ทฤษฎีรหัสเลือด (สนพ.เฟยฮุ่ย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 202 Views

  • 1 Comments

  • 13 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    202

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 62

อาชวินที่ผละออกจากวงสนทนามาก่อน เดินกลับเข้าไปยังตัวอาคารเพื่อช่วยทีมค้นหาหลักฐานในคดีเพิ่มเติม

ในที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ทั้งกระเป๋าสตางค์และของมีค่าก็ยังอยู่ครบถ้วน เครื่องมือเครื่องใช้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย ผู้ตายเสียชีวิตโดยขาดอากาศหายใจจากการถูกรัดคอ แล้วศพก็ถูกเอาไปแขวนไว้บนขื่อ เงื่อนที่ใช้ก็ผูกเหมือนตั้งใจฆ่าตัวตายได้อย่างแนบเนียน ถ้าไม่มีเรื่องตัวเลขนั่นก็อาจจะสรุปได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตายไปแล้ว พอพูดถึงตัวเลข...ในคดีนี้เป็นเลขห้าที่ไม่ได้ถูกเขียนด้วยเลือดแต่ใช้สารอื่นที่เป็นของเหลวสีแดงแทน ทำไมกันล่ะ...เพราะคดีนี้ตายแบบไม่มีเลือดงั้นหรือ ในเมื่อคดีที่หนึ่งผู้ตายก็ไม่ได้หลั่งเลือดเช่นกัน แต่คนร้ายก็ยังกรีดปลายนิ้วเธอแล้วใช้เขียนตัวเลขอยู่เลย แล้วทำไมคดีนี้...มันถึงได้ต่างออกไป

...แต่เดี๋ยวก่อน รอยกดรัดรอบคอของศพ...ดูแปลกเกินไปไหมนะ

จู่ๆ ภาพผู้เสียชีวิตที่ตนเห็นแค่เพียงครู่ ก็ผุดขึ้นมาในความคิด บางสิ่งบางอย่างที่ดูสะดุดตามากเกินไป แม้จะพยายามนึกก็นึกไม่ออกว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะเขามาไม่ทันได้ตรวจสอบให้ละเอียด ศพก็ถูกนำไปสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เสียก่อนแล้ว

“ได้อะไรมาบ้างล่ะครับคุณตำรวจ” โกศลเอ่ยถามหลังจากที่อาชวินลอดตัวออกมาจากห้องที่มีเทปสีเหลืองกั้นประตู

อาชวินแสร้งถอนหายใจแรง บ่งบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนไม่พอใจ

“นี่ไม่ใช่กงการอะไรของคุณนะ ถึงแม้จะอ้างว่าเป็นเพื่อนผู้ตายก็เถอะแต่ตอนนี้ผมกำลังทำงานอยู่ กรุณาอย่ารบกวนเวลางานของผม” นายตำรวจทำท่าหัวเสีย ทำไมเหยื่อรายนี้ถึงได้มีญาติโผล่มาจากไหนไม่รู้เยอะแยะเสียเหลือเกิน ตอนเช้าก็เป็นอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนกันมา ตอนนี้ก็มาเป็นเพื่อนร่วมสายอาชีพอีก มาเยอะไม่ว่า ยังจะมาวุ่นวายรบกวนสมาธิของเขาอีก นี่มันวันอะไรกันเนี่ย...

โกศลเห็นท่าทีอย่างนั้นก็ยกมือสองข้างขึ้นทำตัวว่าง่ายเพราะไม่อยากมีปัญหา

“โอเคครับคุณตำรวจ ผมขอโทษ จะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”

“นั่น...นิ้วไปโดนอะไรมาหรือครับ” อาชวินทักเมื่อสังเกตเห็นนิ้วชี้ขวาของอีกฝ่ายมีผ้าพันแผลพันรอบ

“โดนกรรไกรตัดหญ้างับมาน่ะครับ...” โกศลตอบแทบจะในทันที เร็วเหมือนไม่อยากให้นายตำรวจตรงหน้ารู้สึกถึงบางสิ่งที่เขาพยายามปกปิด “...งั้นขอตัวก่อนนะครับ” เขาโค้งให้อาชวินเล็กน้อยก่อนออกเดิน

ตำรวจหนุ่มมองตามหลังชายที่อ้างตัวว่าเป็นเพื่อนร่วมงานของผู้ตาย ก่อนจะนึกคำถามขึ้นมาได้ “แล้วอาจารย์อีกคนล่ะครับ”

คนถูกถามหยุดเดินแล้วหันกลับมา “มีคนมารับไปแล้วครับ แล้วก็เห็นว่าพาคนที่ชื่อประณพมาส่งด้วย” เขาตอบตามตรง

“ประณพ? แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน” อาชวินถามเสียงสูง คาดไม่ถึงว่านักสืบที่เสนอตัวทำคดีนี้จะมาถึงที่เกิดเหตุ

โกศลเงียบไปครู่ ก่อนตอบ “น่าจะคุยอยู่กับท่านผู้กำกับการคุณากร ที่ชั้นสองล่ะมั้งครับ”

สายตาว่างเปล่าส่งมาตรงๆ เขาไม่อยากแสดงความรู้สึกผ่านทางสายตามากนัก

อาชวินสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลที่แฝงในคำพูดทุกคำที่หลุดจากปากของชายคนนี้ เขารู้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในที่นี้คือใคร ชื่ออะไร แถมยังจำชื่อนักสืบประณพได้ ทั้งที่เขาไม่น่าจะเคยพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์อะไรกัน จะบอกว่าได้ยินคนอื่นเรียก มันก็ผิดปกติเกินไป ที่จะจำชื่อคนแปลกหน้าได้ขึ้นใจ อีกทั้งสายตาที่มองมานั้นไม่น่าไว้ใจอย่างที่สุด อาจจะฟังดูไร้เหตุผลไปบ้างแต่ด้วยสัญชาตญาณแล้ว บอกว่าคนคนนี้ต้องมีอะไรปิดบังอยู่อย่างแน่นอน

 

ในรถซีดานหรูสีเงินที่มีคนขับเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบ ใส่เสื้อเชิ้ตสีอ่อน ใบหน้าเรียวยาวผิวขาวเหมือนหนุ่มเอเชียตะวันออก เขาไม่ได้เป็นเพียงคนขับรถที่จ้างมาแต่มีฐานะทางสังคมที่เชิดหน้าชูตาได้อย่างไม่อาย รถหรูวิ่งออกห่างจากสถาบันวิจัยมาได้หลายกิโลเมตรแล้ว แต่สองข้างทางก็ยังมีแต่กลิ่นอายของความเป็นชนบท ทั้งทุ่งนา ภูเขา และเสาไฟฟ้าแรงสูง 

“นิ้วไปโดนอะไรมา” ชัยฤทธิ์ถามหลังจากสังเกตเห็นนิ้วชี้ข้างซ้ายของคนขับรถพันผ้าพันแผลเอาไว้

ชายหนุ่มเหลือบมองนิ้วของตนครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงเบา

“อ่อ คัตเตอร์บาดน่ะครับ” พลันหลบสายตาคนข้างหลังที่กำลังมองมาที่ตัวเขาผ่านทางกระจกมองหลัง

“คนที่ชื่อประณพนั่นเป็นนักวิจัยด้วยงั้นหรือ” ชัยฤทธิ์ถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เปล่าครับ เห็นเขาว่านัดเจอกับอาจารย์ที่ทำงานที่นั่น” ถึงจะยังงงกับคำถามของคนสูงวัยกว่า แต่ชายหนุ่มก็ตอบไปตามตรง

“แล้วไปเจอกันได้ยังไง”

“ระหว่างทางที่มานี่แหละครับ เขาบอกว่ารถน้ำมันหมดแล้วก็ขอให้มาส่งที่สถาบันวิจัย”

“เขาบอกเลยงั้นหรือว่าจะมาที่สถาบันวิจัย” ชายชรายังคงยิงคำถามออกมาอย่างต่อเนื่อง

“ครับ พอรู้อย่างนั้นผมก็เลยให้เขาขึ้นมาน่ะครับ...” ภูชิตชำเลืองมองคนข้างหลังผ่านกระจกมองหลัง เขารู้สึกเหมือนมีอะไรผิดปกติ “...อาจารย์มีอะไรหรือเปล่าครับ”

ชัยฤทธิ์ไม่ได้ตอบเพียงแค่ยกมือขึ้นมาเท่านั้น ภูชิตรับรู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ต้องการที่จะพูดคุยต่อ แล้วหันหน้ากลับไปมองเส้นทางถนนเหมือนเดิม

“กลับกรุงเทพเลยนะ” คนที่เงียบไปก่อนกลับพูดขึ้นมาอีกครั้ง

ภูชิตนึกสงสัย...อันที่จริงช่วงนี้ท่านประธานของบริษัททำอุปกรณ์ขุดถ่านหินและน้ำมันมีแต่เรื่องยุ่งตลอดตั้งแต่กลางเดือนที่แล้วจนถึงปลายเดือนหน้า เนื่องจากมีออเดอร์เข้ามาเยอะทำให้เจ้าหน้าที่ทุกตำแหน่งงานต้องใช้เวลาทำงานมากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้บริษัทดูจะเจ๊งแหล่ไม่เจ๊งแหล่ จนกระทั่งชัยฤทธิ์คิดค้นอุปกรณ์ตัวใหม่ออกมาเป็นผลให้มีผู้คนสนใจในสินค้าตัวนี้จำนวนมากแล้วช่วยให้บริษัทลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

ทั้งที่เป็นช่วงยุ่งมากแท้ๆ แต่เมื่อคืนนี้ จู่ๆ ชัยฤทธิ์ก็สั่งในเลขาส่วนตัวซื้อตั๋วเครื่องบินไปจังหวัดนครราชสีมาอย่างกะทันหัน โดยไม่มีใครรู้ว่าธุระเร่งด่วนของเขาคือเรื่องอะไร แล้วเมื่อเช้านี้เขาก็โทรสั่งให้ภูชิตลูกศิษย์คนโปรดให้ออกมารับที่สถาบันวิจัย และขอให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

“ครับ? แล้วธุระของอาจารย์ล่ะครับ”

“ไม่ต้องแล้วล่ะ”

 

แต็ก แต็ก แต็ก

เสียงนิ้วกระทบบนแป้นพิมพ์เคลื่อนที่เร็วอย่างผู้ชำนาญ ธิติมานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์กำลังช่วยบ.ก.หนุ่มอ่านทวนเนื้อความข่าวที่จะถูกตีพิมพ์

ระยะเวลาที่เธอได้รับมอบหมายจากอาชวินให้มาช่วยจับตามองกรวิวัฒน์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ดูมีอะไรผิดสังเกตหรือผิดจากกิจวัตรที่บ.ก.หนุ่มทำปกติ

...หรือว่าเธอยังทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีพอกันแน่

“นี่แกดูยัยสาธนีสิ น่าหมั่นไส้ซะจริงจริ๊ง ใส่เพชรทั้งตัวแบบนี้กลัวคนเขาไม่รู้กันรึไงว่าเป็นเมียน้อยเสี่ยน่ะ” มือใหญ่วางรีโมทกระแทกลงบนโต๊ะกระจก หลังจากถูกใช้เปิดโทรทัศน์ที่กำลังออกอากาศข่าวบันเทิง

เสียงเล็กแหลมของเจ๊ลำไย กระเทยสาวร่างถึก ดังขึ้นกระแทกเข้าโสตประสาทของหญิงสาวตัวเล็กที่นั่งทำงานให้เจ้านาย

“ก็งานนี้น่ะมีแต่พวกไฮโซน่ะสิเจ๊...นางคางคกขึ้นวอก็เลยลืมกำพืด เหมือนวัวลืมตีนไง ทั้งที่เป็นนางเอกดาวยั่วมาก่อนแท้ๆ” สำนวนไทยชุดใหญ่หลุดออกจากปากข้าวตู ลูกคู่ของเจ๊ลำไย ที่เป็นนักข่าวบันเทิงด้วยกัน

“นั่นสิ ฉันล่ะไม่อยากจะคิดเล้ย ว่าถ้านางไม่ลงทุนทำนมปลอมเนี่ย จะเอาอะไรไปทำมาหากิน”

“มีแต่นม ไม่มีสมองใช่มั้ยเจ๊”

มะม่วงชิ้นใหญ่จิ้มลงในชามน้ำปลาหวานได้ไม่นานก็ย้ายเข้าไปอยู่ในปากของเจ๊ลำไย ขณะที่โทรทัศน์ฉายบรรยากาศรอบๆ สถานที่ที่คนถูกพูดถึงไปร่วมงาน สถานที่น่าเที่ยวในจังหวัดนครราชสีมา หล่อนก็พูดขึ้นทั้งที่ยังมีมะม่วงอยู่เต็มปาก

“งานนี้จัดที่ไหนนะ ปาลิโอ้ ใช่มั้ย”

ยังไม่ทันที่ลูกคู่ของหล่อนจะตอบหรือแสดงความเห็นต่อ เสียงคุ้นหูก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ครึกครื้นกันจริงเลยนะ แมวไม่อยู่หนูร่าเริงเลยสิ” เจ้านายหน้าเกาหลีก็เดินเข้ามาพลันแซวขึ้นเสียงดัง

เจ๊ลำไยปาดคราบน้ำปลาหวานที่ติดตามขอบปากออก ก่อนฉีกยิ้มแป้นกล่าวต้อนรับ

“อ้าวบ.ก.สุดหล่อของลำไย กลับมาแล้วหรอค๊า...ไหนๆ เป็นยังไงบ้าง” ร่างถึกพาร่างอวบหนาเดินกรีดกรายเข้าไปใกล้

“บ.ก.กลับมาแล้วอย่างนี้ต้องเต้นต้อนรับ” ข้าวตูตะโกนเสียงดัง เธอพาร่างผอมแห้งกับที่คาดผมโบว์อันใหญ่วิ่งปรี่เข้ามาใกล้กรวิวัฒน์ “เอ้า โอ้ทะเลนแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส...”

ในขณะที่ข้าวตูกำลังเต้นนั้น ก็มีเสียงปรบมือของเจ๊ลำไยคอยให้จังหวะ

กรวิวัฒน์ยิ้มหวานจนตาปิด เมื่อเห็นการต้อนรับแบบนี้จนเคยชิน

“แค่กลับบ้านน่ะ ไม่ได้ไปเที่ยวไหนหรอก อ่ะนี่ของฝากจากโคราช” ข้าวตังหมูหยองห่อใหญ่ยี่ห้อดังถูกส่งมาให้เจ๊ลำไย 

ร่างถึกค่อยๆ ยกมือไหว้และถอนสายบัวอย่างอ่อนช้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลันจีบปากจีบคอเอ่ยขอบคุณ แถมด้วยขโมยหอมแก้มชายหนุ่มเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน

ธิติมาส่ายหัวเบาๆ ให้กับท่าทางแบบนั้น ถึงแม้สายตาจะมีสมาธิอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่หูเธอก็ไม่ได้หนวก แล้วเหตุการณ์แบบนี้ก็ใช่ว่าจะเคยเกิดแค่ครั้งเดียวซะเมื่อไหร่

...หรือเพราะว่าเธออยู่กับคนที่มีพฤติกรรมแปลกๆ มาโดยตลอด...จนเคยชิน ทำให้แยกแยะไม่ออกว่า อะไรคือปกติหรืออะไรคือผิดปกติ...

“มีของเข็มด้วยนะ”

ถุงพลาสติกสีขาวที่มีสกรีนชื่อยี่ห้อสีแดง ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ทำงาน ธิติมาชำเลืองมองเพียงครู่ก่อนหันไปยิ้มให้กับคนเอามาให้

“โอ๊ะ มีของหนูด้วย ขอบคุณมากค่ะพี่กาย”

กรวิวัฒน์ส่งยิ้มละลายใจตอบ “ต้องมีอยู่แล้วล่ะ สำหรับน้องรักคนนี้น่ะ”

น้องรัก เป็นคำที่ฟังดูสนิทสนมกันมาก แสดงให้เห็นว่ากรวิวัฒน์ให้ความรักและไว้วางใจในตัวธิติมามากเพียงใด ในขณะที่ตัวน้องรักคนนี้กำลังจับผิดพิรุธพี่ชายที่แสนดีงั้นหรือ

และที่สำคัญคนที่เพิ่งเอ่ยคำว่าน้องรัก แม้แววตาซื่อตรงจะบอกว่าไม่ได้มีความในแอบแฝง แต่ก็ทำเอาหัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ

“ทำไมเงียบไปล่ะ” กรวิวัฒน์เอียงคอถามพยายามทำท่าทางน่ารักเอาใจ พลันโน้มใบหน้าขาวเกินชายเข้ามาใกล้สาวผิวสีน้ำผึ้ง ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งนิ่งไม่ยอมโต้ตอบ

ธิติมาชะงักไปนิดเมื่อโดนทัก แถมด้วยการจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาในระยะประชิดทำเอาหายใจติดขัด เธอรีบถอยห่างพร้อมเอ่ยแก้ตัว “อ้อ เหม่อนิดหน่อยน่ะ ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ”

แม้จะผิวสีเข้ม แต่แก้มแดงๆ ของเธอก็บ่งบอกอะไรๆ ได้หลายอย่าง

“เหนื่อยก็พัก อย่าหักโหมนักล่ะ” ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้าง เอ่ยคำแสดงความห่วงใย

“ค่ะ” หญิงสาวตัวเล็กก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา เธอกำลังคิดไม่ซื่อกับชายหนุ่มคนนี้ สมควรแล้วหรือที่จะได้ความห่วงใยตอบ รอยยิ้มนั้นก็เป็นยิ้มที่ดูน่ารักและจริงใจ คนอย่างนี้จะไปเป็นฆาตกรต่อเนื่องใจโหดคนนั้นได้ยังไงกัน

เพราะเธอก้มหน้าลง ทำให้ดวงตาชั้นเดียวเรียวแหลมสังเกตเห็นบางอย่างอยู่ในระดับสายตา “นิ้วไปโดนอะไรมาคะ”เธอเห็นผ้าพันแผลสีขาวพันรอบนิ้วเรียว ปกติแล้วกรวิวัฒน์เป็นคนระมัดระวังมากไม่ค่อยยอมให้เกิดบาดแผลแก่ตัวเองเท่าไหร่นัก

“อ้อ นี่น่ะหรอ” กรวิวัฒน์ยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบอย่างเบามือ

“โดนค้อนตีเอาน่ะสิ พอดีตอนซ่อมเก้าอี้ให้ที่บ้านไม่ทันระวัง ทำให้เจ็บตัวกลับมาเลย”

“โห เจ็บมากเลยใช่ไหมคะ ทำไมพันไว้ซะน่ากลัวเชียว” ธิติมาทำหน้าสยองสอบถามด้วยความเป็นห่วง

“ใช่ๆ เจ็บมากเลยล่ะ” กรวิวัฒน์กลอกลูกตาไปมา ไม่ยอมสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูดแล้วผละออกจากโต๊ะทำงานของธิติมาทันที

“อ่อจริงสิ! เพิ่งนึกได้ว่ามีงานค้างอยู่ พี่ไปทำงานก่อนแล้วกันนะ”

สาวร่างเล็กผิวสีน้ำผึ้งถึงกับงงงวย เธอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่านะ

0 ความคิดเห็น