ทฤษฎีรหัสเลือด (สนพ.เฟยฮุ่ย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 205 Views

  • 1 Comments

  • 13 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3

    Overall
    205

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 62

ดาริกานั่งเท้าคางมองดูกล่องทึบแสงที่ข้างในบรรจุหินสีเทาขุ่นใบเดียวกับที่วันแรกที่มาเธอมาถึงและนภนต์กำลังคลุกคลีกับมันอยู่

เมื่อเช้าที่เธอมาถึงห้องแลปตามปกติ ก็มีโน้ตกระดาษสีเหลืองจากนภนต์ทิ้งเอาไว้ เนื้อความว่า

...วันนี้ผมจะเข้าแลปที่ตึกฟิสิกส์ มีอะไรให้โทรมา...

ห้องแลปของนภนต์ที่เอาไว้ใช้ทดลองทางด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ห้องแลปของเขาเอง ฐานทัพที่มีอะไรให้ทำตลอดเวลา สถานที่สงบจิตใจและเอาไว้ตัดขาดจากโลกภายนอก มีครั้งหนึ่งที่นภนต์ทำการทดลองติดพันนานเป็นสัปดาห์ เขาใช้ชีวิตอยู่ข้างในห้องแลปโดยที่ไม่ออกมาเลยเหมือนหมีจำศีลในฤดูหนาว จนมีคนสังเกตและรู้ว่าเขาหายตัวไป เป็นเรื่องวุ่นวายระดับมหาวิทยาลัยที่ทุกคนพากันหาตัวอาจารย์หนุ่มกันให้ควั่ก และสุดท้ายก็มาเจอในห้องแลป เขากำลังเสพติดอยู่กับการทดลองที่แสนตื่นตาตื่นใจของเขา จนลืมไปว่าตนได้ใช้ชีวิตอยู่ในห้องแลปนี้ติดต่อกันนานเป็นสัปดาห์แล้ว

ผิดกับอาจารย์อีกคนที่หายตัวไปอย่างลึกลับนานหลายสัปดาห์ แต่กลับไม่มีใครสนใจที่จะออกตามหา ทางตำรวจเองก็สืบหาตัวกันอย่างลับๆ ทำให้ไม่สามารถป่าวประกาศค้นหาตัวได้ โอกาสที่จะหาตัวพบก็ยิ่งมีน้อยลง ครั้นจะเอ่ยปากถามคนใกล้ตัวคำตอบที่ได้มาก็เหมือนกันทุกครั้ง

...ผมไม่รู้...

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ดาริกาลุกขึ้นบิดขี้เกียจ แล้วเดินไปเปิดประตูเหล็กสีขาว ทำให้เห็นชายแปลกหน้าที่เพิ่งมาถึง ร่างผอมจนแห้งสูงโย่ง ผิวคล้ำสองสี ตัดผมรองทรงสูง กำลังยืนส่งยิ้มฟันขาวมาให้ ดูจากการแต่งกายแล้วเขาก็น่าจะเป็นอาจารย์ที่ทำวิจัยในตึกนี้และเป็นไปได้ที่เขาจะเป็นเพื่อนร่วมงานของอาจารย์ขี้เต๊ะของเธอด้วย

“สวัสดีค่ะอาจารย์” เมื่อคาดเดาไว้อย่างนั้น ดาริกาจึงยกมือขึ้นไหว้ แม้จะดูแข็งทื่อและก้มหัวเพียงนิดเดียว แต่มันก็แสดงถึงความเคารพที่ทำให้ผู้ใหญ่พอใจ

“สวัสดีครับ ผมมาหาอาจารย์นภนต์...ไม่ทราบว่าอยู่หรือเปล่า” เขาพูดธุระออกมาทันทีที่รับไหว้

“ไม่ค่ะ ตอนนี้อาจารย์กลับไปที่ห้องแลปของอาจารย์เอง ไม่ได้อยู่ที่นี่ค่ะ”

ชายหนุ่มทำท่าชะเง้อมองเข้าไปในห้อง ซึ่งดาริกาก็ไม่ได้ว่าอะไร ในเมื่อเธอไม่ได้มีอะไรปิดบังเขาอยู่แล้ว

“สงสัยจะกลับไปเตรียมตัว...” ชายหนุ่มเปรยขึ้น และเป็นไปตามคาดรอยย่นระหว่างหัวคิ้วปรากฏขึ้นชัดบนใบหน้ามน “...ไปดูฝนดาวตกน่ะ ข่าวเพิ่งออกเมื่อเช้าว่าในคืนวันเสาร์ต่อเช้าวันอาทิตย์นี้ ช่วงตีหนึ่งประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรจะเห็นฝนดาวตกได้ชัดที่สุด”เขาเต็มใจที่จะบอกโดยไม่ต้องรอให้ถาม

ดาริกาพยักหน้าเข้าใจแจ่มแจ้ง ไม่น่าแปลกที่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแบบนี้จะทำให้นภนต์ตื่นเต้น

“เอาไว้เดี๋ยวผมค่อยมาใหม่แล้วกันนะครับ” เมื่อรู้ว่ามาเสียเที่ยว ชายหนุ่มเลยเอ่ยคำร่ำลาอย่างสุภาพ

“เอ่อ ไม่ทราบว่าอาจารย์ชื่ออะไรคะ ถ้าอาจารย์นภนต์กลับมาแล้วฉันจะได้บอกกับเขาถูก” ดาริกาสบตานิ่ง นึกชื่นชมท่าทางสุภาพของชายตรงหน้า เธอตั้งใจฟังและพยายามจดจำชื่อของเขา

“ผมชื่อโกศลครับ”

พูดจบชายหนุ่มก็หันหลังให้แล้วเดินออกไปพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่เขาซ่อนเอาไว้

 

แซก แซก

ใบไม้สั่นไหวเสียดสีกันจนเกิดเป็นเสียงก้อง ในคืนที่ไม่มีพระจันทร์เหมาะอย่างยิ่งกับการมาดูดาวที่พราวประกายแสงระยิบระยับท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงัด

ตึกวิจัยทางธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ที่แบ่งแยกตัวออกมาตั้งตระหง่านอยู่โดดเดี่ยวไกลจากรั้วมหาวิทยาลัย ด้านหลังเป็นป่าโปร่งติดภูเขาที่ซึ่งเหมาะแก่การสำรวจ ตรวจสอบ ค้นคว้า อันท้าทายความสามารถของเหล่านักธรณีวิทยาทั้งหลาย 

ความมืดและความเงียบ ช่างน่าวังเวง หากมีการเคลื่อนไหวใดๆ อาจจะทำให้ถูกจับตามองจากบุคคลภายนอกใต้เงามืด...จึงต้องระวัง ฆาตกรรู้ดี

แสงไฟนีออนลอดผ่านกระจกหน้าต่างออกมาเกิดเป็นเงาฉายบนพื้นดิน เพราะวัตถุของแข็งไม่โปร่งแสง ทำให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตภายในห้องสี่เหลี่ยม และสุดท้ายการเคลื่อนไหวนั้นก็สงบลง ทิ้งไว้แต่ความนิ่งเงียบ กับร่างไร้วิญญาณที่แสงไฟฉายผ่านจนเกิดเป็นเงาดำพาดผ่านตรงกลางในแนวดิ่งระหว่างขอบหน้าต่างสองด้าน

 

ถนนสายมิตรภาพ เส้นทางนำผู้คนในเมืองออกสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เวลาใกล้เที่ยงวันบนถนนที่ร้อนระอุ แสงแดดแรงแยงตาจนคนขับรถต้องหยิบแว่นตาดำขึ้นมาใส่แทนแว่นเลนส์ใสที่ใส่ตามปกติ นภนต์บนรถหรูสีดำคู่ใจกำลังบังคับพาหนะให้เคลื่อนที่ไป โดยที่ข้างกายมีผู้โดยสารอีกหนึ่งที่ขอติดสอยห้อยตามมาด้วย

วันนี้เมื่อเก้าโมงเช้า มีหญิงสาวคุ้นหน้าคุ้นตาแบกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ยืนรออยู่หน้ารถคันงามที่จอดอยู่หน้าตึกแลปฟิสิกส์ ทั้งยังพูดเองเออเองสรุปเองทุกอย่างเพื่อจะขอตามไปทำธุระด้วย...หญิงสาวที่ถูกรุ่นพี่ผลักภาระมาให้ช่วยดูแลรับผิดชอบเรื่องเรียนต่อและศึกษางานวิจัย ทั้งตอนนี้เธอก็เป็นผู้ช่วยเขา ทำให้ปฏิเสธไม่ลง

“มีอะไรจะพูดหรือเปล่า” เสียงทุ้มถามคนข้างกาย เมื่อเห็นว่าเธอทำท่าอ้ำอึ้งเหมือนต้องการจะพูดอะไรบาง แต่ก็เกิดเปลี่ยนใจเอนหลังพิงพนักทอดสายตาออกไปมองทิวทัศน์เหมือนเดิม

ใบหน้ามนหันขวับใช้ดวงตากลมมองอย่างสงสัย

“อาจารย์รู้ด้วยหรอคะ”

“การช่างสังเกตเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ดีของนักวิทยาศาสตร์” ปากก็ตอบแต่สายตาก็ยังมองตรงไปข้างหน้าตามเส้นทางถนนที่มีแสงแดดตกกระทบจนแสบตา

“แล้วถ้าไม่มีล่ะก็คงเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีไม่ได้...อย่างฉัน” ดาริกาเบ้ปากเมื่อต้องจินตนาการถึงอนาคตในการเป็นนักวิทยาศาสตร์ของตน

“ไม่นะ...คุณเองก็มีคุณสมบัติที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีเหมือนกัน” เหมือนครั้งนี้เจ้าของเสียงทุ้มจะพูดเข้าหูดาริกา เพราะหลังจากจบประโยคเธอก็เอ่ยถามขึ้นเสียงดังอย่างใคร่รู้

“ยังไงคะ” นานทีมีหนที่จะโดนอาจารย์ขี้เต๊ะพูดถึงแบบนี้ และเธอก็คาดหวังไว้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นคำชื่นชม

“อยากรู้อยากเห็น...” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบไม่ใส่อารมณ์ ทั้งยังทำหน้านิ่งไม่แยแสกับความรู้สึกของคนฟัง “...ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีทีเดียว” พลางพยักหน้ากับตัวเองเบาๆ อย่างมั่นใจเต็มร้อยว่าตนพูดได้ดีแล้ว แต่ทำเอาคนฟังถึงกับหน้าหงาย

เธอคาดหวังคำพูดดีๆ จากปากตาลุงตรงหน้าไม่ได้เลยสินะเนี่ย ไอ้ท่าทางมั่นใจแบบนั้นคงคิดสินะว่าสิ่งที่พูดมามันเป็นคำชม แต่สุดท้ายเธอก็ปลงได้ปล่อยไปตามน้ำน่าจะดีกว่า

“อ่อค่ะ ฉะ...ฉันก็ว่าอย่างนั้น”

“ถ้าคิดว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติ แล้วจะมาเรียนสายนี้ทำไม”

นภนต์พอเดาอะไรบางอย่างได้จากสีหน้าที่เปลี่ยนไปนิดหน่อยของอีกฝ่าย เขาจึงเปรยขึ้นเสียงเรียบเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่าต้องการคำตอบ แต่มันดันเป็นคำถามที่แทงใจดำสุดๆ ในความคิดของดาริกา ก็เพราะว่าเหตุผลของเธอมันช่างไร้สาระสิ้นดี หากบอกผู้ชายตรงหน้าไปต้องถูกหัวเราะเยาะแน่ๆ

แต่ก็นะ...คนๆ นี้ดูเหมือนพวกบ้าเรียนจนสมองเพี้ยน ถ้าหากบอกเรื่องที่คนทั่วไปคิดว่าผิดปกติ ไม่แน่นะว่าผู้ชายคนนี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติก็ได้

“ไอดอลของฉันเขาเป็นคุณลุงนักวิทยาศาสตร์น่ะ สมัยก่อนตอนอยู่บ้านข้างกันเขาเป็นอาจารย์ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาทำบริษัทเกี่ยวกับพวกอุปกรณ์ขุดถ่านหินและน้ำมันแทน คุณลุงใจดีแล้วก็เก่งมากๆ ชอบชวนฉันให้ไปดูการทดลองบ่อยๆ ฉันอยากเป็นอย่างนั้นบ้าง...ก็เลยเลือกมาเรียนสายนี้น่ะ อ้อ...คุณลุงชื่อศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ชัยฤทธิ์ พิทักษานันท์น่ะ...รู้จักมั้ย”

รอยยิ้มกว้างเผยออกมาครั้นพูดถึงเรื่องในอดีตที่แสนอบอุ่น โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่าตาลุงเพี้ยนๆ ข้างตัวก็มีความคิดเหมือนคนปกติทั่วไป

นภนต์ขมวดคิ้วยุ่ง ปัญหาไม่ใช่ว่าเขารู้จักคุณลุงใจดีของเธอหรือไม่ แต่เพราะเหตุผลไร้สาระไม่มีตรรกะนั้น ทำให้เธอไม่เหมาะที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์จริงๆ

“ไร้สาระ...คุณไม่ได้เลือกในสิ่งที่คุณสนใจแล้วคิดว่าคุณจะอยู่กับวิทยาศาสตร์ได้ทั้งชีวิตหรือไง”

คำว่า ไร้สาระ ดังก้องอยู่ในหัว แต่ดาริกาก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะเธอโดนใช้คำพูดแบบนี้จนชินชา

“ฉันเองก็ไม่ได้คิดที่จะอยู่กับวิทยาศาสตร์ทั้งชีวิตหรอกค่ะ...ตอนนี้ก็กำลังซุ่มแต่งเพลงใหม่อยู่”

“แต่งเพลง?” ข้อมูลใหม่ทำให้นภนต์เกิดข้อสงสัย

“ใช่ค่ะ พอเรียนไปได้ซักพักฉันก็รู้ตัวว่าไม่ได้ชอบสายนี้เลย...แม้แต่นิดเดียว!” ดาริกาตั้งใจเน้นท้ายประโยคเสียงดังก่อนจะพูดต่อไป “ก็เลยขายรถเป็นทุนไปเที่ยวรอบโลก เพราะว่าอยากหาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง อาจารย์คอยดูนะคะเพลงของฉันจะต้องดังจนไปเป็นเพลงประกอบละครฟอร์มยักษ์ของช่องดังแน่นอน” พลันสะบัดหน้ากลับมามองตรงไปข้างหน้ารถดังเดิม

ความมั่นใจสูงลิบทำเอานภนต์ปวดหัว จากบทสนทนาเธอไม่ได้ชอบวิทยาศาสตร์เลยสักนิด แล้วอย่างนี้จะมาขอร่วมทำวิจัยกับนักวิทยาศาสตร์ทำไมกัน หรือว่าต้องการหาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงแนววิทยาศาสตร์เพื่อไปประกอบหนังแนวไซไฟกันล่ะเนี่ย

เมื่อไม่อยากจะคาดเดานภนต์จึงถามออกไป “แล้วอย่างนี้จะมาขอร่วมทำงานวิจัยทำไมล่ะ”

ดวงตาคมเอียงมองคนข้างๆ แวบหนึ่ง เมื่อไม่มีเสียงตอบรับในทันทีที่คำถามจบ

ดาริกาแทบอยากจะเอาหัวโขกพื้นซักร้อยสองร้อยที อยู่ดีๆ ก็ดันไปพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดแถมยังมีช่วงโหว่ให้ตาลุงช่างสังเกตนี่จับผิดได้อีก ตอนนี้ปลายมือและเท้าเย็นเฉียบ หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามไรผม ขณะที่ในหัวกำลังจินตนาการสร้างเรื่องโกหกที่สมเหตุสมผลที่สุด

นภนต์เห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไป ท่านั่งกุมมือกับเหงื่อที่ปรากฏท่วมแสดงว่าจะต้องมีเรื่องอะไรปิดบังเขาอยู่แน่ๆ ชายหนุ่มหรี่ตาลงพลันคิดว่าตอนนี้เขายังไม่ควรที่จะต้อนเธอจนมุม...ปล่อยไว้สักพัก เดี๋ยวหางก็โผล่ออกมาเองนั่นแหละ

“ก่อนหน้านี้จะพูดเรื่องอะไร” เขาจึงพาเปลี่ยนเรื่องเสีย ขณะที่กำลังมีความคิดว่าจะต้องคอยจับตามองผู้หญิงคนนี้ให้มากขึ้น

ดาริกาใจชื้นขึ้นมาหน่อย ถึงจะดูผิดวิสัยของเขาไปบ้าง แต่ก็เป็นโชคดีของเธอที่เขาไม่คิดจะคาดคั้นคำตอบ “อ๋อ ฉันจะถามคุณว่า...จะไปดูฝนดาวตกน่ะ ทำไมไม่เอากล้องโทรทัศน์ไปด้วยล่ะคะ”

คนนั่งหลังพวงมาลัยชะงักไปนิด มือบีบพวงมาลัยแน่นขึ้น

“ฝนดาวตก? คุณพูดเรื่องอะไร”

“อ้าว ก็อาจารย์ไม่ได้ไปดูฝนดาวตกหรอคะ ได้ยินอาจารย์โกศลพูดถึงฉันเลยคิดว่า...”

ดาริการ้องเสียงหลง ตั้งแต่วันที่มีอาจารย์แปลกหน้าที่ชื่อโกศลมาหา นภนต์ก็ไม่ได้เข้าแลปที่ตึกใหม่อีกเลย อีกทั้งดาริกาเองก็ไม่ได้ถามไถ่รายละเอียดเรื่องปรากฏการณ์ฝนดาวตกกับนภนต์สักครั้ง แถมยังทึกทักเอาเองว่าธุระของอาจารย์หนุ่มก็คือการไปดูฝนดาวตก ทำให้เธอเกิดสนใจอยากไปดูฝนดาวตกกับตาตัวเองสักครั้ง ถึงได้อ้างนู่นอ้างนี่เพื่อที่จะขอติดรถมาด้วยกัน

“เปล่านะ ผมไม่ได้จะไปดูฝนดาวตก คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ...” เสียงเรียบเอ่ยเหมือนตอกย้ำความผิดพลาดของหญิงสาว “...ตามข้อมูลที่เพื่อนส่งมาให้ มีเรื่องที่ผมจะต้องตรวจสอบนิดหน่อย”

มีอีเมลจากคนในองค์การนาซ่าส่งมาบอกถึงข้อมูลสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับงานวิจัยที่นภนต์กำลังทำอยู่ เขาคนนั้นเคยเป็นเพื่อนร่วมงานกับอาจารย์หนุ่มเมื่อครั้งที่ยังทำงานอยู่ที่ศูนย์วิจัยทางดาราศาสตร์แห่งชาติ ณ นครนิวยอร์ค

“อ้าว...” ดาริการ้องเสียงหลงอย่างผิดหวังยิ่ง “...แล้วอย่างนี้ฉันจะตามคุณมาทำไมล่ะเนี่ย”

สายตาคมเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งโอดครวญกับการคาดเดาแบบมั่วๆ ของตัวเอง เพราะแบบนี้แหละหนา...คิดแบบไม่มีเหตุผล ไม่ยอมใช้ตรรกะวิเคราะห์ให้รอบคอบเสียก่อน

“เอาอย่างไรล่ะ จะไปต่อหรือจะกลับ”

“พูดอย่างกับว่าจะพาฉันกลับ?”

ดวงตากลมกลอกไปมาก่อนย้อนถามและเป็นไปตามคาดที่คำตอบก็คือไม่ อาจารย์หน้าหล่อขี้เต๊ะไม่มีทางที่จะพายัยเด็กจอมวุ่นวายที่ทึกทักเอาเองทุกอย่าง กลับกรุงเทพตอนนี้อย่างแน่นอน

“มันเสียเวลา...รู้ใช่ไหมว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกัน”

“ถนนมิตรภาพไงล่ะ คุณคิดว่าฉันไม่รู้ล่ะสิ ความรู้ฝังลึกเมื่อสมัยเรียนส.ป.ช.เชียวนะ” ดาริกายิ้มอย่างภาคภูมิที่ได้โอกาสโชว์ภูมิใส่จอมอัจฉริยะตรงหน้า

...แม้ว่าโอกาสนั้นจะนานทีมีหนก็ตาม

“ผมก็ถามไปอย่างนั้นเพราะรู้อยู่แล้วล่ะว่าคุณต้องรู้ แต่ถ้าไม่รู้นี่สิ...คุณก็จะเป็นยัยจอมยุ่งที่ไร้ประโยชน์ยิ่งกว่าเดิม” ตั้งแต่ที่นภนต์ได้รู้จักชีวิตของดาริกามากขึ้น ก็เหมือนทัศนคติที่มีต่อเธอจะเปลี่ยนไปมากเลยทีเดียว

“หา?” เมื่อโดนดูหมิ่น ดาริกาก็ไม่รีรอที่จะโต้แย้ง แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเป็นพวกไม่ฟังใครแล้วเอาแต่พูดในสิ่งที่ตัวเองอยากจะพูดด้วยสิ

“ถนนมิตรภาพหรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลขสอง มีความยาวทั้งสิ้นห้าร้อยแปดกิโลเมตร เป็นทางหลวงที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในด้านงบประมาณและเทคนิคในการก่อสร้าง และเป็นทางหลวงสายแรกของประเทศไทยที่มีผิวจราจรราดยางแบบแอสฟอลต์คอนกรีต (Asphalt concreteชื่อมิตรภาพ เริ่มใช้เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 ปัจจุบันเริ่มต้นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ที่จังหวัดสระบุรี”

นอกจากจะเก่งวิทยาศาสตร์แล้วยังเก่งสังคมด้วยหรือเนี่ย อันที่จริงสองวิชานี้เป็นอะไรที่เข้ากันไม่ได้เลยแท้ๆ แต่ข้อมูลที่พ่นออกมาทั้งที่ไม่มีใครอยากรู้ ก็บ่งชัดแล้วว่าสมองเขายังมีพื้นที่ในการเก็บข้อมูลได้อีกหลายเทโลไบต์

...ถึงครั้งนี้เขาจะไม่ได้พูดความยาวในเลขทศนิยมสามตำแหน่ง แต่ก็จำวันที่และปีได้อย่างแม่นยำ ก็ถือว่าเหนือคนล่ะนะ...

หญิงสาวเมินหน้าออกมองนอกหน้าต่างไม่ได้ตั้งใจในสิ่งที่นภนต์พูดเท่าไหร่นัก เธอไม่เข้าใจเลยว่าประวัติของถนนมิตรภาพมันจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตตรงไหน

“ที่จริงแล้วก่อนจะมาใช้ชื่อมิตรภาพ ถนนนี้มีอยู่สองชื่อคือถนนสุดบรรทัด เป็นช่วงสระบุรี ปากช่องและนครราชสีมา และอีกชื่อคือถนนเจนจบทิศ เป็นช่วงนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานีและหนองคาย ผมก็ไม่เข้าใจว่าเขาจะตั้งชื่อให้เยอะยุ่งยากทำไม ก็คงจะเหมือนการเล่นคำในบทกลอนละมั้ง” เขาว่าต่อ โดยไม่สนใจเลยว่าจะมีใครฟังอยู่หรือไม่

“อย่างเช่น อันความว่ากรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ที่รัชกาลที่หกทรงพระราชนิพนธ์แปลมาจาก The quality of mercy is not strain’d, it droppeth as the gentlerain from heaven จากบทละครเวนิสวาณิชของวิลเลียม เชกสเปียร์ ในปี พ.ศ. 2459”ทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ ข้อมูลทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาตร์ หรือแม้แต่สังคมศึกษา หลุดออกจากปากของนภนต์อย่างไม่ขาดสาย ราวกับได้วิกิพีเดียมานั่งขับรถให้อยู่

ถ้าจะพูดให้ถูก...ตานี่เก่งไปซะทุกอย่างจะดีกว่า ยกเว้นเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์และการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีน่ะนะ

“ก็มันเป็นความงามด้านภาษาไงคะ” ดาริกาหาคำพูดที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว

นภนต์พยักหน้าน้อยๆ อย่างเห็นด้วย “ก็คงจะอย่างนั้น ภาษาเป็นสิ่งซับซ้อนที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งยังเป็นสิ่งที่แบ่งแยกระหว่างโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์และโลก...”

“ยุคประวัติศาสตร์” เสียงหวานพูดขัดคอ พลันหันหน้าขวับมองคนขับรถด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

“เอาอย่างนี้แล้วกันค่ะ คุณไปส่งฉันที่สถาบันวิจัยได้มั้ย”

ในระหว่างที่ปล่อยให้คนเป็นอัจฉริยะพูดไปพลาง สมองก็คิดไปพลางว่าเธอควรทำอย่างไรกับตัวเองในตอนนี้ดี พลันคิดได้ว่าในระหว่างทางที่จะไปถึงจุดหมายของคนมีธุระ เป็นทางผ่านของสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่งในละแวกนี้ เมื่อมีโอกาสก็อยากลองแวะเยี่ยมชม ในฐานะเด็กจบคณะวิทย์คนหนึ่ง

“สถาบันวิจัย?” ชายหนุ่มเอ่ยเพื่อย้ำถาม คำพูดของเธอสร้างความประหลาดใจให้นิดหน่อย

“รู้ได้อย่างไรว่าจะผ่านทางนั้น” จำได้ว่าเขายังไม่ได้บอกเธอถึงเรื่องจุดหมายปลายทางและจุดประสงค์ของธุระของเขา

“หินนอกโลกของคุณ เก็บได้แถวนี้ไม่ใช่หรอคะ...” เธอกำลังพูดถึงหินที่นภนต์กำลังทำการทดลองอยู่ และจำได้ดีว่าเขาเก็บมันได้ที่เทือกเขาสันกำแพง ซึ่งไม่ได้ไกลจากสถาบันวิจัยด้านธรณีวิทยาจุดหมายที่เธอเรียกร้องเลย

“...เพราะถึงยังไงก็ไม่มีฝนดาวตกให้ดูแล้ว อีกอย่างฉันก็ไม่ได้อยากจะตามคุณไปเดินป่าสำรวจบริเวณพื้นที่ที่เจออุกกาบาตน่าพิศวงก้อนนั้นด้วย ขอความกรุณาอาจารย์ไปส่งฉันที่สถาบันวิจัย...ตกลงตามนี้นะคะ” มันก็ยังดีกว่าตามนักวิทยาศาสตร์ขี้เต๊ะไปทำงานในป่านั่นแหละ

เมื่ออีกฝ่ายพูดเองเออเองเสร็จสรรพเป็นรอบที่สองของวัน นภนต์ก็ได้แต่ลอบถอนใจแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธคำขอนั้น

“ได้”

 

ร่างชายไร้วิญญาณนอนแข็งทื่อราบกับพื้น ที่คอมีรอยเชือกปรากฏเป็นห้อเลือดบ่งบอกสาเหตุการเสียชีวิต ข้างๆ มีเก้าอี้กลมไร้พนักพิงล้มนอนอยู่ หากสภาพที่เกิดเหตุมีองค์ประกอบเพียงเท่านี้ การฆ่าตัวตาย คงเป็นตัวเลือกอันดับแรกในการสันนิษฐานของตำรวจ

แต่ทว่า...

“เลขห้าไทยน่าจะถูกเขียนด้วยสารในขวดนี้ครับท่านผู้กำกับ” สารวัตรบุรินทร์ยกถุงพลาสติกในมือขึ้นพร้อมรายงาน ข้างในถุงมีขวดแก้วสีชาบรรจุของเหลวสีแดงที่คนร้ายใช้ในการสร้างตัวเลขปริศนาในคดีนี้

“อืม” ผกก.คุณากรพยักหน้า ร่างท้วมยกมือขึ้นกอดอก คิ้วหนาที่มีขนสีขาวขึ้นแซมเต็มพื้นที่ขมวดเข้าหากัน

หลังได้รับข่าวจากตำรวจในท้องที่เมื่อเช้า ผกก.คุณากรและทีมก็รีบบึ่งรถมาตรวจสอบที่สถาบันวิจัยทางธรณีวิทยาสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมทันที หากเป็นคดีฆาตกรรมธรรมดาข่าวคงไม่ไปถึงกองปราบปรามเร็วเท่าไหร่นัก แต่ถ้าหากนี่เป็นฆาตกรรมต่อเนื่องจริง...ผู้ชายคนนี้ก็เป็นเหยื่อรายที่หกเข้าไปแล้ว

อาชวินรับหน้าที่คนขับรถตีนผีในงานนี้ เขาเหยียบมิดตั้งแต่ออกจากกรุงเทพตอนสิบโมงเช้าจนมาถึงจังหวัดนครราชสีมาตอนเที่ยงตรง ซึ่งแน่นอนว่าได้แจ้งเรื่องคดีนี้ให้ทางตำรวจจราจรรับทราบแล้วและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

ผู้มาพบศพคือแม่บ้านที่มาทำความสะอาดตอนแปดโมงครึ่ง เนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์ทำให้มีนักวิจัยมาทำงานที่นี่เบาบาง แต่ก็ส่งผลดีเพราะทำให้ควบคุมจำนวนคนเข้าออกและรักษาสภาพสถานที่เกิดเหตุได้ง่ายขึ้น

มือใหญ่ล้วงกระเป๋ากางเกงควานหาโทรศัพท์มือถือไปพลางเดินออกมาข้างนอกเพื่อหาสัญญาณโทรศัพท์ นิ้วเรียวกดโทรออกไปแล้ว ตอนนี้ก็รอแค่ปลายสายตอบรับ

ตำรวจหนุ่มถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า เพิ่งรู้สึกว่าการรอคอยใครสักคนรับโทรศัพท์ในเวลาคับขันมันช่างยาวนานเหลือเกิน

“ฮัลโหลจือ...เธออยู่ไหนเนี่ย รู้รึยังว่าอาจารย์ณัชพลตายแล้ว” เขารีบกรอกเสียงใส่ทันทีเมื่ออีกฝ่ายยกหูรับสาย

ดาริกาผู้รับผิดชอบการคุ้มครองดูแลผู้ตายในคดีนี้ทำงานพลาด ไม่เพียงแต่ปล่อยให้เขาถูกฆ่าตาย แต่เธอยังไม่เคยได้เจอณัชพลและเริ่มงานเลยด้วยซ้ำ

“ฉันอยู่หลังนาย...” เสียงหวานตอบกลับ ดวงตากลมจ้องเขม็งที่แผ่นหลังกว้างตรงหน้า “แล้วก็...กำลังช็อคเรื่องอาจารย์ณัชพล”

หลังจากที่รู้ที่ไปที่มาของเรื่องราวจากกลุ่มไทยมุง ดาริกาและนภนต์ก็ตรงรี่มายังที่หน้าตึกวิจัยทันทีที่ลงจากรถ

ได้ยินอย่างนั้นตำรวจหนุ่งจึงหันหลังไปมองทันที หญิงสาวใส่เสื้อยืดคอกลมเพ้นต์ลายบาติกกับกางเกงยีนต์ตัวโคร่งสีซีดกำลังยืนทอดสายตามองตรงมา ถึงจะเห็นในระยะไกลแต่อาชวินก็สัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในดวงตากลมคู่นั้น

ดาริกากลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกที่เธออยู่ในสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม

อาชวินยืนงง ทำไมดาริกาถึงได้มาสถานที่แห่งนี้ในเวลานี้ได้อย่างเหมาะเจาะราวกับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

“จือ?”

“พอดีฉันแวะมาทำธุระน่ะ บังเอิญสุดๆ” ยังไม่ทันที่อาชวินจะเอ่ยถาม ดาริกาก็เดินเข้ามาใกล้พร้อมเฉลยข้อสงสัยนั่นแล้ว...เธอก็ยังรู้ใจเขาไม่เปลี่ยน

“แล้วเป็นยังไงบ้าง” เธอทำสีหน้าเคร่งเครียด

“ก็มีเรื่องแปลกๆ ที่ต้องตรวจสอบอีกหน่อย ตอนนี้กำลังเก็บหลักฐานกันอยู่” ตอบจบอาชวินก็ชำเลืองมองชายร่างสูงดูดีข้างกายดาริกา ซึ่งเขารู้สึกว่าชายแปลกหน้าคนนี้ยืนจ้องมองตัวเขามานานแล้ว

ดาริกาลืมไปเสียสนิทว่าได้พาจอมอัจฉริยะข้างๆ มาด้วย เมื่อเห็นสายตาเพื่อนแบบนั้นจึงรีบออกปากแนะนำ

“อ้อ...นี่รองศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์นภนต์ เป็นอาจารย์ที่ฉันทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่น่ะ ส่วนนี่เอ่อ...ดินค่ะอาจารย์ เพื่อนฉันเอง...เอ่อ ตอนนี้นายยศอะไรแล้วนะ”

หญิงสาวทำหน้าซื่อถามเพื่อน เธอคิดว่าควรแนะนำคนแปลกหน้าทั้งสองในตำแหน่งที่ฟังดูเท่าเทียม

“ร้อยตำรวจโท...บัตรที่ห้อยคอคุณเขียนอย่างนั้น” แม้แต่บัตรประจำตัวยังไม่รอดพ้นสายตาคมไปได้ นภนต์ยิ้มบางๆ พร้อมทั้งโค้งให้เล็กน้อย ในขณะที่อาชวินเองก็ทำอย่างเดียวกัน

“งั้นเราไปทำงานต่อแล้วนะ ไว้ค่อยคุยกัน” อาชวินกล่าวกับดาริกา พลันเอื้อมมือตบไหล่บางสองสามทีโดยแอบคาดโทษหญิงสาวในข้อหาจำตำแหน่งของเขาไม่ได้ไว้ในใจ

“เรื่องแปลกๆ ที่ว่า...คืออะไรหรือครับ” นภนต์ถาม เขายังติดใจในคำพูดของนายตำรวจอยู่

“เราไม่สามารถเปิดเผยให้คนนอกรับรู้ได้น่ะครับ ขอโทษด้วย” อาชวินตอบอย่างเฉียบขาด รับรู้ถึงลับลมคมในบางอย่างในตัวอาจารย์ที่มากับเพื่อนของเขา

“เรากลับกันก่อนเถอะค่ะอาจารย์ ที่นี่ปล่อยให้ตำรวจจัดการ...” คนตรงกลางอย่างดาริกาเอ่ยขึ้นเบาๆ เพื่อหวังไกล่เกลี่ยเพราะไม่รู้ว่าจะเข้าข้างใครดี

นภนต์มองมือเล็กที่วางบนเสื้อสูทเนื้อดี เธอไม่ได้ลงน้ำหนักแรงอย่างบังคับ แค่เอ่ยเชิงชักชวนเท่านั้น พลางไล่สายตาเปลี่ยนไปโฟกัสที่ใบหน้ามน ดวงตาคมมองลึกเข้าไปในดวงตากลมผ่านเลนส์ใสราวกับกำลังค้นหาความจริงบางอย่าง

หญิงสาวรีบชักมือกลับเมื่อได้สบตากับอาจารย์หนุ่ม เธอกระพริบตาถี่ๆ ลอบกลืนน้ำลาย มือทั้งสองลู่ลงแนบลำตัวกำแน่น รับรู้ได้ถึงแววตาจับผิดที่มองมาด้วยความไม่ไว้ใจ

“มีเรื่องอะไรกันงั้นหรือ”

เสียงทุ้มสุภาพดังขึ้นจากด้านในตึก ผู้มาเยือนคนใหม่กำลังเดินเข้ามาใกล้และผู้ชายคนนั้นก็ทำให้ดาริกาถึงกับต้องอ้าปากค้าง

“คุณลุงคะ”

เสียงใสสั่นเครือ เธอไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าจะได้พบกับเขาคนนั้นอีกครั้งในโอกาสแบบนี้

ชัยฤทธิ์หรี่ตามอง สายตาฝ้าฟางของคนแก่จำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น มือเหี่ยวย่นล้วงหยิบแว่นตาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตราคาแพงมาสวมใส่ พลันเพ่งมองไปที่หญิงสาวเจ้าของเสียงที่ยืนยิ้มแป้นตรงหน้า

เหมือนภาพในอดีตถูกเอามาวางซ้อนทับ ภาพของเด็กสาวตัวเล็กในชุดหมี ที่ชอบมาวิ่งเล่นซนที่บ้านของเขา ทั้งยังช่างสงสัยเป็นเจ้าหนูจำไม สรรหาคำถามให้กับทุกสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ และสาวน้อยคนนั้นก็มักจะมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเสมอๆ วันนี้เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ก็ดูไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย ยังคงเรียกหาคุณลุงใจดีด้วยน้ำเสียงกังวาลใสดั่งในวันวาน

“หนูจือ...”

สิ้นเสียงชายชรา ดาริการีบจ้ำอ้าวตรงไปหาเขา ราวกับกลัวว่าคุณลุงแสนใจดีของเธอจะหายไปกับอากาศธาตุ

“คุณลุงขา จือเองค่ะ” เธอเอ่ยเสียงดังเหมือนตะโกน

สิบปีมาแล้วที่สองลุงหลานต่างสายเลือดไม่ได้พบหน้ากัน หลังจากที่ครอบครัวของดาริกาย้ายสำมะโนครัวจากเมืองหลวงไปอยู่แม่ฮ่องสอน บ้านหลังนั้นก็ถูกขายทิ้ง และทางบ้านก็ซื้อห้องคอนโดเอาไว้ให้ดาริกาอยู่แทน ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน ทางดาริกาก็เทียวกลับไปหาชัยฤทธิ์บ้างเป็นครั้งคราวแต่ส่วนมากก็มักจะคลาดกัน ไม่มีโอกาสได้พบปะ ชัยฤทธิ์หย่าร้างกับภรรยาส่วนลูกสาวก็ส่งไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ทำให้เขาต้องอยู่บ้านคนเดียว และหลังจากที่บ้านของครอบครัวเธอขายได้ ชัยฤทธิ์เองก็ย้ายออกเช่นกัน

ชายชราเอื้อมมือเหี่ยวย่นมากุมมือเล็กไว้แน่น “ลุงจำหนูจือได้จ้ะ ไปยังไงมายังไงล่ะเนี่ย”

“เรื่องบังเอิญน่ะค่ะ จือแค่แวะมาเท่านั้น ไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้มาเจอคุณลุงที่นี่” ดาริกากล่าวทั้งรอยยิ้ม พลันสังเกตเห็นมือใหญ่ที่กุมอยู่นั้นมีผ้าพันแผลสีขาวพันรอบ ตั้งแต่ปลายนิ้วชี้และกลางไปจนถึงข้อมือ

“มือคุณลุงไปโดนอะไรมาคะ” น้ำเสียงหวานแฝงไปด้วยความห่วงใย

“พอแก่แล้วก็เดินเหินไม่ค่อยสะดวก พอล้มแล้วก็เจ็บหนักแบบนี้แหละนะ ไม่เป็นไรหรอก ฮ่าฮ่า วันนี้ดีใจจริงๆ ที่ได้มาเจอหนูจืออีก” แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บแต่ชัยฤทธิ์ก็ดีใจจนกลั้นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ” ถึงกระนั้นดาริกาก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“แค่ซ้นน่ะ ไม่เป็นไรมากหรอก ลุงยังแข็งแรงดีหนูจือไม่ต้องเป็นห่วงนะ” ชายชราว่ายิ้มๆ

“แล้วทำไมคุณลุงถึงมาอยู่ที่นี่คะ ถ้าบาดเจ็บก็น่าจะพักผ่อน” เด็กสาวในวันวานถามกลับบ้าง

คำถามนั้นก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของชายชราเจื่อนหมองลง เขาก้มหน้าก้มตาตอบเหมือนอยากจะซ่อนน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น

“ลุงมาเยี่ยมลูกศิษย์น่ะ แต่...มันก็สายไปเสียแล้ว”

“ไม่เป็นไรนะคะคุณลุง...” มือเล็กกำมือเหี่ยวย่นแน่นเป็นการปลอบประโลมใจ “...อาจารย์ณัชพลเคยเป็นลูกศิษย์คุณลุงหรอคะ”

“ใช่แล้วล่ะ ทั้งขยันและตั้งใจ แต่ไม่น่าอายุสั้นเลย” ชายชราพูดเสียงแผ่ว ทั้งเสียใจและเสียดายคนมีความสามารถ

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นถูกแสดงออกมาทั้งคำพูดจาและการกระทำ ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้เป็นการสร้างภาพตบตาหรือเสแสร้งแกล้งทำ แต่มันมาจากความรู้สึกที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ นภนต์เห็นอย่างนั้น

“อาจารย์ชัยฤทธิ์ มาอยู่ที่นี่เองหรอครับ”

เสียงเรียกปนหอบดังมาจากด้านในตึก เรียกความสนใจจากทุกคนให้หันมอง

“อาจารย์โกศล?” นภนต์ทักขึ้นอย่างแปลกใจที่เห็นคนที่ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ได้

ชายหนุ่มผิวเข้มหันไปมองตามเสียงเรียกชื่อ

“อาจารย์นภนต์? มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรครับเนี่ย” เขาถาม ทางนี้เองก็แปลกใจไม่น้อยเหมือนกัน

ยังไม่ทันที่นภนต์จะได้ตอบ ก็มีนายตำรวจร่างสูงใหญ่อีกคนเดินเข้ามาใกล้ แต่นั้นไม่ได้ทำให้นภนต์สนใจได้เท่ากับของที่อยู่ในมือ

“ในถุงนั่น ขวดคาร์โบลฟิวซิน (Carbol fuchsin) ถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานหรือครับ” นภนต์ถามชี้นิ้วไปที่สิ่งของที่เขากำลังพูดถึง

บุรินทร์ก้มมองของในมือ

“ใช่ครับ”

“เป็นสารเชิงซ้อนระหว่างฟีนอลและฟัจซิน ใช้สำหรับการย้อมสีเซลล์ จำพวกไมโครแบคทีเรียที่ไม่สามารถย้อมแบบธรรมดาให้ติดสีได้ เพราะผนังเซลล์ประกอบด้วยไขมันสูงถึงหกสิบเปอร์เซนต์ของน้ำหนัก ใช้ในการวินิจฉัยเชื้อในเสมหะของผู้ป่วยวัณโรค”

ปับ ปับ

เสียงปรบมือดังขึ้น โกศลเอ่ยชมเชย “พูดได้สมกับเป็นอาจารย์นภนต์จริงๆ”

ชายชราสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มที่ยืนข้างกายหลานสาวที่เขาเอ็นดู คือนักดาราศาตร์อัจฉริยะอนาคตไกลที่ร่ำลือกัน ไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้เจอกันในลักษณะแบบนี้และในสถานที่แบบนี้

แต่นภนต์ก็ไม่ได้สนใจในคำชื่นชมนั่น เอาแต่จ้องมองนายตำรวจร่างใหญ่แล้วถามคาดคั้น

“แล้วของแบบนี้ ทำไมถึงถูกนำมาเป็นหลักฐานล่ะครับ”

บุรินทร์อ้ำอึ้งไปนาน เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่รายงานสรุปผล อีกทั้งยังเป็นข้อมูลลับที่คนนอกยังไม่ควรรับรู้ โกศลเห็นท่าทีอย่างนั้นจึงเสนอหน้าตอบให้

“คนร้ายใช้สิ่งนี้เขียนเป็นตัวเลขน่ะครับ”

“ตัวเลข?” นภนต์หูผึ่ง

“นี่คุณ! ตอนนี้เรายังเปิดเผยข้อมูลไม่ได้นะครับ” นายตำรวจตัดบทและกล่าวตักเตือนอย่างสุภาพ

ดาริกาเห็นท่าไม่ดี จึงชิงตัดบท “เอ่อ ถ้าไม่มีอะไรแล้วจือขอตัวก่อน...” แต่ก่อนจะทำอย่างที่เธอว่า ก็ได้หันไปกล่าวกับชายชราอย่างนอบน้อม “...แล้วคุณลุงกลับยังไงคะ จะกลับกรุงเทพเลยหรือเปล่า”

“ใช่แล้วล่ะ เดี๋ยวมีคนมารับไม่ต้องเป็นห่วงนะ หนูจือกลับไปก่อนเถอะ” ชายชรายิ้มอย่างอ่อนโยนและพยายามไม่หันหน้าไปสบตากับชายร่างสูงข้างกายหลานสาว

“อ่อค่ะ หวังว่าเราจะได้พบกันอีก...รักษาตัวด้วยนะคะ” เธอยิ้มกว้างพร้อมกับยกมือไหว้ผู้อาวุโส จากนั้นดาริกาก็หันไปสะกิดเรียกคนที่มาด้วยกัน “เรากลับกันก่อนเถอะค่ะอาจารย์”

เหมือนว่าความลับเรื่องตัวเลข จะทำให้นภนต์นิ่งไปได้มากทีเดียว เพราะเขาไม่รู้สึกตัวเลยที่โดนสะกิดอย่างนั้น จนคนตัวเล็กว่าต้องออกแรงดึงที่แขน

“อาจารย์คะ เรากลับกันเถอะค่ะ”

สติถูกดึงกลับมาเพราะเสียงเล็กเปล่งดังข้างหู

“อืม” เขาตอบรับในลำคอ

ขาสองคู่เดินจนถึงรถคันโตสีดำ ใบหน้าหวานหมองหม่นลงจนสังเกตได้ ความสับสนและว้าวุ่นทำใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ส่วนด้านเจ้าของรถก็ไม่มีทีท่าจะปลดล็อกประตูให้ผู้ที่โดยสารมาด้วยเข้าไปนั่งด้านใน สายตาคมกลอกไปมาอย่างคนใช้ความคิด

“อาจารย์ ฉันขอไปโทรศัพท์สักครู่นะคะ” หญิงสาวเดินห่างออกไปโดยไม่รอการตอบรับจากอีกฝ่าย

นภนต์ยืนมองตามหลังหญิงสาวที่ขอตัวออกไป เขาไม่รู้ว่าเธอมีธุระด่วนอะไรที่ทำให้ต้องโทรศัพท์ในตอนนี้ แต่ก็หาที่จะใส่ใจไม่ เพราะสมองที่กำลังประมวลในตอนนี้กำลังจะแสดงผลลัพธ์

“คดีต่อเนื่อง ตัวเลขที่เขียนด้วยเลือด...” เขาพึมพำในลำคอ แน่นอนว่าเขาไม่เคยลืมปริศนาที่ค้างคาใจนี้ได้เลย

รถซีดานหรูสีเงินเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบบาทวิถี ชายหนุ่มคนขับไม่ได้ดูสะดุดตาไปมากกว่าชายวัยกลางคนร่างท้วม ใบหน้าคร้ามที่กำลังก้าวขาลงจากฝั่งที่นั่งข้างคนขับ

นภนต์ได้ยินผู้โดยสารเอ่ยขอบอกขอบใจ ก่อนที่รถยนต์จะเคลื่อนผ่านหน้าเขาไป

เหมือนชายวัยกลางคนจะรู้สึกถึงสายตาที่กำลังจับจ้องมา เขาหันมองตาม เห็นชายหนุ่มหน้าตาเฉลียวฉลาดส่งรอยยิ้มบางพร้อมโค้งให้ในที

แต่ก่อนจะได้ทักทายอะไรกัน เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าคาดเอวก็ดังขึ้นเสียก่อน

ตรืด ตรืด

ประณพหรี่ตาลงมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ก่อนกดรับสาย “ว่ายังไงจือ”

อาจารย์หนุ่มนึกแปลกใจกับชื่อที่เรียกคนปลายสาย

“อ้อ...ถ้าเรื่องนั้น อาก็มาที่เกิดเหตุแล้วล่ะ...” ประณพวรรค “...จือก็อยู่ที่นี่?”

นภนต์เพยิดหน้าไปทางที่คาดว่าจะเป็นคนปลายสายยืนอยู่ ประณพมองตามพร้อมร้องเรียก

“อ้อ อาเห็นเราแล้ว”

เมื่อเห็นว่าหลานสาวรู้ตำแหน่งของตนแล้ว ประณพจึงกดวางสายแล้วหันมาให้ความสนใจกับคนตรงหน้าแทน

“สวัสดีครับ คุณนักสืบประณพ”

ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไร คนอายุน้อยกว่าก็เอ่ยทักทายขึ้นมาก่อน

“สวัสดี ก็ว่าคุ้นหน้าอยู่...เธอคือหลานชายของผู้บังคับการสรพงศ์ใช่ไหม”

นภนต์ยิ้มน้อยๆ ก่อนเอ่ยแนะนำตัว “ผมทีเองครับ”

“อ้อ เป็นอย่างไรบ้างล่ะ สบายดีไหมแล้วมาทำอะไรที่นี่” ประณพรัวคำถามใส่ เป็นเรื่องน่าประหลาดใจไม่น้อยที่ได้พบกับเด็กหนุ่มหลานชายของอดีตผู้บังคับการในสถานที่และเวลาอย่างนี้

“สบายดีครับ ที่มาที่นี่ก็เพราะเหตุบังเอิญมากกว่า ว่าแต่...คุณนักสืบมาที่นี่เพราะเรื่องคดีตัวเลขหรือครับ” ไม่รอช้านภนต์ก็ยิงคำถามตรงตามข้อข้องใจตนเองใส่ทันที

“ใช่...” ประณพตอบแทบจะในทันที “...คดีต่อเนื่องที่เหมือนจะปิดไปแล้ว ช่วงนี้กลับมีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน แต่ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าจะเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า แต่ผมกับผกก.คุณากรดูแนวโน้มว่าจะใช่ เลยรื้อคดีขึ้นมาสอบสวนใหม่”

“แล้ว...เป็นอย่างไรบ้างครับ”

ยังไม่ทันที่จะตอบคำถาม เสียงเล็กๆ ก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน

“อาคะ!

ดาริกาหันมองชายต่างวัยทั้งสองสลับกันไปมา ดวงตากลมโตพยายามสื่ออะไรบางอย่างกับอาของเธอ เธอยังคงกังวลในความลับที่ไม่อาจเผยต่อสาธารณะได้

นภนต์ที่อ่านสายตานั่นออก เอ่ยขึ้นมาอย่างรักษามารยาท

“คุณอาจจะอยากพูดเรื่องส่วนตัว อย่างนั้น ผมขอตัวก่อนแล้วกัน...” พลางส่งยิ้มบางๆ ให้ ก่อนหันมาพูดกับนักสืบที่คุยค้างกันอยู่ “...ผู้กำกับการมาที่นี่ด้วยหรือเปล่าครับ”

“อันที่จริง ผมก็กำลังจะไปหาเขานั่นแหละ...ที่ห้องชั้นสอง” ประณพว่าพร้อมบอกสถานที่เรียบร้อย ราวกับเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไร

“ขอบคุณมากครับ”

ดาริกามองตามแผ่นหลังหายเข้าไปในอาคารจนลับสายตา จากนั้นก็หันกลับมามองชายวัยกลางคนที่กำลังสบตาเธออยู่ แววตาอันอบอุ่นและแสนใจดีตรงหน้า คนที่เธอต้องการพูดคุยมากที่สุดในตอนนี้

“อาจารย์นภนต์...จะไปหาผู้กำกับการทำไมกันคะ”

“เขาเคยช่วยเราสืบคดีนี้ เมื่อสิบปีก่อน” สายตาไม่เชื่อของหลานสาว ทำให้ประณพต้องพูดเสริม “เป็นกำลังสำคัญเลยล่ะ ผู้กำกับการน่าจะดีใจที่ได้เจอเขา”

“หืม อย่างนั้นหรอคะ...” ดาริกาว่ากับตนเอง “...อาจารย์เนี่ยนะ”

“ว่าแต่เราเถอะ...เป็นยังไงบ้าง”

หญิงสาวได้แต่ถอนใจยาว

“จือจะทำยังไงดีคะ” พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอตกใจและเป็นกังวลเรื่องนี้มาก

ประณพถอนใจเฮือกใหญ่ตาม...เขาอุตส่าห์รีบบึ่งมาที่เกิดเหตุทันทีที่รู้ข่าวจากคุณากร จนรถน้ำมันหมดกลางทาง ทำให้ต้องอาศัยรถที่บังเอิญผ่านมาและบังเอิญว่ามีจุดหมายที่เดียวกัน จนมาถึงที่นี่

“เรื่องนั้น...” ประณพเว้นวรรคหายใจ แต่ช่วงเวลานี้ดาริกากำลังจะใจหาย “...จือทำดีที่สุดแล้วล่ะ”

“แต่อาคะ จือยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ยังไม่ได้แม้แต่รู้จักกับเขาด้วยซ้ำ”

ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในหัวใจอันแสนบอบบาง หน้าที่ของเธอคือการดูแลไม่ให้เขาไปทำร้ายใครหรือโดนใครทำร้ายไม่ใช่หรือ อย่างนี้ก็เรียกว่าบกพร่องในหน้าที่น่ะสิ

“ไม่เป็นไรนะจือ มันคงถึงเวลาของเขาแล้วล่ะ” คุณอาแสนใจดีก็ยังคงทำหน้าที่ปลอบใจเธอมาตั้งแต่เด็กจนโต

ดาริกาเข้าใจดี แต่ก็ยังทำใจไม่ได้ เธอไม่ได้เข้มแข็งพอที่เห็นการสูญเสีย...บอกตามตรงว่าไม่เคยเตรียมใจสักนิด ที่อยากมาทำงานนี้ก็เพื่อความสนุกเท่านั้น

“อาคะ...จืออยากถอนตัว”

“อะไรกัน จือพูดอะไรน่ะ จือเป็นคนอาสาเองนะ...ลืมไปแล้วหรอ” ประณพเองก็เข้าใจหลานสาวดีเช่นกัน แต่เขายังไม่อยากให้เธอละทิ้งความรับผิดชอบไปง่ายๆ ถ้าเธอผ่านจุดจุดนี้ไปได้ ก็จะเป็นการก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ไปอีกขั้น

“แต่จือไม่อยาก...”

“ที่ตกลงกันไว้น่ะยังไม่ถือว่าเป็นโมฆะหรอกนะ” เขาไม่อยากที่จะฟังข้ออ้างของเธอต่อ ในสถานการณ์แบบนี้เขาต้องทำให้เธอก้าวผ่านไปให้ได้

หญิงสาวชะงักไปนิด หากปิดคดีนี้ได้เธอก็จะได้ทำงานเพลงที่เธอรัก แต่ว่ามันเป็นรางวัลที่เธอควรได้รับงั้นหรือ

“เรามาช่วยกันเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ เราเป็นทีมเดียวกันแล้วนะ” เสียงทุ้มนุ่มอันอบอุ่นยังคงเอ่ยปลอบประโลมและให้กำลังใจ

“ค่ะอา...” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เหมือนเขื่อนเก็บน้ำตากำลังจะแตกในไม่ช้า

เสียงสูดน้ำมูกดังไปทั่ว ทำเอาคนเป็นอาต้องถอนหายใจ

...ยัยเด็กคนนี้เป็นประเภทที่ ถ้าได้ร้องไห้แล้วก็จะเข้มแข็ง ครั้งนี้ปล่อยให้ร้องไปก่อนก็แล้วกัน...

0 ความคิดเห็น