก โอ้ย เครียดแทนอะ 555555
    #28
    0
  3. #25 MikellOhyoyo (@mikeleunhae) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 / 01:18
    สงสารมิน
    #25
    0
  4. #22 *Until (@narm-nus) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 / 00:44
    ยุนอาป่ะ?
    เพราะยุนน่าจะมีกุญแจอยู่
    ไม่รู้อ่ะ ติดตามๆ555
    #22
    0
  5. #21 nowlove (@nowlove) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 / 00:24


    คนที่น่าสงสัยที่สุดน่าจะเป็นยุนอาใช่ป่ะ

    เพราะคนที่รู้เรื่องคอนโดมีแค่ฮยอกแจกะยุนอาอะ

    จะผิดอะไรไหมถ้าเราจะพุ้งประเดนไปที่เธอ

    55555555555555555555

    ว่าแต่ทงเฮมีคู่หมั่นแล้วแถมยังรักกันมากด้วย
    บายเลยคะงานนี้ = =




    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2556 / 00:31
    #21
    0
  6. #20 blink (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 / 13:38
    ยุนอาเป็นคนถ่ายรูปปะ
    #20
    0
  7. #19 peekpeek24 (@peeknim) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 / 12:02
    ใครเป็นคนถ่ายภาพอ่ะ อยากรู้
    คยูน่าสงสารอ่ะ พ่อรักลูกไม่เท่ากัน
    คยูต้อ
    งแอบรักมินอยู่แน่ ๆ เลย
    #19
    0
  8. #18 nowlove (@nowlove) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 / 01:44

    สงสัยว่าใครถ่ายรูปฮยอกกะเฮ???
    #18
    0
  9. #14 *Until (@narm-nus) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 / 12:22
    ยังไงๆ
    อาจจะทำให้เลิกทะเลาะกันได้นะ
    ว่าแต่ ใครถ่าย??
    #14
    0
  10. #12 peekpeek24 (@peeknim) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 / 10:27
    อ้าวฮยอกรุนแรงขนาดนั้นไม่เจ็บบั้นท้ายเหรอ
    หรือว่าฮยอกจะเข้าใจผิด งานเข้าเต็ม ๆ เลย
    #12
    0
  11. #11 pinoczkio (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 / 08:21
    ลุ้นๆๆๆๆ

    โดนที่บ้านเฉ่งแน่! lol
    #11
    0